Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

ฟื้นศรัทธา 'ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว' พีระพันธุ์' ประกาศปราบโกง พิทักษ์คนดี!! ชูสัญลักษณ์ 'เครื่องประหารหัวพยัคฆ์' ย้ำนโยบาย 'พิฆาตคนชั่ว' ขจัดคอร์รัปชัน ทุนเทา สแกมเมอร์

‘พีระพันธุ์’ ประกาศปราบโกง พิทักษ์คนดี!! ชูสัญลักษณ์ ‘เครื่องประหารหัวพยัคฆ์’ ย้ำนโยบาย ‘พิฆาตคนชั่ว’ ขจัดคอร์รัปชัน ทุนเทา สแกมเมอร์ ฟื้นศรัทธา ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’

วันที่ 8 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทอง, พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรค, นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรค และนายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย "พิฆาตคนชั่ว" เพื่อตอกย้ำจุดยืนในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน โดยได้นำ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" จำลอง มาเป็นสื่อสัญลักษณ์ในการประกาศสงครามกับกลุ่มอิทธิพลและข้าราชการที่ทุจริตเงินแผ่นดิน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สัญลักษณ์ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" ไม่ใช่เป็นเพียงการข่มขวัญ แต่เป็นคำมั่นสัญญาในการจัดการกับกลุ่มคนที่ใช้อำนาจรังแกประชาชน โดยเฉพาะพวกโกงชาติ โกงแผ่นดิน กลุ่มทุนสีเทา และแก๊งสแกมเมอร์ที่ปล้นเงินของประชาชน ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากค่านิยมผิด ๆ ที่ว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" เนื่องจากมีข้าราชการและนักการเมืองบางกลุ่มร่วมมือกับทุนเทา ปล่อยปละละเลยให้เกิดการฉ้อโกงประชาชน

พรรครวมไทยสร้างชาติจึงขอประกาศจุดยืน "ไม่ร่วมสังฆกรรมกับคนโกง" และจะไม่ยอมให้กลุ่มทุนเทาเข้ามาครอบงำพรรคหรือการเมืองไทยอย่างเด็ดขาด

"เรามาเพื่อบอกว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะยืนเคียงข้างคนดี ไม่ใช่แค่พิฆาตคนชั่ว แต่ต้องพิทักษ์คนดีให้มีที่ยืนในสังคม ดังสุภาษิตที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ต้องกลับมาเป็นความจริงในแผ่นดินนี้" นายพีระพันธุ์ กล่าว

ความหมายของ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" เป็นเครื่องมือลงโทษขุนนางที่ทุจริตคอร์รัปชันในยุคของ "เปาปุ้นจิ้น" บุคคลต้นแบบแห่งความเที่ยงธรรมในประวัติศาสตร์จีน เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเด็ดขาด ไม่ยอมรับการประนีประนอมกับคนโกงชาติ โกงแผ่นดิน

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยผู้บริหาร ได้ร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเปิดใบมีดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ เพื่อสื่อถึงการพิฆาตคนชั่วคนโกง ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย

เกือบไม่รอด!! “อั๋น ภูวนาถ” เล่านาทีชีวิต พลัดตกเขานิเซโกะ ไถลทะลุตาข่ายติดต้นสน เสี่ยงจมหิมะลึกจนขยับไม่ได้

(8 ม.ค. 69) ‘อั๋น ภูวนาถ คุนผลิน’ พิธีกรชื่อดัง เล่าประสบการณ์หวุดหวิดตายขณะเล่นสกีที่นิเซโกะ ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ในทริปครอบครัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เขาไถลหลุดออกนอกเส้นทางจนทะลุแนวกั้นความปลอดภัยไปติดบนยอดต้นสนกลางหิมะหนาทึบ โดยเจ้าตัวอธิบายว่า "เอาจริงน่ากลัวมาก" เพราะมีโอกาสที่จะตกจมหายใต้กองหิมะได้ทุกเมื่อ

‘อั๋น’ เล่าว่าเขาค้างอยู่บนยอดต้นสน ซึ่งไม่มีพื้นมั่นคงให้เหยียบ ทำให้ขยับตัวไม่ได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ครูสอนสกีที่อยู่ด้วยยังแปลกใจว่าเขาไถลไปอยู่จุดนั้นได้อย่างไร เหตุการณ์เข้าขั้นอันตรายจนเกือบต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ช่วยเหลือ แต่สุดท้าย ‘อั๋น’ รอดปลอดภัยกลับมาได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของการเล่นหิมะลึกใกล้ต้นไม้ หรือที่เรียกว่า Tree well หรือ Deep snow immersion ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหิมะลึกบริเวณนี้สามารถสร้างโพรงลึกจนทำให้ถูกตรึงและหายใจลำบากได้ จึงแนะนำว่าอย่าเล่นคนเดียวและควรมองเห็นกันตลอดเวลา

ที่นิเซโกะมีระเบียบชัดเจนให้ใช้ประตู (gates) เข้า-ออกเส้นทางหิมะห้ามฝ่าหรือมุดเชือก ผู้เล่นควรเล่นในโซนที่เปิดใช้งานและหลีกเลี่ยงโซนต้นไม้หากไม่ชำนาญ ‘อั๋น’ เตือนทุกคน "เสี้ยววินาที" อาจเปลี่ยนทริปท่องเที่ยวหิมะให้กลายเป็นอันตรายอย่างไม่คาดคิด

ที่มา : https://entertain.teenee.com/thaistar/316936.html

9 มกราคม 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ ก่อสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานแรกเชื่อมสองฝั่งเจ้าพระย

(9 ม.ค. 69) เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 เป็นวันสำคัญของกรุงเทพฯ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์สะพานพระพุทธยอดฟ้า หรือ "สะพานพุทธ" กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ปลายถนนตรีเพชร ฝั่งพระนคร นับเป็นสะพานแรกที่เชื่อมฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีอย่างแท้จริง

สะพานพระพุทธยอดฟ้าไม่ใช่แค่สะพานรถยนต์ แต่เป็นพระบรมราชานุสรณ์เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือรัชกาลที่ 1 ผู้ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ และสะพานนี้ยังออกแบบเป็นสะพานเหล็กแบบเปิด–ปิด (bascule bridge) ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในยุคนั้น

หลังเปิดใช้งานในวันที่ 6 เมษายน 2475 ความสะดวกในการเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้สองฝั่งเมืองกลายเป็น "เมืองเดียวกัน" การข้ามฝั่งจาก ย่านสำเพ็ง บ้านหม้อ เสาชิงช้า ไปยังฝั่งธนบุรีง่ายขึ้นอย่างมาก สะพานแห่งนี้จึงเป็นทั้งสะพานทางสังคมและเศรษฐกิจ

พิธีวางศิลาฤกษ์มีการประกอบพิธีทางศาสนาและบวงสรวงโดยพระสงฆ์และพราหมณ์ พร้อมกับพระราชพิธีวางศิลาฤกษ์ที่มีการฝังเอกสารและเครื่องหมายรัชกาลไว้ใต้ฐานรากสะพาน ถือเป็นสัญญาณการเริ่มต้นยุคใหม่ของเมืองหลวง

แม้ประเทศจะผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สะพานพระพุทธยอดฟ้ายังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพฯ เป็นเส้นทางรถยนต์และจุดชมวิวที่สะท้อนประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านของเมืองหลวงไทย

ที่มา : https://shorturl.asia/eGilT

10 มกราคม 2489 ‘สหประชาชาติ’ จัดประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งแรก ชาติมาพบกันกลางลอนดอน โดยมีตัวแทนจาก 51 ชาติ เข้าร่วม เปิดทางให้ไมโครโฟนแทนปืน

(10 ม.ค. 69) เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2489 เป็นวันเปิดประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งแรก ณ Methodist Central Hall ในลอนดอน ท่ามกลางความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวแทนจาก 51 ประเทศมารวมตัวกันไม่ใช่เพื่อรบ แต่เพื่อกำหนด "กติกาโลกใหม่" ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ

บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความหมาย ทั้งที่เมืองยังมีร่องรอยจากระเบิดและความวุ่นวายแต่โลกก็พยายามสลับจาก “การยิงปืน” มาเป็น “การพูดคุยด้วยไมโครโฟน” ในเวทีที่ทุกเสียงมีค่าเท่ากัน โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษ 'เคลเมนต์ แอตต์ลี' เปิดประชุมเน้นย้ำถึงความร่วมมือป้องกันสงครามและควบคุมอาวุธนิวเคลียร์

สมัชชาใหญ่แตกต่างจากคณะมนตรีความมั่นคงตรงที่ทุกประเทศมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ไม่ว่าจะประเทศใหญ่หรือเล็ก และเป็นโอกาสประวัติศาสตร์ที่ประเทศเล็กสามารถมีเสียงในเวทีโลกครั้งแรก โดยมี 'ปอล-อ็องรี สปาก' จากเบลเยียม เป็นประธานที่ประชุมคนแรก

วาระสำคัญคือการเริ่มจัดการกับอาวุธนิวเคลียร์และปัญหาผู้ลี้ภัยหลังสงครามโลก ซึ่งต่อมาได้นำไปสู่การก่อตั้งโครงสร้างช่วยเหลือผู้ลี้ภัยสากลอย่าง 'UNHCR' และวางรากฐานแนวทางควบคุมอาวุธในระดับพหุภาคี

สมัชชาใหญ่ครั้งแรกเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโลกที่ประกาศว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือหลักอีกต่อไป แต่จะใช้การโต้เถียงและลงมติโดยสันติแทน นับเป็นการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติในเวทีสันติภาพโลก

ที่มา : https://www.history.com/this-day-in-history/january-10/first-meeting-of-the-united-nation

เมื่อสหรัฐฯท้าทายรัสเซีย: กรณีการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Marinera เรือน้ำมันธงรัสเซีย อ้างเป็นเครือข่าย 'กองเรือเงา' ในขบวนการขนส่งน้ำมันเถื่อนเวเนซูเอลา หลังปฏิบัติการเด็ดหัวผู้นำเวเนซเอลาเพียง 4 วัน

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 ที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เมื่อหน่วยยามฝั่งและกองทัพเรือสหรัฐฯ ปฏิบัติการขึ้นควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ "มาริเนร่า” Marinera ซึ่งติดธงรัสเซีย หลังจากติดตามและไล่ล่าเรือลำดังกล่าวเป็นเวลานานกว่าสองสัปดาห์ ตั้งแต่บริเวณทะเลแคริบเบียนไล่ขึ้นไปจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ การยึดเรือครั้งนี้ดำเนินการตามคำสั่งศาลของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร โดยเฉพาะน้ำมันจากเวเนซุเอลา และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย “กองเรือเงา” ที่ใช้หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ เหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่มีการปะทะทางทหารแต่ได้สร้างความตึงเครียดทางการเมืองอย่างรุนแรง เมื่อรัสเซียออกมาประณามว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดกฎหมายทางทะเลและอธิปไตยของรัฐ

เรือบรรทุกน้ำมัน Marinera เป็นเรือที่ติดธงรัสเซีย (และเคยเปลี่ยนชื่อ–เปลี่ยนธงมาก่อน) โดยมีชื่อเดิมว่า Bella 1 โดยทะเบียนเรือเดินทะเลของรัสเซียแสดงให้เห็นว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "มาริเนร่า” (Marinera) และแล่นภายใต้ธงรัสเซีย โดยระบุเมืองท่าหลักคือเมืองโซชิ (Sochi) ทางตอนใต้ของรัสเซียในทะเลดำเรือลำนี้ถูกทางการสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายขนส่งน้ำมันที่เรียกว่า “กองเรือเงา (shadow fleet)” ซึ่งถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลำเลียงน้ำมันจากเวเนซุเอลาและแหล่งที่ถูกคว่ำบาตรอื่น ๆ เช่นอิหร่าน เรือ Marinera ถูกติดตามโดยหน่วยงานสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ เนื่องจากมีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น การปิดหรือบิดเบือนสัญญาณติดตามตำแหน่ง (AIS) และการเปลี่ยนข้อมูลการจดทะเบียนเรือ สหรัฐฯ อ้างว่าเรือลำนี้มีสถานะทางกฎหมายคลุมเครือถึงขั้นอาจเข้าข่าย “เรือไร้สัญชาติ” จึงใช้เป็นเหตุผลทางกฎหมายในการเข้าควบคุมและยึดเรือกลางทะเล ซึ่งต่อมานำไปสู่ข้อพิพาทรุนแรงกับรัสเซียในประเด็นกฎหมายทางทะเลและอธิปไตยรัฐ นอกจากนี้กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (US Southern Command) ได้ระบุว่า กระทรวงกลาโหมและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเข้าควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 คือ “เอ็ม/ที โซเฟีย” (M/T Sophia) เรือไร้สัญชาติและถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรด้วยข้อกล่าวล่าวหาดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ระหว่างลอยลำอยู่ในทะเลแคริบเบียน

กรณีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการบุกจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาโดยมีไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญสรุปได้ดังนี้
10 ธันวาคม 2025 สหรัฐฯ เริ่มยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียน เป็นหนึ่งในปฏิบัติการของ Operation Southern Spear เพื่อคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาและพันธมิตร
17 ธันวาคม 2025 สหรัฐฯ ประกาศ ปิดล้อมทางทะเล (blockade) ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาที่ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ

ปลายเดือน ธันวาคม 2025 เรือ Bella 1 ซึ่งถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีว่าเป็นเรือที่ผิดกฎหมาย เปลี่ยนชื่อเป็น Marinera และเปลี่ยนธงเป็นรัสเซียเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมของสหรัฐฯ ขณะที่พยายามลำเลียงน้ำมันเข้าเวเนซุเอลา
3 มกราคม 2026 หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ บุกจับตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยาในกรุงการากัส หลังปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ ซึ่งมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิตในฝั่งเวเนซุเอลาและคิวบาในเหตุการณ์นี้ด้วย

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2025 – ต้นเดือนมกราคม 2026 สหรัฐฯ ติดตามเรือ Marinera มาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงนี้ Coast Guard พยายามหลายครั้งที่จะขึ้นเรือ แต่ถูกเรือหลบหนีและเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือจนกระทั่งเรือแล่นไปถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือระหว่างไอซ์แลนด์กับยุโรป
6 มกราคม 2026 มีรายงานว่า หน่วยงานของสหรัฐฯ ได้ติดตาม Marinera อยู่ห่างประมาณ 500 ไมล์จากชายฝั่งไอร์แลนด์ หลังจากล่องเรือผ่านทะเลแคริบเบียนและพยายามหลบเลี่ยงการสกัดของสหรัฐฯ
7 มกราคม 2026 สหรัฐฯ ยึดเรือรัสเซีย Marinera ใน มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ หลังจากไล่ล่ามานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยที่เรือรัสเซียและเรือดำน้ำถูกกล่าวว่าปรากฏตัวใกล้เคียงขณะปฏิบัติการ  ในวันเดียวกันนี้ สหรัฐฯ ยังได้ยึดอีกลำหนึ่งคือ M/T Sophia ในทะเลแคริบเบียน ขณะที่นโยบาย blockade น้ำมันเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ มีความเข้มข้นขึ้น

พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความบน X ระบุว่า การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาที่ผิดกฎหมาย และถูกคว่ำบาตร ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ในทุกที่ทั่วโลก ในขณะที่ทำเนียบขาวอธิบายว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวเป็นเรือในกองเรือเงาของเวเนซุเอลา ซึ่งถือว่าเป็นเรือไร้สัญชาติหลังจากใช้ธงปลอมและมีคำสั่งศาลบังคับคดีอยู่ ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า เวเนซุเอลาที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกจะส่งมอบน้ำมันสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์ให้สหรัฐฯ

รัฐบาลรัสเซียออกมาตำหนิการกระทำของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเป็น การละเมิดกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล พ.ศ. 2525 (UN Convention on the Law of the Sea) ซึ่งระบุว่า “ไม่มีรัฐใดมีสิทธินำกำลังใช้กับเรือที่อยู่ภายใต้การขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องของรัฐอื่นในน่านน้ำสากล” นั่นคือรัสเซียมองว่าการกระทำของสหรัฐฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดอธิปไตยทางทะเล แม้เป็นเรือที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตรก็ตาม ทั้งนี้กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงคมนาคมรัสเซียได้เน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ควรจัดการกับลูกเรือชาวรัสเซียอย่างเหมาะสม โดยดำเนินการตามสิทธิพื้นฐานและไม่ขัดขวางการรีบส่งกลับพวกเขาไปยังประเทศบ้านเกิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้เชิงกฎหมายและมนุษยธรรม เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ถูกตีความว่าเป็นการปฏิบัติต่อชาวรัสเซียอย่างไม่เป็นธรรม รัสเซียระบุว่าเรือ Marinera ได้รับใบอนุญาตชั่วคราวในการเดินเรือภายใต้ธงรัสเซียตามกฎหมายภายในของตนเองและ “ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ” เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่าการยึดเรือนั้นขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยและสิทธิของเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง แม้ว่าข้อความตอบโต้จากปูตินหรือทำเนียบเครมลินโดยตรงจะยังไม่ถูกเผยแพร่เป็นคำพูดของปูตินเองในช่วงวันหยุดปีใหม่ แต่การตอบโต้ของรัฐบาลรัสเซียผ่านสื่อและหน่วยงานทางการทูตสะท้อนนโยบายของผู้นำรัสเซียในการ ปกป้องสิทธิของชาติและแสดงท่าทีคัดค้านการขยายบทบาทของสหรัฐฯ ในพื้นที่ที่ถือว่ารัสเซียมีผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับพันธมิตรอย่างเวเนซุเอลาและวิกฤติการณ์คว่ำบาตรเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคำประณามนี้ยังช่วยเสริมโทนการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศด้วย ขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังคุกคามความมั่นคงทางพลังงานของโลก
.
ปฏิบัติการยึดเรือ Marinera ที่เกิดขึ้นโดยมีการปรากฏตัวของเรือรบและเรือดำน้ำรัสเซียในบริเวณใกล้เคียงนั้นนับว่ามีนัยสำคัญทั้งทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศอย่างยิ่ง ในเชิงยุทธศาสตร์การปรากฏตัวของกำลังทางทะเลรัสเซียสะท้อนถึงความพยายามในการแสดงตัวตนและปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ แม้จะไม่ได้เข้าปะทะโดยตรงกับกองกำลังสหรัฐฯ ก็ตาม ขณะเดียวกันการดำเนินการยึดเรือภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรแม้ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง ในเชิงการเมืองเหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลหรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่เป็นการเผชิญหน้าทางสัญลักษณ์ระหว่างมหาอำนาจที่ต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงแต่ยังคงแข่งขันกันผ่านการแสดงกำลังและการตีความกฎหมายระหว่างประเทศ

จากเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถประเมินได้ว่าโอกาสที่เหตุการณ์ยึดเรือ Marinera จะยกระดับไปสู่ความรุนแรงทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียมีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่ตระหนักถึงต้นทุนของการเผชิญหน้าโดยตรงและมีประสบการณ์ในการควบคุมการยกระดับความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม การที่ปฏิบัติการเกิดขึ้นท่ามกลางการปรากฏตัวของเรือรบและเรือดำน้ำรัสเซียได้เพิ่มความเสี่ยงในเชิงอุบัติเหตุและการตีความผิดพลาด แม้ทั้งสองฝ่ายจะหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ความตึงเครียดทางทหารและการเมืองก็ถูกดันขึ้นไปอยู่ในระดับที่เปราะบางมากขึ้น แนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นไม่ใช่สงครามหากแต่เป็น ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและการเผชิญหน้าแฝง ผ่านการคว่ำบาตรที่เข้มข้นขึ้น การตอบโต้ทางกฎหมายและเศรษฐกิจ รวมถึงการทำให้ทะเลหลวงกลายเป็นพื้นที่ของการเมืองอำนาจมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นแบบอย่างของการเมืองโลกยุคใหม่ ที่รัฐมหาอำนาจเลือกใช้กฎหมาย การทหารเชิงสัญลักษณ์ และเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือร่วมกันในการแข่งขัน โดยยังคงหลีกเลี่ยงเส้นแดงของการใช้กำลังโดยตรง

บทสรุป กรณีสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Marinera สะท้อนการเมืองอำนาจยุคใหม่ที่การคว่ำบาตร เศรษฐกิจ กฎหมาย และกำลังทางทหารถูกผสานเข้าด้วยกันเป็นเครื่องมือเดียว แม้เหตุการณ์นี้ไม่นำไปสู่การปะทะทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียแต่ได้เพิ่มความตึงเครียดเชิงโครงสร้างและทำให้ทะเลหลวงกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
 

วลาดีวอสตอกเงียบสงบ “แมวน้ำลายจุด” อ้วนกลม นอนแผ่บนแผ่นน้ำแข็งวลาดีวอสตอก ท่ามกลางอากาศหนาวจัดริมชายฝั่ง เผยชีวิตสัตว์ในฤดูน้ำแข็งแปซิฟิ

(9 ม.ค. 69) ที่เมืองวลาดีวอสตอก เขตตะวันออกไกลของรัสเซีย แมวน้ำลายจุด หรือที่เรียกกันว่า "ลาร์กา" กำลังนอนแผ่พักบนแผ่นน้ำแข็งในน่านน้ำริมชายฝั่งท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ภาพนี้สะท้อนความน่ารักและสะท้อนวิถีชีวิตของสัตว์ทะเลในช่วงฤดูหนาวที่น้ำเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง

จากภาพหลายตัวเลือกแผ่นน้ำแข็งเป็นที่พักชั่วคราว บางตัวนิ่งสงบนอนทอดตัวรับลมหนาว บางตัวขยับตัวช้า ๆ บนผิวน้ำแข็งลอยตัวตามชายฝั่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติในฤดูน้ำแข็งของเมืองท่าที่มีอุณหภูมิต่ำ

แมวน้ำลายจุดเป็นสัตว์ทะเลที่อาศัยในเขตทะเลและมหาสมุทรทางตอนเหนือของแปซิฟิก พวกมันมักใช้แผ่นน้ำแข็งและรูน้ำแข็งเป็นที่พักและจุดพักพลังงานในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากน้ำแข็งช่วยรักษาความอบอุ่นและเป็นส่วนสำคัญของถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ

วลาดีวอสตอกมีสภาพอากาศหนาวและเป็นเมืองริมทะเลในภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย ซึ่งในฤดูหนาวน้ำในบางพื้นที่จะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทำให้สัตว์ทะเลเช่นแมวน้ำลายจุดใช้พื้นที่นี้เป็นเวทีพักผ่อนตามธรรมชาติ

ลักษณะของแมวน้ำลายจุดมีลายจุดทั่วลำตัว สีขนเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เทาอ่อนถึงเข้ม และรูปร่างอ้วนกลมเป็นลักษณะปกติที่ช่วยสะสมชั้นไขมันเพื่อรักษาความอบอุ่นในน้ำเย็นจัด

ที่มา : Xinhua

ปักธง 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' หลังบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เคาะโรดแมปชิปขั้นสูง หวังดึงทุน 2.5 ล้านล้านบาท ใน 25 ปี มุ่งผลิต Power-Sensor Jอนสมรภูมิ AI และ EV ท้าชนสิงคโปร์-มาเลเซีย ยกระดับไทยสู่ฮับชิปโลก

บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมชิป มุ่งสู่ "ชิปเมดอินไทยแลนด์"

คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ได้พิจารณาให้ความเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นโรดแมปสำคัญในการยกระดับไทยสู่ผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

ร่างยุทธศาสตร์จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
ร่างยุทธศาสตร์เริ่มจัดทำตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยว่าจ้างบริษัท Roland Berger ที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ภายใต้การกำกับของคณะอนุกรรมการที่ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ บีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ

กระบวนการจัดทำประกอบด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงลึก การประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง และได้ผ่านการประชาพิจารณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2568
.
ไทยมีโอกาสแข่งขันได้ในภูมิภาค
จากการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ พบว่าแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพบุคลากร สภาพแวดล้อมธุรกิจ มาตรการสนับสนุน และศักยภาพอุตสาหกรรมปลายน้ำ ไทยยังมีโอกาสพัฒนาต่อยอดและแข่งขันได้

ยุทธศาสตร์กำหนดให้เน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์

เป้าหมายดึงเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท
ร่างยุทธศาสตร์มุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด "ชิปเมดอินไทยแลนด์" โดยตั้งเป้าหมาย:
• ดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาทในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026-2050)
• พัฒนาบุคลากรมากกว่า 230,000 คน
• สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร
ในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันการลงทุนในการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) และสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion

5 กลไกขับเคลื่อนสำคัญ
เพื่อบรรลุเป้าหมาย ร่างยุทธศาสตร์เสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน:
1. สิทธิประโยชน์ - เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว
2. บุคลากรทักษะสูง - พัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม-การศึกษา
3. เทคโนโลยี - ยกระดับ TMEC และศูนย์วิจัยสถาบันการศึกษา
4. โครงสร้างพื้นฐาน - พัฒนาคลัสเตอร์ ระบบน้ำ-ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และจัดการภัยพิบัติ
5. สภาพแวดล้อมธุรกิจ - อำนวยความสะดวกการอนุญาต เจรจา FTA และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมเน้นย้ำความสำคัญของการกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้ชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพและสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีความเข้มแข็ง

การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยมีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนา Local Champion

นอกจากนี้ ต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

ตลาดโลกคาดถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030
นายนฤตม์กล่าวว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่เติบโตรวดเร็ว คาดว่าจะมีขนาดตลาด 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030 และจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยระยะยาว

ในช่วงปี 2561-พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มี 1,748 โครงการ มูลค่า 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19% ของเงินลงทุนทั้งหมด นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด

ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำหลายรายตั้งฐานการผลิตในไทยแล้ว เช่น Infineon, Analog Devices, Microchip Technology, NXP Semiconductor, Sony, Toshiba, Rohm และ Fiti ในเครือ Foxconn

เยอรมนีสะเทือน!! ประกาศตัดขาดพลังงานรัสเซีย พึ่งพานำเข้าจากนอร์เวย์-สหรัฐฯ อุตสาหกรรมหนักกระทบหนักถอนโครงการ ฝ่ายค้านวอนยกเลิกคว่ำบาตรฟื้นท่อก๊าซ

(9 ม.ค. 69) เยอรมนีเผชิญวิกฤตพลังงาน หลังตัดสินใจเลิกพึ่งพาพลังงานราคาถูกจากรัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและความน่าเชื่อถือของประเทศในช่วงที่ผ่านมา

เดอะ เทเลกราฟ วิเคราะห์ว่า นโยบายคว่ำบาตรของเยอรมนีที่เดินตามทิศทางของชาติตะวันตกแบบไม่รอบคอบ กลับสร้างความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยประเทศต้องพึ่งพานำเข้าพลังงานจากนอร์เวย์และสหรัฐฯ ถึง 70% และมีค่าไฟฟ้าสูง ทำให้ผู้ผลิตเหล็ก ArcelorMittal ถอนตัวจากโครงการ "เหล็กสีเขียว" มูลค่า 1.43 พันล้านดอลลาร์ฯ เพื่อย้ายไปลงทุนในประเทศที่มีพลังงานราคาถูกและเชื่อถือได้

รายงานเน้นว่ายุโรปที่พยายามลดการพึ่งพารัสเซียในทางการเมืองและพลังงาน กำลังสร้างช่องโหว่ใหญ่ให้เยอรมนี มีผลกระทบต่อความตึงเครียดและการถดถอยทางเศรษฐกิจในประเทศ

ฝ่ายค้านฝ่ายขวา 'AfD' เสนอให้คืนความสัมพันธ์ค้าขายกับรัสเซีย ยกเลิกคว่ำบาตร และฟื้นฟูท่อส่งก๊าซ Nord Stream เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยและความยากจนของประชาชน โดยในแถลงการณ์เลือกตั้ง 2025 ระบุว่า "ควรกลับมาค้าขายกับรัสเซียโดยไม่มีข้อจำกัด"

ด้าน 'โทมัส บาไรส์' จากพรรค 'CDU' เสนอว่าหากความขัดแย้งยูเครนสิ้นสุด ก๊าซอาจกลับมาส่งได้ ขณะที่ 'ดีทมาร์ วอยด์เคอ' พรรค 'SPD' เห็นด้วยกับการคืนสถานะความสัมพันธ์ทางการค้าให้เป็นปกติ

ที่มา : Sputni

ปากท้องต้องมาก่อน!! เปิดเหตุผลคนไทยไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ ไม่ได้กลัวประชาธิปไตย แต่ไม่เชื่อใจนักการเมือง หวั่นต้นทุนเศรษฐกิจพัง-การท่องเที่ยวสะดุด หากการเมืองไทยลากกลับเข้าโหมดเดือด

ทำไมคนไทย “บางส่วน” ถึงไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ เพราะเขาไม่ได้กลัว “ประชาธิปไตย” — แต่กลัว “เกมการเมือง” ที่ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ

ทุกครั้งที่คำว่า “แก้รัฐธรรมนูญ” ถูกหยิบขึ้นมา สังคมไทยจะเดือดทันที ไม่ใช่เพราะคนไทยไม่อยากให้ประเทศดีขึ้น แต่เพราะคนไทยจำนวนหนึ่ง “เคยเจ็บมาแล้ว” กับการเมืองแบบแก้กติกาเพื่อชนะเกม มากกว่าแก้เพื่ออนาคตประเทศ

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “แก้แล้วดีไหม” แต่คือ “แก้โดยใคร แก้เพื่ออะไร และประเทศต้องจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่” นี่คือเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้คนไทยบางส่วนเลือกยืนฝั่ง ‘อย่าเพิ่งแตะ’ หรือ ‘แก้ได้ แต่อย่าเปิดศึก’

1) เขาไม่ไว้ใจ “คนแก้” มากกว่าไม่ชอบ “สิ่งที่จะถูกแก้”
สารตั้งต้นของความไม่อยากแก้ คือ “ความไม่เชื่อใจผู้เล่น” คนกลุ่มนี้มองการเมืองไทยแบบตรง ๆ ว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ตำราเรียน แต่เป็นอาวุธ — ใครคุมเกมก็อยากปรับกติกาให้ตัวเองได้เปรียบ

ดังนั้นคำถามแรกของเขาไม่ใช่ “แก้อะไร” แต่คือ “แก้เพื่อใคร?” เพราะในประสบการณ์การเมืองไทย หลายครั้ง ‘การแก้’ ถูกแปลว่า ‘การเปิดทาง’ ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับมามีแต้มต่อ
2) เขาเชื่อว่า “แก้แล้วไม่จบ” มีแต่เปิดรอบขัดแย้งใหม่
รัฐธรรมนูญไทยถูกผลักให้เป็น ‘สนามชี้ขาด’ จนเกินพอดี พอจะเปลี่ยนอะไร ก็ลากไปจบที่ ‘แก้กติกา’ พออีกฝ่ายไม่ยอมรับ ก็ลากไปจบที่ ‘ปะทะ-ชุมนุม-ยื้อ’

คนที่ไม่อยากแก้จึงไม่ได้บอกว่ากติกาเดิมดีเลิศ แต่เขามองว่าสภาพการเมืองไทยยังไม่พร้อมจะคุยกันแบบ แพ้-ชนะแล้วเคารพกัน แก้ตอนนี้อาจไม่ใช่ ‘ทางออก’ แต่อาจเป็น ‘ชนวน’
3) กลัว “ต้นทุนประเทศ” มากกว่าอยากชนะทางความคิด
ความคิดของคนกลุ่มนี้เรียบง่ายมาก: ปากท้องมาก่อน หากแก้แล้วเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจสะดุด นักลงทุนชะลอ การท่องเที่ยว-การใช้จ่ายหด ใครรับผิดชอบ?

เมื่อการแก้กลายเป็นเรื่องยาว กระบวนการซับซ้อน และมีแนวโน้มลากไปสู่การระดมมวลชน ความเสี่ยงที่ประเทศต้องจ่ายจึงสูงเกินกว่าที่หลายคนอยากเสี่ยง
4) มองว่า “แก้ยาก” จนการแก้กลายเป็นสงครามยื้อเวลา
ต่อให้ตั้งใจดี การแก้ในทางปฏิบัติก็ไม่ง่าย กลไกการแก้ไขที่มีเงื่อนไขสูงทำให้เรื่องเดินช้า และเปิดช่องให้ เกมการเมืองลากยาว

เมื่อ ‘แก้ยาก’ คนจำนวนหนึ่งจึงเลือก ‘อย่าเปิดประเด็น’ เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นมหากาพย์ไม่จบ และพาประเทศไปคาราคาซัง
5) บางคนยอมรับว่า “ต้องมีเบรกนักการเมือง” และกลัวการปลดล็อกแบบสุดโต่ง
เหตุผลที่พูดกันน้อยแต่มีอยู่จริงคือ คนไทยจำนวนหนึ่งไม่ไว้ใจนักการเมืองมากพอ ๆ กับที่ไม่ไว้ใจระบบอื่น ๆ เขาจึงมองว่า ต่อให้กติกาบางส่วนไม่สมบูรณ์ แต่มันคือ ‘เบรก’ ที่ทำให้ผู้มีอำนาจ — โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง — ไม่สามารถเร่งเครื่องแบบไร้ราวกั้นได้ง่าย

คนกลุ่มนี้จึงกลัวว่า ‘แก้’ จะถูกใช้เป็นคำสวย ๆ เพื่อ ลดการตรวจสอบ ลดกลไกคานอำนาจ หรือทำให้ผู้ชนะเลือกตั้ง ‘กินรวบ’ ได้สะดวกขึ้น
6) ไม่อยากให้ “การแก้” กลายเป็นเวทีชนกันเรื่องอ่อนไหวระดับประเทศ
ในสังคมที่ความเชื่อและอัตลักษณ์ทางการเมืองต่างกันสุดขั้ว การเปิดดีล ‘แก้ทั้งฉบับ’ อาจทำให้ประเด็นลุกลาม จากเรื่องโครงสร้างทางการเมือง ไปเป็นเรื่องอ่อนไหวที่แตกหักได้ง่าย

คนจำนวนหนึ่งจึงเลือกความปลอดภัยไว้ก่อน เพราะกลัวว่าการเปิดประตูแก้ จะลากประเทศกลับเข้าโหมดเดือดอีกครั้ง

 “ไม่อยากแก้” ไม่ได้เท่ากับ “อยากติดล็อก”
คนไทยบางส่วนไม่ได้รักรัฐธรรมนูญฉบับไหนเป็นพิเศษ แต่เขา ‘ไม่เชื่อ’ ว่าการแก้ในมือของนักการเมือง จะไม่กลายเป็นการแก้เพื่อชนะเกม และเขา ‘กลัว’ ว่าการเปิดประตูแก้จะลากประเทศเข้าโหมดเดือดอีกครั้ง

ถ้าฝ่ายที่อยากแก้ต้องการชนะใจคนกลุ่มนี้ สิ่งที่ต้องตอบให้ชัดไม่ใช่แค่ “แก้แล้วดี” แต่คือ
1) กันการแก้เพื่อเอื้อฝ่ายเดียวอย่างไร
2) ทำให้กระบวนการร่างโปร่งใสและยอมรับร่วมกันได้อย่างไร
3) ทำให้ประเทศไม่ต้องจ่ายค่าความแตกแยกซ้ำ ๆ อย่างไร

เพราะรัฐธรรมนูญที่ดี ไม่ใช่ฉบับที่ฝ่ายเราได้หมด แต่คือฉบับที่ฝ่ายไหนแพ้ก็ยังอยู่ร่วมประเทศได้

แฉ iLaw หนังม้วนเดิมรับเงินนอกแก้รัฐธรรมนูญ อ้างเพื่อปากท้องประชาชน ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่ ‘คนใช้อำนาจ’ วอนหยุดใช้ต่างชาติกดดันกฎหมายสูงสุด

ในช่วงระยะหลัง เราจะเห็นว่า ผู้อำนวยการปัจจุบันของ iLaw คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ออกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ และต้องเป็นการแก้ “ทั้งฉบับ” ทว่าตลอดการสื่อสารดังกล่าว กลับไม่เคยอธิบายอย่างชัดเจนว่าแก้ไปเพื่ออะไร นอกจากการอ้างกว้าง ๆ ว่าเพื่อปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาปากท้องของประชาชนจำนวนมากสามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายลำดับรอง นโยบายเศรษฐกิจ หรือการบริหารจัดการของรัฐบาลโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรื้อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเลยด้วยซ้ำ ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวรัฐธรรมนูญ หากแต่อยู่ที่เจตจำนงและความสามารถของผู้ใช้อำนาจรัฐมากกว่า

เมื่อเหตุผลเชิงนโยบายยังไม่ชัด สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการย้อนกลับไปพิจารณา ที่มาและทิศทางของผู้ผลักดัน องค์กรไอลอว์ถูกก่อตั้งโดย จอน อึ๊งภากรณ์ ซึ่งมีบทบาทในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รับรู้กันว่าโครงสร้างการทำงานขององค์กรลักษณะนี้พึ่งพาเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเป็นสำคัญ ผ่านมูลนิธิและเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “อุดมการณ์” หากแต่คือ ที่มาของงบประมาณและอิทธิพลทางความคิด ซึ่งเชื่อมโยงกับองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง เช่น National Endowment for Democracy (NED) และเครือข่ายในโลกตะวันตกที่มีบทบาทในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top