Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

'ชัชชาติ' เผยข่าวดี!! สถานการณ์ PM2.5 ปีนี้ดีขึ้นชัดเจน ชี้มาตรการคุมรถ-พื้นที่สีเขียว-WFH เริ่มเห็นผล จับมือ 'อุตสาหกรรม' สกัดฝุ่นจากโรงงาน เดินหน้าคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนกรุง

กทม. เผยสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปีนี้แนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง จำนวนวันเกินมาตรฐานลดลง 40% ค่าเฉลี่ยฝุ่นลดลง 12% เพราะความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดรอบข้าง

(6 ม.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงข่าว “การยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” เดินหน้าแก้ปัญหา PM2.5 ทั้งระบบ ครอบคลุมยานพาหนะ โรงงาน และการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยว่าภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปีนี้ พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งในด้านจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและค่าเฉลี่ย      ความเข้มข้นของฝุ่น โดยเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน      ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ

ตัวเลขสะท้อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
จากการติดตามและประมวลผลข้อมูลคุณภาพอากาศ พบว่า จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 40 ขณะที่ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM2.5 ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและการบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นของกรุงเทพมหานครในภาพรวม

ความร่วมมือข้ามจังหวัด ลดฝุ่นจากต้นทาง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น คือความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก ในการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร โดยข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) พบว่า จำนวนจุดเผาในพื้นที่ดังกล่าวลดลงร้อยละ 28 ความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหลายจังหวัดช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจากพื้นที่ต้นลมที่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นรูปธรรม

คุมรถเข้ม ลดฝุ่นจากการจราจร
กรุงเทพมหานครได้ยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมรถควันดำ โดยปรับค่ามาตรฐานควันดำจากเดิมไม่เกินร้อยละ 30 เหลือไม่เกินร้อยละ 20 ส่งผลให้การตรวจจับมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถจับกุมรถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3.5 เท่า

นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “รถคันนี้ #ลดฝุ่น” ซึ่งปัจจุบันมีรถเข้าร่วมโครงการแล้ว 186,095 คัน สามารถช่วยลดการปล่อยมลพิษจากภาคการจราจรได้ประมาณร้อยละ 9.3

WFH ช่วยลดรถ ลดฝุ่น
มาตรการ Work From Home ที่กรุงเทพมหานครประกาศใช้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม มีส่วนช่วยลดปริมาณการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเห็นผล โดยพบว่าสามารถลดปริมาณการจราจรเฉลี่ยได้ร้อยละ 8.5 ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 47.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เหลือ 19.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 5 ธันวาคม หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 58

เพิ่มพื้นที่สีเขียว เสริมการป้องกันฝุ่น
ในส่วนของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ภายใต้นโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้น ปัจจุบันกรุงเทพมหานครปลูกต้นไม้ไปแล้วรวม 2,326,667 ต้น เป็นไม้ยืนต้น 1,377,340 ต้น โดยในจำนวนนี้มี 932,452 ต้น ที่ปลูกเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ     ฝั่งตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงสีเขียวช่วยลดฝุ่นที่พัดมาจากจังหวัดต้นลม นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มสวน 15 นาทีแล้วรวมทั้งสิ้น 441 แห่ง

เดินหน้ามาตรการต่อเนื่อง
กรุงเทพมหานครยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในเมือง การทำงานร่วมกับจังหวัดรอบข้าง และการส่งเสริมความร่วมมือจากประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นสะท้อนว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำทั้งระบบ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ผสานพลังกระทรวงอุตสาหกรรม คุมเข้มปล่องระบายมลพิษ
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคโรงงาน โดยปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพมหานครให้เข้มงวดขึ้น และกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) พร้อมรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล

ด้านนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่าได้มีการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายอากาศสะอาด โดยเฉพาะการออกประกาศเกณฑ์มาตรฐานค่าสารเจือปนในอากาศจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพฯ พ.ศ. 2568 ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น "เรากำหนดให้โรงงานในพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศจากปล่องแบบอัตโนมัติ (CEMS) และรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ควบคู่กับการควบคุมการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นในช่วงเทศกาลสำคัญยั่งยืน" ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

จี้รัฐบาลอย่าถ่วงกองทัพ "พีระพันธุ์" ชี้การรบต้องเด็ดขาดทำกัมพูชาให้สิ้นสภาพ หลังกัมพูชายิงปืน ค. ใส่ช่องบก มอง "ทรัมป์" เบนเข็มมุ่งไปเวเนซูเอลา พร้อมดัน "คลังน้ำมันแห่งชาติ" รับมือวิกฤตราคาน้ำมันผันผวน

‘พีระพันธุ์’ จี้รัฐบาลอย่าถ่วงกองทัพ ควรรบเด็ดขาดทำกัมพูชาให้สิ้นสภาพทางการทหารหลังกัมพูชายิงปืน ค. ใส่ช่องบก มอง "ทรัมป์" เบนเข็มมุ่งไปเวเนซุเอลา พร้อมดัน "คลังน้ำมันแห่งชาติ" รับมือวิกฤตราคาน้ำมันผันผวน

(7 ม.ค. 69) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังได้รับรายงานกองกำลังกัมพูชายิงปืน เข้าใส่พื้นที่ช่องบก ส่งผลให้จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบ 6021 (RDF) ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดว่า เป็นสิ่งที่ตนเตือนไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้น เพราะกัมพูชายังไม่สิ้นสภาพภัยคุกคามและพร้อมจะละเมิดข้อตกลงได้ทุกเมื่อ

"รัฐบาลต้องเด็ดขาด ไม่สั่งการสับสนเช่นนี้ วันก่อนประกาศจะทำให้กัมพูชาจะสิ้นสภาพภัยคุกคาม  อีกวันต่อมาประกาศหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข  รัฐบาลทำแบบนี้สองรอบแล้ว รอบแรกดึงโดนัล ทรัมป์มาร่วม รอบที่สองหยุดยิง 72 ชม. แบบไร้เงื่อนไขอีก  ผมย้ำอีกครั้งนะครับ  เงื่อนไขหยุดยิงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพบนหลักกฎหมายสากลยึดแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ของสนธิสัญญาไทยฝรั่งเศสเท่านั้น  ครั้งนี้กัมพูชาจงใจผิดข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลปล่อยให้เขมรเอาปืนจ่อยิงไทยแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้เห็นว่า mou43 ไม่มีประโยชน์ต้องยกเลิกทันที" นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ ยังแสดงความกังวลว่าท่าทีของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาและประเทศอื่นๆ จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมรับมือด้วยกลไกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

"ผมเสนอนโยบายเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยให้ 'ยกเลิกกองทุนน้ำมัน' จากที่ใช้เงินอุดหนุนแบบเดิม เปลี่ยนมาจัดตั้ง 'ระบบคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ' เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการสต็อกน้ำมันโดยตรง คือซื้อเก็บเมื่อราคาน้ำมันตลากโลกลดลง และปล่อยขายเมื่อราคาตลาดโลกแพง กลไกนี้จะช่วยตัดความผันผวนจากภายนอก และผมมั่นใจว่าจะทำให้คนไทยได้ใช้น้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ และจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงเหลือเพียงประมาณ 25 บาทต่อลิตรได้ทันที ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะวิกฤตแค่ไหนก็ตาม" นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า "กรณีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความจริงที่คนไทยต้องตระหนัก ถึงเวลาแล้วที่ต้องสนับสนุนให้กองทัพเข้ามาจัดการเพื่อปกป้องอธิปไตยจากการรุกรานของกัมพูชา และขจัดให้สิ้นสภาพภัยคุกคาม"

ด้าน พล.อ.กังวาน สุจินต์ อดีตรองเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดจันทบุรี เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวเสริมว่า เหตุการณ์การยิงในวันนี้ไม่มีทางเป็นอุบัติเหตุ เนื่องจากเครื่องยิงลูกระเบิด ปืน ค. ต้องมีการเตรียมการยิงอย่างเป็นระบบ ทั้งการล็อกเป้าหมายและการคำนวณวิถีโค้ง ขั้นตอนการยิงต้องบรรจุกระสุนอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะกระสุนชนิดชนวนไว อีกทั้งยังต้องใช้ศูนย์อำนวยการยิงเพื่อกำหนดค่าพิกัดล่วงหน้า หากไม่ทราบพิกัดที่แน่ชัด ย่อมต้องมีหน่วยตรวจการณ์ทำหน้าที่ชี้เป้า จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่กระสุนจะตกใส่ฐานความมั่นคงได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ แล้วอ้างว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ

เวียดนามเร่งเครื่อง!! “เศรษฐกิจดิจิทัล” ขึ้นแท่นแรงขับเคลื่อนใหม่ กินส่วนแบ่ง 14.02% ของ GDP ปี 2025 ภาคหลักขับเคลื่อนเด่นด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งเป้าขยายตลาดดิจิทัลต่อเนื่อง

(7 ม.ค. 69) สื่อท้องถิ่นเวียดนามรายงานว่าในปี 2025 เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามมีมูลค่าราว 7.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 14.02 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักสำหรับการเติบโตของประเทศ

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่าในช่วงปี 2021-2025 เศรษฐกิจดิจิทัลมีส่วนแบ่งเฉลี่ยราวร้อยละ 13.2 ของ GDP ทั้งประเทศ ถือเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคนี้

ภาคเศรษฐกิจดิจิทัลหลักอย่างการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม รวมถึงการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการประมวลผลข้อมูล ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและขยายตัวของ GDP เวียดนาม

ความก้าวหน้าเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเวียดนามมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นฐานสำคัญของการเติบโตในอนาคต โดยหวังดันให้เศรษฐกิจของประเทศยืนหยัดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มากขึ้น

ที่มา :Xinhua

'กัปตัน' เอฟซีพรรคส้มเคลียร์ให้ ปมชอบแซะ "ทหารมีไว้ทำไม" ย้ำชัด ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ ชูนโยบายเพิ่มสวัสดิการทหารเกณฑ์ หนุบซื้ออาวุธทันสมัยเสริมภารกิจป้องกันประเทศ

‘กัปตัน’ ออกโรงเคลียร์แทนพรรคส้ม ปมชอบแซะ “ทหารมีไว้ทำไม” ตอกย้ำชัดเจน “ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ”

(6 ม.ค. 69) เพจเฟซบุ๊ก “กัปตันคนเนิร์ด” ของกัปตัน อดีตทนายความ ซึ่งเป็นกองเชียร์พรรคประชาชน ได้โพสต์คลิปวีดิโอชี้แจงแทนพรรคส้ม ปม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นรูปแบบแนวถาม-ตอบโดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า 
รู้ยังล่ะ “ทหารมีไว้ทำไม” เจ้าเพื่อนส้ม?
ส้มตอบ - ก็มีไว้สู้รบเพื่อป้องกันประเทศไง รู้มาตั้งนานแล้ว

อ้าวว ก็รู้นี่ แล้วทำไมตอนนั้นมานั่งด่านั่งแซะว่า ทหารมีไว้ทำไม?
ส้มตอบ - ก็เพราะทหารทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ป้องกันประเทศเยอะเกินไป แล้วพอทำได้ไม่ดีประเทศก็ไม่พัฒนา 

อะไรบ้างล่ะที่ทหารทำได้ไม่ดี?
ส้มตอบ - ชัดสุดก็รัฐประหารเนี่ยแหละ รีเซ็ตประเทศ ทำให้เสียงของประชาชนไม่มีความหมาย บริหารงานแบบเผด็จการ แล้วเป็นยังไง ลุงคุมประเทศอยู่เกือบ 10 ปี แต่ประเทศก็ไม่ได้ไปไหนเลย

ก็มีแค่เรื่องนี้แหละมั้ง ไม่เห็นจะมีเรื่องอื่นที่ทหารทำไม่ดีนี่?
ส้มตอบ - แทรกแซงกิจการพลเรือนหลายอย่าง มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าจัดตั้งมวลชนสอดส่องข่มขู่ผู้เห็นต่าง ทำไอโอไปลงคลิปที่ประชาชนเขาทำอีก เดี๋ยวคอยดูนะ คลิปนี้ก็จะมีไอโอมาลงเหมือนกัน ซึ่งพวกนี้ไม่ใช่หน้าที่ที่ทหารควรจะทำคือปกป้องประเทศเลย 

เพื่อนส้มก็เอาแต่วิจารณ์ แล้วมีข้อเสนอดี ๆ บ้างหรือเปล่า พรรคส้มมีนโยบายยังไงให้ทหารป้องกันประเทศได้ดีล่ะ?
ส้มตอบ – ก็ต้องให้ทหารเกณฑ์เลิกถางหญ้า ซักผ้า เลี้ยงไก่ แล้วมาฝึกทหารจริงๆ สักที ต้องเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการ เพื่อดึงดูดให้คนมาสมัครเป็นทหารเกณฑ์เยอะๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งเกณฑ์ทหารแบบบังคับกัน

แล้วเรื่องอาวุธมีนโยบายหรือเปล่า ล่าสุดกับกัมพูชาก็ดูเป็นเรื่องสำคัญอยู่นะ เราอ่ะ เคยไปตัดงบอาวุธเขาไม่ใช่หรอ?
ส้มตอบ - ก็ตอนที่ตัดมันมีโควิด ก็เลยต้องเสนอให้โยกเงินไปช่วยโควิดก่อน แต่หลังจากนั้นก็สนับสนุนซื้ออาวุธฉ่ำ ทั้งเครื่องบินกริพเพน เรือฟริเกต หรือว่าโดรน เพราะพวกนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในการรบของกองทัพจริงๆ 

เออจะว่าไปก็คุ้น ๆ ว่าอภิปรายให้ซื้ออาวุธเยอะอยู่ แต่แค่เสนอให้ซื้ออาวุธ มันก็ไม่ได้ต่างจากพรรคอื่นหรือเปล่า?
ส้มตอบ – เมื่อก่อนเราซื้ออาวุธแบบซื้อแล้วจบใช่ไหม แต่นโยบายของเราจะให้ซื้ออาวุธแบบใหม่ คือซื้อแล้วบังคับให้ต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราด้วย เราจะได้ทำอาวุธเองเป็น ถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วเขาไม่ขายอาวุธให้ เราจะได้พึ่งตัวเองได้

ฟังดูดี แล้วมีนโยบายอะไรอีก?
ส้มตอบ - ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจตราลาดตระเวน ทหารจะได้ไม่ต้องมาเหยียบทุ่นระเบิดอีก ติดตั้งระบบต่อต้านโดรน ฮุนเซนจะได้ไม่เอาโดรนมาบินเล่นในประเทศเรา

ฟังดูเหมือนเพื่อนส้ม จริงๆ ก็ไม่ได้เกลียดทหารนี่นา ขอสรุปอีกที “ทหารมีไว้ทำไม” ?
ส้มตอบ – มีไว้ป้องกันประเทศ และพรรคประชาชนก็สนับสนุนภารกิจป้องกันประเทศอย่างเต็มที่ ถ้าการเมืองและทหารจับมือกันก็ไม่มีใครเอาลง ฮุนเซน ก็ทำอะไรไม่ได้ ฮุนมาเนต อย่าหวังเลย

ทั้งนี้ ในโพสต์ดังกล่าว ยังย้ำด้วยว่า ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ และพรรคประชาชนมีนโยบายมากมายเพื่อให้ทหารป้องกันประเทศได้สบายขึ้น เพิ่มสวัสดิการทหารเกณฑ์ ชีวิตทหารจะได้ดีขึ้น มีคนสมัครมากขึ้น และไม่ต้องเกณฑ์ทหารแบบบังคับส่วนในด้าน และในด้านการซื้ออาวุธ จะบังคับคนขายอาวุธให้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้ด้วย พร้อมกับจะซื้อใช้เทคโนโลยีช่วยลาดตระเวน ทหารจะได้เสี่ยงเหยียบทุ่นระเบิดน้อยลง

ที่มา : https://www.facebook.com/share/v/18BCUS2Mqk/

นับถอยหลังสู่โคราช!! บอคเซียทีมชาติไทยลับคมเต็มสูบ ก่อนลุยอาเซียนพาราเกมส์ 13 “เจ้าภาพโคราช” 20–26 ม.ค. 69 ตั้งเป้าคว้าผลงานต่อหน้าแฟนกีฬาไทยในโคราช

(7 ม.ค. 69) ทัพนักกีฬาบอคเซียทีมชาติไทย เดินหน้าเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นที่ Boccia Training Center ภายในราชมังคลากีฬาสถาน เตรียมพร้อมสำหรับมหกรรมกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ณ จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 20–26 มกราคม 2569 โดยตั้งเป้าสร้างผลงานระดับสูงต่อหน้าแฟนกีฬาชาวไทย

การซ้อมครั้งนี้เน้นความละเอียดทุกจังหวะ ทั้งการคุมทิศทางน้ำหนักลูก การวางตำแหน่ง และการตัดสินใจในจังหวะสำคัญ เช่น ลูกเปิดเอนด์ และการแก้เกมในสถานการณ์กดดัน โดยผู้ฝึกสอนจัดโปรแกรมให้เหมือนกับการแข่งขันจริงมากที่สุด เพื่อเพิ่มความมั่นใจและสมาธิของนักกีฬา

ทีมได้จำลองสถานการณ์แข่งขันอย่างใกล้เคียงทัวร์นาเมนต์จริง เพื่อช่วยลดความตื่นสนาม และฝึกตัดสินใจในแต้มต่อแต้ม รวมถึงการประเมินความพร้อมของนักกีฬาเป็นรายบุคคลเพื่อกำหนดภาระฝึกที่เหมาะสม ราชมังคลากีฬาสถานเป็นฐานซ้อมหลักที่เอื้อต่อการพัฒนามาตรฐานและรายละเอียดการเล่น

การเป็นเจ้าภาพที่นครราชสีมาเพิ่มแรงผลักดันให้นักกีฬาไทยออกแรงเต็มที่ พร้อมกับมุ่งหวังสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับกีฬาคนพิการในประเทศ โดยเน้นการเตรียมพร้อมเชิงแท็กติกและจิตใจจนถึงวันแข่งขัน

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/97688/?tbref=hp

เปิดพิมพ์เขียวปัญหา!! ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้รัฐธรรมนูญ? เจาะลึก 5 ข้อถกเถียงรัฐธรรมนูญไทย จากปม ส.ว. ถึงกลไกล็อกหลายชั้น ที่ทำให้การเมืองไทยวนเวียนอยู่ที่เดิม

รัฐธรรมนูญไทย “ผิดตรงไหน” — ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้กันไม่หยุด

รัฐธรรมนูญไม่ใช่ “ข้อสอบที่มีคำตอบเดียว” ว่าถูกหรือผิด แต่คือ “กติกาเกมการเมือง” ถ้าคนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ไม่สะท้อนเสียงประชาชน หรือออกแบบให้บางฝ่ายได้เปรียบถาวร กติกานั้นก็จะถูกท้าทาย และถูกผลักดันให้แก้ไขซ้ำ ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ผิดตรงไหน” แต่คือ “ตรงไหนที่ทำให้ความขัดแย้งไม่จบ” และ “ตรงไหนที่ทำให้รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-กลุ่มผลประโยชน์เห็นต่างกันจนอยากเปลี่ยนกติกา”

1) แก้ยากแบบล็อกหลายชั้น: เสนอได้ แต่ผ่านยาก
หนึ่งในข้อวิจารณ์หลักของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือเงื่อนไขการแก้ไขที่เข้มมาก โดยเฉพาะการต้องใช้เสียงสนับสนุนจากหลายกลุ่มในรัฐสภาพร้อมกัน ทำให้ต่อให้ ส.ส. มีเสียงมาก ก็ยังอาจติด “ด่านสำคัญ” และเกิดภาพวนซ้ำแบบ “เสนอ-ตก-เสนอใหม่”
• ผลที่ตามมา: การแก้ไขกลายเป็น “สงครามยืดเยื้อ” มากกว่าจะเป็น “การซ่อมกติกา”
• ยิ่งแก้ยาก ยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้บางฝ่ายผลักดัน “ร่างใหม่ทั้งฉบับ” แทนการแก้รายมาตรา

2) ส.ว. กับคำถามเรื่องความยึดโยงประชาชน
โครงสร้างของวุฒิสภาและบทบาทในกระบวนการทางการเมือง เคยเป็นจุดแตกหักทางความรู้สึกของสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมมองว่าอำนาจบางส่วนของ ส.ว. ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงจากการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อเกิดผลลัพธ์ทางการเมืองที่ไม่ตรงกับความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แรงกดดันให้แก้ไข โครงสร้าง ส.ว. จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
• ข้อถกเถียงหลัก: ความชอบธรรมของอำนาจทางการเมืองควรยึดโยงกับประชาชนมากน้อยแค่ไหน
• ผลทางการเมือง: ประเด็น ส.ว. ถูกยกเป็น “โจทย์ใหญ่” ของการแก้รัฐธรรมนูญแทบทุกยุค

3) บทเฉพาะกาลและการ “พกอดีตมาด้วย”: ข้อขัดแย้งที่ปิดไม่ลง
บทเฉพาะกาลบางส่วนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการวาง “ทางด่วน” ให้กติกาช่วงเปลี่ยนผ่านมีผลยาว รวมถึงการรับรองการใช้อำนาจและคำสั่งในช่วงก่อนหน้า เมื่อสังคมบางส่วนมองว่านี่คือการนำอดีต เข้ามาล็อกอนาคต ความพยายามแก้ไขจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคกฎหมาย แต่เป็นเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง

4) องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ: ดุลอำนาจที่คนเห็นต่าง
รัฐธรรมนูญออกแบบให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสูงในการกำกับเกมการเมือง ทั้งการตีความอำนาจหน้าที่ ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือกรณีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นกลไกคุ้มครองระบบและสกัดการใช้อำนาจเกินขอบเขต อีกฝ่ายมองว่าอาจทำให้การเมือง “ย้ายสนาม” จากสภาไปอยู่ที่การวินิจฉัยมากเกินไป
• ข้อถกเถียงหลัก: ระดับอำนาจตรวจสอบควรเข้มแค่ไหนจึงจะ “คุมได้โดยไม่ครอบงำ”
• ผลทางสังคม: เมื่อมีคดีการเมืองใหญ่ ความไว้วางใจต่อดุลอำนาจจะถูกทดสอบทุกครั้ง

5) กรอบยุทธศาสตร์ระยะยาว: รัฐบาลเลือกตั้งถูกมัดมือหรือสร้างความต่อเนื่อง?
อีกประเด็นที่ถูกหยิบมาถกเถียงคือการวางกรอบนโยบายระยะยาวของรัฐ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อกังวล ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการสร้างความต่อเนื่อง ลดการเปลี่ยนนโยบายตามรอบเลือกตั้ง แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่าอาจทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปรับทิศทางประเทศได้ไม่คล่อง และไม่ตอบโจทย์วิกฤตเฉพาะหน้าได้ทัน

ทำไมนักการเมืองถึง “ชอบแก้” กันจัง?
ถ้าสรุปแบบตรงไปตรงมา เหตุผลหลัก ๆ มักหนีไม่พ้น 4 ข้อนี้:
• กติกาคือเดิมพันอำนาจ: ระบบเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล บทบาท ส.ว. และกลไกตรวจสอบ ล้วนกำหนดผู้ได้เปรียบ-เสียเปรียบ
• แก้ยากจึงยื่นซ้ำ: เมื่อด่านสูง การเสนอแก้จึงกลายเป็นการสะสมแรงกดดันทางการเมืองไปในตัว
• ความชอบธรรมยังเป็นข้อถกเถียง: เมื่อสังคมยังไม่ “ยอมรับร่วมกัน” การเมืองก็จะวนกลับมาที่การเขียนกติกาใหม่เสมอ
• เปลี่ยนกติกาง่ายกว่าชนะในกติกาเดิม: บางช่วง นักการเมืองเลือกสู้ในสนาม “แก้กติกา” เพราะคุ้มกว่าในระยะยาว

ถ้ากติกาเป็นที่ยอมรับร่วมกัน การเมืองจะกลับไปแข่งที่ “นโยบาย”
ประเทศจะเดินหน้าได้เร็วขึ้นเมื่อกติกาพื้นฐานเป็นที่ยอมรับร่วมกัน เพราะฝ่ายการเมืองจะใช้พลังไปกับ การแข่งขันเชิงนโยบายและผลงาน มากกว่าการต่อสู้เรื่องโครงสร้างอำนาจ
แต่ถ้ากติกายังถูกมองว่า “ล็อกเกม” หรือ “ไม่แฟร์” หรือ “แก้ยากจนเหมือนมีผู้ถือกุญแจบางกลุ่ม” ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก็จะเป็นวาระการเมืองที่กลับมาอีกครั้ง ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นสีไหนก็ตาม

บทความนี้อิงประเด็นถกเถียงเชิงโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (โดยเฉพาะหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมและบทเฉพาะกาล) และข้อถกเถียงทางวิชาการ/การเมืองร่วมสมัย

กีฬาคือความหวัง!! 'ยศชนัน' นำทีมเพื่อไทยบุกโอลิมปิก เล็งปัดฝุ่น 1 รัฐวิสาหกิจ 1 สมาคมกีฬา พร้อมเสนอแผนบรรจุ 1,500 นักกีฬาทีมชาติ ให้เป็นพนักงานราชการสางปัญหาฮีโร่ตกอับ

‘ยศชนัน’ นำทัพเพื่อไทย ถก "บอร์ดโอลิมปิคฯ" ดันวาระเร่งด่วนปรับเงินนักกีฬาให้ทันค่าครองชีพ พร้อมฟื้นโมเดล "1 รัฐวิสาหกิจ 1 สมาคมกีฬา"

เมื่อวันที่  6 มกราคม 2569 ที่ ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เขตดุสิต ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นำคณะทำงานด้านกีฬาเข้าหารือ ร่วมกับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการฯ ได้กล่าวเน้นย้ำจุดยืนขององค์กรที่มีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ก็ยินดีเปิดรับและให้ข้อมูลแก่ทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมเพื่อนำไปใช้วางนโยบายพัฒนากีฬาของชาติ ไม่ได้ผูกขาดกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคแรกที่ติดต่อเข้ามาหารือ และในวันนี้มีคณะผู้บริหารและตัวแทนจากสมาคมกีฬาต่างๆ เข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ได้แก่ สมาคมกีฬาเคอร์ลิงแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาปันจักสีลัตแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาสควอชแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย รวมถึงคณะผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมการโอลิมปิคฯ

โดยในวงหารือ ได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และรับฟังข้อเสนอแนะในการยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยทั้งระบบ โดยบรรยากาศหารือเน้นหนักไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ทั้งในส่วนของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ตัดสิน รวมถึงเรื่องงบประมาณที่มีขีดจำกัด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล รวมถึงคุณภาพชีวิตของนักกีฬา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตสำหรับอาชีพนักกีฬา และการจูงใจในการสร้างนักกีฬาใหม่ๆ

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยถึงแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการยกเครื่องวงการกีฬาไทยทั้งระบบ โดยระบุว่าพรรคเตรียมผลักดันการสังคายนาระบบเงินสนับสนุนนักกีฬาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากอัตราค่าตอบแทนเดิมอยู่ในเกณฑ์ต่ำและไม่ได้ปรับปรุงมานาน ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องทบทวนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวนักกีฬา ควบคู่ไปกับการเดินหน้านโยบาย “หนึ่งรัฐวิสาหกิจ ต่อหนึ่งสมาคมกีฬา” เพื่อเป็นหลักประกันว่างบประมาณจากภาครัฐจะไหลเวียนสู่การพัฒนากีฬาอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อน พรรคเพื่อไทยได้วางโครงสร้างไว้ 4 ด้านหลัก เริ่มจากการปั้น “สปอร์ตอคาเดมี่” เพื่อดูแลนักกีฬาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ เน้นสร้างอาชีพที่มั่นคงรองรับหลังเกษียณจากการแข่งขัน โดยจะนำวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และเทคโนโลยีระดับ Genome มาใช้พัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้แม่นยำที่สุด พร้อมกันนี้จะมีการปฏิรูประบบงบประมาณสู่รูปแบบ “Block Grant” หรือการจัดสรรงบระยะยาวหลายปี แทนการขอแบบปีต่อปี เพื่อให้สมาคมกีฬาสามารถวางแผนฝึกซ้อมและบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการใช้กีฬาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการทูต หรือ Sports Diplomacy โดยจะพัฒนาสนามกีฬาในระดับจังหวัดร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และใช้กีฬาเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาไทยได้ไปแลกเปลี่ยนหรือศึกษาต่อในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยทั้งหมดนี้จะยึดหลักการให้เกียรติและรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ เพื่อให้เกิดการยอมรับและเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเสริมว่า ในระยะยาวพรรคมีแผนปูพรมพัฒนากีฬาตั้งแต่ระดับท้องถิ่นผ่านการรื้อฟื้น (Revisit) ระบบการเรียนการสอนพลศึกษาในโรงเรียน ให้เน้นกีฬาที่เป็นจุดเด่นของไทยและสร้างค่านิยมรักกีฬา รวมถึงการผลิตครูพลศึกษาให้สอดรับกับทิศทางกีฬาของชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของกีฬาอาชีพให้แข็งแกร่งและมีมาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก

“กีฬาคือการสร้างความหวัง และเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยกเครื่องระบบกีฬาไทยให้ทันสมัยและมั่นคง เพื่อให้กีฬาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคตอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายสรวงศ์ กล่าวว่า ปัญหาหลักของกีฬาไทยคือการ "มีเงินแต่ใช้ผิดที่" โดยเฉพาะงบกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่หมดไปกับอีเวนต์มากกว่าการพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และการจ้างโค้ชเก่งๆ จึงเสนอโมเดล "1 อำเภอ 1 Academy" เน้นปั้นนักกีฬาไทยเอง (Youth Development) ตามความเหมาะสมของพื้นที่แทนการซื้อตัวโอนสัญชาติ พร้อมเสนอแก้ปัญหา "ฮีโร่ตกอับ" ด้วยการบรรจุนักกีฬาทีมชาติ 1,500 คน เป็นพนักงานราชการสัญญาจ้าง 4 ปี เพื่อสร้างสวัสดิการที่มั่นคงและสร้าง Personal Branding ให้เป็นที่รู้จักตั้งแต่ก่อนคว้าชัยชนะ

นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันมาตรการจูงใจให้เอกชนร่วมสนับสนุนกีฬาผ่านการลดหย่อนภาษี 2 เท่า เพื่อลดภาระภาครัฐ พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการคืนอำนาจอนุมัติงบกองทุนฯ ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเพื่อความรวดเร็ว และแก้ไขปัญหาการเบิกจ่ายรายไตรมาสที่ทำให้สมาคมกีฬาวางแผนระยะยาวไม่ได้ รวมถึงต้องปรับความเข้าใจกับสำนักงบประมาณเพื่อไม่ให้ตัดงบปกติของกระทรวงฯ จนเกิดสภาวะสุญญากาศในการทำงาน

สำหรับคณะผู้เข้าหารือในครั้งนี้ ฝั่งพรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค, นายพายุ เนื่องจํานงค์ รองโฆษกพรรค, นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช นายทะเบียนพรรค, นางญาณิกา เทียนทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ที่ปรึกษารองหัวหน้าพรรค ทางด้านคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ให้การต้อนรับนำโดย นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการฯ, ศาสตราจารย์พิเศษ เจริญ วรรธนะสิน รองประธานฯ, นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานฯ และนายกสมาคมฮอกกี้แห่งประเทศไทย ร่วมด้วย ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา และคณะกรรมการรายอื่นๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

เดนมาร์กไม่รอแล้ว!! เร่งเพิ่มกำลังทหารกรีนแลนด์ เน้นฝึกซ้อมร่วมกับนาโต รับแรงกดดันสหรัฐฯ เสริมทหารรับเกมมหาอำนาจ

(7 ม.ค. 69) เดนมาร์กประกาศแผนเสริมความแข็งแกร่งของการประจำการทางทหารในกรีนแลนด์ พร้อมเพิ่มการฝึกซ้อมภายใต้นาโต เพื่อรับมือสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก โดยทรอยล์ส ลุนด์ เปาล์เซน รัฐมนตรีกลาโหมเดนมาร์กยืนยันเมื่อวันที่ 7 มกราคม ว่า "เราจะเสริมการปรากฏตัวของกองกำลังทหารของเราในกรีนแลนด์ แต่เน้นย้ำมากขึ้นในการจัดการฝึกซ้อมและการเพิ่มการปรากฏตัวของนาโต"

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์กเปิดเผยว่าคณะกรรมาธิการนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาจะหารือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเดนมาร์กและสหรัฐฯ โดยมีลาร์ส ล็อกเก รัสมุสเซนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเปาล์เซนเข้าร่วม

ขณะเดียวกัน ภาพโพสต์ในแพลตฟอร์ม X ของเคที มิลเลอร์ ภรรยาของรองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว แสดงแผนที่กรีนแลนด์ระบายสีเป็นธงชาติสหรัฐฯ พร้อมคำบรรยายว่า "SOON" ทำให้โคเปนเฮเกนเรียกร้องความเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและมองภาพดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเสนอให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ โดยอ้างถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์และความมั่นคงของนาโตในภูมิภาคนี้ กรีนแลนด์ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของเดนมาร์ก มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคและยังคงสถานะเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ

ที่มา : Sputnik

แค่ขอโทษ..ยากตรงไหน? 'ดร.เจษฏ์' สอนมวย 'พิธา-ค่ายส้ม' เลิกแถปม "ทหารมีไว้ทำไม" ชี้ทางออกง่ายๆ แค่ยอมรับความจริง แล้วกล่าวคำ "ขอโทษ" อย่าเลี่ยงบาลี

‘ดร.เจษฎ์’ สอนมวย ‘พิธา’ - ส้ม เลิกแซะ "ทหารมีไว้ทำไม"  แนะทางออกง่ายนิดเดียวแค่บอก "ขอโทษ พูดผิดไปแล้ว"

(7 ม.ค. 2569) รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ กล่าวถึงประเด็นวาทกรรมทางการเมืองที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ซึ่งมักถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีโดยกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชนหรือ “ค่ายส้ม”

รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ที่ผ่านมามีการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์กองทัพในทำนองว่ารบกับใครก็แพ้ หรือมีปัญหาเรื่องการจัดซื้ออาวุธ ซึ่งเมื่อถูกท้วงติง ฝ่ายที่ตั้งคำถามกลับพยายามอธิบายเลี่ยงไปมาในลักษณะที่เรียกว่า "แถ" แทนที่จะยอมรับความผิดพลาด

รศ.ดร.เจษฎ์ ย้ำว่า เรื่องนี้แก้ได้ไม่ยากเลย แค่ขอโทษอย่างจริงใจก็จบแล้ว แค่บอกว่า "ผมพูดผิดไปแล้วครับ ผมขอโทษครับ ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ ผมรู้แล้วครับว่าทหารมีไว้ทำไม ผมสำนึกรู้คุณคนทหารแล้วครับ" พร้อมย้ำว่า เรื่องง่ายๆ ง่ายที่สุดแต่กลับไม่ทำ 

แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ ทิ้งท้ายว่า หากพรรคการเมืองคู่ขัดแย้งไม่ยอมลดทิฐิและไม่ยอมกล่าวคำขอโทษในสิ่งที่เคยพูดผิดพลาด การที่จะบอกให้สังคมอภัยให้กันแล้วหันมาร่วมมือพัฒนาบ้านเมืองนั้น คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

8 มกราคม วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของปวงชนชาวไทยอีกวันหนึ่ง โดยเป็นวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2530 และทรงเจริญพระชนมายุครบ 37 พรรษา

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

เมื่อแรกประสูติทรงดำรงพระอิสริยยศ ‘หม่อมเจ้า’ มีพระนามว่า ‘หม่อมเจ้าบุษย์น้ำเพชร มหิดล’ ต่อมาได้รับพระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์ยาภา มหิดล’ จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล’ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น ‘พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์’ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นทั้งนักกีฬาขี่ม้าและอดีตนักแบดมินตันทีมชาติไทย ในวันที่ 21 กรกฎาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศ ‘พันเอกหญิง’ ในฐานะพระอาจารย์หัวหน้าแผนก โรงเรียนทหารม้า ศูนย์การทหารม้า (อัตราพันเอก)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบแฟชันและเครื่องประดับ โดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยทรงออกแบบเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ ‘SIRIVANNAVARI’ และ S’Home เสื้อผ้าของสตรีและบุรุษ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างเนืองแน่นในวงการแฟชั่นโลก กับการออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงที่มีความประณีต ที่เหล่าผู้มีชื่อเสียงนิยม ทั้งยังมีแบรนด์ต่างๆ อย่าง Sirivannavari maison แบรนด์ของแต่งบ้าน รวมไปถึงแบรนด์ชุดแต่งงาน

นอกจากทรงออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชันต่างๆ แล้ว พระองค์ยังทรงสนับสนุนผ้าไทย ด้วยการนำผ้าไหมมาตัดเย็บเป็นชุดต่างๆ ทั้งนี้ยังทรงออกแบบชุดให้กับ เดมี ลีห์ เนล ปีเตอร์ มิสยูนิเวิร์ส 2017 และโศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ได้สวมใส่ในการประกวดรอบไทยไนท์ของเวทีนางงามจักรวาลที่จัดประกวดที่ประเทศไทยอีกด้วย ทำให้กระทรวงวัฒนธรรมถวายรางวัลศิลปาธร ประจำปี 2561 ในสาขาศิลปะการออกแบบ (แฟชันและเครื่องประดับ) ด้วยความสนพระทัยด้านแฟชัน พระองค์จึงเสด็จไปทอดพระเนตรงานปารีสแฟชันวีกอยู่เสมอ และได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อต่างชาติ อาทิ นิตยสาร Grazia ประเทศอังกฤษ จัดอันดับให้พระองค์ทรงอยู่ในลำดับที่ 1 ของเจ้าหญิงที่มีสไตล์ที่สุดในโลก จนได้รับการขนานนามว่าทรงเป็น ‘เจ้าหญิงแฟชัน’

ทั้งนี้ พระองค์ยังทรงเป็นพระอาจารย์สอนนักเรียนปริญญาเอก ศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อีกด้วย

ที่มา : https://www.matichon.co.th/court-news/news_1481254


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top