Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

‘ประชาธิปัตย์’ เดินเกมพลาดกับการกอด ‘เพื่อไทย’ หวังช่วงเวลาที่เหลือได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มความสามารถ

(1 ก.ย. 68) “ไม่เหลือความเป็นคน” เป็นถ้อยแถลงของ “เดชอิศม์ ขาวทอง” หรือนายกฯชาย เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นคนที่สองที่เป็นชาวสงขลา และเติบโตก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

นายกฯชายต้องการจะสื่อว่า รับไม่ได้ที่จะไปยกมือสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีระกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการ “ตัดบัวไม่เหลือเยื่อใย” ซึ่งในทางการเมืองเขาไม่ทำกัน

เข้าใจว่านายกฯชายยังติดใจประเด็นที่ดินรถไฟเขากระโดง ที่ตั้งธงตั้งแต่ต้นว่า จะต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ (โฉนด) ผู้ครอบครอง โดยเฉพาะบ้านใหญ่ “ชิดชอบ”

“ภูมิธรรม เวชชยชัย” เคยลั่นวาจาไว้ว่าสามารถเพิกถอนได้ภายในสองวัน แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมาสองเดือน ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ฝ่ายโน้นก็กวักมือเรียกอยู่ว่า ให้เพิกถอนเลย จะเป็นชั่วโมงไหน ก็เข้าใจว่า อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ก็ไม่กล้าลงนามยกเลิกโฉนดที่ดินอีก 900 กว่าแปลง เพราะศาลยังไม่ตัดสิน ศาลตัดสินเฉพาะ 35 แปลงที่เป็นคดีความฟ้องร้องกัน และเมื่อ 35 แปลงศาลตัดสินว่าเป็นที่ดินการรถไฟ กรมที่ดินก็เพิกถอนโฉนดหมดแล้ว อีก 900 กว่าแปลงถ้าจะเพิกถอนก็ต้องให้การรถไฟฯไปฟ้องศาล ซึ่งเกินกำลังการรถไฟ ต้องให้อัยการรับไปฟ้องให้แทน

“ที่ดินหลวง ถ้าถูกบุกรุกก็ต้องยึดคืนมาเป็นของหลวงทุกตารางนิ้ว” นี้เป็นคำให้สัมภาษณ์จุดยืนของนายกฯชาย ซึ่งเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง แต่ยังทำไม่ได้ แม้จะมีโอกาสแล้วก็ตาม ก็เข้าใจได้ว่า เรื่องนี้ยังคาใจนายกฯชายอยู่

อีกประเด็นคือ คดีฮั้วเลือก สว.ซึ่งมีชื่อของคนในพรรคภูมิใจไทยติดร่างแหร่วมขบวนการอยู่ด้วยหลายคน น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ที่นายกฯชายรับไม่ได้ จึงปิดประตูใส่หน้าพรรคภูมิใจไทย

แต่ซีกหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมี “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต สส.8 สมัยพรรคประชาธิปัตย์สงขลา เดินนำหน้าเข้าพรรคภูมิใจไทยไปก่อนแล้ว แถมยังหอบหิ้วรายชื่อ สส.ประชาธิปัตย์ ไปร่วมสนับสนุน “อนุทิน” ไม่น้อยกว่า 4-5 คน

“ผมอยากจะเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า”
 นิพนธ์ บุญญามณี
 29 สิงหาคม 2568 นิพนธ์ แสดงจุดยืนชัดเจน

กล่าวสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ การเลือกเดินเกมกอดเพื่อไทย ก็ต้องเตรียมตัว ทำใจเป็นฝ่ายค้าน 4 เดือนก่อนยุบสภาตามสัญญา แต่ที่น่าเจ็บใจสำหรับนายกฯชาย คือเพิ่งนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยได้เพียงสองเดือน เก้าอี้ยังไม่ทันร้อน บารมียังแผ่ไม่เต็ม ที่ปรึกษาตั้งไว้เกือบร้อย ยังไม่ทันได้หารืออะไรมาก ช่วง 4 เดือนนี้ขอให้ทำหน้าที่เต็มความสามารถ เผื่อความนิยมจะฟื้นขึ้นมาบ้าง กับการ กอดเพื่อไทยไว้แน่น

ขอให้โชคดีมีความสุข สำหรับผมจะไปแคะไปแกะมาว่า ใครจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหนบ้าง

‘แม่ทัพภาค 2’ ไม่ยืนยันข่าว ‘สรัย ดึ๊ก’ ขุนศึกคู่ใจฮุนเซน เสียชีวิต แต่ตั้งข้อสังเกต!!...ไม่พบปรากฏตัวนานกว่า 1 เดือนแล้ว

เมื่อวานนี้ (31 ส.ค. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกระแสข่าวการเสียชีวิตของ พล.ท.สรัย ดึ๊ก รองผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้จริงหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการ แต่ยอมรับว่าเป็นที่น่าสังเกตเพราะ พล.ท.สรัย ไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะมานานกว่า 1 เดือนแล้ว

โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า พล.ท.สรัย ดึ๊ก เสียชีวิตจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันทางรัฐบาลกัมพูชายังไม่มีการออกมาชี้แจงหรือโต้ตอบต่อรายงานที่ปรากฏในสื่อฝั่งไทย

สำหรับ พล.ท.สรัย ดึ๊ก ถือเป็นนายทหารคนสนิทของสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และมีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคง โดยเมื่อ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา เขาเป็นผู้แทนฝ่ายกัมพูชาเจรจากับฝ่ายไทยในกรณีปัญหาพื้นที่พิพาทช่องบก จนสามารถลดกำลังและคลี่คลายความตึงเครียดในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง

จีนโชว์บทบาทเจ้าภาพ SCO ครั้งใหญ่สุด ที่เทียนจิน ‘สี จิ้นผิง’ ชี้เป็นเวทีสำคัญสร้างอนาคตให้มนุษยชาติ

(1 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำและแขกนานาชาติ ในการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit 2025) ที่เมืองเทียนจิน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ว่า SCO กำลังมีบทบาทและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ทั้งในด้านการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพภูมิภาค รวมถึงการพัฒนาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของโลก

สี จิ้นผิงแสดงความมั่นใจว่าการประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ และ SCO จะยิ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการเสริมสร้างความร่วมมือ ความเป็นเอกภาพระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงการผลักดันพลังของโลกใต้ (Global South) เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับมนุษย์

สำหรับ SCO ก่อตั้งเมื่อปี 2001 จาก 6 ประเทศสมาชิก และขยายจนมี 26 ชาติในปัจจุบัน โดยมีสมาชิกเต็มรูปแบบ ผู้สังเกตการณ์ และหุ้นส่วนการเจรจา ครอบคลุมทั้งเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ซึ่งการประชุมเทียนจินครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดของ SCO โดยคาดว่าจะรับรองเอกสารยุทธศาสตร์การพัฒนาในอีก 10 ปีข้างหน้า

โดยมีผู้นำกว่า 20 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ 10 แห่งเข้าร่วม ซึ่งก่อนการประชุม สี จิ้นผิง ได้พบปะทวิภาคีกับผู้นำหลายชาติ เขาระบุว่าเมืองเทียนจินในฐานะพื้นที่นำร่องการปฏิรูปและเปิดกว้างของจีน จะช่วยเสริมพลังใหม่ให้ SCO เดินหน้าสู่อนาคตที่สดใส และยังย้ำว่า SCO กำลังกลายเป็นพลังสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสร้างประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน

'เพื่อไทย' ได้เกือบ 11 ล้านเสียง สูงกว่า 'ภูมิใจไทย' เกือบ 10 เท่า พรรคประชาชน โปรดอย่ามองข้าม

(1 ก.ย. 68) นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า 'เพื่อไทย' ได้เกือบ 11 ล้านเสียง สูงกว่า 'ภูมิใจไทย' เกือบ 10 เท่า พรรคประชาชน โปรดอย่ามองข้าม "เสียงประชาชน"

พร้อมทั้งยังอธิบายเพิ่มเติม ต่อกรณีที่มีคนแสดงความคิดเห็นว่า พรรคเพื่อไทย เคยมองข้าม 14 ล้านเสียงของพรรคก้าวไกลเช่นกัน โดยระบุว่า สำหรับท่านที่หลงประเด็นว่า 'เพื่อไทย' มองข้าม 14 ล้านเสียง ขอให้ทำความเข้าใจใหม่ครับ

1. เพื่อไทย และ ก้าวไกล (ในเวลานั้น) มีหน้าที่แข่งกันตั้งรัฐบาล ต่างฝ่ายต่างมี candidate ของตนเอง และ เพื่อไทย ก็ได้โหวต ให้พิธา แล้ว แต่เสียงก็ยังไม่พอ ไม่มีการมองข้าม 14 ล้านเสียงแต่อย่างใด

2. พรรคประชาชน ในเวลานี้ ไม่ได้เสนอตัวแข่งตั้งรัฐบาล และไม่มี candidate ของตนเองที่จะเป็น นายกฯ ได้ พรรคประชาชนทราบดี จึงเป็นฝ่ายตั้งกติกาเสนอหลักการเพื่อพิจารณาว่าพรรคใดจะได้เสียงโหวต ซึ่งถือว่าเป็นจุดยืนที่ดีและผมชื่นชมไปแล้วตั้งแต่วันแรกๆ สถานการณ์วันนี้จึงต่างกันและนำมาอ้างเทียบกันไม่ได้

3. เมื่อ พรรคประชาชน เป็นฝ่ายเสนอว่าจะพิจารณาเลือกใคร ผมก็เพียงเสนอว่าจะมองข้ามปัจจัยสำคัญ คือ เสียงประชาชนที่เลือก เพื่อไทย มากกว่า ภูมิใจไทย เกือบ 10 ล้านเสียง ต่างกันเกือบ 10 เท่าตัว ไม่ได้

4. เป้าหมายเชิงหลักการของ พรรคประชาชน คือ การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเพื่อไทยก็ดำเนินการเสนอญัตติไปแล้วตอนนี้รอศาลวินิจฉัยให้ชัดเจน ส่วน ภูมิใจไทย ขวางการแก้รัฐธรรมนูญมาตลอด ปัจจัยนี้ก็มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

และยังได้ตอกย้ำด้วยว่า หากท่านใดยังไม่เข้าใจ เชิญอ่านอีกสัก 10 รอบ น่าจะเข้าใจได้นะครับ

สื่อนอกแฉ!! เครือข่าย ‘จอร์จ โซรอส’ และองค์กร NED อยู่เบื้องหลังการประท้วงครั้งใหญ่ที่ ‘อินโดนีเซีย’

(1 ก.ย. 68) อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ จนทำให้ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) ต้องยกเลิกการเดินทางไปจีนและไม่เข้าร่วมการประชุม SCO โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่าง แองเจโล จูลิอาโน (Angelo Giuliano) ระบุว่า แม้การประท้วงสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจจริง แต่การที่ผู้ชุมนุมใช้สัญลักษณ์ “ธงโจรสลัดจากการ์ตูนดัง One Piece” บ่งชี้ถึงอิทธิพลจากภายนอก

จูลิอาโนอ้างว่า องค์กรต่างประเทศอย่าง National Endowment for Democracy (NED) และมูลนิธิ Open Society ของจอร์จ โซรอส (George Soros) นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการี อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยทั้งสองเคยสนับสนุนกิจกรรมในอินโดนีเซียมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ขณะที่สัญลักษณ์จากการ์ตูนญี่ปุ่นที่แพร่ไปตามถนน รถยนต์ และกำแพงบ้านในหลายเมือง ก็ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือชี้นำการเคลื่อนไหว

นักวิเคราะห์อีกคนอย่าง เจฟ เจ. บราวน์ (Jeff J. Brown) ผู้เขียน The China Trilogy มองว่าเหตุการณ์นี้คล้ายกับ “ปฏิวัติสี” ที่เกิดขึ้นในเซอร์เบีย และสะท้อนความพยายามของตะวันตกในการผลักดันผู้นำสายสหรัฐฯ ขึ้นมาแทนผู้นำที่ไม่เข้ากับผลประโยชน์ เช่นปราโบโว ซึ่งกำลังเสริมสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน รัสเซีย SCO และ BRICS

ทั้งนี้ อินโดนีเซียถือเป็นประเทศอาเซียนชาติแรกที่เข้าร่วม BRICS อีกทั้งยังมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 8 ของโลกในด้าน PPP ซึ่งมีประชากรเกือบ 300 ล้านคน และเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจฟ เจ. บราวน์ ชี้ว่า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อินโดนีเซียตกเป็น “เป้าหมาย” ที่ตะวันตกต้องการสั่นคลอนเพื่อรักษาอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

‘บิ๊กเต่า’ เผยมี ‘อดีตผอ.พศ.’ ถือครองโฉนดแทน ‘อลงกต’ ส่วน ‘สมปอง’ อยู่ในข่ายที่จะถูกดำเนินคดี

‘บิ๊กเต่า’ ยอมรับมี ‘อดีตผอ.พศ.’ ร่วมถือครองโฉนดที่ดินแทน ‘อดีตพระอลงกต’  ส่วน ‘สมปอง’ ยังอยู่ในข่ายถูกดำเนินคดี แม้อ้างเป็นการยืมเงินและคืนไปบางส่วนแล้ว 

(1 กันยายน 2568) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนคดี อลงกตการละคร โดยระบุว่าคดีมีความคืบหน้าไปพอสมควร และมีตัวละครที่สามารถดำเนินคดีได้หลายคน แต่ตำรวจต้องการพยานหลักฐานมาประกอบข้อมูลตรงนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นก่อน ซึ่งตอนนี้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามทยอยเรียกสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อย

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบขยายผลเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน โดยเฉพาะประเด็นที่มีคนใกล้ชิด อักษรย่อ นางสาว ว. ถือครองโฉนดที่ดินมูลค่ารวม 140 ล้านบาทนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่าตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบบุคคลเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยในจำนวนนั้นยอมรับว่ามีอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และตลกชื่อดัง ถือครองโฉนดที่ดินแทน อดีตพระอลงกต ด้วย โดยทั้งคู่มีพฤติกรรมคล้ายๆ กัน คือ เข้าไปหาผลประโยชน์ และไม่ใช่เพียงผลประโยชน์จากเงินวัดก้อนเดียว แต่หาผลประโยชน์จากกลุ่มเครือข่ายด้วย ซึ่งมีมูลค่าเงินจำนวนมาก และทาง อดีตพระอลงกต ก็มองว่าตนเองถูกรังแก ถูกโกงเงินไป ทั้งเรื่องคอนเสิร์ต เรื่องที่ดิน และถือครองทรัพย์สินแทน แต่ที่ อดีตพระอลงกต ไม่ออกมาโวยวาย เพราะพยายามติดตามทวงถามมาตลอด แต่อีกฝ่ายไม่คืนเงิน อย่างไรก็ตาม อดีตพระอลงกต ไม่ได้มีหลักฐานการทวงเงินมาแสดงให้ตำรวจเห็น อ้างเป็นคำพูดเท่านั้น

ส่วนการสอบปากนายสมปอง นครไธสง หรือ อดีตพระสมปอง ที่เข้าให้ปากคำเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่วนตัวตนเองยังไม่ได้คุยโดยตรง แต่ได้รับรายงานว่านายสมปองอ้างว่าไปยืมเงินจาก อดีตพระอลงกต ช่วงที่เป็นพระ แต่ก็ต้องดูว่าเงินที่ยืมมา มีเจตนายืมจริงหรือไม่ หรือเป็นการช่วยงาน อดีตพระอลงกต เพื่อขอเงินไปใช้ อย่างไรก็ตามหากเงินดังกล่าวเป็นเงินวัด และ นายสมปองก็เคยเป็นพระ ย่อมรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรยุ่งกับเงินวัด ซึ่งตำรวจต้องมองถึงเจตนา ที่มาของเงินที่ยืมไป พยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งจะต้องดูในรายละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่มาของเงิน 13 ล้านที่นำมาให้ยืม กระบวนการคืนเป็นเงินสดและคืนผ่านบุคคลที่ 3 ซึ่งอาจเข้าข่ายการฟอกเงินด้วย พร้อมยืนยันนายสมปองยังอยู่ในข่ายที่จะถูกดำเนินคดี

ส่วนกลุ่มดารา นักร้อง อินฟลูเอนเซอร์ ที่ถูกโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของ อดีตพระอลงกต นั้น เบื้องต้นวง พิงค์แพนเตอร์ ได้ประสานจะเข้าให้ข้อมูลกับตนเองมาแล้ว เพราะถือว่าเป็นวงใหญ่ ค่าจ้างขึ้นแสดงครั้งละ 4-5 แสนบาท ส่วนบุคคลอื่นๆ ก็มีประสานมาบ้าง เป็นนักธุรกิจขายของมีค่า แต่อ้างว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ถูกกระแสโซเชียลโจมตี ซึ่งตนเองก็แนะนำว่าให้เข้ามาพบตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์

‘บ๊อบ แคทเตอร์’ สส.ออสเตรเลียฉุนขาด เกือบต่อยนักข่าว!! หลังถูกถามเรื่องเชื้อสายเลบานอน

(1 ก.ย. 68) บ็อบ แคทเตอร์ (Bob Katter) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลีย ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังถูกถ่ายคลิปขณะยกกำปั้นข่มขู่ผู้สื่อข่าว ระหว่างการแถลงข่าวหน้ารัฐสภารัฐควีนส์แลนด์ จากการที่ผู้สื่อข่าวถามถึงเชื้อสายเลบานอนของเขา ซึ่งทำให้แคทเตอร์ไม่พอใจ และตอบกลับว่า “ผมเคยต่อยปากคนมาแล้วหลายครั้ง อย่าพูดแบบนั้นออกมา!”

แคทเตอร์ยืนยันว่าตนเป็น “ชาวออสเตรเลียแท้” และครอบครัวอยู่ในประเทศมากว่า 140 ปี พร้อมกล่าวหาผู้สื่อข่าวว่าเป็น “พวกเหยียดเชื้อชาติ” ขณะที่นักข่าว จอช บาวาส (Josh Bavas) จากช่อง 9 ออสเตรเลีย ยังคงตั้งคำถามต่อเนื่อง แม้ถูกข่มขู่ต่อหน้า

ต่อมา แคทเตอร์ออกมาเรียกร้องให้ผู้สื่อข่าวและสถานีดังกล่าวออกมาขอโทษ โดยระบุว่าการถูกมองว่าไม่ใช่ออสเตรเลียนั้น เป็นการดูถูกอย่างยิ่ง ด้านผู้สื่อข่าวบาวาสมองว่าเป็นการแถลงข่าวที่เหนือความคาดหมาย และตนเพียงต้องการสะท้อนคุณค่าของครอบครัวผู้อพยพที่ช่วยสร้างชาติออสเตรเลีย

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คลิปกลายเป็นไวรัล และถึงขั้นนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีส (Anthony Albanese) ออกมาวิพากษ์ว่า แคทเตอร์ควรกลับไปดูพฤติกรรมตัวเอง พร้อมย้ำว่า “ออสเตรเลียเกิดจากผู้อพยพ” และยกตัวอย่างว่า แม้แต่ตนชื่ออัลบานีส (เชื้อสายอิตาลี-ไอริช) หรือผู้นำวุฒิสภาที่ใช้นามสกุลวอง ก็สะท้อนความจริงข้อนี้ว่า คนที่อพยพเข้ามาทำให้ออสเตรเลียแข็งแกร่งขึ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำวิธีเก็บ URL เฟซบุ๊กมิจฉาชีพ ให้สามารถใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

(31 ส.ค. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษก ตร.)
เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์พบว่า มิจฉาชีพนิยมใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการก่อเหตุ

เพื่อให้ประชาชนสามารถเก็บข้อมูลพยานหลักฐานเกี่ยวกับบัญชีเฟซบุ๊กของมิจฉาชีพ ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถนำไปใช้ในการแจ้งความดำเนินคดีได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแนะนำ วิธีการเก็บ URL และข้อมูลบัญชีเฟซบุ๊กของมิจฉาชีพ ดังนี้

กรณีใช้งานผ่านเว็บไซต์ (คอมพิวเตอร์)
 1. ให้เข้าไปที่หน้าโปรไฟล์ของมิจฉาชีพ
 2. คลิกที่ URL ซึ่งอยู่ด้านบนของเบราว์เซอร์
 3. คัดลอกหรือบันทึกภาพหน้าจอ URL และหน้าโปรไฟล์
กรณีใช้งานผ่าน

แอปพลิเคชันมือถือ
 1. ให้เข้าไปที่หน้าโปรไฟล์ของมิจฉาชีพ
 2. กดที่ปุ่มสัญลักษณ์ “…”
 3. เลื่อนลงไปด้านล่างสุด แล้วคัดลอกหรือบันทึกภาพหน้าจอ URL

เพียงเท่านี้ พี่น้องประชาชนก็จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบในการแจ้งความออนไลน์ หรือแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือแจ้งความออนไลน์ที่เว็บไซต์ ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ www.thaipoliceonline.go.th หรือโทร สายด่วน 1441 และ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 กันยายน 2568

รางวัลที่ 1 รางวัลละ 6,000,000 บาท : 506356
รางวัลเลขหน้า 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 131 , 012
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 022 , 209
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท : 31
รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท :506355 , 506357

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 2 จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท : 046135 , 445869 , 372408 , 469250 , 533819

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 3 จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 80,000 บาท : 335233 , 882984     702603 , 845523 , 016078 , 700546 , 078655 , 161206 , 239209 , 141752

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 4 จำนวน 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท
395512     702058     058677     765975     067355 
733647     762137     242188     274926     311543 
920183     259364     206160     572020     250404 
132636     252570     233742     890558     645396 
322168     710669     594485     813489     876047 
051783     968685     059415     880384     555392 
588611     189854     235593     922630     836773 
440936     171919     099452     974962     929392 
440861     985819     005368     734099     731497 
068162     351429     267650     457625     625925

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 5 จำนวน 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท
606289     999673     347742     090225     160030 
938943     518471     716496     679796     285110 
775543     451131     398999     218132     947334 
818904     221219     838857     974467     970939 
639842     063559     982645     408972     074447 
605752     150393     519637     466544     426773 
082759     115074     170744     438910     908290 
319442     130667     318144     533412     371853 
292788     793933     485436     231801     828145 
694007     064957     448698     220565     261959 
642349     723834     088703     240693     401057 
361888     195552     006077     711333     188522 
252013     401787     097173     635409     892597 
737264     386238     013759     816651     125911 
426209     186990     018306     447679     508385 
001769     064242     029139     779074     928426 
646545     681763     224761     009636     488393 
387662     479386     737894     242761     869025 
188493     575457     853441     450233     929336 
702106     687930     490074     333621     344506

รถไฟใต้ดินฉงชิ่ง “สายตะกร้าผัก” ไม่เพียงยกระดับการเดินทาง แต่ยังยกระดับรายได้และชีวิตชาวบ้านเข้าด้วยกันกับคนเมือง

(1 ก.ย. 68) รถไฟฟ้าใต้ดินสาย 4 ของเมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของการเชื่อมโยงเมืองกับชนบทอย่างแท้จริง ซึ่งเส้นทางยาวกว่า 48.5 กิโลเมตรนี้ ไม่เพียงแต่รองรับผู้โดยสารทั่วไป แต่ยังเป็นเส้นทางของเกษตรกรที่หอบตะกร้าผักและผลไม้ขึ้นรถไฟเข้ามาขายในเมือง ทำให้ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “รถไฟสายตะกร้าผัก”

บรรยากาศของรถไฟสายตะกร้าผัก เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เพราะเป็นพื้นที่ที่ทั้งกระเป๋าเอกสารและตะกร้าผักอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน โดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 เป็นต้นมา มีการดัดแปลงที่พักพิงเก่าในเมืองฉงชิ่งจากยุคสงครามมาเป็นตลาดสดให้เกษตรกร เพิ่มความสะดวกในการค้าขายมากขึ้น

ขณะที่มณฑลเสฉวน ชาวเมืองจำนวนมากนั่งรถไฟสายนี้ออกไปซื้อผักผลไม้สดถึงชนบท รอบสถานีรถไฟจึงคึกคักด้วยตลาดผักเล็ก ๆ และไม่ไกลก็ยังมีตลาดใหญ่ของชาวบ้านที่ดึงดูดผู้คนให้มาเลือกซื้อสินค้ากันแน่นขนัด

เรื่องราวของ “รถไฟสายตะกร้าผัก” จึงไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางขาเดียวจากชนบทเข้าเมืองอีกต่อไป แต่กลายเป็นการเดินทางสองทางที่เอื้อประโยชน์ทั้งเกษตรกรและคนเมือง เมืองได้อาหารสดคุณภาพดี ชนบทได้รายได้เพิ่มและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของการบูรณาการเมือง–ชนบท ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top