Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมพิธีสดุดีวีรกรรมนักรบกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย - กัมพูชา ณ กองบัญชาการกองทัพไทย เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

(5 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายธฤต โอภาสวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ นายวันชิด ศิรสีห์ รองผู้จัดการใหญ่ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นายยุทธนา ทาโคตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ ฝ่ายปฏิบัติการ ร่วมสดุดีวีรชนทหารกล้า อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย - กัมพูชา เพื่อเชิดชูเกียรติและตอบแทนความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลที่พลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย  พร้อมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่จากไป โดยมี พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธี ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองบัญชาการกองทัพไทย เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

เมื่อเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ได้เร่งมอบหมายให้คณะกรรมการ นำทีมสาธารณภัยลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากนั้นได้เข้ามอบเงินปลอบขวัญนายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ ให้แก่ทหารกล้าและประชาชนที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลในขณะนั้น รวมงบประมาณที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา สู่ทหารกล้าและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันคิดเป็นมูลค่ากว่า 4.9 ล้านบาท ซึ่งมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครทุกท่าน ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

สมุทรปราการ-เที่ยวงานนมัสการ 'องค์พระสมุทรเจดีย์' ยกขบวนอาหารเจ้าดัง Tiktok โดยผู้จัดมือทอง ธนาภรณ์ โปรโมชัน 

สำหรับการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ พระเพณีชาวสมุทรปราการ ประจำปี 2568 โดยการบริหารงานของ ทีมงาน ธนาภรณ์ โปรโมชั่น หรือซ้อแป๋ว ปากน้ำ ฉายาเจ้าแม่งานมหกรรม ซึ่งซ้อแป๋วนั้นเป็นคนสมุทรปราการโดยกำเนิด มีความตั้งใจที่จะทำงานรับใช้พี่น้องคนสมุทรปราการ 

โดย ซ้อแป๋ว เปิดใจว่า งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ปี 2568 นี้ ทีมงานธนาภรณ์ โปรโมชั่น ยกขบวนอาหารของกิน ของอร่อย เจ้าดังTiktok มากมาย สะอาด ปลอดภัย รวมถึงมีการแสดงจำหน่ายสินค้ามากมาย แสง สี เสียง ทั้งนี้ยังเป็นการสนับสนุนเชื่อมการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรปราการ ให้คนไทยและคนต่างชาติได้มาเที่ยวชมประเพณีของคนสมุทรปราการ คืองานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของสมุทรปราการที่หลายๆ คนต้องมาเที่ยวชมและมากราบขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

ซึ่งประวัติงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ องค์พระสมุทรเจดีย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "พระเจดีย์กลางน้ำ" อยู่คู่จังหวัดสมุทรปราการมานานกว่า 200 ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวเมืองปากน้ำ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของจังหวัดสมุทรปราการ

เจดีย์องค์นี้เริ่มก่อสร้างในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2365 และแล้วเสร็จในรัชกาลที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็น “พระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ” เพื่อให้ชาวบ้านและทหารเรือได้กราบไหว้บูชา เนื่องจากบริเวณนั้นเคยเป็นป้อมปราการสำคัญในการป้องกันการรุกรานทางทะเล

ในอดีต พื้นที่รอบองค์เจดีย์เป็นเกาะเล็ก ๆ กลางน้ำ การเดินทางไปสักการะต้องใช้เรือเท่านั้น ภายหลังได้มีการถมดินเชื่อมต่อกับฝั่ง ปัจจุบันจึงสามารถเดินทางโดยรถยนต์ได้สะดวก งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ เป็นหนึ่งในเทศกาลท้องถิ่นที่มีความสำคัญที่สุดของจังหวัดสมุทรปราการ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี 

โดยมีความโดดเด่นทั้งในด้านประเพณี ความเชื่อ ความศรัทธา และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้เดินทางมาร่วมงานจากทั่วประเทศ ประเพณีนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือน 11 ตามปฏิทินจันทรคติ (ประมาณเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนของทุกปี) ภายในงานมีทั้งพิธีทางศาสนา ขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระ และกิจกรรมบันเทิง อาหารเจ้าดังมากมาย เเสง สี เสียง ซึ่งในปีนี้มีกำหนดการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 12 – 23 ตุลาคม 2568 นี้

นอกจากนี้ ยังมีขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ ทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของงาน การเวียนเทียนและทำบุญตักบาตร รอบองค์พระเพื่อเสริมสิริมงคล ตลาดนัดย้อนยุคและร้านอาหารท้องถิ่น ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชิมของดีเมืองปากน้ำ กิจกรรมเวที วงดนตรี การแสดงพื้นบ้าน และมหรสพสมโภช การเดินทาง ที่อยู่สถานที่ : หมู่ 3 ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ

กองบัญชาการกองทัพไทย จัดพิธี “สดุดีวีรชนทหารกล้า 15 นาย อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์”

(5 ก.ย. 68) เวลา 08.29 น.ที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองบัญชาการกองทัพไทย ได้จัดพิธี “สดุดีวีรชนทหารกล้า–ประชาชนผู้บริสุทธิ์” เพื่อเชิดชูเกียรติ และตอบแทนความเสียสละสดุดีวีรชนเหล่าทหารกล้าทั้ง 15 นาย และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิต พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตย จากเหตุปะทะกันที่ชายแดนไทยเขมร โดยมี พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธี มีบุคคลสำคัญ “นักรบแห่งสมรภูมิ” ร่วมสดุดี อาทิ พลตรี ประจักษ์ วิสุตกุล, อาสาสมัครทหารพราน บัณฑิต คำศรีเมือง และพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร พร้อมผู้แทนส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนกว่า 4,440 คน ร่วมอาลัยในบรรยากาศแห่งความสำนึกในคุณงามความดี

และในเวลา 09.15 น.พิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่วีรบุรุษทหารกล้า และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ห้องนเรศวร กองบัญชาการกองทัพไทย

‘สุพัชรี ธรรมเพชร’ แสดงจุดยืน งดออกเสียง เชื่อระยะเวลา 4 เดือน ไม่ว่าใครเป็นนายกฯ ล้วนแต่ทำเพื่อตัวเอง ไม่สนประชาชน

‘สุพัชรี ธรรมเพชร’ แสดงจุดยืน งดออกเสียง เชื่อระยะเวลา 4 เดือน ไม่ว่าใครเป็นนายกฯ ล้วนแต่ทำเพื่อตัวเอง ไม่สนประชาชน

‘ปูติน’ พร้อมเดินหน้าพัฒนา ‘ภาคตะวันออกไกล-ไซบีเรีย’ สู่ศูนย์กลาง ‘อุตสาหกรรมการผลิตโลหะ’ หายากของโลก

(5 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เปิดเวที Eastern Economic Forum ครั้งที่ 10 ประกาศแผนพลิกโฉม ‘ภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย’ ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตโลหะหายากของโลก พร้อมย้ำว่าการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกไกลและไซบีเรียคือ ‘ยุทธศาสตร์ศตวรรษที่ 21’ ของประเทศ โดยภูมิภาคนี้กำลังสร้างแผนที่อุตสาหกรรมใหม่ มีทั้งโรงงานสมัยใหม่และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

ปูตินระบุว่า รัสเซียรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคมาอย่างต่อเนื่อง 15 ปี ทำให้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าธนาคารกลางจะควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ที่ 4% และจะไม่รีบลดดอกเบี้ยจนทำให้ราคาสินค้าแกว่งตัว

ด้านทรัพยากร ปูตินเผยแผนเดินหน้าใช้ศักยภาพมหาศาลของภูมิภาคตะวันออกไกล สร้างอุตสาหกรรมโลหะหายากครบวงจร โดยรัฐบาลเตรียมออกยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมโลหะหายากฉบับสมบูรณ์ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การขุดแร่จนถึงการผลิตขั้นสุดท้าย

นอกจากนี้ รัสเซียยังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการขยายท่าเรือ การเพิ่มกำลังรางรถไฟสาย Baikal-Amur และ Trans-Siberian ให้รองรับปริมาณขนส่งมากขึ้น การสร้างสะพานใหม่เชื่อมเกาหลีเหนือ รวมถึงการเปิด “เส้นทางเดินเรือ Trans-Arctic Corridor” เพื่อเสริมบทบาทตะวันออกไกล–ไซบีเรียเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ พลังงาน และนวัตกรรม พร้อมประกาศเชิญนักลงทุนต่างชาติร่วมหาโอกาสใหม่ในภูมิภาคนี้

6 กันยายน พ.ศ. 2503 ร.9 พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จฯ เยือน ประเทศเดนมาร์ก

วันนี้เมื่อ 65 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ถึงท่าอากาศยาน Kastrup กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระราชินีอินกริดและพระราชวงศ์เดนมาร์กไปทรงต้อนรับและเสด็จฯ ไปยังพระราชวัง Fredensborg ที่จัดไว้เป็นที่ประทับและงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ

ซึ่งการเสด็จฯ ครั้งนี้ทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มี คุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอย

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว รัฐบาลและประชาชนชาวเดนมาร์กได้ทูลเกล้าถวายโครงการเลี้ยงโคนมแด่ล้นเกล้าฯ ทั้ง 2 พระองค์ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กให้มาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย

จากนั้นในวันที่ 20 ตุลาคม 2504 ได้ลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างรัฐบาลเดนมาร์กกับรัฐบาลไทย โดย Danish Agricultural Marketing board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครเนอร์ (หรือประมาณ  23.5  ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา  8  ปี รัฐบาลเดนมาร์กได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ.2509 (ค.ศ.1966) พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครเนอร์ สำหรับดำเนินงานในช่วง 8 ปี อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนม หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทย

ระหว่างวันที่ 12 – 24 มกราคม พุทธศักราช 2505 (ค.ศ.1962) พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 และพระราชินีอินกริดเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการถึงท่าอากาศยานดอนเมือง พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 จึงนับได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)” มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 160 ถนนมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมต่อไป  รัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม ของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ

7 กันยายน พ.ศ. 2352 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

วันนี้ เมื่อ 216 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสู่สวรรคาลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพุธ เดือน 4 แรม 5 ค่ำ ปีมะโรงอัฐศก เวลา 3 ยาม ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะมีพระชนมายุได้ 46 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีพระนามเดิมว่า ทองด้วง โดยในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระองค์เป็นบุตรคนที่ 4 ของพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี) ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก กับพระอัครชายา (หยก)

ได้เข้ารับราชการและได้ดำรงตำแหน่ง 'พระยายมราช' ภายหลังจากเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 ทรงเข้าร่วมกับกองทัพกู้ชาติของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทรงได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น 'เจ้าพระยาจักรี' และเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น 'เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ'

ภายหลังจากพระเจ้าตากสินฯ สถาปนากรุงธนบุรีจนเริ่มเป็นปึกแผ่นแล้ว ในปี พ.ศ. 2324 ก็ได้เกิดการจลาจลคือ พระยาสรรค์ กับพวกได้ก่อกบฏยกพลเข้ามาในกรุงธนบุรี จับกุมพระเจ้าตากสินฯ และพระบรมวงศานุวงศ์รวมทั้งข้าราชการผู้ใหญ่อื่น

เมื่อเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกซึ่งกำลังไปทำศึกที่เมืองเขมรได้ทราบข่าวก็ยกทัพกลับมาที่กรุงธนบุรี จับกุมตัวพระยาสรรค์ พระเจ้าตากสินฯ และข้าราชการฝ่ายที่คิดกบฏทั้งหมดนำไปสังหารและสำเร็จโทษ จากนั้นก็เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325

ทั้งยังทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร หรือกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นราชธานี และทรงมีพระราชกรณีกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การป้องกันราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา การที่ไทยสามารถปกป้องการรุกรานของข้าศึกจนประสบชัยชนะทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพระองค์ในการบัญชาการรบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามกับพม่าใน พ.ศ. 2328 ที่เรียกว่า 'สงครามเก้าทัพ'

นอกจากนี้พระองค์ยังพบว่ากฎหมายบางฉบับที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่มีความยุติธรรม จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เสร็จแล้วให้เขียนเป็นฉบับหลวง 3 ฉบับ ประทับตราราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้วไว้ทุกฉบับ เรียกว่า 'กฎหมายตราสามดวง' สำหรับใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง

โดยพระองค์ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ หลังจากทรงประชวรด้วยพระโรคชราและอาการทรุดลงเรื่อย ๆ รวมพระชนมพรรษาได้ 73 พรรษา เสด็จอยู่ในราชสมบัติทั้งสิ้น 27 ปี

โดยพระบรมศพถูกเชิญลงสู่พระลองเงินประกอบด้วยพระโกศทองใหญ่แล้วเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายใต้พระมหาเศวตฉัตร ตั้งเครื่องสูงและเครื่องราชูปโภคเฉลิมพระเกียรติยศตามโบราณราชประเพณี

พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม โคมกลองชนะตามเวลา ดังเช่นงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยาทุกประการ จนกระทั่ง พ.ศ. 2354 พระเมรุมาศซึ่งสร้างตามแบบพระเมรุมาศสำหรับพระเจ้าแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยาได้สร้างแล้วเสร็จ จึงเชิญพระบรมโกศจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นประดิษฐาน ณ พระเมรุมาศ แล้วจักให้มีการสมโภชพระบรมศพเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน จึงถวายพระเพลิงพระบรมศพ หลังจากนั้น มีการสมโภชพระบรมอัฐิและบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อแล้วเสร็จจึงเชิญพระบรมอัฐิประดิษฐาน ณ หอพระธาตุมณเฑียร ภายในพระบรมมหาราชวัง ส่วนพระบรมราชสรีรางคารเชิญไปลอยบริเวณหน้าวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร

8 กันยายน พ.ศ. 2482 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ออกประกาศ ให้คนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี

วันนี้ เมื่อ 86 ปีที่แล้ว รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ออกประกาศให้คนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี ชี้ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญประจำชาติพึงได้รับการเชิดชูเคารพ

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยมฉบับที่ 4 เรื่องการเคารพ ธงชาติ, เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2482 มีเนื้อหาใจความว่า (หัวข้อประกาศและเนื้อหาในประกาศสะกดตามต้นฉบับ)

“ด้วยรัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า ธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นสิ่งสำคัญประจำชาติพึงได้รับการเชิดชูเคารพของชาวไทยทั้งมวล จึงประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ดังต่อไปนี้

๑. เมื่อได้เห็นการชักธงชาติขึ้นหรือลงจากเสาประจำสถานที่ราชการตามเวลาปกติ หรือได้ยินเสียงแตรเดี่ยวหรือนกหวีดเป่าคำนับหรือให้อาณัติสัญญาณการชักธงชาติขึ้นหรือลง ให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๒. เมื่อได้เห็นธงไชยเฉลิมพล ธงเรือรบ ธงประจำกองยุวชนทหาร หรือธงประจำกองลูกเสือ ซึ่งทางการเชิญผ่านมาหรืออยู่กับที่ประจำแถวทหาร หรือหน่วยยุวชน หรือลูกเสือ ให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบ หรือตามประเพณีนิยม

๓. เมื่อได้ยินเพลงชาติ ซึ่งทางราชการบรรเลงในราชการก็ดี ซึ่งบุคคลบรรเลงในงานพิธีอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ให้ผู้ที่ร่วมงานหรือที่อยู่ในวงงานนั้นแสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๔. เมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งทางราชการบรรเลงในราชการก็ดี ซึ่งบุคคลบรรเลงในโรงมหรสพหรือในงานสโมสรใด ๆ ก็ดี ให้ผู้ที่ร่วมงาน หรือที่อยู่ในวงงาน หรือในโรงมหรสพนั้นแสดงความเคารพ โดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๕. เมื่อได้เห็นผู้ใดไม่แสดงความเคารพดังกล่าวในข้อ ๑–๒–๓ และ ๔ นั้น พึงช่วยกันตักเตือนชี้แจงให้เห็นความสำคัญแห่งการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี

ประกาศมา ณ วันที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๒

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2568

ภาวะผู้นำ ก็คือคุณสมบัติ
เช่น สติปัญญา ความดีงาม
ความรู้ความสามารถของบุคคล
ที่ชักนำให้คนทั้งหลายมาประสานกัน
และพากันไปสู่จุดหมายที่ดีงาม

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

‘ยูเออี’ เตือน ‘อิสราเอล’ อย่าทำลายความสัมพันธ์ ด้วยการล้ำเส้น!! ผนวกดินแดนเวสต์แบงก์

(5 ก.ย. 68) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกคำเตือนถึงอิสราเอลว่า การผนวกพื้นที่เวสต์แบงก์จะเป็นการ 'ล้ำเส้น' และบั่นทอนจิตวิญญาณของข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ที่ทำให้อาหรับและอิสราเอลเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2020

ลานา นุสเซย์เบห์ (Lana Nusseibeh) เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศ UAE ระบุว่า หากอิสราเอลเดินหน้าตามแผน จะเป็นการปิดตายทางออกแบบสองรัฐระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ พร้อมย้ำว่าการผนวกจะทำลายฉันทามติสากลที่เห็นว่าความขัดแย้งควรจบลงด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของสองรัฐ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศปาเลสไตน์ออกแถลงการณ์สนับสนุนจุดยืนของ UAE ขณะที่อิสราเอลยังไม่ให้ความเห็น แต่คำเตือนนี้มีขึ้นหลังจาก เบซาเลล สโมทริช (Bezalel Smotrich) รัฐมนตรีการคลังสายขวาจัดของอิสราเอล เสนอแผนผนวกพื้นที่ราว 82% ของเวสต์แบงก์เข้าสู่ 'อธิปไตยอิสราเอล' โดยเหลือไว้เพียงเขตเมืองปาเลสไตน์ไม่กี่แห่ง

ปัจจุบันอิสราเอลสร้างนิคมชาวยิวแล้วราว 160 แห่ง มีผู้อยู่อาศัย 700,000 คน ในดินแดนที่ปาเลสไตน์หวังจะจัดตั้งรัฐของตนเอง ขณะที่มีชาวปาเลสไตน์กว่า 3.3 ล้านคนอาศัยอยู่ร่วมกันในเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออก นิคมเหล่านี้ถูกมองว่าผิดกฎหมายตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นชนวนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top