Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

ผู้ช่วย ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดนใต้ มอบนโยบายเสริมความพร้อมการปฏิบัติราชการ

(13 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.ตร.สน.) เดินทางตรวจเยี่ยมและประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมด้านการปฏิบัติราชการ และการดูแลสวัสดิภาพกำลังพล โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) , พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รอง ผบช.ภ.9 รรท.ผบก.ภ.จว.นราธิวาส , พล.ต.ต.วัลลพ จำนงค์อาษา รอง ผบช.ภ.9 , พล.ต.ต.ธเรศ แก้วละเอียด รอง ผบช.ภ.9 , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พล.ต.ต.ณฐกรญ์ กาญจนาภรณ์ ผบก.ภ.จว.ยะลา , พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล ผบก.ภ.จว.ปัตตานี พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

พล.ต.ท.สำราญฯ ได้นำความห่วงใย ถ่ายทอดข้อสั่งการและแนวทางปฏิบัติของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กำชับผู้บังคับบัญชาทุกระดับ เพื่อให้ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการเสริมความพร้อมของหน่วยและบุคลากร สนับสนุนการปฏิบัติราชการให้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยกำชับในเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ระดับบุคคลและหน่วย , ให้ผู้บังคับบัญชาลงตรวจสถานีตำรวจและฐานปฏิบัติการ ปรับปรุงกายภาพให้มีความปลอดภัย ฝึกข้อมแผนป้องกันหน่วยให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง อันเป็นการลดความสูญเสีย และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจด้วยการดูแลสวัสดิการอย่างเหมาะสม

พล.ต.ท.สำราญฯ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปประชุมร่วมระหว่างตำรวจไทย - มาเลเซีย ระดับบริหาร ครั้งที่ 28 ระหว่างวันที่ 18 - 21 สิงหาคม 2568 ซึ่งจะได้เตรียมข้อเสนอแนะในบางประเด็นที่เป็นประโยชน์ เช่น การบังคับใช้กฎหมายในเรื่องหมายแดงของตำรวจสากล ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรรมต่อไป

ทั้งนี้ ภายหลังการมอบนโยบาย ผู้ช่วย ผบ.ตร.ได้ประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเหตุลอบวางระเบิด ตามคำสั่ง ตร.ที่355/2568 ณ ห้องประชุม War Room ศปก.ตร.สน.

กัมพูชาขึ้นป้ายบิลบอร์ดขนาดยักษ์ 3 ด้าน ทั่วกรุงพนมเปญ อวย!! ‘ฮุน มาเนต’ ในชุดเครื่องแบบทหารแทนที่ ‘ฮุน เซน’

(13 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์ข้อความว่า…กัมพูชาขึ้นบิลบอร์ดขนาดยักษ์ 3 ด้านทั่วกรุงพนมเปญ พร้อมภาพ 'ฮุน มาเนต' ในเครื่องแบบทหารทำความเคารพ ฉากหลังธงชาติและสัญลักษณ์ปราสาท พร้อมข้อความภาษาขแมร์ความหมายว่า “ทุกคนไว้วางใจรัฐบาล และกองทัพของเรา” โดยป้ายดังกล่าวถูกติดตั้งในทำเลสำคัญ เพื่อให้ประชาชนในเมืองหลวงเห็นอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

วิเคราะห์ในทัศนะของข้าพเจ้า

แม้จะเป็นเพียงบิลบอร์ด แต่เนื้อหาและภาพที่ใช้สะท้อนเป้าหมายที่ลึกกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทั่วไป ข้อความที่เชื่อมคำว่า 'รัฐบาล' และ 'กองทัพ' เข้าด้วยกัน พร้อมภาพฮุน มาเนตในฐานะผู้นำ ทำให้เกิดการรับรู้ว่าความมั่นคงของประเทศผูกติดกับตัวเขาโดยตรง การสื่อสารเช่นนี้มีลักษณะเป็น “สงครามความคิด” (Mind War) ภายในพรรคและโครงสร้างอำนาจ

ที่สำคัญ การตัดภาพและการกล่าวถึงฮุน เซนออกไปทั้งหมด สามารถตีความได้ว่าเป็นการลดทอนอิทธิพลและรัศมีทางการเมืองของอดีตผู้นำ เพื่อเบนสายตาประชาชนและกองทัพให้ยอมรับฮุน มาเนตในฐานะศูนย์กลางอำนาจใหม่ พร้อมกันนั้นยังเป็นการ 'แทรกแซง' พื้นที่ทางอำนาจของฮุน เซนอย่างแนบเนียน ผ่านการครอบครองพื้นที่สื่อสาธารณะและการสร้างความคุ้นชินทางจิตวิทยา

นี่จึงไม่ใช่แค่ป้ายโฆษณาเชิงปลุกใจ แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการสถาปนาความชอบธรรมใหม่ ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ รุกคืบและสั่นคลอนบัลลังก์อำนาจของฮุน เซนจากภายใน

15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาในพระองค์” รากฐาน “องคมนตรี” ที่ดำรงหน้าที่คู่ราชบัลลังก์มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง 'สภาที่ปรึกษาในพระองค์' หรือ Privy Council ขึ้นเป็นครั้งแรก มีสมาชิก 49 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในราชกิจ ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น 'คณะองคมนตรี' ซึ่งสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ 6 องคมนตรีถูกปรับโครงสร้างเป็น 'สภากรรมการองคมนตรี' ทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย พร้อมแต่งตั้งสมาชิกใหม่ทุกปีในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จนสิ้นรัชกาลมีสมาชิกสะสมถึง 233 คน แสดงถึงความสำคัญของบทบาทที่ปรึกษาในราชสำนัก

ถัดจากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงจัดระเบียบคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินใหม่ แบ่งเป็น 3 องค์กรหลัก ได้แก่ อภิรัฐมนตรีสภา เสนาบดีสภา และสภากรรมการองคมนตรี แต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 องคมนตรีถูกยกเลิก และเว้นว่างไปนานถึง 15 ปี

จนกระทั่งในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 และ พ.ศ. 2492 ได้รื้อฟื้นสถาบันองคมนตรีขึ้นใหม่ ภายใต้ชื่อ 'คณะองคมนตรี' ทำหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย โดยต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือตำแหน่งในหน่วยงานรัฐอื่น เพื่อคงความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือ

ปัจจุบัน องคมนตรีประชุมกันสัปดาห์ละครั้งที่ทำเนียบองคมนตรี บริเวณพระราชอุทยานสราญรมย์ ใกล้พระบรมมหาราชวัง โดยยังคงเป็นสถาบันสำคัญที่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย

ทัพเรือภาคที่ 1 เข้าร่วมพิธีมอบเครื่องหมายสหัทยานาวีและประกาศนียบัตรกำกับเครื่องหมาย กองทัพเรือ ประจำปี 2568

(13 ส.ค. 68) ทัพเรือภาคที่ 1 เข้าร่วมพิธีมอบเครื่องหมายสหัทยานาวีและประกาศนียบัตรกำกับเครื่องหมายของกองทัพเรือ ประจำปี 2568 ณ ห้องชมวัง อาคารราชนาวิกสภาหลังใหม่ หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธี

ในโอกาสนี้ พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมด้วยข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบุคคลจากภาคเอกชนที่ได้รับการเสนอชื่อ เข้ารับเครื่องหมายสหัทยานาวีและประกาศนียบัตรกำกับเครื่องหมาย ซึ่งมอบเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติแก่ผู้ให้การสนับสนุนกองทัพเรืออย่างต่อเนื่องและมีผลเป็นรูปธรรม อันเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ตลอดจนเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติและประชาชน

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

ผู้ช่วย ผบ.ตร. ลุยชายแดนใต้ มอบนโยบาย–กำชับเข้มความปลอดภัยกำลังพล

(13 ส.ค. 68) เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ส.ค. 2568 พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้อำนวยการ ศปก.ตร.สน. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ผู้บังคับบัญชาใน จชต.  โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) , พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รอง ผบช.ภ.9 รรท.ผบก.ภ.จว.นราธิวาส , พล.ต.ต.วัลลพ จำนงค์อาษา รอง ผบช.ภ.9 , พล.ต.ต.ธเรศ แก้วละเอียด รอง ผบช.ภ.9 , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พล.ต.ต.ณฐกรญ์ กาญจนาภรณ์ ผบก.ภ.จว.ยะลา , พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล ผบก.ภ.จว.ปัตตานี พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม โดยเน้นเสริมความพร้อมการปฏิบัติราชการ ดูแลสวัสดิภาพกำลังพล และยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ระดับบุคคลถึงหน่วยปฏิบัติ โดยกำชับตรวจสถานีตำรวจ–ฐานปฏิบัติการ ปรับปรุงกายภาพหน่วย ฝึกซ้อมแผนป้องกันเพื่อลดความสูญเสีย พร้อมสร้างขวัญกำลังใจและดูแลสวัสดิการอย่างเหมาะสม

พล.ต.ท.สำราญฯ เผยว่า ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. เข้าร่วมประชุมตำรวจไทย–มาเลเซีย ระดับบริหาร ครั้งที่ 28 ระหว่าง 18–21 ส.ค. 2568 โดยเตรียมเสนอความร่วมมือด้านบังคับใช้หมายแดงสากลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ภายหลังมอบนโยบาย ได้ประชุมติดตามความคืบหน้าเหตุลอบวางระเบิดตามคำสั่ง ตร. ที่ 355/2568 ณ ห้องประชุม War Room ศปก.ตร.สน.

ไทย–ลาวผนึกกำลังร่วมทลายเครือข่ายยาเสพติด! รับตัว 5 นักค้ายาข้ามแดน ตามหมายจับคดีร้ายแรง

เมื่อวานนี้ (13 ส.ค.68) ที่ห้องประชุมศุลกากรหนองคาย สะพานมิตรภาพไทย–ลาว อ.เมืองหนองคาย นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมนายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย และหน่วยงานความมั่นคง ร่วมแถลงผลความร่วมมือไทย–ลาวในการรับตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีหมายจับกลับไทย จำนวน 5 ราย ตามโครงการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามยาเสพติด

นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการ ป.ป.ส.ภาค 4 เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากการประชุมทวิภาคีไทย–ลาวว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 20 ระดับรัฐมนตรี เมื่อ 25 ธันวาคม 2567 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันติดตาม จับกุม และส่งตัวผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับ โดยฝ่ายลาวให้คำมั่นดำเนินการตามเป้าหมายที่ไทยร้องขอ จำนวน 21 ราย

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดจากการประสานงานระหว่าง ป.ป.ส.ภาค 4 สำนักงานตรวจตราและควบคุมยาเสพติด และกรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด สปป.ลาว จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญที่กบดานในลาวแต่ยังสั่งการลักลอบนำยาเข้าประเทศทางภาคอีสานได้สำเร็จ

ผู้ต้องหาที่ถูกส่งตัวกลับไทย ได้แก่ นายกิตติชัย นานลืม หรือ “โตโต้” ตามหมายจับศาลจังหวัดหนองคาย และศาลจังหวัดอุดรธานีนายศรันย์ภัทร สุขช่วย ตามหมายจับศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช นายธนากร แน่นอุดร ตามหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี นายเอกรัฐ มากมูล ตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนม และน.ส.ชลิตา ไสยเวช ตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนม

ทั้งนี้ ป.ป.ส. ขอย้ำว่า จะเร่งไล่ล่าผู้ต้องหาหลบหนีในต่างประเทศต่อเนื่อง เพื่อทำลายเครือข่ายค้ายา และปิดเส้นทางลักลอบนำเข้ายาเสพติดเข้าสู่ไทยอย่างเด็ดขาด

เชียงใหม่-ตำรวจภูธรภาค 5  แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญจำนวน 5 คดี

ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 5 คดี รวมของกลางทั้งหมด ยาบ้า จำนวน 3,600,000 เม็ด, เคตามีน จำนวน 100 กก. และไอซ์ จำนวน 150 กก. 

เมื่อวานนี้ (13 ส.ค.68) เวลา 11.00 น. ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุม และสืบสวนขยายผลยาเสพติดรายสำคัญของในพื้นที่ ภ.5 จำนวน 5 คดี ดังนี้ โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าว

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร  ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย  รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล  ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์  ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และพล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผบก.ภ.จว.แพร่ ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35 โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน  มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35 ฝ่ายปกครอง โดย นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผวจ.แพร่ โดย นายนายชรินทร์ ทองสุข ผวจ.เชียงรายสำนักงาน ปปส.ภาค 5  โดย นายธันวา ผุดผ่อง ผอ.ปปส.ภาค 5

ผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 5 คดี
1. สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ บูรณาการร่วมหน่วยที่เกี่ยวข้องจับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมของกลาง เคตามีน จำนวน 100 กก. และ ไอซ์ จำนวน 40 กก.
2. สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ บูรณาการร่วมหน่วยที่เกี่ยวข้องจับกุมผู้ต้องหา 4 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 1,200,000 เม็ด
3. สภ.วังชิ้น จว.แพร่ บูรณาการร่วมหน่วยที่เกี่ยวข้องจับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 1,800,000 เม็ด
4. สภ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยที่เกี่ยวข้องตรวจของกลางไอซ์ จำนวน 110 กก.
5. สภ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ บูรณาการร่วมหน่วยที่เกี่ยวข้องตรวจยึดของกลาง ยาบ้า จำนวน 600,000 เม็ด

รวมของกลางทั้งหมด ยาบ้า จำนวน 3,600,000 เม็ด, เคตามีน จำนวน 100 กก. และไอซ์ จำนวน 150 กก.

กอ.รมน. ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ–เขตบางเปิดปฏิบัติการ ‘พัฒน์พงษ์ปลอดปลอม’ ล้างภาพ Watch List

(14 ส.ค. 68) ช่วงค่ำวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พลโท ชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.3 กอ.รมน.) นำคณะบูรณาการร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) สำนักงานเขตบางรัก และกอ.รมน.กทม. จัดกิจกรรมเดินรณรงค์ต่อต้านการใช้–จำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า บริเวณถนนพัฒน์พงษ์ กทม.

กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างความตระหนักแก่ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และประชาชน ให้หยุดใช้ของปลอม เพื่อป้องกันอันตรายจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง กระเป๋า น้ำหอม และสินค้าลอกเลียนแบบอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นภัยต่อสุขภาพและความปลอดภัย

พลโท ชนินทร์ ย้ำว่า การผลิตหรือจำหน่ายสินค้าลอกเลียนแบบไม่เพียงผิดกฎหมาย แต่ยังสร้างความเสียหายต่อเจ้าของผลงาน และกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ โดยประเทศไทยยังอยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง (Watch List) ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและเศรษฐกิจ

พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนประชาชนร่วมงดใช้และจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ รวมถึงแจ้งเบาะแสเมื่อพบการกระทำผิด เพื่อร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และเสริมความเชื่อมั่นของประเทศไทยทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

กปช.จต. จับแรงงานกัมพูชา 46 คน ลักลอบเข้าไทย สารภาพสิ้นโดนรัฐบาลหลอก!! ไม่ให้งานทำตามที่สัญญา

(14 ส.ค. 68) กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จับกุมแรงงานกัมพูชาลักลอบเข้าไทย 46 คน พร้อมคนไทยผู้พานำ 1 คน เมื่อคืนวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่บ้านคลองบอน หมู่ 4 ตำบลหนองตาคง อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยเจ้าหน้าที่ทหารพรานนาวิกโยธินร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจท้องที่ เข้าจับกุมและนำผู้ต้องหาทั้งหมดส่งดำเนินคดีที่ สภ.บ้านแปลง

พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือเผยว่า การลักลอบเข้าเมืองยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้รัฐบาลกัมพูชาจะเชิญชวนให้แรงงานกลับประเทศช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา พร้อมสัญญาว่าจะมีงานให้ทำและมีรายได้ แต่เมื่อกลับไปจริงกลับไม่เป็นตามที่ประกาศไว้

แรงงานบางส่วนจึงชักชวนกันลักลอบกลับเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อหางานทำในประเทศ ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องเพิ่มการตรวจตราเข้มข้นตลอดแนวชายแดน เพื่อสกัดการเข้าเมืองผิดกฎหมาย

รองโฆษกกองทัพเรือย้ำว่า ประชาชนไทยที่รับหรือนำแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงาน ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ หากตรวจพบจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างสูงสุด พร้อมยืนยันว่าฝ่ายความมั่นคงจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกกรณี

‘กองทัพเรือจีน’ ตะเพิดเรือรบ USS Higgins ของสหรัฐฯ หลังรุกล้ำน่านน้ำใกล้เกาะปะการัง พื้นที่พิพาทกับฟิลิปปินส์

(14 ส.ค. 68) กองทัพเรือจีนเผยว่าได้ขับไล่เรือพิฆาตยูเอสเอส ฮิกกินส์ (USS Higgins) ของสหรัฐฯ ออกจากน่านน้ำรอบเกาะปะการังสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) ในทะเลจีนใต้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าเรือดังกล่าวรุกล้ำน่านน้ำจีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงส่งกำลังติดตาม ตรวจการณ์ เตือน และขับไล่ตามกฎหมาย พร้อมกล่าวหาว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของจีน รวมถึงบ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากเหตุการณ์นี้ กระทรวงกลาโหมไต้หวันยังรายงานว่า พบเครื่องบินรบจีน 14 ลำ และเรือรบ 6 ลำ ปฏิบัติการรอบเกาะเมื่อวันเดียวกัน ขณะที่หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (PCG) เปิดเผยว่า เครื่องบินลาดตระเวนของตนถูกเครื่องบินขับไล่ J-15 ของจีนสกัดอย่างอันตราย ใกล้เกาะปะการังสการ์โบโรห์ โดยบินเฉียดในระยะเพียง 500 ฟุต และบินเหนือหัวเพียง 200 ฟุต นานกว่า 20 นาที

ก่อนหน้านั้น 2 วัน PCG รายงานว่า เรือของจีน 2 ลำชนกันเองระหว่างไล่ติดตามเรือของฟิลิปปินส์ ทำให้เรือจีนลำหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก เหตุการณ์นี้เกิดท่ามกลางความตึงเครียดจากข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ที่ปะทะกันทางทะเลและอากาศหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จีนย้ำว่าการขับไล่เรือสหรัฐฯ และสกัดเครื่องบินฟิลิปปินส์เป็นการปกป้องน่านน้ำและน่านฟ้าของตน ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรโต้ว่า ปฏิบัติการเหล่านี้อยู่ในเขตน่านน้ำและน่านฟ้าสากล ไม่ได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top