Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

‘รัสเซีย–จีน’ จับมือสร้างท่อส่งก๊าซยักษ์ Power of Siberia 2 ส่งผ่านมองโกเลีย เข้าสู่จีน 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

(5 ก.ย. 68) รัสเซียและจีนตกลงเดินหน้าสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติ 'Power of Siberia 2' แม้ยังไม่บรรลุข้อตกลงเรื่องราคา โดยโครงการนี้จะสามารถส่งก๊าซเพิ่มได้ถึง 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีจากเขตอาร์กติก ผ่านมองโกเลียเข้าสู่จีน ซึ่งจะช่วยให้จีนมีทางเลือกด้านพลังงานมากขึ้น และลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ

อเล็กเซย์ มิลเลอร์ (Alexei Miller) ซีอีโอของก๊าซพรอม (Gazprom) ระบุว่า ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และยังบรรลุข้อตกลงเพิ่มปริมาณก๊าซจากท่อเดิม 'Power of Siberia' ที่ส่งก๊าซจากไซบีเรียตะวันออกไปยังจีน จาก 38,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็น 44,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ราคาของโครงการใหม่นี้จะต้องเจรจาแยกต่างหาก

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การประกาศสร้าง Power of Siberia 2 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ด้านพลังงาน สะท้อนว่าจีนไม่สนแรงกดดันจากตะวันตก และยังใช้โอกาสนี้ต่อรองส่วนลดก๊าซจากรัสเซีย ขณะเดียวกันความไม่ชัดเจนเรื่องราคาและการก่อสร้างแสดงให้เห็นว่า จีนยังคงกุมไพ่เหนือกว่าในโต๊ะเจรจา

ทั้งนี้ รัสเซียหันมาพึ่งจีนมากขึ้นหลังเสียตลาดยุโรปเพราะสงครามยูเครน โดยจีนถือเป็นคู่ค้าพลังงานรายใหญ่ที่สุด ทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และ LNG ขณะที่บริษัทก๊าซพรอมย้ำว่า การสร้าง Power of Siberia 2 จะเป็นโครงการท่อส่งก๊าซที่ใหญ่และลงทุนสูงที่สุดในโลก แม้รายละเอียดด้านผู้รับเหมาหรือระยะเวลาก่อสร้างยังไม่ถูกเปิดเผยก็ตาม

60 บริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ต่างชาติ…แห่ปักหมุด ‘อยุธยา’ ดันไทยขึ้นแท่น ‘ฮับ PCB’ ใหม่!! คาดมูลค่าแตะ 5.6 พันล้าน

(5 ก.ย. 68) กระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อบริษัทจากจีนและไต้หวันเกือบ 60 แห่งตบเท้าเข้ามาตั้งโรงงาน หวังใช้ไทยเป็นฐานผลิตแห่งใหม่ ท่ามกลางแรงบีบจากสหรัฐที่ทำให้ทุนต่างชาติทยอยย้ายออกจากจีน โดย 'จ.อยุธยา' กำลังกลายเป็นพื้นที่เนื้อหอมที่ผู้ผลิตรายใหญ่เลือกปักหมุด

PCB ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรองรับการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI การที่ไทยดึงยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Victory Giant, Zhen Ding Tech, Unimicron และ GCE เข้ามาลงทุน จึงสะท้อนถึงความสำคัญของประเทศในฐานะ 'ตัวเชื่อม' ห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การแห่เข้ามาของโรงงาน PCB นำมาซึ่งความท้าทาย ทั้งปัญหาขาดแคลนวิศวกร ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมการทำงาน รวมถึงต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าในจีน ทำให้หลายบริษัทต้องปรับตัวและลงทุนเพิ่มเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์และวัสดุหลัก เนื่องจากระบบนิเวศในไทยยังไม่สมบูรณ์

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากไทยสามารถแก้ปัญหาด้านบุคลากรและสร้างคลัสเตอร์การผลิตที่ครบวงจรได้ มูลค่าการผลิต PCB จะขยายตัวจาก 3,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ไปถึงกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 และอาจทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็น 'ฮับ PCB อันดับสองของโลก' รองจากจีนในอนาคต

วีรบุรุษรหัสลับสงครามโลกที่กำลังจะถูกลืม หลัง ‘ทรัมป์’ สั่งลบข้อมูลจากเครือข่ายกลาโหม

กองทัพของประเทศต่าง ๆ บนโลกใบนี้ต่างก็มีและใช้รหัสลับมายาวแล้ว แต่การใช้และความซับซ้อนของรหัสเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นการส่งโดย โทรเลข ไฟสัญญาณ สุนัขส่งสาร นกพิราบสื่อสาร หรือวิทยุสื่อสารในยุคแรก ๆ ข้อความมักถูกส่งเป็นรหัสเพื่อป้องกันไม่ให้ความลับตกไปอยู่ในมือของข้าศึก แนวคิดการใช้ทหารอเมริกันอินเดียนที่มีความถนัดทั้งภาษาชนเผ่าดั้งเดิมและภาษาอังกฤษในการส่งข้อความลับในสนามรบถูกนำมาทดสอบครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ จึงได้พัฒนานโยบายเฉพาะในการสรรหาและฝึกอบรมทหารชาวอเมริกันอินเดียนให้กลายเป็นเจ้าหน้าที่สื่อสารด้วยรหัสภาษาชนพื้นเมืองอเมริกัน (Code talkers)

Code talkers เป็นทหารอเมริกันเชื้อสายอินเดียนแดงที่ใช้ภาษาประจำเผ่าในการสื่อสารลับในสนามรบ ส่วนใหญ่แล้วจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่สื่อสารด้วยรหัสภาษาของชาวนาวาโฮ (Navajo Code Talkers) ซึ่งใช้ภาษาพื้นเมืองของตนเพื่อถ่ายทอดข้อความลับของฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิรบแปซิฟิกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มีชนพื้นเมืองอเมริกันอย่างน้อย 14 ชนชาติ รวมถึงเชอโรกีและโคแมนชี ทำหน้าที่นี้ทั้งในสมรภูมิแปซิฟิกและยุโรป กองทัพบกสหรัฐฯ เป็นเหล่าทัพแรกที่เริ่มรับสมัคร Code talkers จากมลรัฐต่าง ๆ เช่น โอคลาโฮมา ต่อมาในปี 1940 เหล่าทัพอื่น ๆ เช่น นาวิกโยธินและกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็รับสมัครตามมา Code talkers ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ รุ่นแรกมี 29 นาย ซึ่งเป็นชาวอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮ สำเร็จการฝึกอบรมในปี 1942 นอกเหนือจากการฝึกขั้นพื้นฐานแล้ว ทหารเหล่านี้ยังต้องพัฒนาและจดจำรหัสทางทหารเฉพาะตัว โดยใช้ภาษาที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเขียน และต้องถูกกักตัวในห้องที่ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจนกว่าภารกิจนี้จะเสร็จสิ้น

รหัสประเภทแรกที่พวกเขาสร้างขึ้น คือรหัสประเภทที่ 1 ประกอบด้วยคำศัพท์ภาษานาวาโฮ 26 คำ ซึ่งย่อมาจากตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวที่สามารถใช้สะกดคำได้ ตัวอย่างเช่น คำว่า “มด” ในภาษานาวาโฮ ซึ่งแปลว่า “มด” ถูกใช้แทนตัวอักษร “a” ในภาษาอังกฤษ รหัสประเภทที่ 2 ประกอบด้วยคำศัพท์ที่สามารถแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษานาวาโฮได้โดยตรง และนักพูดโค้ดยังได้พัฒนาพจนานุกรมคำศัพท์ 211 คำ (ต่อมาได้ขยายเป็น 411 คำ) สำหรับคำศัพท์และชื่อทางการทหารที่เดิมไม่มีอยู่ในภาษานาวาโฮ ตัวอย่างเช่น เนื่องจากไม่มีคำในภาษานาวาโฮที่แปลว่า "เรือดำน้ำ" นักพูดโค้ดจึงตกลงใช้คำว่า besh-lo ซึ่งแปลว่า "ปลาเหล็ก"

Code talkers ส่วนใหญ่ได้รับมอบหมายให้ทำงานเป็นคู่ในแต่ละหน่วย โดยระหว่างการรบเจ้าหน้าที่นายหนึ่งจะเป็นพลวิทยุส่วนอีกนายหนึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดและรับข้อความด้วยภาษาพื้นเมืองและแปลเป็นภาษาอังกฤษ งานของพวกเขามีความอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมรภูมิแปซิฟิก เพราะทหารญี่ปุ่นตั้งใจเล็งเป้าหมายไปยังทหารเสนารักษ์และพลวิทยุ และโค้ดทอล์คเกอร์ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลาขณะส่งข้อความ Code talkers เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 และพวกเขาได้เข้าร่วมการรบที่สำคัญหลายครั้ง รวมถึงสมรภูมิหาดยูทาห์ในช่วงการบุกโจมตีวันดีเดย์ในฝรั่งเศส และที่อิโวจิมาในสมรภูมิแปซิฟิก พันตรีโฮเวิร์ด คอนเนอร์ นายทหารสัญญาณของกองพลนาวิกโยธินที่ 5 กล่าวว่า "หากไม่ใช่เพราะ Code talkers ชาวนาวาโฮ กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ คงจะไม่สามารถยึดอิโวจิมาได้"

Navajo Code Talkers คือกลุ่มนาวิกโยธินอเมริกันพื้นเมืองจากชนเผ่านาวาโฮ ซึ่งได้พัฒนาและใช้รหัสลับที่อ้างอิงจากภาษาของพวกเขาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รหัสของพวกเขามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารทางทหารของสหรัฐฯ ในสมรภูมิแปซิฟิก และถือเป็นหนึ่งในรหัสทางทหารเพียงไม่กี่รหัสที่ไม่เคยถูกถอดรหัสได้ในช่วงสงคราม ทำไมต้องภาษานาวาโฮ เพราะภาษานาวาโฮเป็นภาษาที่มีความซับซ้อน ไม่ได้เขียนขึ้น และไม่มีอักษรที่เป็นทางการในเวลานั้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษา การเรียนรู้เป็นเรื่องยากมาก มีเพียงไม่กี่คนนอกเผ่า Navajo ที่รู้ภาษานี้ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้เป็นภาษารหัสในการรักษาความปลอดภัย

วิธีการทำงานของโค้ด: รหัสดังกล่าวไม่ใช่เพียงภาษาของชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮเท่านั้น แต่ยังเป็นรหัสภาษาชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮที่ถูกกำหนดความหมายทางทหารไว้เป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น:
"Chay-da-gahi" (เต่า) = รถถัง หรือ "Tsidi Nez" (นกอินทรี) = เครื่องบิน หรือ " Besh-lo" (ปลาเหล็ก) = เรือดำน้ำ พวกเขายังได้สร้างระบบตัวอักษรโดยใช้คำภาษาอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮแทนตัวอักษรภาษาอังกฤษ (เช่น “wol-la-chee” (ant) = A) หรือ คำแปลของคำว่าอิโวจิมา I: A-chi (ลำไส้) W: Gloe-ih (พังพอน) O: Ne-ahs-jah (นกฮูก) J: Tkele-cho-g (คนโง่) I: A-chi M: Na-as-tso-si (หนู) และ A: Wol-la-chee (มด) บทบาท Navajo Code Talkers ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งแรกในปี 1942 ในสมรภูมิกัวดัลคาแนล และมีบทบาทสำคัญในการรบครั้งสำคัญ ๆ ในเวลาต่อมาได้แก่: อิโวจิมา  ไซปัน และโอกินาว่า ข้อความที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเข้ารหัสและถอดรหัสโดยใช้วิธีการดั้งเดิม สามารถส่งและรับได้ภายในไม่กี่นาทีโดยใช้ Navajo Code Talkers

แม้ในช่วงสงคราม Code talkers จะอุทิศตนอย่างกล้าหาญ แต่ Code talkers ชาวพื้นเมืองอเมริกันกลับถูกสั่งให้เก็บงานของตนไว้เป็นความลับ แม้แต่ครอบครัวก็ไม่สามารถบอกเล่าเกี่ยวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ เนื่องจากโค้ดที่พวกเขาพัฒนาขึ้นยังคงมีการใช้งานอยู่ กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องการให้โครงการนี้เป็นความลับ เผื่อว่าจำเป็นต้องใช้โค้ดดังกล่าวอีกครั้งในสงครามครั้งต่อ ๆ ไป จนกระทั่งเมื่อโครงการ Code talkers ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอได้งถูกยกเลิกการจัดประเภทในชั้นความลับในปี 1968 การยอมรับโครงการ Code talkers ทั่วสหรัฐฯ ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้ว่าจะมีการยอมรับ Code talkers บ้างในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 แต่จนกระทั่งปี 2001 จึงมีการมอบ เหรียญ Congress Gold Medal ให้กับ Code talkers ชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮ 29 นาย และชนเผ่าอื่น ๆ ในเวลาต่อมา

ปัจจุบันด้วยคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ให้ยกเลิกโครงการ "Diversity, Equity, and Inclusion (DEI)" ของรัฐบาลกลาง จึงทำให้มีการลบเนื้อหาเกี่ยวกับ Code Talkers ออกจากเว็บไซต์กองทัพบกและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดย URL ของบทความเหล่านั้นถูกระบุว่า เนื้อหาดังกล่าวมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ DEI โดยมีรายงานว่าบทความอย่างน้อย 10 บทความที่เกี่ยวข้องกับ Code talkers ชนพื้นเมืองอเมริกันได้หายไปจากเว็บไซต์ของกองทัพบกและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตามที่ จอห์น อัลลีออต โฆษกกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า "ดังที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวไว้ว่า DEI ตายไปแล้วในกระทรวงกลาโหม เรายินดีที่กระทรวงฯ ปฏิบัติตามคำสั่งให้นำเนื้อหา DEI ออกจากทุกแพลตฟอร์มอย่างรวดเร็ว" ทำให้บุคคลผู้กล้าหาญเหล่านั้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้ภาษาแม่ของตนเพื่อพัฒนารหัสลับที่ยากแก้การถอดรหัส อันเป็นหัวใจสำคัญในการคว้าชัยชนะในสมรภูมิแปซิฟิกของกองทัพสหรัฐฯ และผลงานของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความกล้าหาญที่หาที่เปรียบมิได้ แม้ว่า การลบเนื้อหาดังกล่าวจะเป็นความมุ่งมั่นของกระทรวงกลาโหมในการปฏิบัติตามนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ ก็ตาม แต่การยกย่องมรดกของ Code Talkers เหล่านั้นควรอยู่เหนือการพิจารณาในมิติของ DEI เพราะความกล้าหาญของพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าและการเสียสละอันลึกซึ้งของชนพื้นเมืองอเมริกันในการรับใช้ชาติของพวกเขาเหล่านั้น

อุตสาหกรรมผลิตยานยนต์เซี่ยงไฮ้พุ่ง ในช่วง 7 เดือนแรก ปี 68 รถยนต์ NEV กวาดตลาดแล้วกว่า 61% ของผลผลิตทั้งหมด

(5 ก.ย. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนยังคงเติบโตต่อเนื่องในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 โดยมีมูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมกว่า 391,120 ล้านหยวน (ราว 1.77 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 10.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามข้อมูลจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสารสนเทศมหานครเซี่ยงไฮ้

ในช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม มีการส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) มากกว่า 160,000 คัน เพิ่มขึ้น 19.9% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่การผลิตรถยนต์รวมอยู่ที่ 938,000 คัน โดยในจำนวนนั้นเป็น NEV ถึง 573,000 คัน หรือคิดเป็น 61.1% ของผลผลิตยานยนต์ทั้งหมด

เซี่ยงไฮ้ยังเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมด้านยานยนต์อัจฉริยะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (ICV) โดยได้ออกใบอนุญาตทดสอบและสาธิตการใช้งานแล้ว 902 คัน ครอบคลุมบริษัท 40 แห่งทั่วเมือง รวมระยะทางทดสอบสะสมกว่า 29.3 ล้านกิโลเมตร

นอกจากนี้ เมืองยังได้เปิดถนนทดสอบสำหรับ ICV มากถึง 1,586 เส้นทาง รวมระยะทางกว่า 2,767 กิโลเมตร สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์สมัยใหม่ ที่รองรับทั้งการผลิต การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างครบวงจร

สตูล ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล จัดกิจกรรม พัฒนาสัมพันธ์หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลจังหวัดสตูล (ไทย) - รัฐเปอร์ลิส รัฐเคดาห์ (มาเลเซีย)

ที่ ท่าเทียบเรือตำมะลัง อำเภอเมืองสตูล พลเรือโท สุวัจ ดอนสกุล ผอ.ศรชล.ภาค 3 มอบหมายให้ นาวาเอก แสนย์ไท บัวเนียม รองผอ.ศรชล.จว.สตูล/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพื้นที่ตอนใต้ ศรชล.ภาค 3 จัดกิจกรรมพัฒนาสัมพันธ์หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลจังหวัดสตูล (ไทย) - รัฐเปอร์สิส รัฐเคดาห์ (มาเลเซีย)

ในการนี้ กิจกรรมดังกล่าวดำเนินการนำโดย นาวาเอก แสนย์ไท บัวเนียม รอง ผอ.ศรชล.จว.สตูล/ผบ.นก.พตต.ศรชล.ภาค 3 และหัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดสตูล, ศรชล.ภาค 3 พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานใน ศรชล.จว.สตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานประมงจังหวัดสตูล, ด่านศุลกากรสตูล, สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสตูล, สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสตูล, หน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักฝั่งที่ 452, กองกำกับการ 9 กองบังคับการตำรวจน้ำ ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดสตูล ,หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเกาะหลีเป๊ะ (สตูล), ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล ,หน่วยสืบสวนปราบปรามศุลกากร (สตูล - ปากบารา) สำนักงานประสานชายแดนไทย - มาเลเซีย , ประธาน พสบ.จว.สตูล ฯลฯ

ในส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่ รัฐเปอร์ลิส  รัฐเคดาห์ (มาเลเซีย)นำโดย พลเรือจัตวา รอมหลี บิน มุสตาฟา ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่งมาเลเซียเขตรัฐเคดาห์–รัฐเปอร์ลิส (มาเลเซีย) พร้อมคณะเจ้าหน้าที่จากตำรวจน้ำ กรมประมง ศุลกากร และตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย เดินทางเยือนจังหวัดสตูล ตามคำเชิญ ของนาวาเอก(พิเศษ) แสนย์ไทย บัวเนียม รองผู้อำนวยการศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข่าวสารด้านความมั่นคงและมิตรภาพชายแดน ประเทศไทยยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอันดามัน หลังจากนั้นได้ร่วมแข่งขันกีฬาฟุตบอลนัดกระชับมิตรและร่วมรับประทานอาหารค่ำ

การพบปะครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้าง ความเชื่อมั่นและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทางทะเล ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคง การบริหารจัดการชายแดน และความร่วมมือในการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันก็มีการจัด กิจกรรมกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ เพื่อสะท้อนถึงมิตรภาพและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศ

แม้จะเป็นก้าวเล็ก ๆ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ของไทยสะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมแห่งมิตรภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างไทย–มาเลเซีย

กองทัพกัมพูชา ไร้แสนยานุภาพทางอากาศ แม้พยายามเข็นเครื่องบินรบหมดสภาพหวังต่อกรไทย

ย้ำอีกครั้งว่า บทความนี้ ไม่ได้ความมุ่งหมายหรือประสงค์ในการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงต้องบอกเล่าอธิบายถึงความน่าเวทนา สงสาร ในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยซึ่งเคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองเลยแม้แต่น้อย

ผลจากสงครามชายแดนไทย-เขมร ซึ่งไทยได้ใช้เครื่องบินรบแบบ F-16 และ Jas39 C Gripen โจมตีที่มั่นทางทหารของเขมรหลายระลอก สร้างความเสียหายให้กองทัพเขมรมากมาย ทำให้เขมรออกมาโวยวายเมื่อกองทัพอากาศไทยได้ทำสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำแรก รัฐบาลเขมรได้ส่งหนังสือทางการถึงสวีเดน แสดงความกังวลและเรียกร้องให้ทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่ Gripen ให้แก่ไทย โดยอ้างว่ามีความเสี่ยงที่ไทยจะนำไปใช้โจมตีเขมร อันเป็นการคุกคามอธิปไตยของเขมร ซึ่งรัฐบาลสวีเดนได้ตอบกลับว่า ประเทศไทยมีสิทธิ์ใช้เครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ในการปกป้องอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ทำไมรัฐบาลเขมรต้องเดือดร้อนโวยวาย ทั้งนี้เป็นเพราะกองทัพอากาศเขมรไม่ขีดความสามารถในการรบทางอากาศ ด้วยปัจจุบันกองทัพอากาศเขมรไม่มีเครื่องบินรบเลยแม้แต่ลำเดียว กองทัพอากาศเขมรก่อตั้งในปี 1954 และในระยะแรกเริ่มต้นด้วยฝูงบินขนาดเล็ก เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า "Royal Flying Club" เนื่องจากมีฝูงบินที่เครื่องบินหลากหลายและไม่เป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคม ภายหลังการรัฐประหารในปี 1970 ยุคสาธารณรัฐเขมร (1970-1975) ภายหลังการรัฐประหารนำโดย นายพลลอน นอล หน่วยงานทางทหารรวมถึงกองทัพอากาศได้เปลี่ยนชื่อเป็นกองกำลังติดอาวุธแห่งชาติเขมร (FANK) กองทัพอากาศได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า กองทัพอากาศแห่งชาติเขมร (KAF) ได้รับการสนับสนุนอย่างมากมายจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้สาธารณรัฐเขมร กองทัพอากาศเขมรได้ปฏิบัติการด้วยเครื่องบินโจมตีแบบ T-28 เครื่องบินลำเลียงแบบ C-47 และเครื่องบินธุรการ/ตรวจการณ์แบบ AU-24 Stallion และต้องเผชิญข้อจำกัดด้านการบำรุงรักษาและบุคลากรอยู่เสมอ จึงต้องพึ่งพาการโจมตีทางอากาศเชิงยุทธวิธีของกองทัพสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนอย่างสำคัญแก่กองกำลังรัฐบาลเขมรในขณะนั้น หลังจากที่การสนับสนุนของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก ในเดือนตุลาคม 1975 กองทัพอากาศแห่งชาติเขมรก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปฏิบัติการเนื่องจากมีการส่งอาวุธที่มีจำกัด

ในปี 1975 เมื่อเขมรแดงเข้ามามีอำนาจ และกองทัพอากาศเขมรกลายมาเป็นกองทัพอากาศเขมรประชาธิปไตย และภายหลังการรุกรานของเวียดนามในปี 1979 กองทัพอากาศสาธารณรัฐประชาชนเขมร (PRKAF) ได้ถูกก่อตั้งขึ้น ในช่วงเวลานี้ เขมรได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์จากสหภาพโซเวียต โดยมีเครื่องบินรบแบบ MiG-21 ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากเวียดนาม และเครื่องบินรบแบบอื่น ๆ อาทิ L-39C Albatross, J-6C, MiG-17F, J-5, MiG-15UTI และ CM.170R Magister (ปัจจุบันเครื่องบินรบทั้งหมดของเขมรไม่สามารถใช้งานได้แล้ว) หลังจากการเลือกตั้งภายใต้องค์การสหประชาชาติในปี 1993 กองทัพอากาศเขมร (RCAF) ได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ในปี 1993 โดยมีตราสัญลักษณ์ใหม่เป็นรูปปราสาทนครวัด ในช่วงทศวรรษ 1990 กองทัพอากาศเขมรได้รับการสนับสนุนและการฝึกอบรมจากอิสราเอลสำหรับเครื่องบินรบแบบ MiG-21 และเฮลิคอปเตอร์แบบ Mi-26 จากยูเครนก็ถูกเพิ่มเข้ามาในฝูงบินด้วย

ปัจจุบัน กองทัพอากาศกัมพูชาเป็นกองกำลังที่เล็กที่สุดของกองทัพเขมรมีกำลังพลราว 2,500 นาย โดยปฏิบัติการในทุกจังหวัดที่มีสนามบิน ทุกวันนี้กองทัพอากาศเขมรคงมีแต่เครื่องบินลำเลียงและเฮลิคอปเตอร์ โดยไม่มีเครื่องบินรบติดอาวุธเลยแม้แต่ลำเดียว โดยมักมีการนำภาพเครื่องบินรบแบบ MiG-21 ที่ไม่สามารถบินได้แล้วมาโพสต์ใน Social media ต่าง ๆ เป็นประจำ และมีความพยายามที่จะติดเครื่องยนต์เครื่องบินรบแบบ MiG-21 ให้ได้ด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดต่าง ๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วจะต้องจัดส่งเครื่องบินเหล่านี้ไปทำการซ่อมแซมฟื้นฟูสภาพยังประเทศที่มีขีดความสามารถและยังคงใช้เครื่องบินรบแบบนี้อยู่ อาทิ เวียดนาม หรือ อินเดีย เพราะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังคงใช้เครื่องบินรบแบบ MiG-21 อยู่ ทั้งยังต้องฝึกฝนนักบินให้มีความสามารถในการบินเครื่องบินรบรุ่นนี้ ซึ่งเข้าใจว่า ไม่มีนักบินเขมรที่สามารถบินเครื่องบินรุ่นนี้แล้ว ที่สำคัญคือ หากเขมรใช้เครื่องบินรบแบบ MiG-21 ทำการรบกับไทยก็คงถูกเครื่องบินรบของกองทัพอากาศไทยยิงตกด้วยความรวดเร็วอย่างแน่นอน

ปัจจุบัน กองบัญชาการกองทัพอากาศเขมรตั้งอยู่ที่ฐานทัพอากาศโปเชงตง (ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ) เครื่องบินที่ปฏิบัติการอยู่มีเพียงฝูงบินลำเลียงและวีไอพีเท่านั้น ทุกวันนี้กองทัพอากาศเขมรประกอบด้วยเครื่องบินลำเลียงและ VIP 4-5 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงและ VIP อีกราว 20 ลำ เท่านั้น โดยเร็ว ๆ นี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ประกาศแผนการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ L-39NG จำนวน 5 ลำจากสาธารณรัฐเช็ก โดยกองทัพอากาศเขมรระบุว่า ขณะนี้ ภารกิจของกองทัพมุ่งเน้นไปที่ การขนส่ง VIP, การอพยพทางการแพทย์, การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์, การตอบสนองต่อภัยพิบัติ, การสนับสนุนความมั่นคงชายแดน และการเคลื่อนย้ายด้วยเฮลิคอปเตอร์โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล ห้วงเวลาที่มีความขัดแย้งและตึงเครียดระหว่างไทยและเขมร มักจะพบเห็นเกรียนคีย์บอร์ดของเขมรนำเครื่องบินรบของชาติต่าง ๆ มาทำ photoshop หรือ AI แล้วโพสต์ใน Social media โดยอ้างว่าเป็นของกองทัพอากาศเขมรเสมอจนกลายเป็นความบันเทิงประจำของนักท่อง Social ชาวไทย ทั้ง ๆ ที่อากาศยานของกองทัพอากาศเขมรทั้งหมดมีรวมกันแล้วยังไม่ถึง 40 ลำ

(ยังมีต่อ)

ศาลอุทธรณ์ สั่งจำคุก ‘เอกชัย หงส์กังวาน’ 21 ปี คดีกีดขวางขบวนเสด็จ เมื่อ 14 ต.ค. 63

(5 ก.ย. 68) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 608 เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่อ.778/2564 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง หรือฟรานซิส นักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ หรือตัน ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง (Active Youth) นายชนาธิป ชัยชะยางกูร และนายภาณุภัทร ไผ่เกาะ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีฯ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา110 ฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายตาม มาตรา215 และกีดขวางการจราจร ที่กลุ่มจำเลยชุมนุมใกล้ขบวนเสด็จพระราชินีเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุคณะราษฎร 2563 นัดชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่ช่วงเช้า ต่อมาเวลาประมาณ 14.00 น. แกนนำของผู้ชุมนุมประกาศว่าจะเดินทางไปล้อมทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกจากตำแหน่ง รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

โดยวันดังกล่าวตรงกับวันที่พระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จไปถวายผ้าพระกฐินที่วัดราชโอรสาราม ในเวลา 17.50 น. โดยมีกำหนดการระบุแจ้งไว้ล่วงหน้ารวมถึงออกประกาศตามช่องทางสื่อต่างๆ มีกลุ่มประชาชนเข้าร่วมรอรับเสด็จตลอดเส้นทาง

ต่อมากลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มคณะราษฎรบางส่วนได้เดินมาถึงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ พบเห็นตำรวจ และ คฝ. ตั้งแถวตลอดแนว เพื่อดูแลผู้ชุมนุมและรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณดังกล่าว

ต่อมาพยานได้ยินประกาศจากรถนำขบวนเสด็จขอผ่านทาง แต่จำเลยอ้างว่า บริเวณดังกล่าวมีเสียงประชาชนอื้ออึงจึงไม่ได้ยินเสียงประกาศ เพียงแต่เห็นว่ากลุ่มตำรวจควบคุมฝูงชนเพิ่มจำนวนมากขึ้น มากกว่าผู้ชุมนุม

จำเลยจึงคิดว่าจะถูกสลายการชุมนุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการอยู่บริเวณดังกล่าวไม่ได้แจ้งให้แกนนำทราบว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านมาบริเวณดังกล่าว ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มต่อต้านตำรวจโดยการยืนขวางถนนและมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนนั่งขวางเส้นทางเพื่อไม่ให้สลายการชุมนุมได้โดยง่าย

ต่อมาโจทย์นำคลิปเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุเล็กน้อยแต่มียาวจนจบที่ขบวนเสด็จผ่านไปได้ จากหลายมุม หลายคลิปทั้งจากฝั่งตำรวจ สายสืบที่แฝงตัวกลุ่มผู้ชุมนุม ตำรวจจราจรในพื้นที่ มาเป็นหลักฐานต่อศาล

ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทั้ง 5 มีพฤติกรรมขัดขวางการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ และเมื่อเห็นว่าเป็นขบวนเสด็จแต่ไม่ทราบเป็นพระองค์ใด ก็ชู 3 นิ้ว และตะโกนบอกผู้ชุมนุมคนอื่นว่าเป็นขบวนเสด็จให้ชู3นิ้ว จำเลยบางคนได้ตะโกนถ้อยคำไม่เหมาะสม พร้อมร่วมขวางทาง จนขบวนเสด็จต้องหยุดนิ่งเป็นเวลา 10 นาที กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและ คฝ. สามารถผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมพ้นจากทางขบวนเสด็จ

โดยหลักฐานรวมทั้งพยานหลายปากแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้ง 5 มีเจตนาแน่ชัดในการขัดขวางขบวนเสด็จ และระหว่างเหตุการณ์ในช่วงนั้นตำรวจควบคุมฝูงชนก็ไม่ได้แสดงการกระทำใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการสลายการชุมนุม เพียงแต่เพิ่มจำนวนคนเพื่อถวายการอารักขา หนึ่งในพยานโจทก์ยังอ้างว่าจำเลยบางคนความสูงมีความสูงมากกว่า 180 เซนติเมตร สามารถมองผ่านตำรวจควบคุมฝูงชนไปเห็นขบวนเสด็จได้

ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้ง 5 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย

อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็น จำเลยทั้ง 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80,215 วรรคหนึ่ง 385 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เฉพาะจำเลยที่ 1 และ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคสามด้วย และจำเลยทั้ง 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง, 148 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83

การกระทำของจำเลยทั้ง 5 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดฐานร่วมกันพยายามกระทำประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 วรรคคหนึ่ง และ 110 วรรค 2 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 16 ปี แต่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 21 ปี 4 เดือน

ต่อมาทนายความของจำเลยทั้ง 5 รายได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

ส้ม–น้ำเงิน–แดง เปิดเกมชิงอำนาจด้วยชนักติดหลัง ดีลยุบสภาใน 4 เดือนอาจเป็นทางหนีสุดท้ายของทุกฝ่าย

ปรากฏการณ์ส้มน้ำเงินแดงตีกันคราวนี้ มันเห็นชัดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ว่าปัญหาของการเมืองไทยอยู่ตรงไหน และทางออกควรเป็นแบบไหน เพราะถ้าส่องเข้าไปดี ๆ จะพบว่า ทุกฝ่ายไม่ได้สู้กันเพื่ออุดมการณ์เท่าไหร่ แต่สู้กันเพื่อเก้าอี้และเพื่อเอาตัวรอดจากเงื่อนไขคดีความที่ล้อมอยู่รอบตัว

ฝั่ง พรรคเพื่อไทย (พรรคแดง) หลังจากที่อุ๊งอิ๊ง ชินวัตร ถูกดีดออกจากเก้าอี้ด้วยคำสั่งศาลเรื่องจริยธรรม ก็รีบชู 'ชัยเกษม' ขึ้นมาแทนทันทีเพื่อไม่ให้เสียจังหวะการเมือง แต่ก็รู้กันอยู่ว่าแรงสนับสนุนไม่ได้แน่นหนาเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็ต้องหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าหลุดเก้าอี้นายกคนที่ 32 ไปแล้ว โอกาสจะกลับมาก็อาจยากกว่าเดิม

ด้าน พรรคภูมิใจไทย (พรรคน้ำเงิน) ข่าวก็แรงไม่แพ้กันว่ากำลังจะจับมือกับ พรรคประชาชน (พรรคส้ม) ด้วยเงื่อนไขให้อนุทินขึ้นเป็นนายกฯ 4 เดือนแล้วค่อยยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ดีลนี้ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นการแบ่งผลประโยชน์กันอย่างยุติธรรม แต่จริง ๆ แล้วคือการเล่นหมากตัดขาแดงโดยตรง และกลายเป็นการชิงดำที่ใครพลาดเพียงก้าวเดียวก็ร่วง

ที่น่าสนใจคือ พรรคประชาชน (พรรคส้ม) เพราะแต่ไหนแต่ไร พรรคนี้ก็มีการเคลื่อนไหวที่สุดโต่งไปในทิศทางของการพยายามแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 และล้มล้างสถาบันมาโดยตลอด การตัดสินใจหันมาจับมือกับน้ำเงินจึงไม่เพียงสะเทือนไปถึงฐานมวลชน แต่ยังทำให้คนที่เคยสนับสนุนในเชิงอุดมการณ์สุดโต่งรู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางตลาด ว่าแทนที่จะยืนตรงตามแนวทางที่ประกาศมาตั้งแต่แรก กลับเลือกเดินเกมทางการเมืองที่สวนทางกับภาพลักษณ์เดิมของตนเอง จนกลายเป็นการ “หักหลังครั้งใหญ่” ต่อทั้งมวลชนและอุดมการณ์ของพรรคเอง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ส้มเองก็มีโจทย์ใหญ่ที่เลี่ยงไม่ได้ คือเป้าหมายที่แท้จริงคือการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งต้องรอให้ “ประธานพรรคส้มตัวจริง” หลุดจากคดีความและอายุความหมดก่อน ดังนั้นการให้นอมินีโดดเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในเวลานี้ ก็คือการยอมกัดฟันเดินหมากเสี่ยง และนั่นก็แปลว่าต้องยอม “หักหลังมวลชน” ไปพร้อม ๆ กับ “หักหลังหัวหน้าตัวจริง” ด้วย

ส่วนอนุทิน ถ้าได้ขึ้นเป็นนายกฯ จริง ก็ต้องพิสูจน์ว่าจะกุมบังเหียนส้มให้อยู่หมัดได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วจะถูกลากไปพร้อมกัน จุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับจริยธรรมการเมืองที่แต่ละคนจะเลือก แต่ถึงยังไง รัฐบาลอายุสั้น 4 เดือนที่เป็นเสียงข้างน้อย ก็คงทำอะไรได้ไม่มาก นอกจากประคองสถานการณ์ไปให้ถึงวันเลือกตั้งใหม่

และอย่าลืมว่า ยังมีตัวแปรสำคัญรออยู่ — ความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่กำลังปะทุอยู่ทุกทิศ หากการเมืองในสภายังเล่นเกมหักหลังกันไม่เลิก สุดท้ายอำนาจในการจัดการวิกฤตอาจจะกลับไปอยู่ในมือทหารและตำรวจ ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านนักการเมืองเลยด้วยซ้ำ

ที่สำคัญ ทุกพรรคไม่ว่าจะเป็น แดง น้ำเงิน หรือส้ม ต่างก็มี “ฉลากคดีความ” ติดตัวอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะอยู่ในชั้นศาลหรืออยู่ระหว่างรอการพิพากษา สุดท้ายแล้วเกมนี้อาจไม่เหลือใครเลยก็ได้ เพราะถ้าศาลลงดาบพร้อมกัน ทุกฝ่ายก็กลายเป็นผู้แพ้ทั้งกระดาน นี่แหละครับเหตุผลว่าทำไมบางทีมันถึงต้องรีบยุบสภาภายใน 4 เดือน เพื่อหนีแรงกดดันของเวลาและคดีที่กำลังจะปิดฉากในไม่ช้า

‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของไทย

เปิดประวัติ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของไทย จากผู้เคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง สู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี เจ้าของวลี “โควิดกระจอก” เมื่อครั้งโควิด-19 ระบาด 

เป็นที่สรุปออกมาแล้วว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงคะแนนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย เป็นที่เรียบร้อย ด้วยจำนวน 311 คะแนน ขณะที่นายชัยเกษม นิติศิริ แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ได้ 152 คะแนน (งดออกเสียง 27 เสียง จากที่เข้าประชุม 490 คน)

สำหรับประวัติของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นบุตรชายของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีต สส. และรัฐมนตรีหลายสมัย เกิดวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2509 ชื่อเล่น ‘หนู’ สื่อมวลชนนิยมเรียกกันว่า ‘เสี่ยหนู’ อายุในปี 2568 จะอายุครบ 59 ปี 

ด้านการศึกษา นายอนุทิน สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ก่อนไปศึกษาต่อที่ สหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. 2532 จบระดับอุดมศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮอฟสตรา (Hofstra University) ที่นิวยอร์ก และเริ่มต้นชีวิตการทำงานในธุรกิจของครอบครัว

ระหว่างนั้นก็ยังศึกษาหาความรู้เพิ่ม ทั้ง Mini MBA มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยรามคำแหง, หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 9 (วตท.9), หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ด้านการบริหารงานพัฒนาเมือง รุ่นที่ 1 (มหานคร 1), หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ด้านการพัฒนาเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 3 (พ.ต.ส.3), หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ด้านวิทยาการพลังงาน รุ่นที่ 1 (วพน.1), หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 17 (บ.ย.ส.17), ปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ รุ่นที่ 9 (TEPCOT 9), โครงการฝึกอบรมการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พ.ศ. 2560 หลักสูตรการปฏิรูปธุรกิจและสร้างเครือข่ายนวัตกรรม รุ่นที่ 1 (BRAIN 1), หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 5 (ปธพ.5), หลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 (กทส.1), ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น, ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 6 (นธป.6) และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 61 (วปอ.61)

นายอนุทิน สมรสครั้งแรกกับ สนองนุช วัฒนวรางกูร เมื่อ พ.ศ. 2533 และมีบุตร 2 คน คือ นัยน์ภัค และ เศรณี ชาญวีรกูล ต่อมาใน พ.ศ. 2556 ได้หย่าร้าง และสมรสใหม่กับ ศศิธร จันทรสมบูรณ์ ต่อมาในเดือนมกราคม 2562 นายอนุทิน ได้หย่ากับ ศศิธร และปัจจุบันคบหาดูใจกับ สุภานัน นิราษิท หรือ จ๋า ภรรยาคนที่ 3 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 

ขณะที่เส้นทางการเมืองนั้น นายอนุทิน เข้าสู่วงการการเมืองเมื่อปี 2539 โดยการรับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ประจวบ ไชยสาส์น) และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. 2547 และ พ.ศ. 2548) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พ.ศ. 2547) ต่อมาถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารของพรรคไทยรักไทย และหลังจากพ้นกำหนดการตัดสิทธิทางการเมืองในปี 2555 ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดา ที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชนร่วมกับกลุ่มเพื่อนเนวิน และต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคต่อจากบิดา

จากนั้นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 นายอนุทิน ลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 1 แต่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2562 ได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งภายหลังการเลือกตั้ง นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 และได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขอีกตำแหน่งหนึ่ง

โดยระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีดราม่าเมื่อ นายอนุทิน ใช้คำว่า “โควิดกระจอก” ก่อนที่ต่อมา โควิดจะระบาดหนักในประเทศ 

จากนั้น ในการเลือกตั้งปี 2566 นายอนุทิน ได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 1 และได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และต่อมาเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ก่อนจะได้ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

บริษัทยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ ผุดนโยบาย ‘ส่งเสริมมีบุตร’ ทุ่มเงินมหาศาล!! จูงใจพนักงานปั๊มลูกเพื่อชาติ

(5 ก.ย. 68) บริษัทชั้นนำในเกาหลีใต้เริ่มจ่ายเงินก้อนมหาศาลให้พนักงานที่มีบุตร เพื่อแก้ปัญหาประชากรลดลงอย่างรุนแรง เช่น Booyoung Group เสนอเงิน 100 ล้านวอน (ราว 2.92 ล้านบาท) ต่อทารกหนึ่งคน ขณะที่ Krafton, Hanwha และบริษัทอื่น ๆ ก็มอบเงินช่วยเหลือตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนดอลลาร์ เพื่อดึงดูดพนักงานและกระตุ้นให้เกิดการมีบุตร

นโยบายเหล่านี้ช่วยให้พนักงานกล้าที่จะขยายครอบครัวมากขึ้น และปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรที่เคยเน้นทำงานหนักเกินไป ฮง กี (Hong Ki) พนักงานของ Booyoung Group เล่าว่าเงินช่วยเหลือทำให้เขาและภรรยาตัดสินใจมีลูกคนที่สอง ขณะเดียวกัน Krafton ยังจัดบริการดูแลเด็กฉุกเฉิน และพร้อมจัดหาพนักงานชั่วคราวมาทดแทนตำแหน่งระหว่างที่พนักงานลาคลอด เพื่อช่วยพนักงานบาลานซ์งานกับครอบครัว

สำหรับเกาหลีใต้มีอัตราการเกิดต่ำสุดในโลกที่ 0.75 คนต่อผู้หญิง หากไม่เปลี่ยนแปลง ประชากรอาจลดลงเกือบหนึ่งในสามภายในปี 2072 โดยรัฐบาลได้ลงทุนหลายร้อยพันล้านดอลลาร์ในโครงการสนับสนุนเด็กและครอบครัว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเต็มที่ การเข้ามาช่วยของบริษัทเอกชนจึงถือเป็นมาตรการเสริมที่สำคัญ

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีสัญญาณบวกจากอัตราการเกิดและการแต่งงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางแก้ระยะยาว การปรับโครงสร้างสังคม การจัดสรรที่อยู่อาศัย การทำงานแบบยืดหยุ่น และการกระจายประชากรไปยังพื้นที่อื่น ๆ จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพประชากรในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top