Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

‘ดร.สัญญา’ ฉายภาพ 36 ปี วิศวกรรมศาสตร์ มธ. กับบทบาทสร้างคนคุณภาพที่พร้อมเปลี่ยนแปลงสังคม

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับก้าวต่อไปสู่การพัฒนาวิศวกรรุ่นใหม่ ด้วยเจตนารมณ์เดินหน้าสร้าง “ผู้สร้าง” ที่มากกว่าวิศวกร และพร้อมก้าวไปกับโลกอนาคตอย่างไม่หยุดนิ่ง

ศาสตราจารย์ ดร.สัญญา มิตรเอม คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของคณะ ในโอกาสครบรอบ 36 ปี ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ประเทศต้องการวิศวกรเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม สู่การสร้างบัณฑิตที่ไม่เพียงมีความรู้ทางเทคนิค แต่ยังมีจิตสำนึกต่อสังคม มีเสรีภาพ และความเป็นธรรม

โดย คณบดีได้เล่าถึงการพัฒนาหลักสูตรที่หลากหลายและทันสมัย การเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ Top 100 ของโลก ไปจนถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สะท้อนบทบาทของคณะในการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับประเทศ ว่า วิศวกรรม ธรรมศาสตร์ เริ่มต้นจากการที่ประเทศมีความต้องการวิศวกรเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นในช่วง 36 ปีที่ผ่านมา สามารถกล่าวได้ว่าเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้สร้างบุคลากรที่สร้างคุณค่า ต่อเศรษฐกิจและสังคม ให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ที่ธรรมศาสตร์มีแนวคิดในเรื่องของประชาธิปไตย เรื่องเสรีภาพ และเรื่องของความเป็นธรรม แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ได้ส่งต่อมาถึงตัวนักศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์เช่นเดียวกัน 

“เรามองว่าบัณฑิตของเรา นอกจากจะเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านเทคนิคแล้ว ยังต้องเป็นคนที่มีจิตสำนึกต่อสังคมในการที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม โดยใช้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมที่เขามีอยู่ ต่อยอดออกไป เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้ดียิ่งขึ้น”

และยิ่งไปกว่านั้น บัณฑิตของวิศวะ มธ. นั้น จะต้องเป็น “มากกว่าวิศวกรรม”  ซึ่งหมายถึงการสร้างบัณฑิต สร้างวิศวกรขึ้นมา แต่เป็นวิศวกรในแบบที่มีความรู้รอบด้าน ไม่ใช่เฉพาะสาขาวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นความรู้ทางศาสตร์อื่น ๆ ด้วย โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคน สามารถเลือกเรียนวิชาในคณะอื่น ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมหลากหลาย ทำให้นักศึกษาจะได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านั้นกับเพื่อนจากคณะอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองให้เกิดการพัฒนาไปเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม ดังนั้น นิยามของวิศว มธ. คือ เราไม่ใช่แค่วิศวกรที่พร้อม จะออกไปช่วยสร้างคุณค่าต่อสังคมต่อไป

“จุดยืนของเราก็คือการสร้างบุคลากรวิศวกรที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ และเป็นบุคลากรที่มีความเป็นธรรม ดังนั้นเราก็ยังหวังว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า วิศว มธ. จะยังสร้างวิศวกรในระดับมาตรฐานสากล ที่มีแนวคิดมีมุมมองที่เป็นจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ก็คือรักความเป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพ และเชื่อมั่นในความเป็นธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะคงอยู่กับวิศว มธ. ต่อไปในอนาคต”

‘ท่าเรืออาลาชานโกว’ เพิ่มเส้นทางรถไฟ ‘จีน-ยุโรป’ ทะลุ 5,000 เที่ยว ครอบคลุม 125 เส้นทาง 21 ประเทศ รองรับสินค้ากว่า 200 ประเภท

(3 ก.ย. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 1 กันยายน ท่าเรืออาลาชานโกว (Alashankou) ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ของจีน จัดการขนส่งรถไฟสินค้าจีน-ยุโรปผ่านเอเชียกลางเกิน 5,000 เที่ยวแล้ว ตามข้อมูลของบริษัท China Railway Urumqi Group

ท่าเรือได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่ง หลังโครงการรางคู่ Jinghe-Alashankou เริ่มใช้งานปีที่แล้ว ทำให้มีเส้นทางตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ และปรับปรุงเส้นทางเดิมอีกสองเส้นทาง

โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางสถานีได้ปรับรางหนึ่งเพื่อใช้ในการโหลด-ขนถ่ายสินค้าชิ้นใหญ่โดยเฉพาะ เพิ่มความสามารถจัดการสินค้าได้วันละ 7,700 ตัน และช่วยเร่งกระบวนการขนส่งให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้านศุลกากรอาลาชานโกวก็เพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยระบบแจ้งข้อมูลล่วงหน้าออนไลน์ ทำให้รถไฟขนส่งออกจากท่าเรือได้เร็วที่สุดเพียง 20 นาที ซึ่งปัจจุบันท่าเรือมีเส้นทางรถไฟจีน-ยุโรป 125 เส้นทาง ครอบคลุม 21 ประเทศ รวมถึงเยอรมนีและโปแลนด์ และขนส่งสินค้ากว่า 200 ประเภท ตั้งแต่ยานยนต์ไปจนถึงชิ้นส่วนเครื่องจักร

คอนโดหรูกลายเป็นรังยา!  ตำรวจ ดส. บุกทลายเครือข่ายไนจีเรีย–สาวไทย ยึดโคเคนพร้อมทรัพย์สิน 4 แสน

เมื่อวันที่ (2 ก.ย. 68) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผกก.ดส., พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์ และ พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล รอง ผกก.ดส. ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. นำโดย พ.ต.ต.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ บุกเข้าจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่สมุทรปราการ

ตำรวจสามารถจับกุม MR. UKWE VINCENT CHISOM อายุ 33 ปี สัญชาติไนจีเรีย และ น.ส.เกศินี หรือเล็ก พึ่งสันเทียะ อายุ 30 ปี ได้ภายในคอนโดหรูย่านศรีนครินทร์ โดยทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายโคเคน” เพื่อการค้า และแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ขณะเดียวกันผู้ต้องหาชาวไนจีเรียยังถูกดำเนินคดีข้อหา “อยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย” อีกด้วย

ของกลางที่ยึดได้ ได้แก่ โคเคนหนัก 99 กรัม กล่องไม้ซุกซ่อนยา ถุงแบ่งบรรจุ ตาชั่งดิจิตอล เทปกาว โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง พร้อมหลักฐานอื่น ๆ รวมทั้งยังตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด มูลค่ากว่า 4 แสนบาท ประกอบด้วย รถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และเงินสด 39,000 บาท

เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.สำโรงเหนือ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

'ศบ.ทก.' ไฟเขียวสร้างรั้วชายแดนไทย – เขมร ยาว 16 กม. จี้ เขมรเลิกสร้างข่าวบิดเบือน บั่นทอนความเชื่อใจระหว่างกัน

'ศบ.ทก.' เห็นชอบแผนสร้างรั้วยาว 16 กม. บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว แจง 'ไอโอที' ลงพื้นที่สังเกตการณ์ จ.ตราด แค่เก็บข้อมูล 'กต.' จี้ เขมรเลิกสร้างข่าวบิดเบือน บั่นทอนความเชื่อใจระหว่างกัน

(3 ก.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปทั้ง 2 ฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงเวลาที่ผ่านมา และจากการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เดินทางไปสังเกตการณ์ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมาได้เน้นย้ำว่าไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์เก็บข้อมูลและรายงานอย่างเป็นธรรม

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่า แผนงานในการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/ 2568 มีกำหนดการจัดระหว่างวันที่ 7-10 ก.ย. 68 ในพื้นที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยรูปแบบการประชุมเหมือนครั้งที่ 1 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วม ช่วงวันที่ 7-9 ก.ย.และจากนั้นวันที่ 10 ก.ย.เป็นการประชุม GBC หลัก และจะมีการแถลงข่าวหลังจากการประชุมในพื้นที่จังหวัดตราด ทั้งนี้ในส่วนของความมั่นคงเป็นเรื่องของการติดตามการดำเนินการบริหารจัดการบริเวณชายแดนพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยในวันเดียวกันนี้ที่ประชุมศบ.ทก. จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคง ปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจานและพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีแผนจัดสร้างรั้วระยะทาง 16 กิโลเมตร บริเวณหลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51 ซึ่งถือว่าเป็นหลักเขตแดนที่มีการสำรวจและได้ข้อยุติเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้จะมีการสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด ตลอดจนมีมาตรการดำเนินการตามกฎหมายของไทยในการประกาศใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่และแจ้งความดำเนินการกับราษฎรกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ซึ่งที่ประชุมศบ.ทก.ในวันนี้เห็นชอบในหลักการที่จังหวัดสระแก้วได้เสนอมา และจะนำข้อมูลต่างๆนำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เพื่อขออนุมัติ

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ประเด็นด้านการต่างประเทศเรื่องแรกการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งระหว่างวันที่ 26-28 ส.ค.ที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ เดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย ไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การเยือนครั้งนี้นอกจากได้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ไทยยังยืนยันความมุ่งที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา และเป็นโอกาสให้เขาได้สอบถามเพื่อปรับความเข้าใจเรื่องต่างๆให้ได้เข้าใจถูกต้อง นอกจากนี้ยังได้ประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมในโครงการรณรงค์ระดับโลกเรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด และในเวลาเดียวกันเอกอัคราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครนิวหยอก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้งเพื่อนำส่งข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติม ต่อกรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่มีทหารไทยบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง

นางมาระตี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฎรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทม์ส อ้างกรณีที่ชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย และเร็วๆนี้มีรายงานจากนิตยสาร JANES ซึ่งเป็นนิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่าจากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนหลายเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาริเริ่มการโจมตี

“ไทยห่วงกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายกัมพูชาที่ทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้หยิบยกขึ้นหารือกับรมว.การต่างประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย โดย OHCHR มองเป็นปัญหาระดับโลกเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจระหว่างกัน และยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ในลักษณะนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค สุดท้ายนี้ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากัมพูชาจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ ” นางมาระตี กล่าว

ขณะที่ น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ในการประชุมครม.วันที่ 2 ก.ย. มีมติเห็นชอบยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไทยกัมพูชา ซึ่งจะครอบคลุมกรณีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ 17 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 136 ล้านบาท และกรณีผู้บาดเจ็บสาหัส 37 ราย เป็นเงิน 29.6 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 165.6 ล้านบาท ทั้งนี้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลประชาชน เพื่อให้ได้รับเงินเยียวยาในครั้งนี้อย่างครบถ้วนและเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนทุกคนมั่นใจเราเร่งแก้ไข ฟื้นฟู และใส่ใจความเป็นอยู่ของทุกคนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รัฐบาลจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกๆก้าว เพื่อก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

‘ทรัมป์’ โพสต์ระบาย..น้อยใจ!! ‘สี จิ้นผิง’ ไม่ชวนร่วมพาเหรดที่จีน เชื่อกำลังสมคบคิดกับ ‘ปูติน-คิม จองอึน’ โค่นสหรัฐอเมริกา

(3 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเหน็บแนมประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ว่ากำลังสมคบคิดกับวลาดิมีร์ ปูติน และคิม จองอึน ต่อต้านสหรัฐฯ หลังจีนจัดงานสวนสนามวันชัยชนะครั้งใหญ่ในกรุงปักกิ่งโดยเชิญผู้นำโลก 26 คนเข้าร่วม แต่ไม่เชิญเขา

ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า “กรุณาส่งความปรารถนาดีของผมไปยังปูตินและคิม ขณะที่ท่านสมคบคิดกันต่อต้านสหรัฐอเมริกา” พร้อมทวงบุญคุณชีวิตของทหารอเมริกันที่สละชีพเพื่อชาวจีนในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่วีรกรรมเหล่านั้นไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร

แม้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ แต่ทรัมป์ยังยืนยันว่าอเมริกามีอำนาจเหนือกว่าและไม่กังวลเรื่องพันธมิตรใหม่ พร้อมระบุว่า “จีนต้องการเรา มากกว่าที่เราต้องการพวกเขา” และย้ำอีกครั้งว่าเขายังมีความสัมพันธ์ดีกับสี จิ้นผิง 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความผิดหวังต่อปูติน หลังการประชุมที่อะแลสกาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับยูเครนได้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดียูเครน วลาดิมีร์ เซเลนสกี ก็เผยว่ารัสเซียกำลังเสริมกำลังทหารในบางแนวรบ โดยปูตินยังไม่ยอมเจรจาสันติภาพ

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำคุก 'ไผ่ ดาวดิน' 2 ปี 12 เดือน ส่วน 'ครูใหญ่ อรรถพล' 2 ปี ในคดี 112 ปราศรัยที่ภูเขียวปี 64

(3 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดภูเขียวนัด นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ และ นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ครูใหญ่ 2 ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีมาตรา 112, 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้อนุญาต จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบัน ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน

คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุกคนละ 3 ปี โดย ไผ่ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำความผิดซ้ำในอนุมาตราเดียวกันภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน ส่วน ครูใหญ่ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ส่วนข้อหาอื่น ๆ พิพากษายกฟ้อง

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า  ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดี ม.112 "ไผ่ จตุภัทร์ - ครูใหญ่ อรรถพล" กรณีปราศรัยหน้า สภ.ภูเขียว จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน ส่วนครูใหญ่ 2 ปี อยู่ระหว่างยื่นประกันชั้นฎีกา

ขณะที่ เฟซบุ๊ก Pai Jatupat ของไผ่ จตุภัทร์ ระบุว่า ด่วนนิดหน่อย ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก วันนี้เข้าเรือนจำ

โซเชียลเขมรระอุ!! เพจดังเผยภาพ ‘พระราชวังหลวงกัมพูชา’ เต็มไปด้วยขยะเกลื่อน แถมมีเจ้าหน้าที่ยืนปัสสาวะข้างกำแพง

(3 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force เผยภาพชวนช็อกจากพระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล กรุงพนมเปญ หรือพระราชวังหลวงกัมพูชา ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยว แต่กลับพบกองขยะเกลื่อนกลาด และมีชายในเครื่องแบบคล้ายทหาร–ตำรวจยืนหันหน้าเข้ากำแพงทำท่าคล้ายปัสสาวะ

ภาพดังกล่าวสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโซเชียลไทย หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมว่าบุคคลในเครื่องแบบสามารถปฏิบัติแบบนั้นได้หรือไม่ เพราะถือว่าไม่ให้เกียรติสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นหน้าเป็นตาของชาติ ขณะที่บางคนแชร์ประสบการณ์ว่าเคยพบเห็นปัญหาขยะในกัมพูชามานานหลายสิบปี

ชาวเน็ตบางส่วนเล่าว่า เมื่อเคยเดินทางไปพนมเปญหรือเสียมราฐก็พบปัญหาสิ่งแวดล้อมและความไม่สะอาดอยู่ทั่วไป ตั้งแต่ตลาด ร้านอาหาร ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะ พร้อมสะท้อนว่าปัญหานี้อาจสะสมมานานและสะท้อนถึงการจัดการของรัฐที่ยังขาดประสิทธิภาพ

สำหรับพระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล หรือที่คนไทยเรียกว่า “พระราชวังเขมรินทร์” สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2408 ในรัชกาลสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำจตุมุข 4 สายที่บรรจบกัน ถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการปกครองของกัมพูชา แต่กลับถูกบดบังภาพลักษณ์ด้วยภาพกองขยะและพฤติกรรมไม่เหมาะสมในครั้งนี้

‘เพนกวิน’ เขียนจดหมายเปิดผนึก ประณามพรรคประชาชน หนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ลั่น อย่าเอาการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตย ไปขายกับสัญญาลมๆ แล้งๆ

(3 ก.ย.68) ‘เพนกวิน’ พริษฐ์ ชิวารักษ์ ผู้ต้องหาคดี 112 ซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความถึงพรรคประชาชน ว่า จดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคประชาชนทุกท่าน

ผมเพิ่งได้ทราบข่าวว่า พรรคประชาชนได้ตัดสินใจว่าจะยกมือสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ผมได้เคยรู้จักมักคุ้นกับบางท่านในคณะกรรมการบริหารพรรค หลายท่านเคยร่วมกันต่อสู้ในขบวนการประชาธิปไตยในหลายวาระโอกาส ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ผมจะต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้เพื่อแสดงความคิดเห็นของผม (และอีกหลายคน) ที่เคยร่วมขบวนต่อสู้ด้วยกันต่อกรณีดังกล่าว

ผมเข้าใจดีว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก ท่านอาจรู้สึกว่าจำเป็นต้องเลือกระหว่างการจับมือกับพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยที่เคยผิดคำพูดและหักหลังท่าน ท่านอาจรู้สึกว่าการเสียสัตย์ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนั้น เป็นเรื่องที่ท่านเจ็บปวด จนจำต้องสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผมเห็นด้วยว่า การผิดคำของพรรคเพื่อไทยครั้งนั้น เป็นเรื่องร้ายแรงมาก และประชาชนจะลงทัณฑ์พรรคเพื่อไทยเอง อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ท่านควรจะคิดจับมือกับนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างใด

นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ในรัฐสภา ณ ขณะนี้ ในอดีตที่ผ่านมา พรรคนี้มีประวัติร่วมมือกับกองทัพและ … ทำลายประชาธิปไตยมานับครั้งไม่ถ้วน ในอดีตคนของพรรคนี้ก็เคยทำร้ายขบวนการประชาธิปไตยปี 63 มาอย่างสาหัส จนทำให้หลายคนเสียอิสรภาพและบาดเจ็บรุนแรง ในช่วงปีสองปีนี้ ก็ยังเป็นตัวการขัดขวางกระบวนการนิรโทษกรรมและการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นหัวใจหลักของการแก้ไขปัญหาการเมืองเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤติการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา ตัวนายอนุทินก็ได้ดำเนินนโยบายสาธารณสุขอย่างฉ้อฉลจนมีคนบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน

ที่สำคัญที่สุด ทุกคนที่ติดตามการเมืองย่อมทราบดีว่านายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับ … จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของ … ในรัฐสภา ผมเชื่อว่าทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ ทุกท่านในพรรคประชาชนทราบเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เมื่อทราบเช่นนี้ พวกท่านในฐานะเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยและปรารถนาประชาธิปไตยที่ไม่มีอำนาจนอกระบบแทรกแซง จะไปจับมือสนับสนุนพวกเขาได้อย่างไร

การที่พวกท่านจะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็นเหมือนการติดปีกให้เสือบินได้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทย ในฐานะตัวแทนของ … เข้าถึงอำนาจรัฐและทรัพยากรรัฐได้อย่างเต็มที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งท้ายที่สุด หลังจากที่ท่านยกมือให้พวกเขาแล้ว พวกเขาจะทรยศพวกท่านและใช้อำนาจพร้อมทั้งทรัพยากรดังกล่าวทำร้ายพวกท่านพรรคประชาชน รวมถึงทำร้ายขบวนการประชาธิปไตยทั้งองคาพยพ

นอกจากนี้ ที่ร้ายแรงที่สุดคือการตัดสินใจของท่านในครั้งนี้ เป็นการทำร้ายตัวท่านเอง การที่ท่านจะยกมือให้กับศัตรูอันดับหนึ่งของฝ่ายประชาธิปไตยนั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าท่านได้เคลื่อนออกไปจากจุดยืนประชาธิปไตยเสียแล้ว จริงอยู่ ท่านอาจคิดเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยผิดคำหักหลังท่านไปครั้งหนึ่งว่า “พวกเขาทำได้ พวกเราก็ต้องทำบ้าง” ผมจะขอเตือนว่าความคิดเช่นนี้นั้น หากท่านคิดอยู่ให้เลิกคิดเสียเพราะเป็นเรื่องผิดถนัด เพราะที่ผ่านมา ท่านได้รับการสนับสนุนและแรงศรัทธาจากผู้คนในขบวนการประชาธิปไตยในฐานะ “ความหวังของความก้าวหน้า” หลายคนคาดหวังกับท่านว่า ท่านจะเป็นพรรคการเมืองที่มั่นคงในจุดยืนและสามารถผลักดันเป้าหมายการปฏิรูปประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นจริง ผิดกับพรรคเพื่อไทยที่ในระยะหลังนี้ไม่ได้ถูกคาดหวังในเรื่องนี้มากนัก ท่านจึงจะต้องรักษาจุดยืนให้มั่นคงเป็นพิเศษ หากท่านไม่รักษาความมั่นคงในจุดยืน ก็เท่ากับว่าท่านได้ถดถอยไปเป็นพรรคการเมืองดาษดื่นทั่วไป มิใช่ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ดังที่ผมและหลายคนเคยเคารพท่านในฐานะนั้น

ดังนั้น ท่านอย่าปล่อยให้ความอยากแก้แค้นคนที่หักหลังท่านครอบงำ จนประพฤติตัวเหมือนคนที่หักหลังท่านเสียเอง การที่ท่านจะไปสร้างแนวร่วมกับพรรคภูมิใจไทย อันเป็นพรรคฝ่ายจารีตสุดขั้วนั้น ทำลายความคาดหวังที่ผมและหลายคนมีต่อตัวท่านอย่างถึงที่สุด เพราะคนที่จับมือกับตัวแทนของ … ในรัฐสภาได้นั้น ไม่อาจเป็นความหวังให้กับการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใด ๆ ได้ทั้งสิ้น

ด้วยเหตุดังนี้ ผมขอประณามถ้อยแถลงที่ท่านจะสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี การตัดสินใจดังนี้เป็นการทำให้การปฏิรูปการเมืองถดถอย และเป็นการทรยศหักหลังการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปี 2563 อย่างรุนแรง ผมขอให้พวกท่านทบทวนการตัดสินใจนี้อีกครั้ง อย่าได้หลงเล่ห์หลงกลของฝ่ายจารีตนิยมสุดขั้ว มิเช่นนั้นจะถูกหักหลังเหมือนกับคนที่เคยหักหลังท่านไปทำข้อตกลงกับฝ่ายจารีตเมื่อสองปีที่แล้ว ซึ่งบัดนี้พวกเขาก็ถูกฝ่ายจารีตหักหลังอย่างรุนแรงเสียแล้ว

ในโอกาสนี้ ผมยังขอให้เพื่อนพ้องที่เคยร่วมต่อสู้ด้วยกันมาในปี 2563 ที่ทำงานในพรรคประชาชน ณ ขณะนี้ร่วมกันส่งเสียงจากในพรรค เพื่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจของพรรคทบทวนการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้โดยเร็ว และขอให้มิตรสหายนักเคลื่อนไหวที่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน งดสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูลและพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าในทางใด อย่าปล่อยให้การต่อสู้ที่ผ่านมาเป็นเรื่องสูญเปล่า อย่าเอาการต่อสู้ไปขายกับสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ของฝ่ายจารีต ซึ่งประวัติศาสตร์ได้บอกไว้แล้วว่าเป็นขั้วการเมืองที่ฝ่ายประชาธิปไตยเราไม่สามารถไว้วางใจได้เลย

ท้ายที่สุด แม้พรรคประชาชนจะเสียความน่าศรัทธาไปมากจากการสื่อสารว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ยังกอบกู้ความศรัทธานั้นคืนมาได้ทันโดยการเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย แต่หากท่านจะตัดสินใจสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยจริง ๆ ผมก็ทำได้เพียงแสดงความเสียใจ และจะคงสนับสนุนเฉพาะตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านที่ยังมีจุดยืนมั่นคงในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ก็คงไม่อาจสนับสนุนในฐานะพรรคได้อีก และไม่อาจเลือกพรรคประชาชนได้เหมือนที่เลือกพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งครั้งก่อน ผมเชื่อว่า มีอีกหลายคนที่มีความรู้สึกทำนองเดียวกัน

ขอให้ท่านได้โปรดพิจารณา เพื่อประโยชน์แห่งสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยของประชาชนไทย

พริษฐ์ ชิวารักษ์

มุกดาหาร -​ ชาวบ้านร้อง!! ถูกแก๊งเงินกู้นอกระบบโหดข่มขู่ ยิงปืนโชว์ต่อหน้ากล้อง

(3 ก.ย. 68) จากกรณีเหตุการณ์ทวงหนี้ที่ปรากฏในสื่อโซเชียล เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 20.00 น พลตำรวจตรี ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และ พันตำรวจเอก​ กิตเตชิษฐ์​ บำรุง​ รอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ได้สั่งการให้ พันตำรวจเอกประยุทธ์ เรือนทองคำ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร และพันตำรวจเอก วิจิตร บุญวรรณ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ดำเนินการ สืบสวนติดตาม ผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างเด็ดขาด โดย ชุดสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร และกก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ จากการสอบถามข้อมูล จากผู้เสียหายทราบว่า คลิปดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2567​ ที่ผ่านมา และได้ให้ข้อมูลว่า การทวงหนี้ดังกล่าวเกิดจากการที่ตนได้กู้​เงินกับ นายทักษ์ดนัย หรือเล้ง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้​ สภ.เมืองมุกดาหาร จึงได้สืบสวนจนทราบที่อยู่ของนายเล้ง และได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเช่าเลขที่ 14/1 ซอยตาดแคน 14 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งนายทักษ์ดนัยฯ เป็นผู้เช่าอาศัย ตรวจค้นพบบัตรโฆษณาให้กู้เงิน จึงได้จับกุม ในความผิดฐาน ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้ก่อเหตุในคลิป ผู้เสียหายให้ข้อมูลว่าเป็นลูกน้องของนายเล้ง ชื่อ นายฟลุ๊ค และนายหนุ่ม ซึ่งได้นำอาวุธปืนแก๊ป แบบแก๊ปวง (ปืนเด็กเล่น)​ มากระทำลักษณะตามที่ปรากฏตามคลิป จากการสืบสวนทราบว่าปัจจุบันทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารแล้ว สภ.เมืองมุกดาหาร จะได้ดำเนินการสืบสวนขยายผล ติดตามตัวมาดำเนินคดีในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน

4 กันยายน พ.ศ. 2480 กองทัพเรือ รับมอบเรือดำน้ำ 2 ลำแรกจากญี่ปุ่น พร้อมกำหนดให้วันนี้เป็น ‘วันเรือดำน้ำ’ ของไทย

วันนี้ เมื่อ 88 ปีก่อน กองทัพเรือไทย มีพิธีรับมอบเรือดำน้ำจากบริษัทญี่ปุ่น 2 ลำ คือ เรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณ ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2480 จึงถือเอาเป็นวันเรือดำน้ำไทย

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2480 บริษัท มิตซูบิชิ โชยีไกชา จำกัด แห่งเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญาการว่าจ้างต่อเรือดำน้ำจำนวน 4 ลำ ให้กับกองทัพเรือ ได้สร้างเรือดำน้ำ 2 ลำแรก เสร็จสมบูรณ์ ได้แก่ เรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณ และได้ทำพิธีส่งมอบเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำ ให้แก่กองทัพเรือ นับว่าเป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์กองทัพเรือ ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2481 บริษัท มิตซูบิชิฯ สร้างเรือดำน้ำอีก 2 ลำ คือ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพลเสร็จสมบูรณ์

เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำได้ออกเดินทางจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2481 และเดินทางถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2481 ตามลำพังโดยปราศจากเรือพี่เลี้ยง ซึ่งยังความประหลาดใจแก่ชาวญี่ปุ่นและชาวอเมริกันเป็นอันมาก

เพราะเรือดำน้ำขนาดเล็กเช่นนี้ต่างประเทศย่อมมีเรือพี่เลี้ยงทั้งสิ้น นี้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความกล้าหาญและความสามารถของกำลังพลประจำเรือดำน้ำของกองทัพเรือ และเข้าประจำการเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2481 ได้ออกปฏิบัติการในสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่ 2

เรือหลวงมัจฉาณุปลดประจำการเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2494 พร้อมกันทั้ง 4 ลำ เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลก และไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และโรงงานแบตเตอรี่ของไทยที่ตั้งขึ้นก็ไม่สามารถผลิตแบตเตอรี่สำหรับใช้ประจำเรือได้ ประกอบกับเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2494 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนาดใหญ่ในกองทัพเรือ มีคำสั่งยุบหมวดเรือดำน้ำ โอนย้ายไปรวมกับหมวดเรือตรวจฝั่งที่ตั้งขึ้น ซึ่งเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ได้รับใช้ราชการในกองทัพเรือเป็นเวลากว่า 14 ปีเต็ม

ภายหลังปลดประจำการ เรือทั้งสี่ลำได้นำมาจอดเทียบกันที่ท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช ต่อมาได้มีการขายเรือให้กับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เพื่อทำการศึกษาและ Reverse engineering คงเหลือแต่หอบังคับการ อาวุธปืน และกล้องส่อง ทางกองทัพเรือได้นำมาจัดสร้างสะพานเรือจำลอง จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ หน้าโรงเรียนนายเรือ และที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ

ต่อมากองทัพเรือได้กำหนดให้วันที่ 4 กันยายน ของทุกปีเป็น “วันเรือดำน้ำ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิก อดีตทหารเรือ ที่เคยเป็นนักดำเรือดำน้ำ กลุ่มชมรมเรือดำน้ำ และนายทหารประจำการที่เคยศึกษาวิชาเรือดำน้ำยุคใหม่ได้พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน รวมทั้งได้ร่วมทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับนักดำเรือดำน้ำไทยในอดีตที่ล่วงลับไปแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top