Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

แม่ชมพู่จัดแฟชั่น!! ทริปหิมะฝรั่งเศสสุดอบอุ่น แม่ชมเปลี่ยนลุคทุกวัน น้องเกลฉายแววสไตล์จัดเต็ม รวมครอบครัวอบอุ่นที่ Courchevel

(7 ม.ค. 69) ครอบครัว "รังษีสิงห์พิพัฒน์" โดย "ชมพู่ อารยา" พาแฟนคลับลุ้นทริปหิมะฝรั่งเศสที่รีสอร์ตสกีชื่อดัง Courchevel พร้อมแคปชั่นว่า "แต่งตัวจัดไปวันๆ" สร้างความฮือฮาในโซเชียล เมื่อแม่เปลี่ยนลุคไม่ซ้ำวัน และลูกสาวคนเล็ก "น้องเกล" ไม่ธรรมดาในเรื่องแฟชั่น

ในโพสต์ที่แชร์ในโซเชียลมีการยกให้ "แม่ชม" เป็นแฟชั่นไอคอนตัวจริง แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ "น้องเกล" ลูกสาวที่ถูกชื่นชมว่าแฟชั่นจัดเต็มไม่แพ้แม่ "แต่ละวันแต่ละชุดก็ไม่เบาเหมือนกัน" เรียกความเอ็นดูจากแฟนคลับอย่างมาก

ทริปนี้ไม่ใช่แค่ท่องเที่ยวธรรมดา แต่ยังเป็นรันเวย์แฟชั่นกลางหิมะ โดยครอบครัวนี้ได้รวมตัวกันอย่างอบอุ่น นอกจากนั้นยังได้เห็นการร่วมทริปของ "แพทริเซีย กู๊ด" และสามี "โน้ต วิเศษ" สร้างภาพความอบอุ่นของครอบครัวใหญ่

โครงการ Courchevel ถือเป็นรีสอร์ตระดับโลกที่ตั้งอยู่ในแคว้น Rhone-Alpes ประเทศฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในสกีโซนใหญ่ "Three Valleys" ที่นักท่องเที่ยวสายสโนว์คุ้นเคยกันดี ทริปนี้จึงได้ทั้งวิวธรรมชาติและแฟชั่นโชว์จากครอบครัวนี้พร้อมกัน

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9866538/

กกร. ห่วงเศรษฐกิจปี 69!! คาดโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือน สกัดเงินเทา - คุมบาทแข็งตามราคาทองคำ หวั่นกระทบขีดความสามารถโลกใหม่

กกร.ห่วง GDP ปี 69 โตต่ำกว่า 2% ในรอบ 30 ปี รั้งท้ายอาเซียน-บาทแข็งฉุดส่งออก แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือนสกัดเงินเทา - คุมบาทแข็งตามราคาทองคำ

(7 ม.ค. 2569) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงสรุปผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า กกร.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง กอปรกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิม ๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

ดร.พจน์ กล่าวว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ซึ่ง กกร. ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ  Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ดร.พจน์ กล่าวว่า กกร. เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม  IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยของ กกร. เพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026””ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

อย่าพูดบิดเบือนช่วงหาเสียง!! ‘ชวน’ สวนกลับ ‘พิพัฒน์’ ปมแขวะนายกฯ 2 สมัย แต่ไม่พัฒนาตรัง ตอกกลับพฤติกรรม “เลือกปฏิบัติ” เดินตามรอยทักษิณ ระวังผิดรัฐธรรมนูญ ม.27

‘ชวน’ ตั้งโต๊ะซัด ‘พิพัฒน์’ ปมแขวะนายกฯ 2 สมัย แต่ไม่พัฒนาตรัง เตือนอย่าคิดแบบธุรกิจการเมือง หวังผลกำไร 

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลวานนี้ (6 ม.ค.69) โดยมีการพาดพิงพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่มีนายกรัฐมนตรี 2 สมัย แต่ไม่ได้รับการพัฒนา ว่า ตนคือหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 27 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมด้วย เนื่องจากข้อความบางตอนเป็นการโจมตีให้ร้ายกัน และจากการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่ที่ไม่ควร โจมตีให้ร้ายใคร แต่ควรจะเป็นการแถลงนโยบายหรือผลงานมากกว่า ตนจึงอยากเตือนด้วยความเคารพ

นายชวน กล่าวว่า ที่มีกล่าวว่าหากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย เราจะเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณ เพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกับยกเป็นการเปรียบเทียบการบริหาร จ.สุพรรณบุรี ในสมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงปีเดียว แต่พัฒนาจังหวัดไปได้มาก และผู้เปรียบเทียบได้ให้สัมภาษณ์ในตอนท้าย ว่าพื้นที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้มีนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งติดต่อกัน ขอให้กลับไปดูว่า วันนี้มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง ถึงแม้ไปดูแล้วไม่มีการเอ่ยชื่อ ก็รู้ว่าเป็นตนและจังหวัดตรัง แต่ก็ไม่แน่จริง ควรเอ่ยชื่อให้หมดเรื่องหมดราว ไม่ต้องมานั่งตีความกัน ซึ่งท่านก็คงหมายถึงตน ที่เป็นนายกฯ 2 ครั้ง ท่านบอกว่าไม่ได้โจมตีใคร

นายชวน กล่าวต่อว่า หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดได้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณเพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน หากสื่อมวลชนนึกออกการเลือกปฏิบัติ โดยพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือก ผู้แทนของเขา เคยเกิดขึ้นในสมัยที่ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ใช้คำว่าพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกไทยรักไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคนที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติ จึงมีผลทำให้พรรครักไทยไม่ได้รับเลือกจากภาคใต้แม้แต่คนเดียว เพราะเชื่อว่าการเลือกปฏิบัติไม่ยุติธรรม 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายพิพัฒน์ พูดก็เป็นแนวคล้ายคลึงกัน หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเรื่องพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณนั้น หมายความว่า ถ้าไม่เลือกเขา เขาก็อาจจะไม่เอาสิ่งต่างๆ เข้าไปเพื่อพัฒนา ปัญหาคือเมื่อพรรคภูมิใจไทยเขาพูดแล้วทำ เมื่อพูดอย่างนี้ก็คือพูดแล้ว เขาก็ควรจะทำ คือถ้าไม่เลือก เขาก็จะไม่จัดงบประมาณไปให้ เป็นการเลือกปฏิบัติโดยตรงซึ่งโดยหลักแล้วขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 ได้ย้ำไว้ ว่าจะเลือกปฏิบัติ เพราะความคิดความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน เพราะการเลือกหรือไม่ ถือว่าเป็นการเห็นทางการเมือง และถ้านักการเมืองใช้วิธีการนี้ ความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมืองก็จะเกิดขึ้น อย่างในสมัยนายทักษิณ และจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อกระบวนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยก็จะผิดเพี้ยนไป กลายเป็นการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือก พื้นที่ที่ไม่เลือกก็ไม่มีการพัฒนา แต่เก็บภาษีเขา ตนจำได้ว่าเคยเรียกร้องเรื่องนี้ เมื่อเขาได้เสียภาษีเช่นเดียวกันก็ต้องพัฒนาเหมือนกัน

นายชวน กล่าวอีกว่า การนำไปเปรียบเทียบจังหวัดตรัง ในส่วนของตนนั้น เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ตนโชคดีเป็น 6 ปีกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งนานที่สุด จึงได้ทำโครงการพัฒนาประเทศ ไม่ได้เจาะจงทำเฉพาะ จ.ตรัง โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ตัดถนนเข้าเฉพาะจังหวัดตรัง แต่ทำทั่วประเทศ พร้อมยกตัวอย่าง โครงการพัฒนาถนน 4 เลน ภาคเหนือสิ้นสุดที่ จ.เชียงราย ภาคอีสานสิ้นสุดที่ จ.หนองคาย ภาคใต้สิ้นส่วนที่จังหวัดชายแดนเชื่อมมาเลเซีย นี่คือการบริหารงานในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เลือกปฏิบัติ ว่าจะเลือกตนหรือไม่

นอกจากนี้ นายชวน ยังระบุว่า โครงการเบี้ยผู้สูงอายุ ได้ริเริ่มในสมัยตน จนมาถึงในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายทักษิณกลับไม่มีการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ แต่กลับมาเพิ่มในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จาก 200 บาท เป็น 500 บาท และเป็นต้นแบบจนถึงปัจจุบันนี้ ที่ได้เดือนละ 600 - 800 บาท และนายอภิสิทธิ์ ประกาศว่าจะเพิ่มเป็น 1,000 บาท ต้องพูดในสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่พูดอะไรในผลคะแนนเสียงแล้วทำไม่ได้ ขณะเดียวกันตนยังเป็นผู้ผลักดัน จ.ตรัง ให้มีมหาวิทยาลัย และล่าสุดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ก็มาจากนักกีฬาในมหาวิทยาลัยจังหวัดตรัง รวมถึงริเริ่มให้เด็กดื่มนม จนเด็กสูงได้มาตรฐานโลก

นายชวน ยังกล่าวว่า นายพิพัฒน์นั่งเครื่องบินไป จ.ตรัง แล้วพบกับตน เพื่อไปหา สส.ได้มา 2 คน ตนก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่เกรงใจ ไม่ให้เกียรติชาวตรัง ตนก็ไม่เคยวิจารณ์ แต่การพาดพิงอย่างนี้ส่งผลกระทบต่อการหาเสียง จ.ตรัง คนจะเข้าใจผิดว่าตนไม่เคยทำอะไรให้ จ.ตรัง ซึ่งตนก็พัฒนา จ.ตรัง เหมือนจังหวัดอื่น ไม่อยากให้คนไปเที่ยวตรัง แล้วด่าว่า เอางบประมาณไปทำบ้านมันคนเดียว

นายชวน กล่าวอีกว่า จ.ตรัง ยังมีรถไฟ มีสนามบินที่สวยที่สุด ซึ่งตนของบประมาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่ตนเป็นประธานรัฐสภา และตรังเป็นจังหวัดเดียวที่จตุรัสเมือง ซึ่งเป็นความพยายามมากว่า 20 ปี สมัยที่ตนเป็นประธานรัฐสภา พร้อมชวนผู้สื่อข่าวไปเที่ยวเมืองตรังเพื่อเที่ยวจตุรัสเมือง

"ในการทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ถือหลักว่าเราเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ ดังนั้น การจะทำนโยบายอะไรก็ตาม ต้องไม่เจตนาที่จะทำเพื่อประโยชน์ในบ้านตัวเองเท่านั้น ต้องทำเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด นี่เป็นแนวที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์ได้ยึดปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน" นายชวน กล่าว

นายชวน ยังกล่าวว่า การที่นายพิพัฒน์ ใช้ทำเนียบรัฐบาล เป็นที่กล่าวโจมตีให้ร้าย กระทบในทางกฎหมาย ในหลักแล้วไม่ถูกต้อง พูดให้ร้ายไม่ตรงกับความเป็นจริง ไปเปรียบเทียบกับสุพรรณบุรีแต่ก็ไม่มีสนามบิน การเป็นนักการเมืองจะต้องให้ความสำคัญกับประชาชนทุกจังหวัด ประชาธิปไตยจะไปได้ เมื่อมีความยุติธรรม ไม่ใช่ว่าถ้าไม่เลือกคนนั้น แล้วบ้านเมืองเราจะล้าหลัง ถ้าไม่เลือกคนนี้แล้วจะไม่ได้รับการพัฒนา แต่ต้องมองว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่พัฒนาทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตนภูมิใจที่เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ได้ทำหน้าที่และกระจายความเจริญ ซึ่งกฎหมายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคเกิดในสมัยตน ประเทศเราเรื่องของคนมีความสำคัญ

นายชวน ยังกล่าวอีกว่า ตนเป็นผู้ตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องวิกฤตศาสนา คนไม่ไปทำบุญจนวัดไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และถูกตัด จนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ใช้งบกลางจ่ายค่าน้ำค่าไฟและไม่ให้ตัดไฟ นี่คือสิ่งที่สังคมยังไม่รู้

"ใครมาเป็นรัฐบาลในเที่ยวหน้า ไม่ว่าใครก็ตาม อย่าใช้วิธีที่นายพิพัฒน์พูด พี่น้องภาคใต้ขอให้รับรู้ถ้าทำอย่างที่นายทักษิณเคยทำ ควรจะเลือกพรรคการเมืองประเภทนี้หรือไม่ สำหรับพี่น้องชาวตรัง ขอให้รับทราบว่าสิ่งที่นายพิพัฒน์พูด ตนได้พัฒนาจังหวัดตรัง เหมือนที่พัฒนาจังหวัดอื่น ไม่มีข้อยกเว้น ไม่เอาเปรียบจังหวัดอื่น ให้ความเป็นธรรมกับทุกจังหวัด ในฐานะที่เป็นตัวแทนชาวตรัง ไม่อยากให้ไกลมาจังหวัดตรังแล้ว ด่าว่าจังหวัดนี้เอาเปรียบจังหวัดอื่น เอางบประมาณมากองอยู่ที่นี่ ฝนไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น" นายชวน กล่าว

นายชวน ยังกล่าวอีกว่า ที่จริงไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากระบบยึดอำนาจ หรือเลือกตั้ง มีแค่รัฐบาลนายทักษิณ เป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศชัดเจนว่าจะพัฒนาจังหวัดที่เลือกเพื่อไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งตนเพิ่งเห็นนายพิพัฒน์เพิ่งมาพูด นอกนั้นก็ได้บทเรียน ส่วนใหญ่จะพูดในทำนองว่า ยินดีอย่างยิ่งที่จะพัฒนา ไม่ได้เจาะจงจังหวัดใด

เมื่อถามว่า ถ้านายพิพัฒน์มาขอพูดคุยทำความเข้าใจจะว่าอย่างไร นายชวน กล่าวว่า ส่วนตัวรู้จักกัน นายพิพัฒน์ก็ลงไปหา สส.เจอในเครื่องบินอยู่ ที่นายพิพัฒน์ มาพูดเช่นนี้ ตนคิดว่านายพิพัฒน์เป็นนักธุรกิจที่ทำงานการเมือง ถ้าทัศนคติอาจจะมองไปแบบนักธุรกิจการเมืองที่เราเคยเห็น มองเรื่องจะต้องมีกำไรขาดทุน เมื่อลงทุนแล้ว ต้องได้ ดังนั้นเลือกถึงจะให้ ซึ่งความจริงได้นักการเมืองระบอบประชาธิปไตย จริงๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่นักธุรกิจที่มาทำงานการเมือง แต่ความจริงนักธุรกิจที่ทำงานการเมืองที่ดีก็มี ความสำนึก ความเข้าใจธุรกิจ และทำงานการเมืองก็ต้องเอากำไร ซึ่งความจริงเป็นงบหลวงไม่ใช่งบส่วนตัว การเลือกปฏิบัติ ซึ่งไม่ควรจะมี เพราะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเข้า 90 กว่าปี สิ่งเหล่านี้พรรคไทยรักไทยได้บทเรียนมาแล้ว ไม่มี สส.ใต้แม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากที่เรารณรงค์พรรคการเมืองจะได้เรียนรู้และไม่ใช่วิธีนี้ปฏิบัติ

เมื่อถามว่า การที่นายพิพัฒน์ออกมาพูดเช่นนี้เหมือนกับนายทักษิณ แสดงว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ได้ที่นั่งใช่หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ถ้าข้อมูลนี้ไปถึงชาวบ้านตนว่าเขาจะคิด เพราะเขาบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ตนว่าเรื่องนี้ จะมีปัญหาอยู่เหมือนกัน ความจริงตนก็ไม่มีอะไร ฉะนั้นท่านจะมาพาดพิงเรื่องอะไร ถ้าท่านไปหาต้นตอที่ตรังผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ว่าท่านทำเหมือนกับไม่ให้เกียรติคนตรัง แต่ท่านก็ไปพูดอย่างนี้ ไม่ไปว่าอะไร เจอก็ทักทายกัน

เมื่อถามย้ำว่า เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการตอบรับที่ดีในภาคใต้ใช่หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ดี แต่แนวปฏิบัติเรามีมามากแล้ว ท่านอาจจะไม่สามารถปรับเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ 100% ท่านอาจมองเป็นเรื่องธุรกิจที่ต้องได้ประโยชน์ และต้องได้กำไรการเมืองจะคิดอย่างนั้นไม่ได้

เป็นสิริมงคลยิ่ง!! ในหลวงพระราชทานชื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู "วิวัฒน์นคร" สื่อความหมาย "ความเจริญของเมือง" มุ่งสืบสานพระราชปณิธานเพื่อพสกนิกร สะท้อนความรุ่งเรืองของเมืองไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพูฯ “วิวัฒน์นคร”

ตามที่ กระทรวงคมนาคม โดย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี และส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช - เมืองทองธานี เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ที่ทำหน้าที่เป็นขนส่งมวลชนระบบรอง (Feeder) เพื่อเชื่อมต่อและขยายโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี เริ่มเปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และต่อมา รถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช - เมืองทองธานี ได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 นั้น

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพูฯ ว่า “วิวัฒน์นคร” (อ่านว่า วิ-วัด-นะ-คอน) Wiwat Nakhon ซึ่งมีความหมายว่า ความเจริญของเมือง นำมาซึ่งความปีติยินดีและสิริมงคลแก่กระทรวงคมนาคม รฟม. และประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นอย่างยิ่ง โดย กระทรวงคมนาคม และ รฟม. จะมุ่งมั่นพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางรางให้มีความสมบูรณ์ อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนด้านการคมนาคมและการบริการขนส่งสาธารณะต่อไป

สำหรับรถไฟฟ้ามหานคร สายวิวัฒน์นคร (MRT สายสีชมพู) มีระยะทางรวม 37.5 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างทางวิ่งยกระดับตลอดสาย มีสถานีให้บริการทั้งสิ้น 32 สถานี เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น. โดยตลอดเส้นทางมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายหลักอีก 4 สาย ได้แก่ สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง) สถานีหลักสี่ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าชานเมือง สายธานีรัถยา (สายสีแดง) สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว (สายสุขุมวิท) และสถานีมีนบุรี เชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) พร้อมกันนี้ ผู้ใช้รถยนต์สามารถนำรถมาจอดได้ที่อาคารจอดแล้วจรสถานีมีนบุรี เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โดยอาคารจอดแล้วจรเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00 – 02.00 น.

ประเทศปาหี่!! 'กอทูเล' ประเทศใหม่ที่โลกไม่รู้จัก ชี้ 4 องค์ประกอบการเป็นรัฐยังไม่ผ่าน มีประชากรแค่ 400 คน ไร้กฎหมายปกครอง ขณะที่ประชาคมโลกไม่ให้แสง 'เนอดา เมี๊ยะ'

วิเคราะห์สาธารณรัฐกอทูเล  ประเทศใหม่ที่แค่พี่ไทยเฮ

เป็นข่าวลงสื่อใหญ่ในไทยแต่สื่อต่างประเทศไม่ให้แสงกับข่าวการตั้งประเทศสาธารณรัฐกอทูเล โดยมี พณ. ท่านสมศักดิ์ เอ้ย เนอดา เมี๊ยะ เป็นประธานาธิบดี    เอย่าเชื่อว่าหลายๆเพจคงวิเคราะห์เรื่องการจัดตั้งประเทศไปแล้วว่าเป็นปาหี่ที่เด็กน้อยเพื่อนไม่คบ อยากหาแสง แต่วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์กันแบบเอาหลักการมาจับว่าทำไมประเทศปาหี่ที่มีคน 400 กว่าคนถึงไม่ได้รับแสงยกเว้นแค่ในไทย

เริ่มต้นต้องเข้าใจการเกิดของประเทศก่อนว่า การเกิดประเทศใหม่ต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานของ “รัฐ” ก่อน กล่าวคือ

ตาม อนุสัญญามอนเตวิเดโอ ระบุว่า รัฐประเทศต้องมี 4 อย่างหลัก ๆ คือ

1. ดินแดน โดยต้องมีอาณาเขตชัดเจน 
2. ประชากร  คือมีประชาชนอาศัยอยู่จริงและต่อเนื่อง
3. รัฐบาล หมายถึงมีอำนาจบริหาร ปกครอง บังคับใช้กฎหมายได้จริง
4. ความสามารถในการติดต่อกับรัฐประเทศอื่น  คือมีศักยภาพทำสนธิสัญญา ความสัมพันธ์ทางการทูต ฯลฯ

และส่วนประกอบอื่นๆที่ต้องคำนึงคือ การได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

ส่วนสาธารณรัฐกอทูเล นั้นเป็นอย่างไรล่ะ เอย่าจะมาวิเคราะห์ให้ทราบกัน เริ่มจากวิเคราะห์องค์ประกอบทั้ง 4 พบว่า

ในมุมของดินแดนนั้น ไม่พบว่ามีดินแดนที่ได้รับการยอมรับหรือควบคุมจริง ไม่มีขอบเขตแนวกั้นของประเทศอย่างชัดเจน

ในแง่ของประชากรที่อาศัยจะพบว่าไม่มีประชากรที่มีสถานะพลเมืองตามกฎหมาย
แม้ประเทศนี้จะได้รับเงินบริจาคจากชาวกะเหรี่ยงจากต่างแดนแต่คนเหล่านั้นถือพาสปอร์ตของประเทศอื่นไม่ใช่พลเมืองของประเทศกอทูเล ดังนั้นการมีผู้สนับสนุนหรือสมาชิก ไม่ถือเป็นประชากรถาวร ข้อนี้จึงตกไปอีกข้อ

ในแง่รัฐบาลที่ใช้อำนาจได้จริงจะพบว่าประเทศกอทูเลไม่มีรัฐธรรมนูญของตัวเอง ไม่มีอำนาจปกครอง หรือการบังคับใช้กฎหมาย ไม่มีศาล ไม่มีทหารของรัฐ หรือระบบภาษี  ทั้งหมดที่ประเทศนี้มีกับคนจำนวน 400 กว่าคนนั้นเป็นเพียงโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์มากกว่า

ในด้านความสามารถด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พบว่าไม่มีประเทศใดรับรอง รวมถึงไม่สามารถทำสนธิสัญญาในนามรัฐ

แค่ 4 ข้อ นี้ก็ทำให้ประเทศนี้เป็นประเทศปาหี่ได้แล้วนี่ไม่นับเรื่องโครงสร้างเงินตรา ระบบเศรษฐกิจของประเทศนี้อีกนะ  เอย่าถึงสงสัยว่าคนไทยที่ส่งเสียงเฮเนี่ย คิดอะไรอยู่  เพราะคน 400 คนที่ประเทศนี้จะสร้างระบบเศรษฐกิจจากอะไร ถ้าไม่ใช่ขอเงินชาติตะวันตกที่เคยขอทุกที หรือไม่ก็เตรียมถางป่ารอรับทุนเทาที่จะข้ามจากสีหนุวิลล์ไปสาธารณรัฐกอทูเล หรือจะสร้างเศรษกิจจากการเป็นผู้ผลิตเวชภัณฑ์ส่งขายตามตลาดมืดทั่วโลกอันนี้ก็ไม่อาจทราบได้

เอย่าก็หวังว่าคนไทยจะตื่นรู้นะคะ เพราะถ้าเขาลืมตาอ้าปากได้คิดว่าเขาจะยึดแค่แผ่นดินฝั่งพม่ามาเป็นประเทศตนเองหรือ คิดว่าทุกวันนี้กะเหรี่ยงยึดชายแดนตากหรือยังล่ะคะ  ถ้าคนเคยมาแม่สอดหรืออยู่แถวนี้น่าจะรู้ดีว่าสิ่งเดียวที่แม่สอดยังมีคือคนไทยบางกลุ่มที่อาศัยมาตั้งแต่ดั้งเดิม กับอีกสิ่งคือธงชาติไทย ไม่งั้นป่านนี้แม่สอดคงได้ปักธงกะเหรี่ยงตั้งนานแล้ว

‘ชูวิทย์’ ซัด ‘ธนาธร’ พลิกลิ้นทิ้งอุดมการณ์ “ไม่เอาเทา” แฉแผนส้มผสมน้ำเงินหวังอำนาจรัฐบาล ชี้ กำลังเดินย่ำรอยเดิมการเมืองเก่า เตือน “สนิมเนื้อใน” กำลังกัดกร่อนศาสดาพรรค

'ชูวิทย์' ชี้ท่าที 'ธนาธร' เปลี่ยนไป อย่าแปลกใจพรรคส้มต้องละทิ้งจุดยืน 'ไม่เอาเทา'

(8 ม.ค. 2569) - นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อส้มผสมกับน้ำเงิน นี่คือช็อตเด็ดที่วัดระหว่าง อุดมการณ์ กับ โลกความเป็นจริง หลังการเลือกตั้งจะได้เห็นผลคะแนน ประชาชนที่เคยได้ยินอุดมการณ์ "ไม่เอาเทา" ของพรรคส้ม หรือที่ "ไหม" เคยบอกว่า "ไม่มีทางโหวตชื่ออนุทินเป็นนายกฯ ครั้งที่สอง"

แต่ล่าสุด ธนาธรมีท่าทีเปลี่ยนไปจากการโพสต์บนเฟซบุ๊กของตัวเองว่า "ไม่เคยพูด ว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับน้ำเงินและแดง" หมายความว่า เราอาจจะได้เห็นพรรคส้มจับมือกับพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลครั้งหน้าก็ได้

โปรดอย่าได้แปลกใจ เมื่อพรรคส้มต้องเลือก ระหว่างละทิ้งอุดมการณ์ และเริ่มคุ้นชินจนถูกกลืนเข้าไปในโลกของการเมืองเก่า แต่ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ กับการยึดมั่นอุดมการณ์ของตัวเอง แต่เป็นฝ่ายค้านครั้งแล้วครั้งเล่า

ธนาธรเริ่มเข้าใจแล้วว่า "เปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับการเมือง เข้าสู่วงจรอำนาจ ง่ายมากกว่าเปลี่ยนการเมืองให้เป็นแบบที่ตัวเองต้องการ"

เท่าที่เช็คข่าวล่าสุด หัวหน้าเท้งแห่งพรรคส้มยังยืนยันว่า "จะไม่มี ส.ส. พรรคประชาชนคนไหน ยกมือโหวตอนุทินเป็นนายกฯ อีกต่อไป"

นั่นหมายความว่า หากพรรคน้ำเงินได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคส้มจะไม่ร่วมรัฐบาล และไม่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แต่ถ้าพรรคส้มได้ ส.ส. เป็นอันดับ 1 แต่ไม่เกิน 250 ที่นั่งล่ะ? จะยอมให้พรรคน้ำเงินมาร่วมรัฐบาลไหม?

หัวหน้าเท้งช่วยตอบให้ชัดๆ อย่างที่เคยพูดไว้ว่า "พรรคไหนที่ไม่ประกาศชัดล่วงหน้าว่าไม่ร่วมกับใคร นั่นคือเทา" ในเมื่อพรรคส้มบอกว่าตัวเองไม่เทา งั้นช่วยพูดให้ชัดๆ มาล่วงหน้าเลยครับ ประชาชนจะได้ไม่สับสน เพราะหลังๆ การพูดของธนาธรศาสดาพรรคส้ม เสียงเริ่มแปร่งๆ ไปทุกที เมื่อใกล้วันเลือกตั้ง

กลืนน้ำลายมันเป็นเรื่องปกติ แต่กลืนเสลดมันหนักมากกว่าหลายเท่า

ก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า วลีของธนาธรที่ชี้ว่า “พรรคอื่นได้เป็นรัฐบาลหมดแล้ว เหลือพรรคส้มที่ยังไม่เคยได้เป็นรัฐบาลอยู่พรรคเดียว จึงสมควรจะให้โอกาสพรรคส้ม”

กลายเป็นว่าบัดนี้ ธนาธรต้องใช้ “อุดมการณ์ทางลัด” แทนอุดมการณ์ที่แท้จริงในยุคเริ่มต้น สะท้อนออกมาอย่างแจ่มชัดในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้

อุดมการณ์ของพรรคส้มโบยบินไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไป การตกขบวนแล้วขบวนเล่า พรรคส้มไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียที ไม่ได้เกิดจากประชาชนไม่ให้โอกาสพรรคส้ม

คะแนนมากถึง 14 ล้านเสียง ได้จำนวน ส.ส. มากสุดเป็นอันดับหนึ่ง มันเป็นการไม่ให้โอกาสพรรคส้มของธนาธรตรงไหน? ทั้งที่ประชาชนมีหน้าที่แค่ไปกาบัตรในวันเลือกตั้งเท่านั้น

ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพรรคส้ม หรือธนาธร ในการแย่งชิงอำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตยหลังผลคะแนนออก เพียงแต่ธนาธร และพรรคส้มทำไม่ได้เอง

ยิ่งในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคส้มกลับบีบเส้นทางของตัวเองให้แคบลงไปอีก ด้วยบทที่ตั้งตัวเองเป็น “พระเอก” คนเดียว และพรรคอื่นเป็นผู้ร้ายเสียหมด

เมื่อกาลเวลาผ่านมา ทำให้เรามองเห็นแล้วว่า บรรดาหนุ่มสาวก้าวออกมาเผชิญโลกกว้าง ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปในสิ่งที่ตัวเองฝัน เวลาผ่านไป หนุ่มสาวเหล่านั้นได้พบกับความจริงที่ว่า พวกเขาต่างหากที่ถูกโลกเปลี่ยน

โดยกลับไปเดินย่ำรอยเท้าบนเส้นทางเดิม ที่คนเคยเป็นหนุ่มสาวในอดีตล้วนเคยเดินผ่านมาแล้วทั้งสิ้น

แท้จริงแล้ว "สนิม" ไม่ได้เกิดจากใครอื่นเลย

แต่เกิดจาก "สนิมเนื้อใน" ของธนาธร เจ้าของลัทธิพรรคส้มนั่นเอง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo?fbid=1435927097898766&set=a.496460395178779

จีนลุยขนส่ง NEV รถไฟสินค้าออกจากฉงชิ่ง ขนยานยนต์พลังงานใหม่ไปกว่างโจว ต่อเรือส่งตะวันออกกลาง เส้นทางเสถียรผ่านหลายมณฑล

(8 ม.ค. 69) รถไฟสินค้าจากเทศบาลนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เริ่มออกเดินทางจากสถานีอวี๋จุ่ยของท่าเรือกั่วหยวนเมื่อวันที่ 7 ม.ค. เพื่อขนส่งยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ไปยังท่าเรือหนานซา เมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตงทางตอนใต้ของจีน ตามแผนภายใน 48 ชั่วโมง ก่อนต่อยอดลำเลียงออกทะเลสู่ตลาดตะวันออกกลาง

ในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญ 'ฉงชิ่ง' ได้พัฒนาระบบขนส่งสินค้าผ่านทางรางและทางทะเลที่เสถียรและต่อเนื่อง รองรับการจัดส่งทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกเฉียงใต้ของจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ “การขนส่งผ่านเส้นทางนี้ช่วยกระตุ้นการเชื่อมโยงและขยายตลาดในภูมิภาค” ระบุในข่าว

เส้นทางสินค้านี้ผ่านเมืองหนิงโปในมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออก และเมืองชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ส่งผลให้การขนส่งสินค้าระหว่างภูมิภาคและสู่ตลาดต่างประเทศมีความคล่องตัวมากขึ้น นับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายโครงข่ายขนส่งและตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนในเวทีโลก

ที่มา : Xinhua

ปล่อยปลาไหลแก้เคล็ด!! 'ดร.เจษฏ์' แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ ปล่อยปลาไหล พร้อมแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญ ให้เจ้ากรรมนายเวรที่จองเวรจองกรรม หลังโดน 'เรืองไกร' ร้อง กกต.สอบเต้นเกาหลัง

‘ดร.เจษฎ์’ ปล่อยปลาไหล แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร หลังโดน ‘เรืองไกร’ ร้อง กกต.สอบปม "เต้นเกาหลัง" 

เมื่อเวลา 06.30 น.วันที่ 8 มกราคม 2569 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค เดินทางไปกราบ พระวิสุทธิวัชราภรณ์ พระราชาคณะชั้นสามัญ , รองเจ้าคณะอำเภอแม่ริม , เจ้าอาวาสวัดลัฏฐิวัน (วัดพระนอนขอนตาล) ที่ อ.แม่ริมจังหวัด จ.เชียงใหม่ ซึ่งวัดดังกล่าวเป็นวัดเก่าแก่ของ จ.เชียงใหม่ มีอายุ 400 ปี โดย พระวิสุทธิวัชราภรณ์ ได้กล่าวให้พร ดร.เจษฏ์, นายชัยวุฒิ และคณะ ให้ชนะข้าศึกศัตรู

จากนั้น ดร.เจษฏ์ ได้ปล่อยปลาไหล จำนวน 8 ตัว พร้อมตั้งจิตอธิฐานแผ่เมตตาให้กับบรรดาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่คอยจองเวรอยู่ในขณะนี้ โดยกล่าวบทแผ่เมตตาว่า

"สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น 
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย 
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย 
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย 
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
ขอให้กรรมเวร ที่บรรดาปวงลูกทั้งหลาย มีต่อใครก็ตาม จงสิ้นไป ลูกทั้งหลายขออโหสิเวร อโหสิกรรม ให้บรรดาคนทั้งหลายที่จองเวรจองกรรมกับปวงลูกด้วย... สาธุ"

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ตรวจสอบดร.เจษฎ์ และนายชัยวุฒิ ที่นำทีมผู้สมัคร ส.ส. ไปเต้นหาเสียงบริเวณสยามสแควร์ เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่าเป็นการเข้าข่ายทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ ที่อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (3) หรือไม่ พร้อมขอให้ตรวจสอบขยายผลเพิ่มเติมว่ามีทีมผู้สมัคร ส.ส.รายใดร่วมเต้นด้วยหรือไม่

เกมทะเลเดือด!! มอสโกจับตาเรือ Marinera หลังทหารสหรัฐฯ ขึ้นเรือกลางน่านน้ำสากล ย้ำ “ลูกเรือรัสเซียต้องปลอดภัย” เน้นความเหมาะสมและศักดิ์ศรี

(8 ม.ค. 69) กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผยว่า กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐฯ เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมัน "มาริเนรา" ซึ่งเดินเรือภายใต้ธงรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยมีพลเมืองรัสเซียอยู่ในหมู่ลูกเรือ

กระทรวงได้เรียกร้องให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติต่อพลเมืองรัสเซียบนเรือดังกล่าวด้วยความเหมาะสมและเคารพศักดิ์ศรีของบุคคลเหล่านั้น โดยชี้ว่าการปฏิบัติที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในสถานการณ์นี้

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยกรณีการยึดเรือและปฏิบัติต่อพลเมืองถือเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา : Sputnik

เก็บไว้ฝุ่นเกาะ!! 'ไรอัน ล็อกต์' โละเหรียญ ตำนานว่ายน้ำสหรัฐฯ ขายเหรียญทองโอลิมปิก เปลี่ยนตำนานเป็นเงิน 13 ล้าน

(8 ม.ค. 69) 'ไรอัน ล็อกต์' อดีตนักว่ายน้ำทีมสหรัฐฯ โละเหรียญทองโอลิมปิก 3 เหรียญ ออกประมูลออนไลน์ที่ Goldin ทำเงินรวมกว่า 385,520 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 12-13 ล้านบาท

เหรียญที่ขายประกอบด้วยเหรียญทองประเภททีมผลัด 4x200 เมตร ฟรีสไตล์ 3 เหรียญจากโอลิมปิก 3 สมัย คือ ปักกิ่ง 2008, เอเธนส์ 2004 และริโอ 2016 ราคาปิดสูงสุดที่ 183,000 ดอลลาร์ และต่ำสุดที่ 80,520 ดอลลาร์

'ล็อกต์' ชี้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า "ไม่เคยว่ายเพื่อเหรียญทอง" แต่เหรียญคือ "ส่วนเติมเต็ม" ของการเดินทางในอาชีพ ขณะที่เหรียญเหล่านี้ถูกเก็บมานานจนฝุ่นเกาะก่อนจะนำมาขายเป็นครั้งที่สองตั้งแต่ปี 2022

ครั้งนี้เป็นช่วงที่ 'ล็อกต์' กำลังเผชิญเปลี่ยนผ่านชีวิตทั้งเรื่องครอบครัวและการบำบัด โดยเขาระบุว่าต้องการเดินหน้าต่อและโฟกัสพัฒนาตัวเอง พร้อมขอพื้นที่เพื่อปกป้องลูก ๆ

'ล็อกต์' ถือเป็นตำนานว่ายน้ำที่คว้าเหรียญรวม 12 เหรียญจากโอลิมปิก โดยเหรียญของเขามีมูลค่าสูงเพราะชื่อเสียงและประวัติความสำเร็จที่สร้างความต้องการของนักสะสมที่พร้อมสู้ราคา

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10088881


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top