Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ 4 คดี ยึดยาบ้า 8.6 ล้านเม็ด ไอซ์ 450 กก. 

(1 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น.ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมของกลางยาบ้า จำนวน 8,600,000 เม็ด และ ไอซ์ จำนวน 450 กก. โดยมี พลตำรวจโท กฤตธาพล  ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานการแถลงข่าว  ณ ลานแถลงข่าว กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร  ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย  รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล  ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พล.ต.ต.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผบก.ภ.จว.พะเยา และ พล.ต.ต.ภูมิปัญญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง
ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35   โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน  ​มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35ฝ่ายปกครอง โดย นายชรินทร์ ทองสุข  ​​ผวจ.เชียงราย นายรัฐพล นราดิศร ​​ผวจ.พะเยานายชุติเดช มีจันทร์ ​​ผวจ.ลำปาง สำนักงาน ปปส.ภาค 5 โดย นายธันวา ผุดผ่อง   ผอ.ปปส.ภาค 5

แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมของกลางยาบ้า จำนวน 8,600,000 เม็ด และ ไอซ์ จำนวน 450 กก. ได้แก่
1. สภ.แม่กา จว.พะเยา  บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 3 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 4,000,000 เม็ด ทำการจับกุม ตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่กา จว.พะเยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย
2. สภ.แม่สาย จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 1,600,000 เม็ด  ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย จว.เชียงราย ดำเนินการตามกฎหมาย

3. สภ.สบปราบ จว.ลำปาง  บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 5 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 3,000,000 เม็ด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สบปราบ จว.ลำปางดำเนินคดีตามกฎหมาย

4. สภ.แม่พริก จว.ลำปาง บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางไอซ์ จำนวน 450 กก. นําส่ง พนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก จว.ลำปางดําเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครองสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และนำบัญชาข้อสั่งการของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้เข้าไปสู่พื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและจริงจัง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 31ส.ค.68 มีการจับกุมคดียาเสพติดรวม 24,292 คดี โดยเป็นคดีสำคัญถึง 241 คดี สามารถตรวจยึดของกลางยาบ้าได้รวม 257 ล้านเม็ด, ไอซ์ 11,800 กิโลกรัม, เฮโรอีน 209 กิโลกรัม, เคตามีน 1,840 กิโลกรัม และฝิ่น 155 กิโลกรัม พร้อมทั้งตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,151 ล้านบาท

หลายคนเริ่มคิดถึง ‘ลุงตู่’ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี เช่นเดียวกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับลุงตู่อย่างใกล้ชิด

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยฝุ่นตลบ ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังเผชิญวิกฤตทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ทำให้หลายคนเริ่มคิดถึง ‘ลุงตู่’ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี 

(1 ก.ย. 68) เช่นเดียวกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับลุงตู่อย่างใกล้ชิด ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แม้ว่าในช่วงขณะหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2566 มีกระแสข่าวว่า นายพีระพันธุ์ จะทิ้งลุงตู่ จนทำให้ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า ไม่มีวันที่จะทิ้งคนดีๆ อย่างลุงตู่อย่างเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า การได้เจอคนดีนับเป็นโชคดีของชีวิต การได้เจอและได้ทำงานกับคนดีๆยิ่งต้องถือว่าทั้งโชคดีและเป็นกำไรของชีวิตที่ได้ซึมซับและได้เรียนรู้เรื่องดีๆจากคนดีๆ ยิ่งเป็นคนดีที่รักชาติบ้านเมืองรักสถาบันยิ่งชีวิตก็ยิ่งต้องถือว่าเป็นโชคมหาศาลของชีวิต 

โดยนายพีระพันธุ์ ได้อยู่ทำงานร่วมกับลุงตู่จนวินาทีสุดท้ายในการทำงานและการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของคนไทยและประเทศไทย

ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า พลเอกประยุทธ์ หรือ ลุงตู่ มีความตั้งใจในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ทำให้คนที่ทำงานด้วย ต่างมีพลังบวก พร้อมทำงานเพื่อชาติอย่างมีความสุขเช่นกัน

ทหารกัมพูชาแอบวางทุ่นระเบิดในไทย ใกล้ปราสาทตาควาย ทบ. แถลงประณามกัมพูชา…ถือเป็นการเมินข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน

(1 ก.ย. 68) กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2568 เวลาประมาณ 11.50 น. กองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 27 ตรวจพบการวางกับระเบิดแสวงเครื่อง ใช้ลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิดประกอบกับลวดสะดุด คาดว่าเป็นฝีมือทหารกัมพูชา พิกัดอยู่ทางทิศตะวันตกของปราสาทตาควาย ห่างจากเนิน 350 ประมาณ 1.7 กิโลเมตร ในพื้นที่ ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ใกล้แนวลวดหนามฝั่งไทย

จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบการวางทุ่นระเบิด PMN-2 รวม 3 ทุ่น พร้อมลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด 2 ลูก และตะปูเรือใบจำนวนมาก สอดคล้องกับเหตุการณ์เมื่อ 22 ส.ค. 2568 ที่ฝ่ายไทยเคยตรวจพบทหารกัมพูชาดักซุ่มและวางกำลังบริเวณเดียวกัน

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน และเป็นความพยายามลอบโจมตีทหารไทยให้ได้รับอันตรายถึงชีวิตในเขตแดนไทย พร้อมชี้ว่า ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่พบ สวนทางกับท่าทีของกัมพูชาที่อ้างต่อประชาคมโลกว่าปฏิบัติตามข้อตกลงและยึดมั่นในสันติภาพ

ด้าน พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 2 กำชับกำลังพลปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ และส่งชุดทหารช่างเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้าตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัยและลดความสูญเสียในการปฏิบัติภารกิจบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มองทิศทางตลาดหุ้นไทย หากได้นายกฯ ใหม่ ใครจะมีอิทธิพลต่อตลาดมากที่สุด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มองทิศทางตลาดหุ้นไทย หากได้นายกฯ ใหม่ ใครจะมีอิทธิพลต่อตลาดมากที่สุด 

2 กันยายน พ.ศ. 2488 ‘ญี่ปุ่น’ ลงนามยอมจำนน บนเรือรบมิสซูรี ปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

มาโมรุ ชิเงมิตซึ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ในขณะนั้น) ในนามของพระจักรพรรดิลงนามในเอกสารยอมจำนน เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

ในวันที่ 2 กันยายน 1945 (พ.ศ. 2488) มาโมรุ ชิเงมิตซึ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ในขณะนั้น) ในนามของพระจักรพรรดิลงนามในเอกสารยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อกลุ่มสัมพันธมิตรเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดลงของ สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

การลงนามมีขึ้นบนเรือรบมิสซูรีของกองทัพสหรัฐฯ ที่ลอยลำอยู่เหนืออ่าวโตเกียว โดยพิธีลงนามใช้เวลาเพียง 20 นาที เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องลงนามทั้งสิ้น 12 รายชื่อ

แม้ฝ่ายทหารจะต่อต้านการยอมจำนนจนถึงวินาทีสุดท้าย แต่ด้วยความเสียหายของญี่ปุ่นหลังโดนโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูติดๆ กันสองลูกในฮิโรชิมา และนางาซากิ ประกอบกับโซเวียต ยังประกาศสงครามกับญี่ปุ่นในช่วงเวลาเดียวกัน จึงทำให้กลุ่มการเมืองภายในญี่ปุ่นต้องการยุติสงครามในครั้งนั้น 

ก่อนหน้านั้น รัฐบาลญี่ปุ่นออกแถลงการณ์เห็นด้วยที่จะยอมรับเงื่อนไขการยอมจำนนตามคำประกาศแห่งปอตสดัม (Potsdam Declaration) ในวันที่ 10 สิงหาคม ตามมาด้วยการประกาศยอมแพ้สงครามของพระจักรพรรดิผ่านวิทยุกระจายเสียงในวันที่ 15 สิงหาคม ก่อนที่ญี่ปุ่นจะลงนามในเอกสารยอมจำนนอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กันยายนปีเดียวกัน

‘ชัยวุฒิ’ ลั่นพร้อมหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ยัน ‘ลุงป้อม’ ไปโหวตแน่ -ไม่ขัดร่วมงาน "กล้าธรรม"

เมื่อเวลา 16.48 น.วันที่ (1 ก.ย. 68) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางออกจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่า วันนี้เข้ามาสังเกตการณ์ความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีการพูดอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่ง นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตอบแทนว่า "เราพร้อมยกโหวตให้ตั้งแต่กินข้าวหน้าไก่กันแล้ว"

เมื่อถามว่า วันที่โหวตเลือกนายกฯ ในสภาฯ พล.อ.ประวิตร จะมาร่วมโหวตด้วยหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ต้องไปอยู่แล้ว เพราะเป็นโหวตสำคัญ เมื่อถามถึงการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีพรรคกล้าธรรมร่วมด้วย มีเรื่องหนักใจหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับเราคนละพรรคกัน ยืนยันว่าร่วมงานได้ ถ้าต้องอยู่รัฐบาลเดียวกัน ซึ่งแต่ก่อนก็อยู่ด้วยกัน

"ยืนยันว่า พลังข้าวหน้าไก่ จะโหวตให้นายอนุทิน ทั้งพรรค" นายชัยวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่า มีการจองกระทรวงกันแล้วหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า อันนี้ไม่ทราบ เพราะยังไม่ถึงเวลา เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร พร้อมจะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ยังไม่ถึงเวลานั้น เมื่อถามว่า จะพร้อมไปรับตำแหน่งหรือไม่ หากมีการเทียบเชิญ นายชัยวุฒิ ตอบว่า ยังไม่ได้คุยกันเลย

‘สตาร์บัคส์’ เปิดสาขาใหม่ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ตกแต่งด้วย ‘ผ้าไหมหางหลัว’ ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับร้านกาแฟ

(1 ก.ย. 68) สตาร์บัคส์ (Starbucks) เปิดร้านสาขาใหม่ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง เมื่อวันศุกร์ (29 ส.ค.) โดยชูแนวคิด “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ซึ่งเป็นการผสานธุรกิจกาแฟเข้ากับการสืบสานวัฒนธรรมจีน ซึ่งสาขานี้นับเป็นแห่งที่ 5 ของประเทศ หลังจากที่เคยเปิดในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ซูโจว และหนานจิงมาแล้ว

สำหรับสาขาแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่บนถนนเหอฟาง ย่านเก่าแก่ของหางโจว ในอาคารพาณิชย์อายุเกือบร้อยปี การตกแต่งเน้นการใช้ “ผ้าไหมหางหลัว” ผ้าไหมขึ้นชื่อของท้องถิ่น ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระดับชาติเมื่อปี 2008 พร้อมจัดแสดงเครื่องทอผ้ามือบนชั้นหนึ่ง ให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศวัฒนธรรมควบคู่กับการดื่มกาแฟ

แนวคิดดังกล่าวเกิดจากโครงการสาธารณประโยชน์ของสตาร์บัคส์ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2019 โดยมุ่งส่งเสริมและสืบสานเทคนิคมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ รวมถึงสนับสนุนฝีมือแรงงานสตรีในชนบท ปัจจุบันครอบคลุมกว่า 50 รายการใน 26 มณฑลทั่วจีน

ผู้บริหารสตาร์บัคส์ในจีนตะวันออกระบุว่า ร้านสาขานี้ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่สำหรับดื่มด่ำกาแฟ แต่ยังเป็น “หน้าต่างทางวัฒนธรรม” ที่ให้สาธารณชนได้เรียนรู้และสัมผัสพลังของมรดกวัฒนธรรมจีน โดยในหางโจวเพียงเมืองเดียว สตาร์บัคส์ได้ขยายสาขามาแล้วกว่า 450 แห่งในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

สหรัฐฯ ตั้งค่าหัว รมต.กลาโหมเวเนซุเอลา 15 ล้านดอลลาร์ แลกข้อมูลนำจับ

(2 ก.ย. 68) สหรัฐฯ ประกาศมอบเงินรางวัลสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 498 ล้านบาท) สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลนำไปสู่การจับกุม วลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ (Vladimir Padrino López) รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา ซึ่งถูกกล่าวหาพัวพันคดียาเสพติดและทุจริต ซึ่งการประกาศดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกดดันรัฐบาลประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ที่สหรัฐฯ และหลายประเทศไม่ยอมรับความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีมาดูโรยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา เขาประกาศต่อสาธารณะว่า เวเนซุเอลามีขีปนาวุธจำนวน 1,200 ลูก ที่ถูกล็อคเป้าใส่เรือรบสหรัฐฯ ทั้ง 8 ลำแล้ว พร้อมย้ำว่าประเทศตนจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยจาก “สงครามเศรษฐกิจ” และแรงกดดันจากชาติตะวันตก

สหรัฐฯ ยังได้เพิ่มเงินรางวัลนำจับ นิโคลัส มาดูโร เป็นจำนวน 25 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 830 ล้านบาท และ ดิโอสดาโด กาเบโย (Diosdado Cabello) รัฐมนตรีมหาดไทยอีก 25 ล้านดอลลาร์ รวมถึงคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลาเพิ่มเติม ขณะที่สหภาพยุโรป แคนาดา และสหราชอาณาจักร ก็ร่วมออกมาตรการคว่ำบาตรไปในทิศทางเดียวกัน

ด้านฝ่ายค้านเวเนซุเอลาและนานาชาติยังคงยืนยันว่า ผลการเลือกตั้งปี 2024 ไม่โปร่งใส และอดีตผู้สมัครฝ่ายค้าน เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ (Edmundo González) ควรเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง โดยสถานการณ์ล่าสุดยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลมาดูโรกับสหรัฐฯ ที่อาจลุกลามสู่ความขัดแย้งทางทหารมากขึ้นในอนาคต

'สาธิต' ชงตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ' มี 'นายกฯ-ครม.คนกลาง' ทุกพรรคเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เตรียมเลือกตั้งที่เป็นธรรม

(2 ก.ย. 68) นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ข้อเสนอทางออก จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล มีนายกฯ-ครม.คนกลาง"

จะว่าผมโลกสวย หรือ เสนอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็เข้าใจครับ 

ทุกพรรคการเมืองเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ เต็มสภา รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่รัฐบาลตามปรกติ เป็นรัฐบาลเฉพาะกาล เพื่อเตรียมการ เลือกตั้งแบบปรกติ  เป็นโอกาสที่ฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายทุกพรรคทำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ ประชาชนก่อน และเมื่อประชาชนในประเทศเชื่อมั่นการเมืองแล้ว เดินหน้าไปสู่การแข่งขันเลือกตั้งที่ แข่งขันที่เสรี เป็นธรรม     

เพราะไม่ว่าใครมาเป็น นายก อีกฝ่ายต้องระแวงสงสัย ในการใช้อำนาจรัฐ ไปเอื้อประโยชน์ฝ่ายของตัวเอง เพื่อไปสู่การเลือกตั้งซึ่งจะมีการได้เปรียบเสียเปรียบ และสร้างความขัดแย้งในอนาคตอยู่ดี

ถ้าทุกพรรคทำตามนี้ได้ การเมืองภาพรวมจะได้รับการยอมรับ ทุกพรรคได้ประโยชน์ การเมืองได้ประโยชน์ ประเทศได้ประโยชน์

ผมมีข้อเสนอส่วนตัว เพื่อสร้างการเมือง เพื่อการให้ การเมืองที่ให้ประชาชนเห็นภาพการเสียสละ ไม่ใช่ให้ได้มาซึ่งการ แสวงหาอำนาจเพื่อพรรคตัวเอง เพื่อพรรคพวกตัวเองชิงความได้เปรียบเสียเปรียบ ทุกคน ทุกพรรคต้องให้ทุกคนต้องลด ทิฐิ และลดการชิงเหลี่ยม ชิงตำแหน่งอำนาจ เพื่อแต่ละฝ่าย

1. ทุกพรรคนั่งคุยกัน หานายกที่เป็นกลางมากที่สุด ใน บช นายกที่มีอยู่(ท่านประยุทธ,) เพื่อ สรรหา ครม และปฏิบัติตามมติ ของทุกพรรค ที่ประชุมร่วมกันว่าต้องทำอะไรบ้าง 1,2,3,4 ในช่วงเวลานี้ 

2. นายกฯ ไปตั้ง รมต บริหารกระทรวง เท่าที่จำเป็น ให้ไปทำภารกิจ เพื่อชาติเพื่อประเทศ ตาม มติ ของ ที่ประชุมทุกพรรคกำหนด 

3. ทุกพรรคเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ต้องส่งคนเข้ามาเป็น รมต แต่ทำหน้าที่ คอยติดตามตรวจสอบ นายกฯ ฝ่ายบริหาร ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามกรอบคุณธรรม และกฎหมาย และมติร่วม ทปช พรรคทุกพรรค

4. กำหนดเวลา ยุบสภา ที่แน่นอน เพื่อให้ทุกพรรค ทราบเวลา และแข่งขันเป็นธรรม ของทุกพรรค จะได้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ

‘อินเดีย’ ยอมลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0% ‘ทรัมป์’ บอกไม่สน!! ชี้ควรทำตั้งนานแล้ว ไม่ใช่มาเสนอตอนนี้

(2 ก.ย. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อินเดียเสนอที่จะปรับลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ลงเหลือศูนย์ หลังจากที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศถูกวิจารณ์ว่ามีความไม่สมดุล โดยทรัมป์โพสต์ใน Truth Social ว่า “พวกเขาควรทำตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งจะมาเสนอตอนนี้ มันสายเกินไปแล้ว”

ด้านอินเดียยังไม่มีการตอบโต้ต่อถ้อยแถลงดังกล่าว แต่เป็นที่รู้กันว่า สหรัฐฯ เคยเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียสูงถึง 50% สร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศอย่างมาก

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ของอินเดีย เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่จีน โดยปรากฏภาพเขาเดินจับมือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ตอกย้ำภาพความใกล้ชิดระหว่างอินเดีย จีน และรัสเซีย ท่ามกลางแรงกดดันจากวอชิงตัน

แม้สหรัฐฯ และอินเดียจะเคยมีความร่วมมือใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นถ่วงดุลอำนาจจีน แต่ความสัมพันธ์กลับตึงเครียดขึ้น หลังอินเดียยังคงนำเข้าน้ำมันรัสเซีย ขัดต่อความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการสกัดกั้นการทำสงครามของมอสโกในยูเครน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top