Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

ส่องเศรษฐกิจไทยปี 2569: ฝ่ามรสุมสมบูรณ์แบบ (Perfect Storm) สู่การรีเซ็ตโครงสร้างประเทศ

ก้าวเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2569 ภูมิทัศน์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ข้อมูลจากการประเมินของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และทิศทางนโยบายจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ให้เห็นว่าปีนี้คือปีแห่งความท้าทายที่ซับซ้อน หรือที่นิยามว่า “Perfect Storm” ซึ่งกดดันให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

 1. สถิติและตัวชี้วัด: เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจประเมินภาพรวมในปี 2569 ไว้ดังนี้:

-     การขยายตัวของ GDP: คาดการณ์เติบโตเพียง 1.6–2.0% ซึ่งชะลอตัวลงจากปี 2568 (2.0%) สะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
-     ภาคการส่งออก: อาจหดตัวในช่วง -1.5% ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้าโลก
-    ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI): อยู่ในสภาวะเปราะบาง หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิต ต่ำกว่า 60% (เทียบกับระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80%)

 2. เจาะลึกปัจจัย "Perfect Storm" ที่รุมเร้าประเทศไทย

พายุเศรษฐกิจในปี 2569 ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการถาโถมของ 3 ปัจจัยหลักที่เกิดขึ้นพร้อมกัน:

1.    แรงกดดันจากภายนอก: ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น CBAM (มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน) และ EUDR (กฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า) ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทย

2.    วิกฤตชายแดนและสินค้าทะลัก: ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา คาดการณ์ความเสียหายทางการค้ากว่า 140,000 ล้านบาท ประกอบกับการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) ที่ทำลายขีดความสามารถของโรงงานไทย

3.    ปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน: หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเรื้อรัง ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SMEs

 3. ทางออกเชิงยุทธศาสตร์: "Reinvent Thailand"

เพื่อตอบโต้กับสภาวะเปราะบาง ส.อ.ท. ได้เสนอแนวคิดการปฏิรูปประเทศขนานใหญ่ โดยเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงฐานผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง ผ่านกลไกดังนี้:

 ยุทธศาสตร์ CRS เพื่อความยั่งยืน

-     Competitiveness: ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี STEM
-     Resilience: สร้างความยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
-    Sustainability: ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

สมรภูมิธนาคารไร้สาขา 2569: เมื่อยักษ์ชนยักษ์ในยุค Virtual Bank ครองเมือง

ก้าวเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2569 ภูมิทัศน์ทางการเงินของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อ "ธนาคารไร้สาขา" หรือ Virtual Bank กำลังจะเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปีนี้ หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศรายชื่อ 3 กลุ่มทุนผู้ชนะใบอนุญาตไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 สมรภูมิในปีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการชิงฐานลูกค้า "Underbanked" และ "Unbanked" นับล้านรายที่ธนาคารดั้งเดิมเข้าไม่ถึง

 3 ขั้วอำนาจใหม่: พันธมิตรยุทธศาสตร์แห่งปี 2569

การแข่งขันในปีนี้ถูกขับเคลื่อนโดย 3 กลุ่มบริษัทมหาชนจำกัดที่ผ่านการคัดเลือกเข้มข้น และกำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการทดสอบระบบความพร้อม:

1. ธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน) (Click Bank): การผนึกกำลังของ ธนาคารกรุงไทย (KTB), AIS (ADVANC) และ OR (ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก) กลุ่มนี้ชูจุดแข็งด้านฐานข้อมูลลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ทั้งบัญชีเงินฝาก เครือข่ายมือถือ และพฤติกรรมการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผ่านสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าในเครือ
2. กลุ่ม SCBX: ร่วมกับ WeTechnology และ KakaoBank จากเกาหลีใต้ กลุ่มนี้โดดเด่นด้านประสบการณ์การบริหาร Virtual Bank ระดับโลก โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) ที่ไร้รอยต่อ และการวิเคราะห์สินเชื่อด้วย AI ที่แม่นยำ
3. บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACM Holding): หรือกลุ่ม Ascend Money (ทรูมันนี่) ภายใต้เครือซีพี ซึ่งมีฐานผู้ใช้งาน Digital Wallet หนาแน่นที่สุด และมีความเข้าใจในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและพ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างดี
 อาวุธลับ: ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) และโครงสร้างต้นทุนต่ำ

สิ่งที่ทำให้ Virtual Bank ในปี 2569 แตกต่างจากธนาคารดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิงคือ "โครงสร้างต้นทุน" และ "นวัตกรรมการวิเคราะห์สินเชื่อ":

 ต้นทุนที่ถูกกว่า 1 ใน 3: การไม่มีสาขาและพนักงานจำนวนมาก ทำให้ Virtual Bank สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าธนาคารปกติถึง 3 เท่า นำไปสู่การเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่า หรือค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า
 Alternative Data: Virtual Bank จะไม่พึ่งพาเพียงแค่สลิปเงินเดือนหรือประวัติบูโรเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้ข้อมูลพฤติกรรม เช่น การจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ การเติมเงินมือถือ หรือยอดขายในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ มาใช้คำนวณ Credit Scoring
 Agility: ด้วยระบบ Cloud-native และ API-first ทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แทนที่จะเป็นหลายเดือน

 AI กับ "ความหิวกระหาย" ที่มองไม่เห็น: เมื่อนวัตกรรมอัจฉริยะกำลังแย่งชิงทรัพยากรน้ำของโลก

ในปีพุทธศักราช 2569 (2026) ในขณะที่คนทั้งโลกกำลังตื่นตาตื่นใจกับความฉลาดล้ำของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาช่วยทำงานและแก้ปัญหาซับซ้อน แต่เบื้องหลังความอัจฉริยะเหล่านั้นกลับมี "ต้นทุน" มหาศาลที่ถูกซ่อนไว้ นั่นคือ ทรัพยากรน้ำจืด ที่กำลังถูกสูบไปใช้ในอัตราที่น่าตกใจ จนเริ่มส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำในหลายภูมิภาคทั่วโลก

- ทำไม AI ถึง "กระหายน้ำ"?

ความต้องการใช้น้ำของ AI ไม่ได้เกิดจากตัวโปรแกรม แต่เกิดจาก โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่รองรับ:

- ระบบหล่อเย็น (Cooling Systems): ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประมวลผล AI ต้องใช้ชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง (เช่น GPU) ซึ่งสร้างความร้อนมหาศาล น้ำปริมาณมากจึงถูกใช้เพื่อระบายความร้อน โดยน้ำกว่า 80% มักสูญเสียไปจากการระเหย
- การผลิตกระแสไฟฟ้า: โรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟให้ดาต้าเซ็นเตอร์ (โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังความร้อน) ต้องใช้น้ำมหาศาลในกระบวนการผลิต
- การผลิตเซมิคอนดักเตอร์: ชิป AI รุ่นใหม่ต้องการ "น้ำบริสุทธิ์พิเศษ" (Ultrapure Water) ในขั้นตอนการผลิต ซึ่งสะอาดกว่าน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมยาถึง 1,000 เท่า

- เปิดสถิติช็อกโลก: ราคาที่ต้องจ่ายต่อหนึ่งคำสั่ง

งานวิจัยและรายงานความยั่งยืนในปี 2568-2569 เปิดเผยตัวเลขที่น่ากังวล:

- 1 คำสั่ง = 1 แก้ว: การป้อนคำสั่ง (Prompt) ให้ AI อย่าง ChatGPT ประมาณ 10-50 ข้อความ อาจใช้น้ำสูงถึง 500 มิลลิลิตร หรือเทียบเท่ากับน้ำดื่มหนึ่งขวด
- การฝึกฝนโมเดล: การฝึก (Training) โมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง GPT-3 เพียงครั้งเดียว อาจใช้น้ำถึง 700,000 ลิตร เทียบเท่ากับความต้องการน้ำดื่มของคนนับหมื่นคนต่อวัน
- วิกฤตในปี 2570: คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำของ AI ทั่วโลกจะสูงถึง 4.2 - 6.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งมากกว่าปริมาณการใช้น้ำของประเทศเดนมาร์กทั้งประเทศ
- ผลกระทบ: สมรภูมิแย่งชิงน้ำระหว่าง "คน" กับ "เครื่องจักร"

รู้ทันคำโกหก!! กางงบเลือกตั้ง-ประชามติ 8,978 ล้าน ท่ามกลางดราม่า "แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเศรษฐกิจ" เตือนประชาชน Search Google เช็กข้อมูล ก่อนหลงกลวาทกรรม 'ปากท้อง' ที่พูดความจริงไม่ครบ

แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ? พูดความจริงไม่หมดมันก็ไม่ต่างอะไรกับการโกหก

สวัสดีปีม้าทอง พร้อมคำขวัญวันเด็ก "รักชาติไทย ใส่ใจโลก" เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรักและความภาคภูมิใจในชาติ ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม 

เริ่มต้นปี กับการหาเสียงอย่างดุเดือด เตรียมเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และเม็ดเงิน 8,978  ล้านบาท คืองบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง และทำประชามติ ปี 2569 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดที่เคยมีมา

ประเทศไทย ใช้งบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง ในทุกครั้งเป็นจำนวนมาก ยังไม่รวมการเลือกตั้งซ่อม กรณีที่ สส. ลาออก หรือพ้นจากตำแหน่ง จากสาเหตุต่างๆ ทั้ง ขาดคุณสมบัติในภายหลัง จากการต้องคดีความ หรือประพฤติผิดจรรยาบรรณ 

ไม่แน่ใจว่าการตรวจสอบคุณสมบัติของ ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย ผู้ทรงเกียรติ ที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากทั้งจากพรรคการเมืองที่ส่งลงสมัคร และ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำไมถึงมักจะมาพบว่าขาดคุณสมบัติในภายหลัง จนต้องเสียงบประมาณเพิ่มเติมในหลายๆ เขต ในการจัดเลือกตั้งซ่อม

ตัวอย่างล่าสุด ก็คงได้ทราบข่าวกันแล้ว กับการจับกุม ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ที่มีเอี่ยวกับการฟอกเงิน ผู้ถูกกล่าวหา: นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 33 (บางพลัด-บางกอกน้อย) ถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ตามหมายจับในข้อหา ฟอกเงิน ที่ขยายผลมาจากเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ปปง. ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สิน ของนายบุญฤทธิ์และพวก รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

และที่ตั้งงบประมาณการเลือกตั้งในปี 2569 เป็นจำนวนสูงสุดที่เคยจัดเลือกตั้ง ส่วนหนึ่ง ก็อาจจะเพราะมีการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ในคราวเดียวที่จะให้ประชาชนไปหย่อนบัตร ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ผ่านการออกเสียงประชามติโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีเสียงข้างมากเห็นชอบ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 โดยได้รับเสียงเห็นชอบ 61.35% (6,568 895 เสียง) และไม่เห็นชอบ 38.65% (4,131,150 เสียง)

หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเทศไทย ก็ต้องเสียงบประมาณเพิ่มอีก อย่างน้อยก็น่าจะอีกราวๆ 10,000 ล้านบาท ถึงแม้จะทำประชามติ ครั้งที่ 1 จากการต้องทำประชามติ 3 ครั้ง พร้อมกับการเลือกตั้งในครั้งนี้

 การหาเสียงของบางพรรคการเมือง กับ การแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปากท้อง จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น ?
 คงต้องถามว่าปากท้องใคร เศรษฐกิจของใคร ...
 ขอหยิบบางประเด็นที่กำลังเป็นกระแสในสาเหตุที่อ้างว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ดี

1. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เขียนให้คดีคอรัปชั่นไม่มีอายุความ ความจริงคือ มีการแก้เพิ่มเติมให้การนับอายุความคดีทุจริตจะหยุด เมื่อผู้ต้องหาหลบหนีคดี หมายความว่า ไม่ว่าจะหนีก่อนหรือหลังพิจารณาคดี ถ้าผู้ต้องหาหลบหนี อายุความจะหยุดนับไว้จนกว่าจะกลับมาเข้ากระบวนการ 

2. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เขียนห้ามให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยสารเครื่ิงบินชั้นเฟิร์สคลาส ความจริงคือ แก้ไขระเบียบเบิกจ่ายให้เบิกจ่ายได้แค่ราคา“ชั้นประหยัด”เท่านั้น ส่วนใครอยากขึ้นชั้นธุรกิจ หรือเฟิร์สคลาสต้องจ่ายค่าส่วนต่างเอง มันคนละความหมายกับห้ามนั่งเฟิร์สคลาส

3. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เพิ่มโทษประหารชีวิตสำหรับคดีทุจริต ความจริงคือ มีระบุอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาแต่เดิมว่าโทษสูงสุดของคดีทุจริตคือประหารชีวิต รธน.แค่ส่งเสริมการปราบโกง มีการเพิ่มเติมในบางมาตรา ซึ่งถ้าร้ายแรงที่สุดก็คือมีโทษประหารชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 (มาตรา 123/2): เพิ่มโทษสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับทรัพย์สินโดยมิชอบ ให้มีโทษจำคุก 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือประผารชีวิต

 แค่ 3 ข้อนี้ เริ่มจะเอะใจกันบ้างไหม ว่าคนที่อยากแก้ จะแก้เพื่อปากท้องใคร ? 
ยังไม่รวมบางสื่อ ที่มีการสัมภาษณ์ชี้นำ ตั้งคำถามในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากแก้ไขมาตรา 112 ใช่หรือไม่ แล้วตอบว่า มาตรา 112 เป็นประมวลกฎหมายอาญา ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ฝั่งที่โจมตี ไม่รู้เหรอ เสมือนอีกฝั่งตรงข้าม เขาเป็น IO แค่ท่องจำมา

จะบอกว่า ยังมีประชาชนจำนวนมาก ที่ Search Google เป็น เขาก็รู้ว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายอาญา จริงๆ พิธีกร ควรตั้งคำถามว่า ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากแก้ไขหมวด 1 มาตรา 1 และ มาตรา 2 ใช่หรือไม่ อยากฟังคำตอบของคำถามนี้มากกว่า 

แซะโดยพูดความจริงไม่หมดมันก็ไม่ต่างอะไรกับโกหก มันก็คือการบิดเบือน แต่ Digital Footprint มันชัดเจนในคำตอบ มันลบได้ไม่หมดนะ 

คุ้มไหม ..!! กับการต้องเสียงบประมาณ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทั้ง ๆ ที่ หากจะแก้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อปัญหาปากท้องชาวบ้านจริง ก็สามารถแก้ไขบางมาตรา ผ่านกำไกของรัฐสภาได้ แทนที่จะนำงบประมาณก้อนนี้มาใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้มากกว่า 


เรื่อง : The PALM

ของจริงระดับโลก!! “ฉี ยู่ฉี” ลั่นชม “กุลวุฒิ” แนวหน้าของโลก หลังเสียแชมป์มาเลย์ โอเพ่น ไทยคุมเกมแรกอยู่หมัดก่อนปิดงาน สัญญาณชัด “วิว” พร้อมล่าแชมป์ต่อทั้งฤดูกาล

(12 ม.ค. 69) "วิว" กุลวุฒิ วิทิตศานต์ สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ Malaysia Open 2026 ซึ่งเป็นรายการระดับ BWF World Tour Super 1000 ที่กัวลาลัมเปอร์ หลังเอาชนะมือ 1 โลก "ฉี ยู่ฉี" จากจีน ในรอบชิงชนะเลิศ โดยเกมแรก "วิว" ชนะอย่างดุเดือด 23-21 และเกมสอง "ฉี ยู่ฉี" มีอาการบาดเจ็บจนต้องขอยอมแพ้ที่สกอร์ 6-1

หลังการแข่งขัน "ฉี ยู่ฉี" ยอมรับความสามารถของ "วิว" ว่าเป็นนักแบดมินตันระดับท็อปและคู่ต่อสู้ที่เล่นด้วยยากทุกครั้ง พร้อมชื่นชมว่า "กุลวุฒิแข็งแกร่งมาก" และการเจอกันกับเขาเป็น "งานยากเสมอ" ซึ่งคำชมนั้นสะท้อนถึงคุณภาพและความน่าเกรงขามของนักตบชาวไทย

ชัยชนะครั้งนี้มีความหมายพิเศษ เพราะรายการ Super 1000 เป็นสนามแข่งขันที่รวมท็อปโลกไว้มากมาย และต้องผ่านแรงกดดันสูง "วิว" แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทักษะการควบคุมเกมและการวางแผนที่ยอดเยี่ยม ส่งผลให้คู่แข่งระดับโลกยอมรับ

แม้ว่าผลการแข่งขันรอบสองจะจบด้วยการถอนตัวของคู่แข่งจากอาการบาดเจ็บ แต่ "วิว" ก็ทำเต็มที่ในเกมแรกจนสร้างแรงกดดันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และชัยชนะนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเขาในการล่าแชมป์ระดับโลกในปี 2026

สถานะใหม่ของ "วิว" คือหนึ่งในนักแบดมินตันชายเดี่ยวชั้นนำที่โลกไม่อาจมองข้าม เป็นการเปิดฤดูกาลใหม่ด้วยความหวังและความท้าทายที่จะต้องจับตาต่อไปในปีนี้

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1629780/

แชร์อย่างไรไม่ให้โดนจับ? เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- กันตีความ "หาเสียงไม่สุริต" ยกเคสป้ายปริศนา "ไม่เลือกพรรคขายชาติ" สุ่มเสี่ยงปลุกระดม-ใส่ร้ายพรรคการเมือง

เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- ป้องกันการตีความ “หาเสียงไม่สุจริต” 

วันก่อนเอย่าเห็นข่าวของสำนักข่าวหนึ่งพาดหัวว่า พบร้านทำป้ายคำว่า "เราไม่เลือก พรรคขายชาติ เราไม่เลือก พรรคด้อยค่าทหาร"  แม้ข้อความเหล่านี้จะไม่ได้ระบุโจมตีพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งโดยตรงแต่ข้อความเหล่านี้มีความสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้งในหลายประเด็นกล่าว วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ทราบกัน  หลักๆแล้วข้อความที่ปรากฏในข่าวนั้นมีการผิดกฎหมายเลือกตั้งอยู่ 3-4 ประการคือ

1. อาจเข้าข่ายเป็นการ “โฆษณาหาเสียงที่ไม่สุจริตหรือปลุกระดม”
2. ข้อความนี้ถือว่าเป็นข้อความที่ห้ามเพราะทำให้เกิดการแบ่งแยกหรือก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมในการหาเสียง
3. ข้อความเหล่านี้ถือเป็นการดูหมิ่นหรือโจมตีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ
4. หากคำพูดในป้ายถือเป็น การหมิ่นประมาทหรือใส่ความโดยไม่มีมูลจริง นอกจากจะผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ยังอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถ้ามีการเผยแพร่ทางออนไลน์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย

ซึ่งกฎหามายข้อนี้ไม่ได้ระบุว่าควบคุมแค่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ทำป้ายเหล่านี้ขึ้นมาด้วย เพราะถือเป็นการหาเสียงโดยบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของ กกต.  อีกทั้งยังสามารถตีความให้เข้าใจได้ว่าเข้าข่าย การหาเสียงที่ไม่สุจริต หรือ ปลุกระดม  นี่ยังไม่นับว่าพรรคการเมืองที่ถูกอ้างถึงอาจจะฟ้องหมิ่นประมาทได้   ดังนั้นใครจะพิมพ์จะโพสต์อะไรช่วงนี้ก็ขอให้ระวังกันไว้นะคะ  จะรักใครไม่รักใครเราก็ต้องทำตามที่ขอบเขตกฎหมายกำหนด

แต่อย่างไรก็ตามแม้นักการเมืองจะหาเสียงอย่างไรก็ตาม  สิ่งที่เราทำได้คือการรีโพสต์  โดยวันนี้เอย่าจะมาแนะนำการรีโพสต์อย่างไรให้ห่างไกลจากการผิดกฎหมายเลือกตั้งกันนะคะ

1. การรีโพสต์ต้องนำมาจากเนื้อหาจากข่าวจริง โดยระบุ สำนักข่าวหรือคลิปที่เผยแพร่ในสำนักข่าวที่ไม่มีการตัดต่อคำพูดเราใส่เข้าไป
2. ไม่ใส่คำพูดหรือความเห็นชี้นำ  โดยคำที่หลีกเลี่ยง เอย่าจะยกตัวอย่างเช่น
“แบบนี้อย่าเลือกมัน” หรือ “เห็นยัง พรรคนี้เป็นแบบนี้” หรือ “แชร์ไว้ให้จำก่อนเลือกตั้ง” คำที่เราใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ “อ้างอิงจากข่าว … สส. X กล่าวในที่ประชุมว่า …” พร้อมระบุลิงก์ต้นเรื่องด้วยจะดีที่สุด
3. หลีกเลี่ยงถ้อยคำดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือปลุกอารมณ์
4. สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือ รีโพสต์พร้อมข้อความชี้นำการลงคะแนน และรีโพสต์แบบคัดเฉพาะด้านลบ เพื่อโจมตีแม้จะเป็นความจริงก็ตาม กกต. อาจจะตีความว่า หาเสียงไม่สุจริตได้ เพราะถือเป็นการสร้างความเกลียดชัง ทำพรรคเสียหายหรือดิสเครดิตพรรคการเมือง

สรุปช่วงนี้ทำอะไรไม่ได้มากนะคะ  ทำได้แค่จำคะ หรือใครจำไม่ได้ก็ลองหา Digital Foot Print ต่างๆตาม search engine ต่างๆมาดูและพิจารณาเองนะคะ  รักใคร เกลียดใคร เดี๋ยวนี้ต้องเก็บไว้ในใจคะ   กฎหมายไม่ได้กำหนดเสรีภาพในการแสดงออกในช่วงนี้ให้เราขนาดนั้น แม้ว่าเราจะอยู่ในประเทศเสรีประชาธิปไตยก็ตาม

MTR เดินเกมรุก!! รถไฟความเร็วสูงฮ่องกง เชื่อมต่อฮ่องกงสู่จีนแผ่นดินใหญ่ ปรับตู้นอนเซี่ยงไฮ้หงเฉียววิ่งทุกวัน เพิ่ม 16 จุดหมาย เริ่มปลายเดือนนี้

(12 ม.ค. 69) เอ็มทีอาร์ คอร์เปอเรชัน ผู้ให้บริการรถไฟในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประกาศเปิดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงใหม่ 16 จุดหมายบนแผ่นดินใหญ่ของจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. นี้

เส้นทางใหม่นี้ครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น หนานจิง อู๋ซีในมณฑลเจียงซู และเหอเฝยในมณฑลอันฮุย ทำให้จำนวนเส้นทางตรงจากสถานีเกาลูนตะวันตกของฮ่องกงเพิ่มขึ้นเป็น 110 เส้นทาง

นอกจากนี้ การบริการรถไฟโดยสารตู้นอนสายเซี่ยงไฮ้-หงเฉียว ซึ่งเดิมให้บริการเฉพาะวันศุกร์ถึงวันจันทร์ จะปรับมาให้บริการตลอดทุกวัน ขณะที่เส้นทางขาไป-ขากลับจากสถานีกว่างโจวใต้ในมณฑลกว่างตงก็จะเพิ่มความถี่การเดินรถ

'หยางเหม่ยเจิน' ซีอีโอเอ็มทีอาร์ กล่าวว่า "มีการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐของฮ่องกงและแผ่นดินใหญ่ เพื่อเพิ่มจุดหมายและยกระดับบริการอย่างต่อเนื่อง" สะท้อนแนวทางส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของรถไฟความเร็วสูงและการพัฒนาประเทศในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

'ศุภชัย ใจสมุทร' จ่อดำเนินคดี 'เสรีพิศุทธ์' ใส่ร้าย 'ภูมิใจไทย' จูงใจให้หลงผิดในคะแนนนิยม ตามกม.เลือกตั้ง

12 ม.ค.2569- จากกรณีที่พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้กล่าวพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทยในระหว่างหาเสียงเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ล่าสุด นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ออกมาพูด แต่คำกล่าวดังกล่าวล้วนเป็นความเท็จ

ความจริงก็คือ 1.งบประมาณ 4,000 ล้านบาทเป็นงบประมาณที่การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยรับงบประมาณตาม พรบ.งบประมาณรายจ่าย ไม่เกี่ยวกับนายเนวิน ชิดชอบ อย่างไรก็ตามงบประมาณดังกล่าวยังไม่ได้อนุมัติ เป็นเพียงเห็นชอบในกรอบค่าใช้จ่ายและอนุมัติหลักการ

2.กรณีที่ดินเขากระโดง มีประชาชนผู้มีเอกสารสิทธิกว่า 1,000 ราย มีการฟ้องคดีทางแพ่งในศาลเพียงไม่กี่คดี และคดียังไม่ถึงที่สุด ผลคดีศาลจะตัดสินออกมาอย่างไรไม่มีใครรู้ที่แน่ ๆ ไม่มีเรื่องคดีฉ้อโกง

3.คำกล่าวของพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เป็นการใส่ร้ายด้วยความเท็จ จูงใจให้หลงผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง เป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สส.

พรรคภูมิใจไทยจะดำเนินคดีกับพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ในการกระทำผิดดังกล่าว

เกมพลังงานใหม่เดือด!! รัสเซียดันพลังงานร่วมอินเดีย ขยายความร่วมมือพลังงานนิวเคลียร์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอาร์กติก เสริมความมั่นคงพลังงานอินเดียเร่งดัน

(12 ม.ค. 69) แซมมี คอตวานี ประธานสมาคมพันธมิตรธุรกิจอินเดียในรัสเซีย เปิดเผยความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างรัสเซียและอินเดีย โดยบอกว่าไม่จำกัดเพียงการค้าน้ำมัน แต่รวมถึงโครงการพลังงานนิวเคลียร์และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาร์กติก

คอตวานีกล่าวผ่านสปุตนิกว่า "ขณะนี้เราเริ่มเห็น ‘ชั้นที่ลึกขึ้น’ ของความร่วมมือด้านพลังงานที่ไปไกลกว่าการค้าน้ำมันเพียงอย่างเดียว รัสเซียและอินเดียกำลังหารือทางเลือกเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ รวมถึงประเด็นความร่วมมือที่กว้างขึ้น เช่น SMRs หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ และแนวทางเรื่องการผลิต/ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (localisation) ซึ่งมีการพูดถึงในรายงานสาธารณะแล้ว"

นอกเหนือจากโครงการนิวเคลียร์ อินเดียยังสนใจเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาพลังงานและโลจิสติกส์ในอาร์กติก เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งขึ้น นอกเหนือจากการค้าพลังงานทั่วไป มิติอื่น ๆ ของความร่วมมือมีศักยภาพเพิ่มบทบาทสำคัญในภูมิภาคและเสถียรภาพพลังงานระหว่างสองชาติ

ที่มา : Sputnik

'เลือกตั้ง' 69 No Vote = ภัยร้ายชาติ!! ประชาชนต้องระวังวาทกรรมบิดเบือน เมื่อสนามเลือกตั้งเต็มไปด้วยกระแสลวง ชี้ "สติ" คืออาวุธเดียวสยบวงจรการเมืองเทา

เลือกตั้ง’69 EP#3
ไม่ใช้สิทธิ (No Vote) กับ Vote No และกาบัตรให้เสีย ภัยที่สุดร้ายแรงต่อชาติบ้านเมือง

สองสามเรื่องที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งของบ้านเราจนกลายเป็นเรื่องเป็นปกติธรรมดา ซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยอาจจะรู้สึกเฉย ๆ ไม่แปลกใจ แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายที่ร้ายแรงมาก ๆ ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเป็นอย่างยิ่ง นั้นก็คือ การไม่ใช้สิทธิ (No Vote) กับการ Vote No และการกาบัตรให้เสีย

ทั้งสามประเด็นนี้ คนไทยส่วนหนึ่งมองว่าเป็นสิทธิเสรีภาพอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย แต่อันที่จริงแล้วสามประเด็นดังกล่าวกลับกลายเป็นภัยที่ร้ายแรงต่อชาติบ้านเมือง ทั้งนี้ ด้วยเพราะ “สิทธิ” ในการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนคนไทยถือเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ๆ (ไม่ใช่เพราะสามารถนำไปซื้อ-ขายกันได้) แต่คะแนนจากแต่ละ “สิทธิ” ในการเลือกตั้งมีผลอย่างสำคัญต่ออนาคตของชาติบ้านเมือง ซึ่งหมายรวมถึงพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ “สิทธิ” ก็ตาม

การไม่ใช้สิทธิ (No Vote) หรือที่เรามักเรียกกันว่า “การนอนหลับทับสิทธิ” นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเป็นการขัดต่อหน้าที่ของประชาชนไทยตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ด้วย เพราะการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนไทยในการเลือกตั้งภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ออกแบบไว้ในระบบ “การจัดสรรปันส่วนแบบผสม” ซึ่งถือว่า ทุกคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความหมายและจะถูกนำมาคิดเป็นคะแนนเพื่อจัดสรรที่นั่ง ส.ส. ให้แก่พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ประชาชนลงคะแนนเลือกเพื่อเข้าไปทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้ลงคะแนนเลือกกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (บัตรสีเขียว) และเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) แล้ว ยังจะต้องออกเสียงประชามติ (บัตรสีเหลือง) รับหรือไม่รับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกด้วย และหากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะถูกจำกัดสิทธิดังนี้
- สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น (ส.ถ.) หรือผู้บริหารท้องถิ่น (ผ.ถ.) หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
- สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
- เข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
- ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
- ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหาร ท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น
- ดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น และ เลขานุการรองประธานสภาท้องถิ่น

โดยจะถูกจำกัดสิทธิเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งในครั้งที่ผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

การกาบัตรให้เสียก็ส่งผลร้ายที่น่ากลัวและเป็นอันตรายยิ่งต่อความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองของชาติ เพราะปัจจุบันการเมืองไทยมีการแข่งชันกันด้วยกระแสและกระสุน กระแสที่พี่น้องประชาชนคนไทยรับรู้อยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่มาจากสื่อโซเชียลออนไลน์ จึงมีทั้งเรื่องจริงและไม่จริง โดยความเป็นจริงแล้วเรื่องไม่จริงมีมากกว่าเรื่องจริงมากมาย ซึ่งพรรคการเมืองที่อาศัยกระแสจึงพยายามใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ในเรื่องราวที่ไม่ถูกต้อง ขาดเหตุผลและตรรกะตามความเป็นจริงที่ชอบธรรม อาศัยการสร้างกระแสจากความเกลียดชัง หลงเชื่อจึงหลงผิด ในขณะที่อีกหลายพรรคการเมืองทุ่มกระสุนในสนามเลือกตั้งอย่างหนักหน่วง แน่นอนที่สุดของฟรีย่อมไม่มีในโลก ที่สุดแล้วเมื่อได้อำนาจรัฐแล้วจึงจะถอนทุนเอาคืนและบวกกำไรอย่างเต็มที่สร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองอย่างเหลือคณนานับ

ฉะนั้น ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องเลือกตั้งโดยใช้สติและปัญญา ด้วยการพิจารณาสถานการณ์ของประเทศชาติบ้านเมืองในภาพรวม เมื่อนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีพร้อมและสะอาดบริสุทธิ์ตามสังคมในอุดมคติไม่ได้มีอยู่จริง จำเป็นต้องเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด (The Lesser Evil) ด้วยเพราะ ไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดสมบูรณ์แบบ นักการเมืองแทบทุกคนและทุกพรรคการเมืองต่างก็มีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น จากนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม หรือความล้มเหลวในอดีต ดังนั้นพี่น้องประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงอาจไม่พบตัวเลือกที่ตรงกับค่านิยมของตนได้อย่างสมบูรณ์ จึงต้องเลือกตัวเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เชื่อว่าจะก่อให้เกิดผลเสียให้เกิดกับชาติบ้านเมืองที่น้อยที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top