Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

‘อ.พวงทอง’ แนะพรรค ปชน. เปลี่ยนท่าที โหวต ‘ชัยเกษม’ เป็นนายกฯ พร้อมยุบสภา เผยประชาชนเริ่มหมดศรัทธา เหตุ ปชน. ไม่ใช่ผู้กำหนดเกมอย่างที่หลายคนเข้าใจ

(4 ก.ย. 68) ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นลงเฟซบุ๊กส่วนตัว Puangthong Pawakapan กรณีการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตอนนี้การคัดค้านโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ เปลี่ยนจากความไม่ไว้วางใจ ภท. ไปสู่ความไม่พอใจการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบ ผลคือความไม่พอใจต่อ ปชน. รุนแรงมากขึ้นอีก มันยากที่จะทำให้คนยอมรับการตัดสินใจนี้ได้

“เราเห็นด้วยกับข้อเสนอของพี่ถึก พรรค ปชน. ควรโหวตให้ อ.ชัยเกษม และให้ประกาศยุบสภาทันที การล้มข้อตกลงกับอนุทินยังทำได้ เพราะกระบวนตามระบอบประชาธิปไตยถูกแทรกแซงอย่างเห็นได้ชัด พรรค ปชน. ไม่ใช่คนคุมเกม ไม่ใช่คนกำหนดกติกาอย่างที่เข้าใจ”

ปตท. จับมือ วว. เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมพลังงาน เป้าหมายเพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคงและยั่งยืน

(4 ก.ย. 68) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยี เช่น การประยุกต์ใช้แพลตฟอร์ม AIoT ในระบบ Energy Management การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจับคู่ความร่วมมือรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของ ปตท. และ วว. เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจไทยให้มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

‘อัครเดช’ ดัน พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ เข้าสภาฯ หวังช่วยแก้ปัญหาต่างชาติดัมพ์ราคา – สินค้าไร้มาตรฐาน

‘อัครเดช’ ดัน ร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เข้าสภาฯ ปกป้องผู้บริโภคไทย ส่งเสริม SME ไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

(4 ก.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ และประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยกล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ที่ตนเสนอจะเป็นการแก้ไขแทนร่างพระราชบัญญัติเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อให้กฎหมายตอบโจทย์กับความเปลี่ยนแปลงไปของสังคมในยุคปัจจุบัน โดยย้ำว่า การแข่งขันทางการค้าในปัจจุบันมีความสำคัญและส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ของพ่อแม่พี่น้องคนไทย โดยเฉพาะเมื่อเกิดการผูกขาดสินค้า

นายอัครเดช กล่าวต่อว่า ร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ฉบับที่ตนเสนอนั้น มีเหตุผลสำคัญ 3 ประการที่เห็นว่าต้องมีการปรับปรุง ประกอบด้วย
1.การป้องกันและขจัดปัญหาความคลุมเครือของขอบเขตการบังคับใช้ของกฎหมาย กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำผิดกฎหมายนอกราชอาณาจักร แต่ผลการกระทำมีอิทธิพลต่อตลาดไทย ส่งผลต่อปัญหาในการลงโทษผู้กระทำผิด และปัญหาด้านการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการแข่งขันทางการค้า
2.การกำหนดอายุการฟ้องคดีที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน
3.ประเด็นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าที่ไม่มีรายละเอียดเพียงพอ

นายอัครเดช ยกตัวอย่างปัญหาให้เห็นภาพชัดเจน เช่น การที่ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาดัมพ์ราคาตลาดสินค้าหลากประเภทในประเทศไทย ซึ่งเป็นการทำลายผู้ประกอบการรายอื่นและผู้บริโภค นอกจากนี้เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ตนได้ไปตรวจเยี่ยมการตรวจตราสินค้าที่ด่านศุลกากรเชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งได้เห็นความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ แต่ก็ยังมีสินค้าไร้ มอก. หลุดมาเสมอ แต่ก็มีทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คอยตามจับกุม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ คือ ปัญหาหลักที่สะท้อนถึงการแข่งขันทางการค้าที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องการจะแก้ไขให้สามารถเอาผิดผู้ประกอบการต่างชาติได้ จะได้ไม่เกิดปัญหาเช่นนี้อีก

ประเด็นต่อมา คือ อายุความการดำเนินคดี โดยจะแก้ไขให้ปรับอายุความฟ้องร้องเป็น 3 ปี จากเดิมที่กำหนด 1 ปี เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงประเด็นการเผยแพร่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องหรือผู้มีส่วนได้เสียได้เข้าถึงคำวินิจฉัยอย่างละเอียด อันจะช่วยสร้างความโปร่งใส ความสุจริตให้มีมากขึ้น

นอกจากนี้จะมีการแก้ไขอำนาจของคณะกรรมการฯ และการเพิ่มผู้เชี่ยวชาญในด้านการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า อันจะช่วยให้คณะกรรมการฯ มีความสามารถในการพิจารณาคดีมากขึ้น และสุดท้าย คือ รายงานประจำปีที่ต้องส่งให้คณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎร จะกำหนดให้ต้องเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อให้มีการตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการฯ อันจะช่วยให้คดีต่าง ๆ ที่เข้าสู่คณะกรรมการฯ เป็นไปอย่างโปร่งใสมากขึ้น

“ร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ที่ตนเสนอ มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขและมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องและประเทศชาติ รวมทั้งจะสอดคล้องกับสถานการณ์บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะช่วยให้การแข่งขันทางการค้ามีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการในประเทศไทยด้วย” นายอัครเดช กล่าว

‘นารา เครปกะเทย’ รอดคุก ม.112 คดีโพสต์เฟซบุ๊กปี 63 ศาลให้โอกาส รอลงอาญา 2 ปี พร้อมคุมประพฤติ 1 ปี

(3 ก.ย. 68) ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดี “นารา เครปกะเทย” หรือ อนิวัติ ประทุมถิ่น คอนเทนต์ครีเอเตอร์ วัย 26 ปี ในข้อหาตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊กและคอมเมนต์ใต้โพสต์ของตัวเองในปี 2563 เกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน

ศาลพิพากษาว่า นารามีความผิดตามฟ้อง โดยจำคุก 3 ปี แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ปี 6 เดือน เนื่องจากให้การรับสารภาพและสำนึกผิด โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานทุก 3 เดือน และให้บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะรวม 24 ชั่วโมง ในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพและวันคล้ายวันสวรรคตของรัชกาลที่ 9 พร้อมห้ามกระทำผิดซ้ำ

หลังฟังคำพิพากษา นาราโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “รอดค่ะ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนู รอลงอาญา 2 ปีค่ะ” และกล่าวว่ารู้สึกโล่งใจ ดีใจที่ศาลให้โอกาส จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำงานหาเงินใช้หนี้ และหากมีเวลาอยากบวชให้น้อง

คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 2 ของนารา โดยคดีแรกศาลอาญาพิพากษายกฟ้องจากกรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมแสดงในคลิปโฆษณาแคมเปญของลาซาด้าในเดือนพฤษภาคม 2565 ขณะที่คดีปัจจุบันมีผู้แจ้งความคือ อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่ม ศปปส. ซึ่งร้องทุกข์ต่อ บก.ปอท. ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ฟ้อง และประกันตัวตามลำดับ

หน่วยข่าวกรองรัสเซียแฉ!! ‘นายกฯ เยอรมนี’ สั่งซ่อนหลักฐาน การส่งมิสไซล์ทอรัส (Taurus) ให้ยูเครน…เพราะกลัวโดนหางเลข

(4 ก.ย. 68) สำนักข่าวสปุตนิกรายงานว่า กองข่าวกรองต่างประเทศรัสเซีย (SVR) ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟริดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) ได้สั่งให้ซ่อนการมีส่วนร่วมของเยอรมนีในการส่งมิสไซล์ทอรัส (Taurus) ไปยังยูเครนให้มากที่สุด 

SVR ระบุว่า เมิร์ซตระหนักถึงความเสี่ยงที่เยอรมนีอาจมีส่วนร่วมโดยตรงในการปฏิบัติการทางทหารต่อรัสเซีย จึงสั่งให้ลบเครื่องหมายโรงงานและเปลี่ยนชิ้นส่วนบางส่วนของมิสไซล์เพื่อปกปิดร่องรอย แต่ก็ยอมรับว่ามิสไซล์เหล่านี้ยังคงถูกใช้งานโดยเจ้าหน้าที่ทหารเยอรมันที่ส่งไปยูเครน

กองข่าวกรองต่างประเทศรัสเซียยังระบุว่า นักการเมืองเยอรมันกังวลว่าการใช้มิสไซล์ทอรัสกับรัสเซียอาจทำให้เกิดการตอบโต้แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจกระทบถึงทุกพื้นที่ของเยอรมนี ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญยุโรปหลายคนก็สงสัยต่อคำกล่าวเชิงรุนแรงที่ต่อต้านรัสเซียของนายกฯ เมิร์ซ ซึ่งสวนทางกับความพยายามของรัสเซีย และสหรัฐในการเจรจายุติสงครามกับยูเครน

อินโนพาวเวอร์ – ITEL ผนึกกำลังขับเคลื่อน ESG ปักหมุด Green Data Center ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%

(4 ก.ย. 68) บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ได้ร่วมสนับสนุน บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำของประเทศไทย โดยมอบใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (International Renewable Energy Certificate: I-REC) ทำให้ Data Center ของ ITEL ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตอกย้ำพันธกิจ ESG มุ่งสู่ธุรกิจ Green Data Center สร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในยุคดิจิทัล

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ส่งมอบใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (International Renewable Energy Certificate: I-REC) ให้กับ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL โดย ดร.บัณฑิต รุ่งเจริญพร กรรมการผู้จัดการ ITEL เข้าร่วมรับมอบ ซึ่ง อินโนพาวเวอร์ได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายของพันธมิตร โดยเฉพาะธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่ส่งเสริมการเติบโตระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอย่าง ITEL การสนับสนุนด้วยกลไก REC เปรียบเสมือนเป็น สะพานเชื่อม ให้ระหว่างแหล่งผลิตพลังงานสะอาดกับ
ภาคธุรกิจ ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ เดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณค่าด้านธุรกิจไปพร้อมกัน

อินโนพาวเวอร์ พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรด้านการลดคาร์บอน (Decarbonization Partner) ที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ เดินหน้าสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อวางแผนในระยะสั้นและระยะกลาง สำหรับการลงทุนที่คุ้มค่าและช่วยลดต้นทุนธุรกิจไปพร้อมกับการพัฒนาโปรไฟล์ด้านความยั่งยืน เช่น ในธุรกิจ Data Center เราสามารถนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาวได้

ด้าน ดร.ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ระบุว่า การที่บริษัทฯ ได้ขึ้นทะเบียนรับใบรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน I-REC จากอินโนพาวเวอร์ในครั้งนี้ ยืนยันถึงการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% สำหรับการดำเนินธุรกิจ Data Center ของบริษัทฯ ช่วยตอกย้ำพันธกิจของ ITEL ในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, and Governance) ผ่านการใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

ทั้งนี้ การรับใบรับรอง I-REC ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของแผนการพัฒนาของ ITEL ในด้านการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในฐานะ 
“ศูนย์สำรองข้อมูลสีเขียว” (Green Data Center) รายสำคัญของประเทศ ที่สามารถรองรับความต้องการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) และ
ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีการขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าหลักของ ITEL อย่างกลุ่มสถาบันการเงิน ประกันภัย และผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Provider) ที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เซิร์ฟเวอร์ และเครือข่ายที่เสถียรพร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน

“ใบรับรอง I-REC ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงการยกระดับมาตรฐานทางด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ของ ITEL ได้อีกเช่นกัน เพราะบริษัทฯ สามารถนำใบรับรองดังกล่าวไปใช้เพื่อรายงานผลตามมาตรฐาน “Greenhouse Gas Protocol Scope 2 Reporting” สำหรับการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการใช้พลังงานหมุนเวียน และการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกได้อีกด้วย” ดร.ณัฐนัย กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับแผนในอนาคต อินโนพาวเวอร์มีเป้าหมายขยายการสนับสนุน REC ให้ครอบคลุมทุกภาคธุรกิจ ทั้งอุตสาหกรรม การผลิต การพาณิชย์ และดิจิทัล ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่จนถึง SMEs โดยนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ REC ควบคู่กับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Bundle) หรือการซื้อขายเพียงใบรับรองพลังงานสะอาดตามมาตรฐานสากล (Unbundle) เพื่อให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เหมาะสมกับธุรกิจของตน

พร้อมกันนี้ อินโนพาวเวอร์ยังร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนามาตรฐานการซื้อขาย REC ให้โปร่งใส น่าเชื่อถือ และสร้างระบบนิเวศที่เข้าถึงได้สำหรับทุกองค์กร

‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ส่งหนังสือโต้ ‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ ชี้รื้อหมู่บ้านเขมร ละเมิด MOU ควรรอผลหารือ GBC-JBC

(4 ก.ย. 68) ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา นายอุม เรียเตรย ได้ส่งหนังสือถึงนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วของไทย ขอให้ยุติการสั่งย้ายชาวกัมพูชาที่อยู่อาศัยในพื้นที่บ้านจกเจยและบ้านเปรยจัน ซึ่งตรงกับพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ฝั่งไทย โดยย้ำว่าควรรอผลการหารือของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่มีหน้าที่โดยตรงด้านเขตแดน

ในหนังสือ ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจยระบุว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวที่กระทบต่อชาวบ้านถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจปี 2543 และข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา รวมถึงเจตนารมณ์ของการประชุมระดับทวิภาคีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศคงสถานการณ์เดิมและส่งเรื่องให้กลไกอย่างเป็นทางการแก้ไขตามกระบวนการสันติ

กัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของตนมาโดยตลอด และชาวบ้านที่อยู่อาศัยอยู่ในปัจจุบันก็มีรากฐานจากผู้ลี้ภัยในยุคเขมรแดงซึ่งเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน จึงไม่ควรถูกบังคับย้ายออกไปโดยไม่ได้รับการเจรจา

โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้ว่าฯสระแก้วได้มีหนังสือถึงฝ่ายกัมพูชาเมื่อ 29 สิงหาคม ขอให้ย้ายชาวบ้าน 170 ครัวเรือนที่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยออกจากพื้นที่ โดยแบ่งเป็นบ้านจกเจย 135 ครัวเรือน และบ้านเปรยจัน 35 ครัวเรือน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วของไทย

เงินกองทุนน้ำมันฯ ติดลบต่ำสุดในรอบ 4 ปี คาดพลิกเป็นบวกปลายปี หลังมีเงินไหลเข้า 6 พันล้าน/เดือน

(4 ก.ย. 68) กองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดติดลบเหลือ -22,982 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 หลังหยุดชดเชยราคาน้ำมันทุกชนิดและหันกลับมาเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ แทน ส่งผลให้ปัจจุบันกองทุนฯ มีเงินไหลเข้ากว่า 6,000 ล้านบาทต่อเดือน คาดเงินกองทุนฯ พลิกเป็นบวกได้ในเดือน ธ.ค. 2568 นี้ 

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่าถึงสถานการณ์เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายสัปดาห์ว่า สถานะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ณ วันที่ 31 ส.ค. 2568 ว่าเงินกองทุนฯ ยังคงติดลบ แต่ทยอยติดลบลดลงเหลือ -22,982 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบรวม -42,942 ล้านบาท เพราะนำไปช่วยพยุงราคาขายปลีก LPG ในประเทศ และมาจากบัญชีน้ำมันที่มีรายรับเข้ามารวม 19,960 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามวงเงินรวมของกองทุนฯ ที่ยังติดลบอยู่ -22,982 ล้านบาท นับว่าเป็นการติดลบที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 หรือน้อยที่สุดในรอบ 4 ปี ทั้งนี้เนื่องจากกองทุนฯ ได้ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันทุกชนิด และหันไปเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ ทั้งหมด ตั้งแต่ 6 ส.ค. 2567 เป็นต้นมา ส่งผลให้บัญชีน้ำมันมีเงินไหลเข้าเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี จำนวน 773 ล้านบาท ในเดือน พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา และปัจจุบันบัญชีน้ำมันมีเงินไหลเข้ารวม 19,960 ล้านบาท

สำหรับเงินไหลเข้ารายวัน ปัจจุบันมีเงินเข้ากองทุนฯ รวม 212.78 ล้านบาทต่อวัน  (ประมาณ 6,383 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งมาจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ 185.09 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 5,552 ล้านบาทต่อเดือน) และมาจากโรงแยกก๊าซ 27.69 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 830 ล้านบาทต่อเดือน)

โดยผู้ใช้น้ำมันต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตามประกาศของ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ล่าสุดดังนี้ ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ถูกเรียกเก็บ 3 บาทต่อลิตร , น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เรียกเก็บ 1.90 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เรียกเก็บ 3.60 บาทต่อลิตร และเบนซินธรรมดา ออกเทน 95 เรียกเก็บ 9.60 บาทต่อลิตร ส่วนผู้ใช้ดีเซล และดีเซล B20 ถูกเรียกเก็บ 1.40 บาทต่อลิตร และผู้ใช้ดีเซลเกรดพรีเมียม ถูกเรียกเก็บ 2.90 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตามกองทุนฯ ยังคงมีภาระหนี้สำคัญที่ได้กู้ยืมเงินมาจากสถาบันการเงินฯ ไว้รวม 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ 52,360 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทยอยจ่ายเงินต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามกรอบเวลาที่กู้มาแต่ละครั้ง โดยในเดือน ต.ค. 2568 นี้จะต้องจ่ายหนี้เงินต้นสูงสุดประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากนั้นจะทยอยลดลง และในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายดอกเบี้ย 250 บาทต่อเดือนด้วย โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดตามกำหนดในปี 2572

สำหรับก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และคาดว่าเงินกองทุนฯ น่าจะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 แต่เนื่องจากในช่วงเดือน มิ.ย. 2568 เกิดภาวะสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จนกองทุนฯ ต้องนำเงินไปพยุงราคาดีเซลอีกครั้ง และทำให้รายรับของกองทุนฯ ลดลง จากเดิมคาดการณ์ว่ากองทุนฯ จะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 ต้องขยับออกไปเป็นเดือน ธ.ค. 2568 นี้แทน เนื่องจากกองทุนฯ มีรายรับประมาณ 6 พันล้านบาทต่อเดือน ขณะที่เงินกองทุนฯ ปัจจุบันติดลบอยู่ -22,982 ล้านบาท

สำหรับราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 4 ก.ย. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 69.39 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 0.01 เหรียญหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 63.23 เหรียญหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 66.87 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ด้านค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 4 ก.ย. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 3.31 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.03 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.09 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.14 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 3.99 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 1.51 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่าง 1-4 ก.ย. 2568 อยู่ที่ 2.37 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสม 1.5-2 บาทต่อลิตร)

5 กันยายน พ.ศ. 2515 ย้อนเหตุการณ์สังหารหมู่นักกีฬาอิสราเอล 11 คน + โศกนาฏกรรมช็อกโลกในมหกรรมโอลิมปิกมิวนิค

ครบรอบ 53 ปี เหตุการณ์ ก่อการร้ายโอลิมปิกมิวนิค โดยกลุ่มก่อการร้าย ‘Black September’ ได้สังหาร นักกีฬาและเจ้าหน้าที่อิสราเอลเสียชีวิตไปถึง 11 คน นับเป็นโศกนาฏกรรมในความทรงจำของกีฬาโอลิมปิกที่ยากจะลบเลือน

ระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ในปี 1972 (พ.ศ.2515) ผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ ที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มกันยายนทมิฬ (BLACK SEPTEMBER) จำนวน 8 คน พร้อมอาวุธปืนและลูกระเบิด ได้บุกเข้าไปในบ้านพักนักกีฬา และสังหารนักกีฬาอิสราเอลเสียชีวิต 2 คน พร้อมกับจับตัวนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ชาวอิสราเอล 9 คนไว้เป็นตัวประกัน

สาเหตุของการจับตัวประกันครั้งนี้ กลุ่มผู้ก่อการร้ายต้องการให้ปล่อยตัวสมาชิกของกลุ่มจำนวน 236 คน ที่ถูกจองจำอยู่ทั่วโลก แต่อิสราเอลปฏิเสธข้อเรียกร้อง ผู้ก่อการร้ายจึงสังหารตัวประกันทั้ง 9 คน โดยผู้ก่อการร้ายถูกยิงเสียชีวิตไป 5 คน ยอมมอบตัว 3 คน และมีตำรวจเยอรมนีเสียชีวิต 1 คน จากการยิงต่อสู้เพื่อช่วยเหลือตัวประกัน

หลังเกิดเหตุ นักกีฬาอิสราเอลที่เหลือเดินทางกลับประเทศทันที แต่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความเศร้าเสียใจของนักกีฬาที่มาร่วมแข่งขัน ขณะที่ธงโอลิมปิกถูกลดลงครึ่งเสา เพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิต ตลอดจนการแข่งขันเสร็จสิ้น นับเป็นโศกนาฏกรรมในความทรงจำของกีฬาโอลิมปิกที่ยากจะลบเลือน

อย่างไรก็ตามหนึ่งเดือนถัดมา ก็เกิดเหตุการณ์จี้เครื่องบินของสายการบินลุฟท์ฮันซ่า เที่ยวบิน 615 เพื่อต่อรองกับรัฐบาลเยอรมันตะวันตก ให้ปล่อยตัวสมาชิกกันยายนทมิฬ 3 คน ที่ถูกจับกุมตัวอยู่ โดยในที่สุดรัฐบาลเยอรมันตะวันตกยินยอมแลกเปลี่ยนตัวประกัน

แต่ต่อมารัฐบาลอิสราเอล เปิดปฏิบัติการไล่ล่าสังหารสมาชิกกันยายนทมิฬที่เหลือรู้จักกันในชื่อ Operation Wrath of God ในปฏิบัติการครั้งนี้อนุญาตให้สายลับ Mossad ของอิสราเอลติดตาม ไล่ล่าสังหารผู้ที่เกี่ยวกับการสังหารหมู่นักกีฬาอิสราเอลที่มิวนิค เพื่อชำระแค้นอย่างเต็มรูปแบบ

‘จีน’ ประกาศเก็บภาษีไฟเบอร์ออปติก ตอบโต้สหรัฐฯ หลังวอชิงตัน ‘คว่ำบาตร’ บริษัทเคมีกว่างโจว เถิงเยว่

(4 ก.ย. 68) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเก็บภาษีตอบโต้ (anti-dumping) ต่อบริษัทไฟเบอร์ออปติกจากสหรัฐฯ อัตรา 33.3%–78.2% มีผลทันทีจนถึงเมษายน 2028 หลังพบว่าผู้ส่งออกสหรัฐฯ จงใจเปลี่ยนฉลากสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยบริษัท OFS Fitel ถูกเก็บภาษี 33.3% บริษัท Corning 37.9% และ Draka Communications Americas รวมถึงผู้ผลิตรายอื่น ๆ ถูกเก็บสูงสุด 78.2%

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทกว่างโจว เถิงเยว่ เคมีคอล (Guangzhou Tengyue Chemical) และผู้แทน 2 ราย ฐานเกี่ยวข้องกับการส่งสารสังเคราะห์ฟินทานิลและสารเสพติดไปยังสหรัฐฯ พร้อมสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดในอเมริกา และให้เอฟบีไอ (FBI) ประกาศฟ้องร้องในข้อหาลักลอบขนส่งยาเสพติดผิดกฎหมาย

จีนระบุว่า ผลสอบสวน 6 เดือนพบพฤติกรรมเลี่ยงภาษีของผู้ส่งออกสหรัฐฯ จึงนับเป็น “การสอบสวนเลี่ยงมาตรการครั้งแรก” ของจีน โดยยืนยันว่าแม้จีนพยายามใช้มาตรการทางการค้าอย่างรอบคอบ แต่ก็ต้องปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และรักษาประสิทธิภาพของมาตรการที่บังคับใช้

แม้จีนและสหรัฐฯ จะเปิดเจรจาด้านการค้าหลายรอบในปีนี้ แต่ปัญหายาเสพติดยังเป็นประเด็นร้อนที่ยังหาทางออกไม่ได้ โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนเป็นแหล่งสารตั้งต้นหลัก ขณะที่จีนยืนยันนโยบายปราบปรามยาเสพติดเข้มงวดที่สุดในโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top