Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

‘กองทัพกัมพูชา’ ลุยแผนเสริมกำลังพลไม่หยุด รับอาสาสมัครชายหนุ่ม อายุ 18–25 ปี เข้าประจำการ

(3 ก.ย. 68) กองทัพบกกัมพูชาประกาศเปิดโครงการรับสมัครอาสาสมัครรุ่นใหม่ทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับราชการในกองทัพทหารราบ ตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงกลาโหม และกองบัญชาการทหารสูงสุด โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกกลางกำกับดูแลขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่แจกใบสมัคร ตรวจสอบประวัติ จนถึงการอนุมัติขั้นสุดท้าย

การรับสมัครเปิดตั้งแต่วันที่ 1–10 กันยายน ที่กองบัญชาการและสำนักงานทหารในภูมิภาค ก่อนส่งผลไปยังคณะกรรมการกลาง ซึ่งจะตรวจสอบข้อมูล ระหว่างวันที่ 14–15 กันยายน ต่อด้วยการตรวจร่างกายและคุณสมบัติในวันที่ 16–18 กันยายน และคัดกรองรอบสุดท้ายภายในสิ้นเดือนกันยายน เพื่อบรรจุเป็นทหารประจำการอย่างเป็นทางการ

ผู้สมัครต้องเป็นชายชาวกัมพูชา อายุ 18–25 ปี จบการศึกษาขั้นประถมเป็นอย่างน้อย สูงไม่น้อยกว่า 1.60 เมตร และมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง ติดยาเสพติด หรือประวัติอาชญากรรม โดยให้สิทธิพิเศษกับญาติของทหารผ่านศึก ผู้พิการจากการรบ หรือครอบครัวทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่

ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องยื่นเอกสารทางราชการครบถ้วน ทั้งบัตรประจำตัว หนังสือรับรองความประพฤติ ใบรับรองแพทย์ และรูปถ่าย พร้อมผ่านการตรวจสุขภาพ การตรวจสอบประวัติจากตำรวจทหาร และการตรวจสารเสพติด กองทัพย้ำว่าการรับสมัครครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษากำลังพลและเพิ่มความเข้มแข็งให้กับระบบการป้องกันประเทศของกัมพูชา

โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี คว้ารางวัลชมเชย 'สิ่งประดิษฐ์ทางทหารด้านหลักการ' ระดับกองทัพบก ประจำปี 2568

โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี เป็นโรงพยาบาลกองทัพบก ระดับ 80 เตียง ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ดูแลรับผิดชอบการตรวจสุขภาพให้กับกำลังพล, ครอบครัว รวมทั้งประชาชนทั่วไป ในพื้นที่จังหวัดลำปาง โดยมีมีวิสัยทัศน์เป็นโรงพยาบาลทหารชั้นนำระดับทุติยภูมิของกองทัพบก และได้มียุทธศาสตร์ของโรงพยาบาล ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย 
    
ซึ่งในยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ถูกพัฒนา เพื่อทดแทนการทำงานโดยคน ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและข้อจำกัดของคนได้มากขึ้น โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี จึงได้คิดค้นนวัตกรรม “สะดวกสบายด้วยระบบบริการสุขภาพ Surasak Healthcare” โดยได้นำแนวคิดเทคโนโลยีดิจิทัลกลุ่ม Healthtech โดยใช้ระบบการให้บริการทางการแพทย์แบบครบวงจรออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน LINE Officail Account เป็นช่องทางเชื่อมต่อสู่บริการ เพื่อให้บริการผู้ป่วยที่มีอยู่จำนวนมากลดความแออัดในโรงพยาบาล และยังสามารถเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับบริการด้านสาธารณสุขของหน่วยงานทางการแพทย์ สู่การเป็น HealthTech แบบจริงจัง สร้างรูปแบบบริการที่ทันสมัย ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยได้รวดเร็วทันใจและมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างประสบการณ์ที่ดีกับคนไข้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกทันที ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถพูดคุยสอบถามข้อมูลเบื้องต้นกับบุคคลากรได้โดยตรง ดูผลตรวจสุขภาพ ดูผลตรวจเลือด จองคิว/นัดหมายออนไลน์ เช็คตารางแพทย์ รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนนัดล่วงหน้า 1 วัน ระบบแจ้งเตือนคิวตรวจโรค ระบบแจ้งเตือนคิวรับยา ระบบแจ้งคำแนะนำต่างๆ พร้อมข้อแนะนำการปฏิบัติตนก่อนตรวจตามนัดออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านอุปกรณ์พกพา เช่น อุปกรณ์ สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต เป็นต้น

จากนวัตกรรมดังกล่าวของ โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี ในผลงาน “สะดวกสบายด้วยระบบบริการสุขภาพ Surasak Healthcare” ทำให้สามารถคว้ารางวัลชมเชย “สิ่งประดิษฐ์ทางทหาร ด้านหลักการ” ของกองทัพบก ประจำปี 2568 จากผู้บัญชาการทหารบก นับเป็นเกียรติประวัติแก่หน่วยสืบไป

     

ทั้งนี้ จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3 จะมุ่งมั่น ตั้งใจพัฒนา นวัตกรรมให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืนสืบไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งกระจายกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ระดมทีมกู้ชีพ กู้ภัย จัดตั้งโรงครัวฯ จัดกำลังช่วยเหลือชาวเพชรบูรณ์ และส่งทีมสังคมสงเคราะห์ แผนกสาธารณภัยฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ชาวเชียงราย พะเยา น่าน สุโขทัย

ตามที่ประเทศไทยได้เกิดอุทกภัยในหลากหลายพื้นที่ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ เร่งกระจายทีมบูรณาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยวานนี้ (วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 ) ได้เร่งจัดทีมบรรเทาสาธารณภัย นำโดย นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ นำทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถกู้ภัยและรถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว เร่งลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที โดยกองอำนวยการฯ และโรงครัวเคลื่อนที่ จัดตั้ง ณ บริเวณสมาคมกกไทร พ่งไล้ยี่จับเซียวเกาะ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งในขณะนี้ ทีมบรรเทาฯ กำลังปฏิบัติภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ โดยท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

พร้อมกันนี้ ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม -1 กันยายน พ.ศ. 2568 แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย จัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 4 จังหวัดเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และสุโขทัย แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช และน้ำปลา รวมทั้งสิ้น 8,000 ชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,600,000 บาท (สามล้านหกแสนบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น พร้อม ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกสาธารณภัย จะประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท และกรณีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2568 ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ริเริ่มโครงการมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ โดยร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยได้ทำพิธีมอบไปแล้ว 2 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบประมาณการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด และมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ในปี 2568 กว่า 20.6 ล้านบาท

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป

สุโขทัย-ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นำทีมคณะผู้บริหารและส่วนราชการในจังหวัดสุโขทัย ร่วมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ (2 ก.ย. 68) เวลา 16.00 น. ณ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมด้วย นางฐิติพร ศิริโกศล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย นำทีมคณะผู้บริหารและส่วนราชการในจังหวัดสุโขทัย ร่วมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 โดยมี นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พันเอกพิทยา ราชะพริ้ง รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุโขทัย (ฝ่ายทหาร) พลตำรวจตรี สถาพร ศรีภิรมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย นายภูริวัจน์ โชตินพรัตน์ ปลัดจังหวัดสุโขทัย นายเขตพงศ์ กุลนาถศิริ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัย

ทั้งนี้ จังหวัดสุโขทัยกำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

‘การบินไทย’ เผยเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568 เส้นทางยอดนิยม ญี่ปุ่นยังครองแชมป์ - จีนโตแรง

‘การบินไทย’ จับมือพันธมิตรถกแนวโน้มการท่องเที่ยวปี 68 ครึ่งปีแรกเดินทางเพิ่มขึ้น 45% ญี่ปุ่นยังครองแชมป์ ส่วน ‘จีน’ หมุดหมายมาแรงแซงโค้ง พุ่ง จับตา ‘โคลัมโบ -ศรีลังกา-เซี่ยงไฮ้’ ได้รับความสนใจ ส่วนพฤติกรรมนทท. เปลี่ยนโฟกัสทริปคุ้มค่าใกล้บ้าน ใช้ AI วางแผนเที่ยว

(3 ก.ย. 68) นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถิติผู้โดยสารคนไทยของการบินไทยช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 2567 เส้นทางยอดนิยม 5 อันดับแรกจากกรุงเทพฯ สู่เอเชีย ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ), ฮ่องกง, โอซาก้า, สิงคโปร์ และเกาหลี (โซล) แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้ขยับขึ้นมาเป็นที่ 2 และ 3 แทนที่ฮ่องกงและโอซาก้า ส่วนโซล เกาหลีใต้ ยังติดท็อป 10

สำหรับเส้นทางที่มีอัตราการเติบโตน่าสนใจคือ เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100% ด้านเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนก็มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 80% เช่นกัน โดยในปี 2568 การบินไทยเพิ่มเที่ยวบินในหลายเส้นทางเพื่อรองรับความต้องการใหม่ ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ โคลัมโบ และเดนปาซาร์ (บาหลี) เป็นต้น

“ในมุมมองของการบินไทย เมืองกวางโจว เป็นอีกหนึ่งเมืองที่กำลังมาแรง ปี 2568 ถูกมองว่าเป็นอัญมณีที่ซ่อนอยู่ (Hidden Gem) ที่มีศักยภาพสูงสำหรับตลาดไทย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้า (Canton Fair) หรือนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ต้องการสัมผัสกับร้านค้าทันสมัย อาหารอร่อย และวัฒนธรรมอันเป็นแหล่งกำเนิดของกังฟูหวงเฟยหงส์” นายกิตติพงษ์กล่าว

นอกจากนี้การบินไทยยังมีเที่ยวบินตรงสู่กวางโจว ทำให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น เนื่องจากนักเดินทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากขึ้น นิยมบินฟูลเซอร์วิสที่จ่ายครั้งเดียวแล้วครบทุกความต้องการ การบินไทยตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารเพื่อความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ด้วยเครื่องบิน Airbus A320 ได้อัปเกรดที่นั่งทุกลำให้มีชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจที่สามารถปรับเอนนอนได้สบายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่องความสบายระหว่างเดินทางแม้ในเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยเครื่องบินลำใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง มาพร้อมกับระบบ In-flight Entertainment ที่ทันสมัย และอาหารระดับพรีเมียมที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกชั้นโดยสาร

ด้านนางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย เปิดเผยว่าแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะดูไม่สดใสนัก แต่ตัวเลขการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยกลับสวนทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างประเทศที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและน่าจับตา โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นแล้ว พฤติกรรมและแนวโน้มการท่องเที่ยวของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นไปที่ความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปต่างประเทศ เดินทางมากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการเดินทางซ้ำ และนักเดินทางชาวไทยเริ่มมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองมากขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่น่าสนใจ โดยพบว่านักท่องเที่ยวถึง 45% เลือกเดินทางไปยังกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายแต่ยังคงได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เต็มอิ่ม เช่นเดียวกับการเดินทางไปยังประเทศในโซนยุโรปหรืออเมริกา

“ปัจจุบันพบว่าเทคโนโลยีคือผู้ช่วยส่วนตัว ในการวางแผนเดินทางของคนไทยในยุคนี้ผสานรวมกับเทคโนโลยีอย่างแยกไม่ออก ตั้งแต่การใช้ AI เช่น Chat GPT เพื่อช่วยวางแผนทริป, การหาข้อมูลและรีวิวจากโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Facebook ไปจนถึงการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดและจัดการอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อความคุ้มค่าและสะดวกสบายสูงสุด โดยการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายที่สามารถบริหารจัดการได้ ความสะดวกสบายในการเดินทาง และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ” นางสาวจุฑาศรี กล่าว

นอกจากนี้ พบว่าญี่ปุ่น ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวชาวไทยตลอดกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวไทยหนึ่งในสามที่เดินทางไปญี่ปุ่นเลือกใช้บริการการบินไทย นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแนวโน้มการเดินทางไปยังเมืองรองมากขึ้น เช่น ฟุกุโอกะ และ โอกินาว่า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าและมีเที่ยวบินที่สะดวกสบาย

สำหรับจีนถือเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 180% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เมืองยอดนิยมได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เฉิงตู และ กวางโจว ซึ่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ การยกเว้นวีซ่าสำหรับคนไทยทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น อิทธิพลของ Soft Power ซีรีส์และวัฒนธรรมจีนที่แพร่หลายทำให้คนไทยหันมาสนใจเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์จริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักในจีนโดยรวมถูกกว่าญี่ปุ่นถึง 3 เท่า ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นอกจากญี่ปุ่นและจีนแล้ว ประเทศอื่น ๆ ใน Top 10 ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และ เกาหลีซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ในเรื่องการกิน ช้อปปิ้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความงาม

‘ชูวิทย์’ ซัด ‘พรรคส้ม’ ต้องรับผิดชอบหาก ภท. พลิ้ว หลังกล้าเอาเนื้อฝากไว้กับเสือหิว โหวต ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ

‘ชูวิทย์’ ลั่นเป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย แนะ ปชน. จะให้ภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขได้ต้องร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคุม "กระทรวงยุติธรรม - มหาดไทย" ไว้เอง ลั่นทำหล่อเป็นฝ่ายค้านไม่ได้ประโยชน์อะไร เตือนต้องรับผิดชอบกับผลที่ตามมา

วันที่ (4 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีพรรคประชาชนประกาศโหวตหนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ คนที่ 32 โดยจะไม่ขอร่วมรัฐบาลด้วย ว่า ... 
การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ

พรรคประชาชนประกาศสนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกฯ

พรรคเพื่อไทยยื่นยุบสภา แต่ไม่ผ่าน ประกาศยอมถอยไปเป็นฝ่ายค้าน ประธานสภานัดประชุมสภาโหวตนายกฯ วันศุกร์นี้

เมื่อนายอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ การจัดตั้ง ครม. หนีไม่พ้นการตอบแทนบุญคุณทางการเมืองตามระบบโควต้า

นักการเมืองขาประจำก็กลับมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้พรรคประชาชนอภิปรายตรวจสอบ

เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้น

และ 2 กระทรวง ขาประจำที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องยึดไว้ คือ กระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงคมนาคม

สัดส่วน ครม. ที่ พรรคภูมิใจไทยจะจัดจึงเหลือๆ เมื่อไม่มีพรรคประชาชนมาหารส่วนแบ่งให้เสียของไปถึง 140 กว่าเสียง

ด้วยมุมมองการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์
.
พรรคประชาชนยังประกาศจะเป็นฝ่ายค้าน เพื่อจะตรวจสอบรัฐบาลเสียอีก

โหวตเลือกนายกฯ เพื่อตั้งรัฐบาล ส่วนคนโหวตยอมเป็นฝ่ายค้าน เพื่อมาตรวจสอบรัฐบาลที่ตั้งมา

เป็นเรื่องแปลกแต่จริง มีประเทศไทยที่เดียว

ต้องถามว่า ทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร?

เพราะการเป็นฝ่ายค้านไม่มีใครล้มรัฐบาลได้เลยสักครั้ง

เครื่องจักรดูด ส.ส. กำลังทำงาน สักพักเสียงอาจจะล้นเกินครึ่ง อ้างว่า “หนูเปล่าน้า เค้ามาเอง”

หากจะคุมพรรคภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนยื่นเป็นสัญญาประชาคม

พรรคประชาชนกลับต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลต่างหาก เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด

การควบคุมที่ดี คือ เป็นส่วนหนึ่งใน ครม. เพื่อจะได้เห็นทุกความเคลื่อนไหว

กระทรวงที่พรรคประชาชนต้องคุม คือ กระทรวงยุติธรรม เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่ DSI แจ้งข้อกล่าวหานายอนุทิน เรื่องฮั้ว ส.ว. และแม้แต่เขากระโดงอันลือลั่น

รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่คุมบรรดาข้าราชการที่มีผลต่อการเลือกตั้ง แล้วยังมีกรมที่ดินที่ไม่รู้จะถอนโฉนดเขากระโดงได้หรือไม่?

นับเป็นข้อถกเถียงที่ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยทั้งสิ้น

แต่นี่กลับปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยจัดสรรแบ่งปันกันเสร็จสรรพสบายใจเฉิบ ด้วยเงื่อนไขที่อ้าแขนรับได้หมด ชิลเหลือเกิน

มันผิดธรรมชาติการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

แล้วคอยดูหน้าตา “ครม.หนู“ เถิด

พรรคประชาชนจะปฏิเสธไม่ได้ ที่ต้องรับผิดชอบต่อนายกฯ และ ครม. ชุดที่นายกฯ เลือกมา

ล้วนเป็นผลมาจากการโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

จะอ้างว่าเป็นฝ่ายค้านไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะพรรคประชาชนไปปลุกพรรคภูมิใจไทยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง ด้วยการโหวตให้นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ

หรือไม่อย่างนั้น แทนที่พรรคประชาชนจะอยู่เฉย ๆ งดออกเสียง ไม่โหวตให้ใคร กลับทำตัวเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยโดยไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ได้แค่ไปหางานทำ ตรวจสอบ อภิปราย ทำได้เท่านั้น

ในขณะที่อีกฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และ ส.ว. ที่สามารถแต่งตั้งองค์กรกลาง

เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่นายอนุทิน เคยย้ำนักย้ำหนาว่า “ใครจะเป็น?”

แค่นี้ก็รู้แล้วว่า นักการเมืองลิ้นมันดิ้นได้ ให้ตายเถอะ

ถือเป็นการเล่นการเมืองแบบใสซื่อ ไม่เข้ากับบริบทการเมืองไทย และโดยเฉพาะกับพรรค ภูมิใจไทยเลย

การจะเปลี่ยนการเมืองไทยไม่สามารถกระทำได้ในระยะเวลาเพียง 4 เดือนนี้หรอกครับน้องเอ๋ย

เอาแค่สิ่งที่พรรคประชาชนบอกไว้ว่า “จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร”

แค่วันนี้ก็มีการแจ้ง ม.112 กับนายภูมิธรรมที่ไปยื่นยุบสภาเสียแล้ว

ทุกสิ่งทุกอย่างจะย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนที่ไปเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้

ทั้งการทำงานของนายกฯ และ ครม. เขี้ยวลากดิน การจัดสรรผลประโยชน์ การควบคุม ส.ว. ไปในทุกเรื่อง

ทุกอย่างล้วนมีต้นเหตุเพราะพรรคประชาชนเลือกนายอนุทินเอง โดยทำหล่อว่าตัวเองขอเป็นฝ่ายค้าน

พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บช้ำเป็นคำรบสอง ต่อเนื่องมาจากการที่พรรคภูมิใจไทยไม่โหวตให้ “พิธา” เป็นนายกฯ

อย่างอ้างประชาชน เพราะสิ่งที่ทำไปประชาชนไม่ได้อะไร ล้วนมีแต่เสียกับการตัดสินใจแบบนี้

ที่ปล่อยเสือออกจากกรง แล้วคนเลี้ยงที่ว่าจะคุมเสือ กลับถูกเสือคาบไปกิน

รอดูได้เลย

ภาระที่พรรคประชาชนต้องแบกใส่บ่าหามไว้

จะส่งผลให้พรรคประชาชนเสียคะแนนมหาศาล

ที่กล้าเอาเนื้อสดไปฝากไว้กับเสือหิว

หรือจะว่าไป นี่เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย

สถานทูตจีนจัดเวทีเสวนาเยาวชนจีน-ไทย หัวข้อจดจำประวัติศาสตร์ พร้อมรำลึก 80 ปีต้านญี่ปุ่น

(4 ก.ย. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยจัดการเสวนาเยาวชนจีน-ไทย ภายใต้หัวข้อ “จดจำประวัติศาสตร์ ทะนุถนอมสันติภาพ และร่วมกันสร้างมิตรภาพ” เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก โดยมีเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย เข้าร่วมพร้อมทั้งกล่าวสุนทรพจน์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมี ดร. อุษณีษ์ เลิศรัตนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมคณาจารย์และนักศึกษากว่า 50 คนเข้าร่วม บรรยายโดยนายจ้าว เมิ่งเทา ที่ปรึกษาสถานทูต เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของจีนและความสัมพันธ์จีน-ไทยในปัจจุบัน

เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย กล่าวว่า สงครามต่อต้านญี่ปุ่นของประชาชนจีนถือเป็นสงครามที่ยาวนานและสำคัญยิ่ง ซึ่งช่วยนำไปสู่ชัยชนะของประชาคมโลกต่อฟาสซิสต์ พร้อมย้ำถึงอธิปไตยของไต้หวันที่เป็นส่วนหนึ่งของจีน และเน้นว่าจีนยังคงยึดมั่นในระเบียบโลกหลังสงคราม รวมถึงการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน หวังว่าเยาวชนไทยจะเรียนรู้บทเรียนทางประวัติศาสตร์ และร่วมกันรักษาสันติภาพโลก

‘สี จิ้นผิง-ปูติน’ พูดคุยเรื่องชีวิตเป็นอมตะ!! กลางงานสวนสนามจีน เชื่ออนาคตมนุษย์อาจอยู่ถึง 150 ปี จากเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะ

(4 ก.ย. 68) สำนักข่าว CNN เปิดเผยบทสนทนาของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระหว่างเดินเข้าสู่แท่นชมงานสวนสนามทางทหารที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาการพูดคุยที่เกี่ยวข้องกับอายุขัยมนุษย์ เทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะ และแนวคิดการมีชีวิตยืนยาวถึง 150 ปี

สี จิ้นผิง กล่าวกับผู้นำเกาหลีเหนือว่า “ตอนนี้คนอายุ 70 ปี ยังถือว่ายังหนุ่มสาวอยู่” ขณะที่ล่ามรัสเซียแปลต่อให้ปูตินว่า “ในอดีตคนอายุ 70 ปี ถือเป็นผู้สูงอายุ แต่ทุกวันนี้อายุ 70 ปียังถือเป็นเด็ก” จากนั้นล่ามจีนที่ทำหน้าที่ให้ปูตินถูกบันทึกเสียงว่า “อีกไม่กี่ปีด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ มนุษย์อาจปลูกถ่ายอวัยวะได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้คงความหนุ่มสาว หรือแม้แต่เป็นอมตะได้”

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง กล่าวเพิ่มเติมว่า “คาดการณ์ว่าในศตวรรษนี้ มนุษย์อาจมีอายุยืนถึง 150 ปี” ขณะที่ปูตินภายหลังยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่ามีการพูดคุยเรื่องนี้จริง พร้อมมองว่า วิทยาการการแพทย์และการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะจะทำให้อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ยืดออกไป

ทั้งนี้ การสนทนาส่วนตัวครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างพิธีสวนสนามที่จีนจัดขึ้นเพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีผู้นำจาก 26 ประเทศเข้าร่วม งานดังกล่าวถูกมองว่าเป็นทั้งการแสดงพลังทางทหารและการย้ำถึงพันธมิตรหลักของปักกิ่งที่พร้อมท้าทายระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นแกนนำ

‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ เอาจริง!! ส่งหนังสือถึง ‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ขอให้ย้ายชาวเขมร 170 ครอบครัว ที่รุกล้ำออกนอกแผ่นดินไทย

(4 ก.ย. 68) นายปริญญา โทธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ออกแถลงการณ์ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ขอให้ย้ายราษฎรชาวกัมพูชาที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กลับออกนอกราชอาณาจักรไทยโดยเร็ว

ผู้ว่าฯ สระแก้วชี้ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของไทย และอยู่นอกเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์ตามบันทึกความเข้าใจ (MOU 43) ระหว่างไทย–กัมพูชา ที่ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 การปลูกสร้างบ้านเรือนของราษฎรกัมพูชาจึงถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและผิดกฎหมายไทย

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีราษฎรกัมพูชารุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน 135 ครัวเรือน และบ้านหนองหญ้าแก้ว 35 ครัวเรือน รวม 170 ครัวเรือน จังหวัดสระแก้วจึงขอความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาให้เร่งย้ายออก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องอธิปไตยของไทย

‘ฮุน เซน’ จากนักรบเขมรแดงสู่บัลลังก์ ‘ผู้นำกัมพูชา’ ผู้ครองอำนาจและทรงอิทธิพลทางการเมืองกว่า 40 ปี

(4 ก.ย. 68) ย้ำอีกครั้งว่า บทความนี้ ไม่มีความมุ่งหมายหรือประสงค์ต่อการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงเพื่อบอกเล่าอธิบายถึงความเวทนา สงสาร ถึงความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยที่เคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองแม้แต่น้อย 

เมื่อพูดถึงเขมรยุคปัจจุบันแล้ว ย่อมต้องพูดถึงบุคคลนี้ “ฮุน เซน” ผู้มีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากมายต่อประเทศเขมรต่อเนื่องยาวมานานหลายทศวรรษจนทุกวันนี้ ฮุน เซน (Hun Sen) เขาเกิดเมื่อ 5 สิงหาคม 1952 ที่เมืองเพียม เกา สนา จังหวัดกำปงจามในชื่อ ฮุน บุนาล หรือ ฮุน นาล (Hun Bunal) เป็นบุตรคนที่สามจากพี่น้องทั้งหมดหกคน ฮุน เนียง กับ ดี ยอน มารดาของฮุน เซน ในช่วงทศวรรษที่ 1940 ปู่ ย่า ตา ยาย ของฮุน เนียง เป็นเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่งเชื้อสายจีน โดยบรรพบุรุษชาวจีนอยู่ที่หมู่บ้านจ้วนสุ่ย เมืองตันเจียงเขตเฟิงชุน ฮุน เซน ย้ายไปเข้าโรงเรียนในพนมเปญในปี 1965 เปลี่ยนชื่อจาก ฮุน บุนาล เป็น ฮุน เซน (นาล มักเป็นชื่อที่ชาวเขมรเรียกเด็กอ้วนหรือเด็กที่มีน้ำหนักเกิน) ในปี 1972 

เมื่อ ลอน นอล ทำรัฐประหาร กษัตริย์นโรดมสีหนุ ในปี 1970 ฮุน เซนได้ทิ้งการเรียนเข้าร่วมกับเขมรแดง หลังจากกษัตริย์สีหนุเรียกร้องให้ร่วมกันต่อต้านรัฐบาล โดย ฮุน เซน ได้อ้างว่า ได้รับแรงบันดาลใจให้ต่อสู้กับการแทรกแซงจากต่างชาติเมื่อบ้านเกิดของเขาถูกเครื่องบินสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในปฏิบัติการเมนู และอ้างว่า ในขณะนั้น เขาไม่มีความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด ฮุน เซน ได้เลื่อนตำแหน่งในกองกำลังเขมรแดงอย่างรวดเร็ว และได้เข้าร่วมรบในช่วงที่พนมเปญแตก จนสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งอย่างถาวรและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาหนึ่ง 

ในรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยของเขมรแดง ฮุน เซนดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองกำลังเขมรแดงระดับกองพันในภาคตะวันออก โดยมีทหารในอาณัติประมาณ 2,000 นาย แม้ว่า การมีส่วนร่วมหรือบทบาทของ ฮุน เซน ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรจะไม่ชัดเจน และเขาได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า เขาอาจมีบทบาทในการสังหารหมู่เพื่อปราบปรามความไม่สงบของชาวมุสลิมจามระหว่างกันยายนถึงตุลาคม 1975 ซึ่ง ฮุน เซนปฏิเสธ โดยอ้างว่า ได้หยุดปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลกลางแล้ว ฮุน เซนอ้างว่า เขามีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่เขมรแดงในรัฐบาลมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงปี 1975 ถึง 1977 

ในปี 1977 ระหว่างการกวาดล้างภายในของระบอบเขมรแดง ฮุน เซนและทหารของเขาได้แปรพักตร์หลบหนีไปยังเวียดนาม ระหว่างสงครามเขมร-เวียดนาม ฮุน เซนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำกองทัพกบฏที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนาม โดยมีชื่อลับภาษาเวียดนามว่า ไม ฟุก ซึ่งตั้งโดยผู้นำเวียดนาม ภายหลังความพ่ายแพ้ของระบอบเขมรแดงในปี 1979 ฮุน เซนได้รับการแต่งตั้งจากเวียดนามให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา/รัฐกัมพูชา (PRK/SOC) ขณะที่เขามีอายุ 26 ปี รัฐบาลที่เวียดนามแต่งตั้งให้ทำให้ ฮุน เซนมีอำนาจบางส่วนในแผน K5 ซึ่งเป็นกลยุทธ์การปิดล้อมเขมรแดงที่ระดมแรงงานพลเรือนจำนวนมากเพื่อสร้างสิ่งกีดขวางและทุ่นระเบิด แต่ขอบเขตการมีส่วนร่วมของเขาไม่ปรากฏชัดเจนเท่าใดนัก

สาเหตุที่ ฮุน เซน ร่วมมือกับเวียดนาม มาจากการต่อต้านระบอบเขมรแดง ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของระบอบนี้ เขมรแดงภายใต้การนำของพล พต ดำเนินนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งส่งผลให้มีชาวกัมพูชาเสียชีวิตราว 1.7 ถึง 2 ล้านคนจากการประหารชีวิต การอดอาหาร และการใช้แรงงานบังคับ ในปี 1977 การกวาดล้างภายในของระบอบเขมรแดงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และแพร่กระจายไปทั่ว แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของระบอบเขมรแดงหลายคนก็ตกเป็นเป้าหมาย ดังนั้น ฮุน เซนซึ่งมีความหวาดกลัวเมื่อการกวาดล้างของเขมรแดงทวีความรุนแรงขึ้นใกล้เขตตะวันออก อันเป็นเขตรับผิดชอบของเขา ฮุน เซนจึงแปรพักตร์ไปอยู่กับเวียดนามในเดือนมิถุนายน 1977 ด้วยหวังการสนับสนุนจากเวียดนาม อันเนื่องมาจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนและความแตกต่างทางอุดมการณ์ เวียดนามยินดีต้อนรับผู้แปรพักตร์เขมร เช่น ฮุน เซน การร่วมมือกับเวียดนามทำให้เขาได้รับการคุ้มครองและกลับมาสู่อำนาจภายใต้ระบอบการปกครองใหม่ 

เมื่อเวียดนามรุกรานกัมพูชาในเดือนธันวาคม 1978 และล้มล้างรัฐบาลเขมรแดงในเดือนมกราคม 1979 และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) ขึ้น ฮุน เซนได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปีนั้นเอง (เขาจึงกลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่อายุน้อยที่สุดในโลก) และขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ในเดือนมกราคม 1985  เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพรรคเดียวได้รับการสนับสนุนจาก นายไซ พูทัง หัวหน้าพรรคโปลิตบูโร แต่งตั้งให้เขาสืบทอดตำแหน่งต่อจาก ชาน ซีซึ่งเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งในเดือนธันวาคม 1984 ภายใต้การสนับสนุนอย่างแข็งขันจากเวียดนาม

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี ฮุนเซนมีบทบาทในการเจรจาสันติภาพที่ปารีสในปี 1991ซึ่งเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยสันติภาพในกัมพูชาและยุติสงครามกัมพูชา-เวียดนามอย่าง เป็นทางการ เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่านแห่งสหประชาชาติในเขมร (UNTAC) จนถึงการเลือกตั้งที่สหประชาชาติสนับสนุนในปี 1993 เขาได้นำพรรคประชาชนเขมร (Cambodian People’s Party: CPP) เข้าสู่การเลือกตั้ง พรรค FUNCINPEC นำโดย นโรดม รณฤทธิ์ชนะการเลือกตั้ง แต่ ฮุน เซนกลับปฏิเสธผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ รวมถึงกองทัพและตำรวจ ฮุน เซน และนโรดม จักรพงษ์ รองนายกรัฐมนตรีขู่ว่า จะแยก 7 จังหวัดออกไป และกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรค CPP ได้ก่อเหตุรุนแรงกับกองกำลังของสหประชาชาติและพรรค FUNCINPEC จนทำให้ UNTAC และพรรค FUNCINPEC ต้องยอมรับข้อตกลงแบ่งปันอำนาจพิเศษโดยให้ ฮุน เซนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สองร่วมกับ นโรดม รณฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 1

ในปี 1997 รัฐบาลผสมเริ่มไม่มั่นคงเนื่องจากความตึงเครียดระหว่าง 2 นายกรัฐมนตรี พรรค FUNCINPEC ได้หารือกับกลุ่มกบฏเขมรแดงที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นพันธมิตรต่อต้านรัฐบาลฮุน เซนที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีเป้าหมายที่จะรวมเขมรแดงที่เหลือเข้าพรรค FUNCINPEC หากสำเร็จจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสมดุลของอำนาจทางทหารและการเมืองในเขมร ฮุน เซน ตอบโต้ด้วยการทำรัฐประหารในปี 1997 และให้ อึง ฮวดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และเขายังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ต่อ 

การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2003 ส่งผลให้พรรค CPP ได้เสียงข้างมากในสภาแห่งชาติเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากของพรรค CPP ยังไม่ถึงสองในสามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทำให้พรรค CPP สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงลำพัง ความขัดแย้งนี้ได้รับการแก้ไขเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค CPP และพรรค FUNCINPEC ขึ้นในกลางปี 2004 โดย นโรดม รณฤทธิ์ได้รับเลือกเป็นประธานสภาแห่งชาติ และ ฮุน เซนกลายเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวซึ่งอยู่ในอำนาจต่อเนื่องยาวนานจนถึงปี 2023 หลังจากชัยชนะ 120 จาก 125 ที่นั่งในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2023 ฮุน เซนได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุน ฮุน มาเน็ต (Hun Manet) ลูกชายของเขา โดยยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และในปี 2024 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานวุฒิสภาเพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองของเขมรต่อไป

หมายเหตุ 
ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฮุน เซนได้คัดค้านการสอบสวนและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่กระทำโดยอดีตผู้นำเขมรแดง โดยศาลคดีเขมรแดงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ

ฮุน เซน เลือกใช้ราชอาณาจักรไทยเป็นเป้าในการสร้างกระแสคลั่งชาติของคนเขมร เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาต่าง ๆ ภายในประเทศ คะแนนนิยมที่ตกต่ำ ฯลฯ หลายครั้งหลายหนต่อเนื่องมาจนปัจจุบันทุกวันนี้ 

(ยังมีต่อ)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top