คำมั่นสัญญา!! ‘ชัยเกษม’ ลั่น หากได้รับโหวตเป็นนายกฯ จะยุบสภาทันที ไม่ต้องรอถึง 4 เดือน
‘ชัยเกษม’ ลั่น หากได้รับโหวตเป็นนายกฯ จะยุบสภาทันที ไม่ต้องรอถึง 4 เดือน
‘ชัยเกษม’ ลั่น หากได้รับโหวตเป็นนายกฯ จะยุบสภาทันที ไม่ต้องรอถึง 4 เดือน
เมื่อวันที่ (3 ก.ย. 68) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานเปิดกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุนของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีนางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวรายงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
สำหรับกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุนของกองทุนดีอี จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานจากโครงการของผู้รับทุนในปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้สนใจ พร้อมย้ำบทบาทของกองทุนในการสร้าง Ecosystem ดิจิทัลและนวัตกรรมที่ยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกองทุนดีอีในการสนับสนุนโครงการที่สามารถสร้างนวัตกรรมดิจิทัล ส่งเสริมการดำเนินงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รวมถึงเสริมศักยภาพการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ
ในส่วนปีนี้กองทุนดีอีได้คัดเลือก 10 โครงการที่ประสบผลสำเร็จและเป็นประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง มาร่วมออกบูธนิทรรศการ อาทิ 1. โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางบริการแบบอัจฉริยะของกรมโยธาธิการและผังเมือง (กรมโยธาธิการและผังเมือง) 2. โครงการ Digital Post ID (บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด) 3. โครงการระบบประกาศข่าวชาวเรืออัจฉริยะทางทะเลของประเทศไทย สำหรับสถานี Bangkok Radio (บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด) 4. โครงการพัฒนาจัดทำแพลตฟอร์มสนับสนุนการเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าในรูปแบบดิจิทัลให้กับประชาชนไทย (องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์) 5. โครงการระบบดิจิทัลต้นแบบการตรวจวินิจฉัยและให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคของสัตว์น้ำระยะไกล (กรมประมง) 6. โครงการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อบริการประชาชน สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) 7. โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรอัจฉริยะ (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก) 8. โครงการโซลูชันการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบดิจิทัล (Digital Lifelong Learning Solutions) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านดิจิทัลในฐานะกำลังแรงงานคุณภาพของประเทศ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 9. โครงการจ้างกำกับดูแล ติดตาม ให้คำแนะนำในการใช้แพลตฟอร์มภาครัฐฯ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ให้เป็นไปตามการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) และ 10. โครงการจัดหาระบบวิเคราะห์การโจมตี (GMS) สำหรับหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสารสนเทศ และหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญ (สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ)
(4 ก.ย. 68) หญิงจีนวัย 50 ปี ผู้พิการจากเหตุไฟไหม้เมื่อ 10 ปีก่อน กลายเป็นที่ชื่นชมในสังคมออนไลน์ หลังได้รับการตอบรับเข้าเรียนปริญญาโทด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัย Southwest Forestry University มณฑลยูนนาน โดยเธอใช้หนังสือเตรียมสอบที่ลูกชายซึ่งเคยสอบตกทิ้งไว้เป็นแรงบันดาลใจในการเข้าเรียนอีกครั้ง
นางหยาง เคยจบปริญญาตรีสาขาเคมีจากมหาวิทยาลัยถงจี้ในเซี่ยงไฮ้ แต่หลังเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้เมื่อปี 2013 ทำให้แขนซ้ายพิการบางส่วน ใบหน้ามีแผลเป็นถาวร และต้องใส่หน้ากากออกสู่สังคม เธอเคยตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าและ PTSD จนลาออกจากงานประจำ และตอนนี้รับเพียงเงินบำนาญ
แม้ชีวิตพลิกผัน แต่คุณแม่วัย 50 ปี ไม่ละทิ้งความฝันเดิมที่อยากเรียนต่อ เธอเริ่มอ่านหนังสือของลูกชายเมื่อสองปีก่อน และพบว่าเนื้อหาไม่ยากเกินไป จึงตัดสินใจลงสนามสอบเข้าปริญญาโท โดยวิชาภาษาอังกฤษถือเป็นอุปสรรคใหญ่เพราะไม่ได้ใช้มานานกว่า 20 ปี
เธอเล่าว่าขณะสอบถูกขอให้ถอดหน้ากาก ทำให้หลายคนตกใจในร่องรอยบาดแผล แต่เธอรับมือได้ด้วยความมั่นใจ โดยมีลูกชายคอยดูแลและให้กำลังใจตลอด เธอยืนยันว่าจะใช้เงินบำนาญเป็นทุนการศึกษา เพื่อเปลี่ยนช่วงวัยเกษียณจากการพักผ่อนหรือเต้นรำกลางลาน เป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่แทน
“ไม่ว่าคุณจะอยู่ช่วงไหนของชีวิต อย่ายอมแพ้ต่อความฝัน” หยางเขียนในโซเชียล สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนจำนวนมาก ซึ่งชื่นชมในความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และการพัฒนาความใฝ่รู้ของเธอ

เมื่อวานนี้ (4 ก.ย. 68) พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีบรรจุประจำการเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6) ณ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คณะผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ และผู้แทนส่วนราชการ ตลอดจนผู้แทนจากบริษัทอุตสาหกรรมการบิน จำกัด บริษัท Textron Aviation Defense LLC บริษัท Sam Teltech และบริษัท RVC เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

กองทัพอากาศได้ดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินโจมตีเบา (AT-6TH) จำนวน 8 เครื่อง จากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 ทดแทนเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ 1 (L-39ZA/ART) ที่ปลดประจำการไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 โดยการจัดหาดังกล่าวได้มีการลงนามสัญญาที่บริษัท Textron Aviation Defense LLC เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เพื่อให้การใช้งบประมาณของรัฐเป็นไปด้วยความโปร่งใส คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน
ทั้งนี้ กองทัพอากาศได้ส่งนักบินจำนวน 8 นาย เข้ารับการฝึกบินกับเครื่องบินโจมตี AT-6TH ณ สหรัฐอเมริกา โดยสำเร็จหลักสูตรการบินและนักบินทดสอบครบถ้วน พร้อมผลการฝึกที่อยู่ในระดับดีเยี่ยม ทำให้การจัดหาเครื่องบินครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับเทคโนโลยีการบินของกองทัพอากาศให้ทันสมัยและมีความพร้อมรอบด้าน

นอกจากนี้ อากาศยานแล้ว โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์การฝึกอบรม และการปรับปรุงอาคารสถานที่สนับสนุน จากการช่วยเหลือของทหารบกสหรัฐฯ ใน US Title 10 Chapter 16 Section 333 Authority to Build Capability ของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจที่โจมตีทางอากาศ การค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่ชนบทลาดตระเวน การสนับสนุนภาคพื้นดิน การสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน และขนส่งยาเสพติด ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจเพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น การควบคุมไฟป่าและบรรเทาสาธารณภัยเป็นต้น

ผู้บัญชาการทหารอากาศได้กล่าวว่า การจัดหาในครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใส โปร่งประโยชน์ และคุ้มค่าอย่างแท้จริง โดยปัจจุบันฝูงบิน 411 ได้รับมอบเครื่องบินครบจำนวน 8 เครื่องเรียบร้อยแล้ว ซึ่งท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เครื่องบินโจมตีเบา AT-6TH ได้รับการพิจารณาในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนติดอาวุธและสนับสนุนการป้องกันประเทศอย่างเต็มศักยภาพ


การบรรจุประจำการเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH) ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของฝูงบิน 411 กองบิน 41 และกองทัพอากาศ ที่จะนำไปสู่การบูรณาการด้านการปฏิบัติการบินร่วมกับส่วนราชการด้านความมั่นคง เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยและความมั่นคงของชาติสืบไป
‘ทักษิณ’ โพสต์แจงกลางดึก ถึงดูไบแล้ว ที่เปลี่ยนจุดหมายเพราะ ตม.ถ่วงเวลา 2 ชม. ลงสิงคโปร์ไม่ทัน จึงเปลี่ยนแผนไปหาหมอกระดูกที่ดูไบ ยืนยันกลับไทยไปศาล 9 ก.ย.นี้
(5 ก.ย. 68) หลังเป็นประเด็นใหญ่ที่สร้างความฮือฮา กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เดินทางไปต่างประเทศ โดยมีปลายทางคือประเทศสิงคโปร์ ก่อนเปลี่ยนเส้นทางไปทางตะวันตก ท่ามกลางการใส่ใจของคนไทยทั่วประเทศ
กระทั่งเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ล่าสุด นายทักษิณ ได้โพสต์ในแพลตฟอร์ม X ระบุว่า วันนี้ผมตั้งใจเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อไปตรวจสุขภาพ กับหมอที่เคยดูแลระหว่างอยู่ต่างประเทศ
ตม.ที่ไทย ถ่วงเวลาผมไว้เกือบ 2 ชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่ผมได้ชนะคดี ที่ถูกห้ามออกเดินทางไปต่างประเทศมาแล้ว มีสิทธิเดินทางเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป
ระหว่างเส้นทางบิน นักบินแจ้งว่า การที่โดน ตม.ถ่วงเวลาผมไว้นาน ทำให้เครื่องจะไปลงสนามบิน Seletar ซึ่งใช้สำหรับเครื่อง Private Jet ลงที่สิงคโปร์ไม่ทัน เพราะสนามบินเปิดให้บริการ ถึงแค่ 4 ทุ่ม เท่านั้น (เวลาสิงคโปร์เร็วกว่าไทย 1ชม.)
เมื่อไม่สามารถไปลงที่สิงคโปร์ได้ ผมจึงตัดสินใจให้นักบินเปลี่ยนแผนไปลงดูไบ เพราะที่ดูไบผมมีหมอกระดูก และหมอปอดที่ผมใช้ประจำมานาน และยังมีโอกาสได้เยี่ยมเพื่อนที่ดูไบ ซึ่งไม่ได้เจอกันมา 2ปีกว่าแล้ว
ระหว่างรอขออนุญาตจากสนามบินดูไบ นักบินต้องบินวนรออยู่พักใหญ่ จนกระทั่งได้รับอนุญาตจึงได้หันหัวบินต่อไปยังดูไบ
ผมตั้งใจจะกลับไปไทยไม่เกินวันที่ 8 เพื่อเดินทางไปศาลด้วยตัวเอง วันที่ 9 กันยายนนี้ ครับ
(5 ก.ย. 68) กระทรวงแรงงานและฝึกอาชีพกัมพูชา (MLVT) ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการลักลอบข้ามแดนเข้าสู่ประเทศไทย โดยย้ำว่าภายในประเทศกัมพูชายังมีตำแหน่งงานรองรับจำนวนมาก และมีความปลอดภัยพร้อมสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าแรงงานผิดกฎหมายในไทย
ซุน เมษา (Sun Mesa) โฆษกกระทรวงแรงงานฯ ระบุว่า การทำงานในกัมพูชาไม่เพียงแต่ปลอดภัยกว่า แต่ยังมีค่าจ้างที่เป็นธรรม รวมถึงสวัสดิการด้านสุขภาพและประกันสังคม ซึ่งแรงงานที่ไปทำงานผิดกฎหมายในไทยไม่ได้รับ พร้อมชี้ว่าการทำงานในท้องถิ่นช่วยให้คนอยู่กับครอบครัว ลดค่าใช้จ่าย และเลี่ยงความเสี่ยงจากความรุนแรงหรือการถูกเอารัดเอาเปรียบ
ด้านสำนักงานจัดหางานแห่งชาติรายงานว่าขณะนี้ ยังมีตำแหน่งงานว่างมากกว่า 90,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน สภาพัฒนากัมพูชา (CDC) เปิดเผยว่าเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีโครงการลงทุนใหม่กว่า 400 โครงการทั่วประเทศ ก่อให้เกิดตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นถึง 300,000 อัตรา
ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงแรงงานฯ เน้นย้ำว่าประชาชนควรใช้ช่องทางสายด่วน 1297 หรือหน่วยงานท้องถิ่นในการหางานในประเทศ เพื่อรับรายได้และสวัสดิการที่มั่นคงกว่า พร้อมเตือนว่าการอพยพโดยไม่มีเอกสารนอกจากมีต้นทุนสูงแล้ว ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งการเลือกปฏิบัติ การเอาเปรียบ ไปจนถึงอาจถูกดำเนินคดีและจำคุกได้
(5 ก.ย. 68) สหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทไต้หวัน TSMC ในการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน โดยมาตรการนี้อาจกระทบต่อการดำเนินงานของโรงงาน TSMC ในเมืองหนานจิง ซึ่งผลิตชิปเจเนอเรชันเก่า แม้จะไม่ใช่รายได้หลักของบริษัทก็ตาม
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับบริษัทเกาหลีใต้ทั้งซัมซุง (Samsung) และ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) ทำให้การส่งออกสินค้าที่มีส่วนประกอบจากอเมริกาไปยังจีนต้องเข้มงวดขึ้น และผู้ผลิตจำเป็นต้องยื่นขออนุญาตเป็นรายกรณี ส่งผลให้ต้นทุนและกระบวนการซับซ้อนกว่าเดิม
ส่งผลให้ TSMC ออกมาแถลงต่อ BBC ว่ากำลังประเมินสถานการณ์และจะหารือกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยย้ำว่ายังคงมุ่งมั่นที่จะดูแลให้โรงงานในจีนดำเนินงานได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าผลกระทบต่อ TSMC มีจำกัด เพราะสัดส่วนรายได้จากโรงงานในจีนมีเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตลาดโลก
ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่า มาตรการนี้อาจผลักดันให้ลูกค้าจีนหันไปใช้ชิปที่ผลิตภายในประเทศ แม้จะล้าหลังอยู่หลายรุ่น แต่ก็อาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และการพัฒนาที่รวดเร็วขึ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนเอง

วันพุธที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และมอบรางวัลการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยมี นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม) นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รองประธานคณะอนุกรรมการกองทุน ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง นางมงคลทิพย์ รุ่งงามฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านมารยาทไทย ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และผู้รับรางวัล เข้าร่วมพิธี ณ อาคาร ๕ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
ในการนี้ ผู้รับรางวัลชนะเลิศ รับมอบถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จากนั้น นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มอบเงินรางวัล และเกียรติบัตรให้แก่ผู้รับรางวัลชนะเลิศ พร้อมทั้งมอบถ้วยรางวัล เงินรางวัล และเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ดังนี้

🔹รางวัลชนะเลิศ 🔹
🔸 ระดับประถมศึกษา (ป.๑ - ป.๖) ได้แก่ โรงเรียนมูลนิธิวัดศรีอุบลรัตนาราม (ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี) จังหวัดอุบลราชธานี (เด็กชายวีรภัทร ลาภยิ่ง เด็กหญิงนิชาภา ศรีแสง)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่ โรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเกษ (เด็กชายปัณญ์ นิชานนท์ เด็กหญิงรดาศา ทองสังข์)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้แก่ โรงเรียนรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ (นายภพธรรม สมศรี นางสาวกันต์พิชชา อุไรล้ำ นางสาวกฤษกร ศรเจริญ นางสาวชลธิชา แปลนสูนย์)
🔸ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก (นายสิงขร ศรีเมือง นายปรัชญา จันทวงษ์ นางสาวปิยาพัชร พงษ์โสภณ นางสาวปรารถนา เรืองขำ)
🔹รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ 🔹
รับถ้วยและเงินรางวัล พร้อมเกียรติบัตร จากปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
🔸 ระดับประถมศึกษา (ป.๑ -ป.๖) ได้แก่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๕๑ จังหวัดบุรีรัมย์ (เด็กชายอนุสรณ์ สอนไธสงค์ เด็กหญิงสุวรรณา เสประโคน)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่ โรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสาคร (เด็กชายเมธาวี บุญส่ง เด็กหญิงญาณิศา ฟ้าเกียรติ)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้แก่ โรงเรียนบ้านบึง “อุตสาหกรรมนุเคราะห์” จังหวัดชลบุรี (นายเตชินท์ เลิศวัฒนะอมรกูล นางสาวธนัชญา เหมือนใจงาม
นางสาวรชณกร กิตเจริญกุล นางสาววนัชพร เผ่าสกุลทอง)
🔸ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร (ทีมที่ ๒) จังหวัดกำแพงเพชร นายภาณุวิชย์ ดำเนิน นางสาวชฎารัตน์ ปินะกาเส นางสาวฐิตาภา วาทา นางสาวตันหยง เต่าโพรง)

🔹รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ 🔹
รับถ้วยและเงินรางวัล พร้อมเกียรติบัตร จากปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
🔸ระดับประถมศึกษา (ป.๑ - ป.๖) ได้แก่ โรงเรียนบ้านงาช้าง จังหวัดชุมพร (เด็กหญิงกัญญาพัชร์ ปานรอด
เด็กชายภาคิณ พวงประเสริฐ)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่ โรงเรียนจ่านกร้อง
จังหวัดพิษณุโลก (เด็กชายยอดชาย เขียวบ้านยาง นางสาวธนัชพร ฉิมพุฒ)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)ได้แก่ โรงเรียนศรียานุสรณ์ จังหวัดจันทบุรี (นายภาคิน แก้วอำภัย นางสาวศศินันท์ โพธิรักษ์ นางสาวสรารัญ อภิวัฒน์อุดม นางสาวญาณิศา ชุตินันท์)
🔸 ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย จังหวัดเลย (นางสาวอนันตญา กันพนม นางสาวโรซ่า มาร์ติน่า ชาภักดี นายเกียรติภูมิ ผุยมาตย์ นางสาวภรณ์ญวรรณ เนตรแสงสี)
นอกจากนี้ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบถ้วยรางวัลและเงินรางวัลชมเชย และนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รองประธานคณะอนุกรรมการกองทุน ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง มอบเกียรติบัตรรางวัลชมเชย ดังนี้

🔸ระดับประถมศึกษา (ป.๑ - ป.๖) ได้แก่
▪️โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย (หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) จังหวัดศรีสะเกษ (เด็กชายณรงค์ศักดิ์ แก้วเชียงหวาง เด็กหญิงกนกดารินทร์ แก้วคำ)
▪️โรงเรียนอนุบาลคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร (เด็กชายบุญยสิทธิ์ ประชาพัฒนานนท์ เด็กหญิงชญานิศ วัฒโล)
▪️โรงเรียนอนุบาลพัทลุง จังหวัดพัทลุง (เด็กหญิงณฐิตา อินแพง เด็กชายธนดล ปานียโชติ)
▪️โรงเรียนบ้านโป่งน้อย จังหวัดเชียงใหม่ (เด็กหญิงชัชชญา เผยกลิ่น เด็กชายสมบูรณ์ ธนาจิติ)
▪️โรงเรียนอำนวยวิทย์ จังหวัดสมุทรปราการ (เด็กชายพิชคุณ ปั้นสุนา เด็กหญิงโชติกา ชื่นเจริญ)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่
▪️โรงเรียนกู่จานวิทยาคม จังหวัดยโสธร (เด็กชายเอกรินทร์ พันธุ์ปลาโด เด็กหญิงเพ็ญพร เทียนทิพย์)
▪️โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จังหวัดลำปาง (เด็กชายธนากร วงศ์คำแน่น เด็กหญิงธนัชญภร ขันคำนันต๊ะ)
▪️โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม จังหวัดสระแก้ว เด็กชายภาณุศิษฏ์ คำไขสอน
เด็กหญิงทองนภา บุญอินทร์)
▪️โรงเรียนอำนวยวิทย์ จังหวัดสมุทรปราการ (เด็กชายศิวกร ทองดีเลิศ เด็กหญิงศรัญญา ปอนพงา)
▪️โรงเรียนรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ (เด็กชายบรรณวิชญ์ แสงราม เด็กหญิงพิชญาภัค น้ำหวาน)

🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้แก่
▪️โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี (นายประวิณ โสมรักษ์ นางสาวรุ่งฤดี ใจผ่อง นางสาวอุปลมณี วนมหากุล นางสาววงศ์พลอย รังษีกาญจน์ส่อง)
▪️โรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสาคร (นายชนากร ศรีวัฒนา นางสาวมาลินี บุญส่ง นางสาวพลอยชมพู พลแสน นางสาวณัฐฐินันท์ แซ่โต๊ะ)
▪️โรงเรียนดัดดรุณี จังหวัดฉะเชิงเทรา (นางสาวชนม์นิภา มาลาเวียง นางสาวณัฐวดี สร้อยสุวรรณ นางสาวณัฐนิชา แหล่งสนาม นางสาวภัทรธิดา อั้งกิจ)
▪️โรงเรียนวารีเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (นายพีร ทายะรังษี นางสาวพลอยนิตา ธนะพงศ์นิธิศ นายจิรภัทร กลิ่นขจร นางสาวณภาภัช นาคเรืองศรี)
▪️โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร จังหวัดมหาสารคาม (นายกษิติธร ผิวทอง นายภัทรกฤต เพชรแสนค่า นางสาวณัฐธีรา สีหากุล นางสาวนาตาชา ณิชาภัทร ลิกเล็กคาซอย)
🔸ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่
▪️วิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย (นางสาวพาขวัญ รักษาป่า นายธาดานุกูล เมืองชื่น นายมงคลศักดิ์ แซ่เจียง นายชินกร กาญจณาวิสุตย์)
▪️วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
(นายกรวิษณุ เมฆกล่อม นางสาวศุภสิริ จิตต์มาก นางสาวสุภัคจิรา แก้วชนะ นางสาวนิศาลักษณ์ หนูขวัญแก้ว)
▪️วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง (นางสาวณัฐนันท์ ชุ่มสุวรรณ
นางสาวสราสินีย์ หอมจันทร์ นายนันทิพัฒน์ จุ้ยกระยาง นายปุญญพัฒน์ จุ้ยกระยาง)
▪️มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ทีมที่ ๑) จังหวัดบุรีรัมย์ (นางสาวสุฑาทิพย์ ศรีสุริยชัย นางสาวธันยชนก ทองบ่อนายเนติพงษ์ มะณูธรรม นายนพกร สีเหลือง)
▪️วิทยาลัยเทคนิคสตูล จังหวัดสตูล (นายอภิพัฒน์ พึ่งแพง นายอานัฐ สุขะปุญณะพันธ์ นางสาวปภาวรินท์ กังสถาน นางสาวปณิฏฐา สิมมา)
นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลและกล่าวชื่นชมผู้เข้าร่วมการประกวดจากทั่วประเทศในครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมดำเนินงานร่วมกับกองทุนดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง จัดการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคม ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ โดยตระหนักถึงภารกิจในการส่งเสริม สืบสาน รักษา ต่อยอด และปกป้อง มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม รวมทั้งการตอบสนองนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์โดยการปลูกฝังวัฒนธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ รวมทั้งรณรงค์เรื่องการไหว้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย ตามความเห็นชอบของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๗ อีกทั้ง กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้เรื่องมารยาทไทย มากว่า ๖๐ ปีซึ่งในปีนี้เป็นครั้งแรกที่จัดประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคมทั่วประเทศทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร นายประสพ กล่าว


(5 ก.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ช่วงนี้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ใหญ่ชาวไต้หวันหลายคนที่เคยเป็นผู้บริหารบริษัทไอทีรายใหญ่ สิ่งที่น่าทึ่งคือ ทุกคน “ย้ำว่าทุกคน” เติบโตมาในครอบครัวชาวนาเหมือนคนไทยในอดีตแต่เส้นทางชีวิตเขาต่างจากเราเหลือเกิน
ย้อนไปดูรายได้ต่อหัวของไต้หวันในทศวรรษที่ผมเกิด ไทยกับไต้หวันห่างกันไม่มากนักด้วยตัวเลข $100 ของไทยกับ $150 ของไต้หวัน
แต่ในวันนี้ที่ผมเข้าสู่วัย สว. ไทยขยับขึ้นเป็น $7,500-$8,000 แต่ไต้หวันทิ้งห่างไปที่ $35,000 มากกว่าเราเกือบ 5 เท่า
ผมถามผู้ใหญ่ชาวไต้หวันเหล่านั้นว่า “ทำไม” เขาเล่าให้ฟังว่า
“ไต้หวันนั้นเด็ดขาด เมื่อเห็นว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นอนาคต รัฐบาลและเอกชนจึงทุ่มเต็มที่ ไม่หันเห ไม่ประนีประนอม แม้จะมีคนเสียประโยชน์ก็ยอม เพราะเป้าหมายคือการยกระดับประเทศทั้งระบบ”
สาเหตุที่ลูกชาวนาทุกคนหันหลังให้กับการทำนา เพราะช่วงปี 1960–1970 ไต้หวันเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมสิ่งทอและอุตสาหกรรมขนาดกลาง ตั้งเขตอุตสาหกรรมส่งออก และเริ่มส่งนักเรียนไปเรียนในต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกา
ผมลองค้นข้อมูลดูก็พบว่ารอยต่อสำคัญอยู่ที่ช่วงปี 1980 ไต้หวันก่อตั้ง ITRI และ Hsinchu Science Park ปลุกปั้นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น TSMC, UMC
หลังจากนั้น ในทศวรรษ 1990 เป็นต้นมาอุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นหัวใจ เศรษฐกิจโตเร็ว รายได้ต่อหัวพุ่งขึ้นหลายสิบเท่า
ในขณะที่ไทยเราเริ่มเปิดนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์จนได้ชื่อว่าเป็น “Detroit of Asia” แต่ยังพึ่งการลงทุนจากต่างชาติ ขาดเทคโนโลยีของตัวเอง และมองข้ามช็อตไม่เป็น
ไม่น่าแปลกอะไรที่ทุกวันนี้เศรษฐกิจยังเติบโตแบบกระจาย ไม่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รายได้ต่อหัวจึงตามหลังไต้หวันหลายเท่า
สิ่งที่ผู้ใหญ่ชาวไต้หวันบอกกับผมคือ “ไทยประนีประนอมเกินไป” เรามัวแต่ห่วงคนทุกกลุ่ม อยากให้ทุกฝ่ายพอใจ ผลคือเดินหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่ไต้หวันเลือกเส้นทางที่ชัดเจนและยอมเผชิญความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่ออนาคต
เขาย้ำว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรก็คงขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่ ประเทศไทยก็ไม่ต่างกัน ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย ไต้หวันในอดีตยอมเจอกับความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทค พวกเขายอมให้คนบางกลุ่มเสียประโยชน์ ยอมรับแรงกดดันทางสังคม และยืนหยัดเลือกเส้นทางที่ชัดเจน แม้จะไม่ง่ายและไม่สวยงามในระยะสั้น แต่กลายเป็นรากฐานของความสำเร็จในระยะยาว และเขาก็หวังว่าคนรุ่นใหม่ของไทยจะหาเส้นทางดังกล่าวเจอได้ด้วยตัวเอง
ผมก็หวังอย่างนั้นเช่นกัน…
นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ 'ใบตองแห้ง' คอลัมนิสต์ด้านการเมืองชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กส่งสัญญาณครั้งสุดท้ายไปยังพรรคประชาชน ก่อนลงมติเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า
พรรคส้มไม่เปลี่ยนใจแน่แล้ว
ก็ขอสงวนความเห็นในโค้งสุดท้าย
ว่าควรโหวตชัยเกษมเพื่อยุบสภาทันทีดีกว่า
ประเด็นสำคัญคือ ดีล ใบอนุญาตที่สอง ย้ายข้างมาที่อนุทินชัดเจนแล้ว
เพื่อไทยหมดแล้ว ต่อไปก็แพแตก
ภายใต้เงื่อนไข 4 เดือนเท่ากัน เพื่อไทยอาจจะเบี้ยว อาจไปทำดีลใหม่
แต่ตอนนี้เพื่อไทยจนตรอกแล้ว
เข้าใจความมุ่งหวังพรรคส้ม ที่อยากแก้รัฐธรรมนูญ
แต่มันคือความเสี่ยงสูงมากที่มีความหวังความฝันของประชาชนเป็นเดิมพัน
ไม่ใช่แค่อนาคตของพรรคเพียงลำพัง
ถ้าไม่สำเร็จ พังทั้งกระดาน ประชาชนจะหมดหวัง มันไม่ใช่จะระบายความโกรธไปที่ภูมิใจไทยและชนชั้นนำ
แต่จะสูญเสียความเชื่อมั่นพรรคส้ม
ปลุกอย่างไรก็ไม่ขึ้นอีก
หลังจากนั้นอาจเป็นยุคมืดยาวไป
อนุทินนั้นอาจเชื่อได้บางอย่าง
แต่ภายใต้ดีล อนุทินก็ไม่กล้าหือหรอก
มันเป็นโอกาสที่ชนชั้นนำจะทำลายพรรคส้ม แบบให้ตายสนิท
เพราะความมุ่งหวังจะแก้รัฐธรรมนูญที่คาดหวังสูงเกินไป
ทำให้ต้อง pragmatism ที่กลืนหลักการไปหลายข้อ
ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น ข้ามหลักการรักษาการนายกฯ ต้องยุบสภาได้
แม้พรรคส้มยืนยันแต่ไปโหวตอนุทิน ส่งเสริมการปฏิเสธอำนาจยุบสภา