Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

นักวิชาการรัฐศาสตร์ มธ. หนุนรัฐเออร์ลี่รีไทร์ ชงรื้อยุทธศาสตร์กำลังคน ป้องกันงานล้นคน-คนล้นงาน ใช้ข้อมูลครบทุกหน่วยงาน ปฏิรูประบบราชการยั่งยืน

หนุนรัฐ ‘เออร์ลี่รีไทร์’ ข้าราชการ ชงรื้อใหญ่ ‘ยุทธศาสตร์กำลังคน’ แก้ ‘งานล้นคน-คนล้นงาน’ ยั่งยืน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะ รองนายกฯ มองไกลกว่า “แผนเกษียณก่อนกำหนดเพื่อลด ขรก.” แต่ให้ใช้โอกาสนี้ทบทวน “ยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐ” เพื่อการวางแผนกำลังคนพอกับภาระงานในระยะยาว พร้อมชง 3 ข้อเสนอปฏิรูปทั้งระบบจบปัญหางานล้นคน - คนล้นงานแบบตรงจุด

รศ. ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ทำการศึกษาแผนเกษียณก่อนกำหนด เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีมากเกินจำเป็น เพราะด้านหนึ่งเป็นการทบทวนอัตรากำลังคนภาครัฐ ซึ่งในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมาไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ถ้าจะให้ดีควรใช้โอกาสนี้เดินหน้าทบทวนแผนยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐไทย เพื่อปฏิรูปทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนกำลังคนภาครัฐมีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว กล่าวคือทุกหน่วยงานมีจำนวนข้าราชการที่สอดคล้องกับปริมาณงานจริงๆ

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐทั้งระบบ มี 3 ข้อหลักที่ควรพิจารณาดำเนินการ ได้แก่ 1. ก.พ. ควรใช้ข้อมูลของข้าราชการทั้งระบบมาพิจารณาวางแผนอัตรากำลังคนภาครัฐ เพื่อให้ได้สภาพการณ์จริง และนำไปสู่การวางแผนที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมา ก.พ. มีแนวโน้มที่จะดำเนินการด้วยการมองเพียงจำนวนข้าราชการส่วนกลาง โดยเฉพาะที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ แต่ไม่ได้คำนึงถึงข้าราชการท้องถิ่น หรือกระทั่งเรื่องระดับชั้น ลักษณะตำแหน่ง และสายวิชาชีพของตำแหน่งลงลึกของแต่ละหน่วยงาน เช่น สายวิชาชีพทางการแพทย์ต้องการจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ หรือต้องการสายวิชาชีพไหนเพิ่มเติมในอนาคตอีกหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งทำให้หลายหน่วยงานเจอปัญหางานล้นคน แต่บางหน่วยงานก็มีคนล้นงาน

“เมื่อรองนายกฯ ต้องการจะริเริ่มและหันกลับมาทำเรื่องนี้ (กำลังคนภาครัฐ) อย่างจริงจัง ก็ไม่ควรมองแค่ประเด็นเออร์ลี่รีไทร์ หรือขยายอายุเกษียณ แต่ควรจะปฏิรูปทั้งระบบเลย จะได้ไม่เสียของ รวมถึงควรใช้ข้อมูลของทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นหลัก เพราะไทยมีข้าราชการหลายประเภท ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครู บุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการทั่วไปที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม และข้าราชการที่อยู่ในท้องถิ่นอีกจำนวนมหาศาล นี่ยังไม่ได้นับบุคลากรภาครัฐในส่วนที่ไม่ได้มีความเป็นข้าราชการพลเรือนแบบดั้งเดิมอีก” รศ. ดร.วสันต์ กล่าว

2. รัฐบาล และ ก.พ. ไม่ควรเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งมาบังคับใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน โดยละเลยแนวทางอื่นๆ หรือก็คือการทำในลักษณะตัดเสื้อโหล เช่น การใช้แนวทางเกษียณก่อนกำหนดกับทุกหน่วยงาน และมองข้ามการขยายอายุเกษียณข้าราชการ เป็นอาทิ เพราะอาจเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องคนล้นงานของบางหน่วยงาน แต่ทำให้ปัญหางานล้นคนในบางหน่วยงานหนักขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งกำลังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก
3. ภาครัฐควรมีการแบ่งบทบาทหน้าที่หลักของทั้งหน่วยงานทั้งในราชการส่วนกลาง ซึ่งมี 20 กระทรวง และ 166 กรม ราชการส่วนภูมิภาค ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอใน 76 จังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่นที่มีหน่วยงานรวมประมาณ 7,850 แห่ง ให้มีความชัดเจน และไม่ทับซ้อนกัน เพราะการปฏิรูปกำลังคนจะไม่มีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่แก้เรื่องนี้ เห็นได้จากปัจจุบันที่ส่วนกลางมีการกระจายอำนาจหน้าที่ต่างๆ ให้ท้องถิ่น ทว่า หน่วยงานส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคยังมีขนาดเท่าเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดบริการสาธารณะจำนวนมากมีความทับซ้อนกัน เพราะทั้ง 3 ระดับลงมาทำเหมือนกันหมด และทั้ง 3 ระดับก็ต้องการคนที่ทำหน้าที่ลักษณะเหมือนกัน เพื่อมาปฏิบัติงานเดียวกัน
.
“ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องถนน ถ้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีหน่วยงานเยอะมากที่ทำเรื่องนี้ ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กองทัพ กรมชลประทาน ฉะนั้น ถ้าจะปฏิรูป ต้องทำให้สัมพันธ์สอดรับกันทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น” รศ. ดร.วสันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า แต่หากทางรองนายกฯ ไม่ต้องการจะปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ และจะทำเรื่องเกษียณก่อนกำหนด อย่างน้อยก็ควรใช้ข้อมูลข้าราชการในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริง รวมถึงไม่ควรใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน แต่ควรพิจารณาแนวทางอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะประเด็นเรื่องกำลังคนต้องทำแบบลงละเอียด ไม่งั้นจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา และเหมือนไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในภาพรวมด้วย

“ตอนนี้หลายหน่วยงานก็พยายามดิ้นรนหาคนมาให้พอกับภาระงานที่มี เพราะหลายหน่วยงานพอมีคนเกษียณไปแล้วยังหาคนแทนไม่ได้ โดยบางหน่วยงานก็จะใช้งบของหน่วยงานเองในการจ้างข้าราชการที่เกษียณแล้วมาเป็นที่ปรึกษาประจำหน่วยงาน แต่ถ้ารัฐจะให้หน่วยงานใช้วิธีนี้แก้ปัญหาอีกด้านต่อไป ก็ควรจะมีมาตรการอะไรมาสนับสนุนให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างดิ้นรนกันเอง” รศ. ดร.วสันต์ กล่าวเสริม

‘ริชาร์ด โคห์ ‘เปิดแกลเลอรีใหม่!! ‘ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต’ เปิดพื้นที่จัดแสดงศิลปะ แนวคิด "Window Gallery" เน้นผลงานโดดเด่น นิทรรศการ จัสติน ลิม เริ่ม 12 มิ.ย. 69 เชิญชมผลงานละเอียดลึกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

 

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ เปิดพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแห่งใหม่

.สถานที่จัดแสดง: Richard Koh Fine Art, A Place Where (APW), Lot C-06, 29, Jalan Riong, Bangsar, 59100 กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ช่วงนิทรรศการ: 12 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม 2569

พิธีเปิดนิทรรศการ: 12 มิถุนายน 2569 (วันศุกร์) เวลา 16.00 – 19.00 น.

การนำชมนิทรรศการ (Opening Walkthrough): 13 มิถุนายน 2569 (วันเสาร์) เวลา 16.00 น.

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต (RKFA) มีความยินดีที่จะประกาศเปิดพื้นที่แกลเลอรีแห่งใหม่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายบทบาทและการดำเนินงานของแกลเลอรีในเมืองแห่งนี้ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางภัณฑารักษ์ในรูปแบบใหม่สำหรับโปรแกรมนิทรรศการของแกลเลอรี

พื้นที่แห่งใหม่นี้เปิดตัวภายใต้แนวคิด “Window Gallery” ของ ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นแนวทางการจัดนิทรรศการที่มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยแยกตัวออกจากรูปแบบนิทรรศการขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม และหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์การชมที่ตั้งใจและมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ด้วยการลดขนาดและขอบเขตของการนำเสนอในแต่ละครั้ง พื้นที่นี้จึงเปิดโอกาสให้ผลงานแต่ละชิ้นได้รับความโดดเด่นอย่างเต็มที่  พร้อมทั้งเชิญชวนผู้ชมให้ใช้เวลามากขึ้นในการพิจารณาและดื่มด่ำกับผลงานศิลปะที่จัดแสดงอย่างลึกซึ้ง

“Window Gallery” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ ในการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อมุมมอง และการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะอย่างต่อเนื่อง รูปแบบดังกล่าวยังเปิดพื้นที่ให้การจัดโปรแกรมที่มีการทดลองและมีความเข้มข้นมากขึ้น ทำให้แกลเลอรีสามารถตั้งคำถามและสำรวจแนวคิดกระบวนการทำงานของศิลปินอย่างเฉพาะเจาะจง แทนการจัดนิทรรศการแบบภาพรวมในวงกว้าง

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมและกิจกรรมเพิ่มเติมจะประกาศให้ทราบในโอกาสต่อไป

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ นำเสนอผลงานจิตรกรรมของ จัสติน ลิม ภายใต้ชื่อ

“Paintings for the Observer and the Observed”

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ มีความยินดีนำเสนอ “Paintings for the Observer and the Observed” นิทรรศการเดี่ยวโดยศิลปินชาวมาเลเซีย จัสติน ลิม โดยนิทรรศการจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม 2569 พร้อมกิจกรรมนำชมนิทรรศการโดยศิลปินในวันที่ 13 มิถุนายน เวลา 16.00 น.

มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานชิ้นสำคัญ 2 ชิ้น เป็นหลัก โดยเชื้อเชิญให้ผู้ชมชะลอจังหวะการรับรู้และหันมาใส่ใจกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มักถูกมองข้ามในพื้นที่อยู่อาศัยและภายในบ้าน ผลงานชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจอย่างต่อเนื่องของศิลปินเกี่ยวกับการสังเกต ความทรงจำ และสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งพิจารณามิติทางอารมณ์และจิตวิทยาที่แฝงอยู่ภายในพื้นที่ส่วนตัวเหล่านั้น

ผ่านฉากทรรศน์ภายในบ้านที่ถูกจัดองค์ประกอบอย่างพิถีพิถัน ซึ่งเต็มไปด้วยงานศิลปะ วัตถุ หนังสือ ไม้ประดับ และของสะสมหลากหลายชนิด จัสตินได้เปลี่ยนพื้นที่คุ้นเคยให้กลายเป็นเรื่องเล่าทางภาพที่ชวนครุ่นคิดและเปี่ยมด้วยชั้นเชิงในการตีความ หัวใจสำคัญของนิทรรศการอยู่ที่ “การมอง” โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้มองกับสิ่งที่ถูกมอง ศิลปินกับนักสะสม รวมถึงความตึงเครียดระหว่างความใกล้ชิดและระยะห่าง ค่อย ๆ เผยตัวออกมาอย่างเงียบงามผ่านจิตรกรรม

การนำเสนอผลงานในขนาดที่กระชับและจำกัด สะท้อนถึงความสนใจหลักของนิทรรศการได้อย่างชัดเจน นั่นคือความเชื่อที่ว่าการเผชิญหน้ากับผลงานอย่างช้า ๆ และตั้งใจ สามารถเปิดเผยความหมายบางอย่างที่อาจถูกบดบังในบริบทที่กว้างหรือเต็มไปด้วยสิ่งเร้ามากเกินไป ด้วยการให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิดต่อสิ่งที่เติมเต็มอยู่ในห้อง — และต่อผู้ที่อยู่อาศัยและมองมัน — จิตรกรรมของจัสตินจึงตั้งคำถามสำคัญว่า การ “มอง” อย่างแท้จริงหมายถึงอะไร และการเป็นผู้ถูกมองกลับนั้นมีความหมายเช่นไร

เกี่ยวกับศิลปิน

จัสติน ลิม (เกิดปี 1983 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย) เป็นศิลปินชาวมาเลเซียที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศสิงคโปร์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาศิลปกรรม (MFA)และปริญญาตรีเกียรตินิยม (BA(Hons)) จาก LASALLE College of the Arts และ The Open University เขาได้เข้าร่วมโครงการศิลปินพำนัก (Artist Residency) และนิทรรศการระดับนานาชาติในหลายประเทศทั่ว United States, Europe และ Asia รวมถึงที่ Vestfossen Kunstlaboratorium และ Asian Art Biennale ผลงานของเขาได้รับการเผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์นานาชาติชั้นนำหลายแห่ง ปัจจุบันเขาอยู่ภายใต้การดูแลและเป็นตัวแทนศิลปินโดย RKFA

ไทย-เวียดนาม ร่วมหารือ!! ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หารือแก้กฎระเบียบและภาษี เพิ่มความคล่องตัวธุรกิจลงทุน เสริมแกร่งสัมพันธ์อย่างยั่งยืน

สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ร่วมหารือคณะผู้แทนระดับสูงรัฐบาลเวียดนาม

เดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ 10 มิถุนายน 2569 – คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม (ที่ 4 จากซ้าย) พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาฯ ร่วมหารือกับ Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (ที่ 5 จากซ้าย) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับทวิภาคี โดยเน้นการบูรณาการและลดอุปสรรคทางด้านแนวปฏิบัติ กฎระเบียบ ตลอดจนมาตรการทางภาษีและการออกใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและส่งเสริมการลงทุนของทั้งสองประเทศร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยมีคณะกรรมการสภาฯ และผู้นำภาคเอกชนชั้นนำของทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพ เมื่อวันก่อน

หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ : บุคคลในภาพ (จากซ้าย)

1) ดร.เรืองฤทธิ์ อัมพุช อุปละนาละ กรรมการเลขาธิการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

2) คุณกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ กรรมการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

3) คุณเลสเตอร์ หมิง เหลียง คู รองประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

4) คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

5) Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

6) Mr. Truong Viet Dung (เจือง เหวียด หยุ๋ง) รองประธานคณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย

7) Mr. Vu Van Tan (หวู วัน เติน) อธิบดี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และเลขานุการคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

8) Mr. Nguyen The Trung (เหงียน เท้ จุง) กรรมการผู้จัดการบริษัท DTT Technology Group และกรรมการคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

‘สีจิ้นผิง’ เยือนเปียงยาง!! จากสงครามที่ถูกลืมสู่เกมมหาอำนาจ จีนขยับคุมสมดุลคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง ตอกย้ำจีนถือไพ่เกาหลีเหนือ ท่ามกลางสงครามเกาหลีที่ยังไม่จบ 73 ปี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เยือนเกาหลีเหนือ
รู้หรือไม่ว่า สงครามเกาหลียังไม่สงบ แต่อยู่ในสถานะหยุดยิงชั่วคราวมา 73 ปีแล้ว

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนือในวันที่ 8 มิถุนายน 2026 ด้วยเหตุผลเชิงกลยุทธ์หลายประการที่มีความทับซ้อนกันมากกว่าหนึ่งประเด็น การเยือนเปียงยางอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน เป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบเจ็ดปี โดยมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นอย่างมาก

แม้ว่าปักกิ่งและเปียงยางจะระบุอย่างเป็นทางการว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลอง "มิตรภาพที่แข็งแกร่งและไม่มีวันแตกสลาย" โดย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มองว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญมากพอที่จะเดินทางด้วยตนเอง ด้วยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ลดการเดินทางไปต่างประเทศลงอย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วเดินทางไปเพียงประมาณ 6 ครั้งต่อปี ระหว่างปี 2022 ถึง 2025 การที่เขาเป็นฝ่ายเดินทางไปเปียงยาง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่จีนให้กับการเยือนครั้งนี้ โดยมีแรงจูงใจที่สำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเดินทางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดังนี้:
1. เป็นการยืนยันอิทธิพลของจีนเหนือเกาหลีเหนืออีกครั้ง เหตุผลที่สำคัญที่สุดดูเหมือนจะเป็นความกังวลของปักกิ่งที่ว่า คิม จองอุน ได้ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และสหพันธรัฐรัสเซียมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือทางทหารของเกาหลีเหนือกับรัสเซียขยายตัว ทำให้เปียงยางมีแหล่งสนับสนุนทางเศรษฐกิจและทางทหารทางเลือก การเยือนของสี จิ้นผิงส่งสัญญาณว่า จีนต้องการคงสถานะเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ
2. เป็นการเสริมสร้างพันธมิตรเก่าแก่ดั้งเดิม การเยือนครั้งนี้ตรงกับวันครบรอบ 65 ปีของสนธิสัญญาไมตรี ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีนและเกาหลีเหนือปี 1961 ซึ่งยังคงเป็นสนธิสัญญาป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการเพียงฉบับเดียวของจีน รัฐบาลทั้งสองประเทศต่างอธิบายการเดินทางครั้งนี้ว่า เป็นการยืนยันพันธมิตรทางประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศอีกครั้ง ในสงครามเกาหลี จีนส่งทหารจำนวนมหาศาลเข้าร่วมรบกับกองกำลังสหประชาชาติเพื่อช่วยเกาหลีเหนือ โดยทหารจีนเสียชีวิตตามตัวเลขของรัฐบาลจีนเกือบ 200,000 นาย แต่เลขของฝ่ายตะวันตกอยู่ที่ 4-600,000 นาย บาดเจ็บอีกหลายล้านนาย
3. เป็นการจัดการความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค จีนต้องการเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี ปักกิ่งกังวลว่า โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่กำลังขยายตัวของเกาหลีเหนืออาจกระตุ้นให้สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นตอบโต้ทางทหารที่รุนแรงขึ้น การรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเปียงยางทำให้จีนรักษาช่องทางอิทธิพลในช่วงวิกฤตไว้ได้
4. เพื่อต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ประธานาธิบดีสี เน้นย้ำถึงความร่วมมือในการต่อต้านสิ่งที่แถลงการณ์ของจีนและเกาหลีเหนืออธิบายว่าเป็น "การครอบงำ" และแรงกดดันจากภายนอก จีนมองว่า เกาหลีเหนือเป็นกันชนทางยุทธศาสตร์ระหว่างตนเองกับกองกำลังทหารของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น การเดินทางของประธานาธิบดีสี เกิดขึ้นหลังจากมีการเจรจาทางการทูตระดับสูงในปักกิ่ง ซึ่งเขาได้ต้อนรับทั้งประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่มอำนาจต่อรองทางภูมิศาสตร์การเมือง การปรากฏตัวในเปียงยาง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต้องการแสดงให้วอชิงตันเห็นว่า จีนเป็นผู้ถือไพ่ตายสำคัญที่สุดในด้านความมั่นคงของเอเชียตะวันออก อันเป็นการส่งสัญญาณว่า การแก้ไขปัญหาทางการทูตอย่างยั่งยืนเกี่ยวกับคาบสมุทรเกาหลีหรือโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคจะต้องผ่านปักกิ่งโดยตรง
5. เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของจีนในการทูตระดับโลก การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากมีการประชุมระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และรัสเซีย การรักษาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเปียงยางทำให้ปักกิ่งมีอิทธิพลเพิ่มเติมในการหารือเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค การคว่ำบาตร ประเด็นนิวเคลียร์ และการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนในวงกว้าง

การเยือนของสี จิ้นผิง มีจุดประสงค์หลักเพื่อทำให้มั่นใจว่า เกาหลีเหนือยังคงอยู่ในอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ของจีน และไม่ห่างเหินไปทางรัสเซียมากเกินไป พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทของจีนในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดย ท่านผู้อ่านจำนวนมากอาจไม่ทราบว่า สถานะปัจจุบันของสงครามเกาหลี (1950–1953) ยังไม่สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ด้วยสถานะปัจจุบัน ในทางเทคนิคแล้วสงครามยังคงดำเนินอยู่ แต่ยุติลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเกาหลี ผู้ลงนามได้แก่ กองบัญชาการสหประชาชาติ (นำโดยสหรัฐอเมริกา) กองทัพประชาชนเกาหลีเหนือ และกองกำลังอาสาสมัครประชาชนจีน แต่ผู้ไม่ลงนามคือ ประธานาธิบดีซิงมัน รี แห่งเกาหลีใต้ (ในขณะนั้น) ซึ่งปฏิเสธที่จะลงนาม เนื่องจากเขาคัดค้านการแบ่งแยกคาบสมุทร ทำให้การหยุดยิงถูกออกแบบมาเพื่อ "รับประกันการยุติการสู้รบอย่างสมบูรณ์" จนกว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ เนื่องจากไม่เคยมีการทำสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่า เกาหลีทั้งสองยังคงอยู่ในสถานะสงครามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อตกลงหยุดยิงได้จัดตั้งเขตปลอดทหารเกาหลี (DMZ) ซึ่งเป็นเขตกันชนกว้างประมาณ 4 กิโลเมตร ทอดยาวประมาณ 250 กิโลเมตรข้ามคาบสมุทรใกล้เส้นขนานที่ 38 แยก เกาหลีเหนือ และ เกาหลีใต้ ออกจากกัน ยังคงเป็นหนึ่งในพรมแดนที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาที่สุดในโลก โดยสถานการณ์ปัจจุบันในคาบสมุทรเกาหลี:
· เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ถูกแบ่งแยกอย่างเป็นทางการและมีรัฐบาล กองทัพ และเศรษฐกิจแยกจากกัน
· สหรัฐฯ คงกำลังทหารประมาณ 28,500 นายในเกาหลีใต้ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน เกาหลีเหนือได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ โดยทำการทดสอบหลายครั้งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
· มีการเจรจาทางการทูตเป็นระยะ (รวมถึงการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และคิมในปี 2018-2019) แต่ยังไม่มีข้อตกลงที่ยั่งยืน โดยเกาหลีเหนือทำการทดสอบขีปนาวุธเป็นประจำและได้เพิ่มระดับการข่มขู่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
· ปัจจุบัน ความตึงเครียดยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเกาหลีเหนือได้กระชับความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย (รวมถึงมีรายงานว่าจัดหาลูกกระสุนปืนใหญ่และกำลังพลสำหรับสงครามในยูเครน) และเกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยการพิจารณาใหม่เกี่ยวกับท่าทีด้านความมั่นคงของตนเอง

สำหรับสหรัฐอเมริกา สงครามนี้มักถูกเรียกว่า "สงครามที่ถูกลืม" แต่สถานะที่ยังไม่ยุติของสงครามนี้ยังคงส่งผลต่อภูมิศาสตร์การเมืองในเอเชียตะวันออกมาจนถึงทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

เก้าอี้ว่างแทนเสียงเสรีภาพสื่อ!! สะท้อนนักข่าวที่ควรอยู่ฟุตบอลโลก ประธานฟีฟ่าย้ำมนุษยธรรม เรียกร้องปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส หลังถูกคุมขังที่พลาดทำข่าวฟุตบอลโลก

ฟีฟ่า เรียกร้อง แอลจีเรีย ปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส ทั้งที่ควรได้มา ฟุตบอลโลก

จานนี่ อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เรียกร้องให้ทางการ แอลจีเรีย ปล่อยตัว คริสตอฟ เกลเซส ผู้สื่อข่าวกีฬาที่ถูกกักขังไว้ตั้งแต่ปี 2024

แกลซ วัย 37 ปี ถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ระหว่างเดินทางไปยังภูมิภาคคาบีเลีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแอลจีเรีย เพื่อเขียนบทความเกี่ยวกับ เจเอสเค ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จและคว้าแชมป์มากที่สุดของแอลจีเรีย ก่อนถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปีในข้อหา สนับสุนการก่อการร้าย เนื่องจากติดต่อกับ กลุ่มนี้เรียกร้องสิทธิ์ในการกำหนดชะตากรรมตนเองและการแยกตัวเป็นอิสระของ ภูมิภาคคาบีเลีย คือ เอ็มเอเค ซึ่งรัฐบาลแอลจีเรียมองว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย และเป็นเหตุที่ทำให้ เกลเซส ซึ่งควรจะต้องมารายงานข่าว ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐ-แคนาดา-เม็กซิโก ไม่สามารถมาได้

ในงานแถลงข่าวของฟีฟ่า อินฟานติโน ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เว้นเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งเอาไว้ในห้องแถลงข่าวอ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงผู้สื่อข่าวที่ถูกคุมขังอยู่ในแอลจีเรีย

“ในห้องนี้มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง มันถูกจัดเอาไว้ให้ คริสตอฟ เกลเซส เขาถือเป็นผู้สื่อข่าวสายกีฬาเพียงคนเดียวในโลกที่ถูกคุมขังอยู่ในเวลานี้ ทั้งที่ตัวเขาได้รับบัตรอนุญาต และควรจะได้มานั่งทำงานอยู่ตรงนี้ ผมได้เชิญพ่อแม่ของเขาไปชมเกมการแข่งขันระหว่าง ฝรั่งเศส กับ เซเนกัล ด้วย”

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยมนุษยธรรมอันยิ่งใหญ่ เขาจะได้รับความเมตตาและได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดี เพื่อที่เขาจะได้สามารถเดินทางมาสมทบกับพวกเราที่นี่ได้ทันเวลาในช่วงฟุตบอลโลก” อินฟานติโน่ กล่าว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10278798

13 มิถุนายน 2471 วันคล้ายวันทิวงคต สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย พระองค์เจ้าผู้เปลี่ยนการส่งข่าวสารของสยามให้เป็นระบบ จุดเริ่มต้นเครือข่ายสื่อสารของสยาม

วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 เป็นวันคล้ายวันทิวงคตของ สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี อีกทั้งยังทรงเป็นพระโสทรานุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2403 และทิวงคตเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 สิริพระชันษา 68 ปี พระนามของพระองค์ได้รับการจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่างสำคัญ โดยเฉพาะในฐานะผู้บุกเบิกกิจการไปรษณีย์ของสยาม และได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย”

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 สยามกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากกระแสโลกสมัยใหม่ การติดต่อสื่อสาร การคมนาคม การบริหารราชการ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศล้วนต้องปรับตัวให้ทันต่อความเจริญของโลกตะวันตก การมีระบบไปรษณีย์และโทรเลขที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

ก่อนที่ระบบไปรษณีย์ไทยจะถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ การส่งข่าวสาร เอกสาร หรือหนังสือระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ยังอาศัยวิธีการแบบเดิมเป็นหลัก ทั้งการฝากคนเดินทาง การใช้คนส่งสาร หรือระบบราชการเฉพาะกิจ ซึ่งไม่สะดวก ไม่รวดเร็ว และไม่เป็นระบบเท่าที่ควร เมื่อบ้านเมืองเริ่มขยายตัว การค้า การปกครอง และการติดต่อกับต่างประเทศเพิ่มขึ้น ความจำเป็นในการจัดตั้งระบบสื่อสารสมัยใหม่จึงยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสารในฐานะรากฐานของรัฐสมัยใหม่ พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางระบบและผลักดันกิจการไปรษณีย์ให้เกิดขึ้นในสยาม เพื่อให้ประชาชน หน่วยงานราชการ และภาคการค้า สามารถติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก รวดเร็ว และมีมาตรฐานมากขึ้น

การไปรษณีย์ในยุคนั้นมิใช่เพียงการส่งจดหมายหรือพัสดุเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมผู้คน เชื่อมเมือง เชื่อมเศรษฐกิจ และเชื่อมสยามเข้ากับโลกภายนอก เมื่อการสื่อสารมีความรวดเร็วขึ้น รัฐสามารถบริหารราชการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนติดต่อกันได้สะดวกขึ้น และภาคธุรกิจสามารถขยายตัวได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากกิจการไปรษณีย์แล้ว พระองค์ยังมีความเกี่ยวข้องกับการวางรากฐานด้านการสื่อสารยุคใหม่ของสยาม ซึ่งรวมถึงกิจการโทรเลข อันเป็นเทคโนโลยีสำคัญในยุคนั้น โทรเลขช่วยให้ข่าวสารเดินทางได้รวดเร็วกว่าการส่งหนังสือแบบเดิมอย่างมาก และมีบทบาทสำคัญต่อการบริหารประเทศ การทหาร การค้า และการติดต่อระหว่างเมือง

บทบาทของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ จึงสะท้อนสายพระเนตรที่มองเห็นว่า “การสื่อสาร” ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ หากบ้านเมืองต้องการก้าวสู่ความทันสมัย การส่งข่าวสารต้องไม่ล่าช้า กระจัดกระจาย หรือจำกัดอยู่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องเป็นระบบที่ประชาชนและรัฐสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

พระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายประการในราชการแผ่นดิน รวมถึงบทบาทด้านการทหาร โดยทรงได้รับการจดจำว่าเป็นบุคคลสำคัญในกองทัพสยาม และเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงมีบทบาทหลากหลายทั้งด้านราชการ การบริหาร และการพัฒนาประเทศ

ความสำคัญของพระองค์ต่อกิจการไปรษณีย์ไทยยังปรากฏให้เห็นในความทรงจำของสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยพระนาม “เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์” ผูกพันอย่างแนบแน่นกับการเกิดขึ้นของระบบไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการสื่อสาร การบริหาร และการเชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศ

เมื่อมองย้อนกลับไป การบุกเบิกกิจการไปรษณีย์และโทรเลขในสมัยนั้นถือเป็นการวางรากฐานที่ส่งผลยาวไกลต่อประเทศ เพราะจากระบบส่งข่าวสารในยุคแรก ได้พัฒนาต่อเนื่องมาสู่เครือข่ายการสื่อสารที่ครอบคลุมมากขึ้น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย ทั้งการส่งจดหมาย เอกสาร พัสดุ ธุรกรรม และการติดต่อระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ

13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 จึงเป็นวันที่คนไทยควรน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและคุณูปการของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการพาประเทศไทยเข้าสู่ยุคการสื่อสารสมัยใหม่

พระองค์มิได้ทรงฝากผลงานไว้เพียงในหน้าประวัติศาสตร์ราชสำนักเท่านั้น หากยังทรงฝากรากฐานสำคัญไว้ในระบบสื่อสารของชาติ การไปรษณีย์และโทรเลขที่พระองค์ทรงบุกเบิกมีส่วนช่วยให้สยามเชื่อมโยงผู้คน เมือง และราชการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ดังนั้น วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันคล้ายวันทิวงคตของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย ผู้ทรงวางรากฐานการสื่อสารของสยาม และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเส้นทางสู่ความทันสมัยของประเทศไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_34021

14 มิถุนายน 2310 “พระเจ้าตากฯ” สั่งทหารทุบหม้อข้าว ออกศึกชี้ชะตายึดเมืองจันท์ จุดเริ่มต้นเส้นทางกู้แผ่นดินสยาม ตำนานปลุกใจทหารของพระเจ้าตากมหาราช

วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นหนึ่งในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือในขณะนั้นคือพระยาตาก ทรงนำกำลังเข้าตีเมืองจันทบุรี ภายหลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าไม่นาน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นที่จดจำอย่างกว้างขวางจากยุทธวิธี “ทุบหม้อข้าว” เพื่อปลุกขวัญกำลังใจทหาร และประกาศเจตนารมณ์อย่างเด็ดเดี่ยวว่า ศึกครั้งนี้ต้องชนะเท่านั้น ไม่มีทางถอยกลับ

หลังกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. 2310 บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย อำนาจส่วนกลางล่มสลาย หัวเมืองต่าง ๆ แตกออกเป็นกลุ่มอำนาจ ผู้คนจำนวนมากไร้ที่พึ่ง ขณะที่กองทัพพม่ายังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อแผ่นดินสยาม ในสถานการณ์อันมืดมนเช่นนั้น พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลเดินทางไปยังหัวเมืองตะวันออก เพื่อสร้างฐานกำลังสำหรับการกอบกู้เอกราช

เมืองจันทบุรีในเวลานั้นมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะเป็นเมืองใหญ่ มีทรัพยากร เสบียงอาหาร ผู้คน และทำเลที่เหมาะต่อการตั้งมั่น หากสามารถยึดจันทบุรีได้สำเร็จ พระยาตากย่อมมีฐานกำลังสำคัญสำหรับรวบรวมไพร่พล จัดหาอาวุธ เสบียง และเตรียมยกทัพกลับไปกู้บ้านเมืองจากพม่า

แต่การเข้าตีเมืองจันทบุรีไม่ใช่เรื่องง่าย เมืองมีกำลังป้องกันและมีผู้นำท้องถิ่นที่ไม่ยอมอ่อนน้อม พระยาตากจึงต้องใช้ทั้งยุทธศาสตร์ทางทหารและจิตวิทยาการรบ เพื่อทำให้กองทัพของพระองค์มีความฮึกเหิม และพร้อมเดินหน้าเข้าสู่ศึกชี้ชะตาอย่างไม่หวั่นเกรง

ในคืนก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรี พระยาตากได้มีคำสั่งให้ทหารกินข้าวให้อิ่ม แล้วให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงเสียให้หมด พร้อมประกาศให้ทุกคนไปกินข้าวเช้ากันในเมืองจันทบุรี หากตีเมืองไม่ได้ ก็ให้ตายเสียพร้อมกัน การกระทำดังกล่าวเป็นการตัดทางถอยของกองทัพ และเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความกล้าหาญ เพราะทหารทุกนายรู้แล้วว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรบให้ชนะเท่านั้น

ยุทธวิธี “ทุบหม้อข้าว” จึงมิใช่เพียงภาพจำเชิงตำนาน หากเป็นกลศึกที่สะท้อนความเด็ดขาดของผู้นำในยามวิกฤต พระยาตากเข้าใจดีว่า กองทัพที่กำลังเผชิญศึกหนักจำเป็นต้องมีขวัญกำลังใจ ความเชื่อมั่น และเป้าหมายร่วมกัน การทุบหม้อข้าวจึงเปรียบเสมือนการประกาศต่อทหารทั้งกองทัพว่า ศึกนี้คือศึกเพื่อความอยู่รอดของแผ่นดิน

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนพระปรีชาสามารถด้านการนำทัพของพระยาตาก เพราะในภาวะที่บ้านเมืองแตกสลาย กำลังพลมีจำกัด และเสบียงไม่ได้มั่นคง การรบแต่ละครั้งต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวและการตัดสินใจที่รวดเร็ว การเข้าตีเมืองจันทบุรีจึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า พระยาตากมิได้เป็นเพียงแม่ทัพผู้กล้าหาญ แต่ยังเป็นผู้นำที่สามารถรวมใจคนในยามสิ้นหวัง

ผลของศึกครั้งนั้น พระยาตากสามารถยึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ แหล่งข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่า วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเข้าตีเมืองจันทบุรี และวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นวันที่ยึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ ชัยชนะครั้งนี้ทำให้พระองค์มีฐานที่มั่นสำคัญในภาคตะวันออก และสามารถรวบรวมกำลังเพื่อเดินหน้าภารกิจใหญ่ คือการกอบกู้เอกราชของสยาม

เมืองจันทบุรีจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เพราะหลังจากตั้งมั่นได้แล้ว พระยาตากสามารถรวบรวมกำลังพล เสบียง อาวุธ และเรือรบ ก่อนยกทัพกลับไปตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากอำนาจพม่าได้ในเวลาต่อมา เหตุการณ์ที่จันทบุรีจึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่การสถาปนากรุงธนบุรี

ความสำคัญของเหตุการณ์ “ทุบหม้อข้าว” ยังอยู่ที่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นภาพของการตัดสินใจในภาวะที่ชาติแทบไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยว พระยาตากมิได้เลือกตั้งรับหรือรอคอยความช่วยเหลือ แต่เลือกเดินหน้า รวมคน รวมใจ และสร้างโอกาสจากวิกฤต ความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ทำให้พระองค์ได้รับการจดจำในฐานะวีรกษัตริย์ผู้กู้ชาติ

เหตุการณ์วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรบครั้งหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนเรื่องภาวะผู้นำในยามบ้านเมืองแตกสลาย เป็นตัวอย่างของการสร้างขวัญกำลังใจ การกล้าตัดสินใจ และการทำให้ผู้คนเชื่อว่า แม้แผ่นดินจะพ่ายแพ้ชั่วคราว แต่ชาติยังสามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้

คำสั่งทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรีจึงกลายเป็นวลีสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย หมายถึงการตัดทางถอย เดินหน้าอย่างสุดกำลัง และยอมเดิมพันทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ไม่เพียงในทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นคติเตือนใจว่า ในยามวิกฤต บางครั้งความสำเร็จต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับ

14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระยาตากสั่งทหารทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรี ศึกสำคัญที่ปลุกขวัญกำลังใจกองทัพ และปูทางสู่การกอบกู้เอกราชของสยามจากความพ่ายแพ้หลังเสียกรุงศรีอยุธยา

จากเมืองจันท์ในวันนั้น สู่การกู้แผ่นดินในเวลาต่อมา พระเจ้าตากสินมหาราชได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้บ้านเมืองจะตกอยู่ในวันที่มืดมนที่สุด หากยังมีผู้นำที่กล้า มีประชาชนที่พร้อมร่วมแรง และมีกองทัพที่ไม่ยอมจำนน ความหวังของชาติย่อมสามารถจุดขึ้นใหม่ได้เสมอ

ที่มา: https://www.silpa-mag.com/history/article_60632?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top