Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

‘อีที ทีเด็ด99’ โพสต์เดือด!! หลังเพื่อนทหารเหยียบทุ่นระเบิด ถามต้องเจ็บ–ตายอีกกี่คนกว่าจะยุติความขัดแย้ง

(14 ส.ค. 68) จากกรณีเมื่อเวลา 09.10 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ลาดตระเวนพื้นที่ช่องจุ๊บตาโมก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทางทิศตะวันตกของปราสาทตาเมือนธม ได้เหยียบทุ่นระเบิด ส่งผลให้ สิบเอกธีรพล เพียขันที อายุ 48 ปี ผบ.ชุดปฏิบัติการ กรมทหารพราน 26 ได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียขา 1 ข้าง

ต่อมา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ออกมายืนยันว่า รัฐบาลจะดูแลและเยียวยากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่าฝ่ายความมั่นคงไม่นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์นี้ และจะดำเนินมาตรการทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของแผ่นดินไทย 

ขณะที่ นายชัยวัฒน์ อัปติกานัง หรือ “อีที ทีเด็ด99” นักมวยเข่าสายบู๊ จากจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งปัจจุบันถือเป็นอีกหนึ่งทหารกล้าของไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “อีที เลิกมวยชั่วคราวครับ” ว่า…

“เช้าวันนี้ก็มีทหาร ค่ายพราน 26 รุ่นพี่เจ็บสาหัส ต้องเสียขาไปอีกคนแล้วววว คุณก็พูดได้สิ คนเจ็บคนตายมันไม่ใช่ลูกหลานญาติพี่น้องคุณ มีแต่อยากให้หลีกเลี่ยงการปะทะ แล้วดูมันทำสิ ต้องให้มีคนเจ็บคนตายอีกกี่คน ถ้ามีการปะทะกันอีกครั้ง เสิร์ฟให้หนักๆหน่อยนะครับ #ขอให้มันจบที่รุ่นนี้🙏🏻🙏🏻” อีที โพสต์

แม่ทัพภาค 2 เผยยึด ‘ภูมะเขือ’ คืนเกือบ 1 ตร.กม. ชื่นชมทหารบาดเจ็บ!! ยังเข้มแข็งขอกลับไปสู้แนวหน้า

(14 ส.ค. 68) พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวในงานบรรยายหัวข้อ “เรื่องเล่าจากแนวหน้า และการรักษาอธิปไตยของชาติ” ที่โรงเรียนสาธิต ม.เกษตรศาสตร์ ว่า ในช่วงการปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา ระหว่างวันที่ 24–28 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองทัพไทยสามารถยึดดินแดนกลับคืนหลายจุด โดยเฉพาะภูมะเขือ พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้คืนเกือบ 1 ตารางกิโลเมตร

แม่ทัพภาคที่ 2 เผยอีกว่า มีทหารบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติภารกิจ แม้ว่าจะยังรักษาตัวไม่หายเต็มที่ แต่ทุกคนยังมีจิตใจเข้มแข็งและพร้อมกลับไปสู้ต่อในแนวหน้า พร้อมยืนยันว่าจิตวิญญาณลูกหลานสมเด็จพระนเรศวรยังอยู่กับทหารไทยทุกคน

นอกจากนี้ พลโทบุญสิน พาดกลาง กล่าวย้ำว่า ทหารไทยจะปกป้องดินแดนไม่ให้ใครรุกราน และจะผลักดันผู้ล้ำเส้นออกไปทุกครั้ง พร้อมสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า กองทัพไทยมีความพร้อมและความตั้งใจแน่วแน่ในการรักษาอธิปไตยของชาติ

เชียงใหม่- สวนสัตว์เชียงใหม่ได้รับประกาศนียบัตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบ ปลอดภัย ไม่เสี่ยงโรค ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เป็นแห่งแรกของสวนสัตว์ไทย

(14 ส.ค. 68) นายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ เข้ารับมอบประกาศนียบัตรของกรมควบคุมโรค โดยนายแพทย์ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค มอบหมายให้นายแพทย์ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อ เป็นประธานในพิธี ในงานนี้สวนสัตว์เชียงใหม่ได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมการพัฒนายกระดับการจัดการ แหล่งท่องเที่ยวต้นแบบ ปลอดภัย ไม่เสี่ยงโรค ณ โรงแรมเรดิสสัน รีสอร์ทแอนด์สปา หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี  

การประเมินที่ผ่านมา สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้ามาประเมินสวนสัตว์เชียงใหม่ และนำข้อมูลเสนอต่อ กองโรคติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หลังจากนั้นจะพิจารณาสวนสัตว์เชียงใหม่ ให้ได้เข้าร่วมการพัฒนายกระดับการจัดการ “เป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบ ปลอดภัย ไม่เสี่ยงโรค” ในครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกของสวนสัตว์ฯในสังกัดองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศที่ได้รับเกียรติจากผลงานคุณภาพของสวนสัตว์ฯกับองค์กรและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ ต่อไป

สวนสัตว์เชียงใหม่เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ที่สำคัญของภาคเหนือและประเทศไทย ได้รับจากความนิยมเที่ยวชมของเด็ก เยาวชน และครอบครัว อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการพัฒนาสวนสัตว์เชียงใหม่ให้เป็นสถานที่เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และภัยด้านสุขภาพในกลุ่มผู้เดินทาง ตลอดจนถึงการป้องโรคระหว่างคนกับสัตว์ จึงมีความสำคัญต่อสวนสัตว์เชียงใหม่ที่ควรปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักท่องเที่ยวต่อไป อีกทั้งยังเป็นเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของหน่วยงานตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับรัฐวิสาหกิจ(สคร.)กำหนด และตามนโยบายของคณะกรรมการ(บอร์ด) และผู้บริหารขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยที่สวนสัตว์เชียงใหม่สังกัดอีกด้วย นายวุฒิชัยฯกล่าวทิ้งท้ายตามสไตล์ผอ.ปู คนมีคุณภาพ ผลงานยอดเยี่ยม 

‘วิชัย ทองแตง’ ยกโมเดล 3 ประสาน 'Golden Triangle' ช่วยยกระดับการศึกษา แนะเด็กไทย “กล้าถาม-กล้าทำ-กล้าเปลี่ยน”

(14 ส.ค. 68) นายวิชัย ทองแตง ประธานมูลนิธิ หนึ่งน้ำใจ One Love Foundation ชี้แนะแนวทาง ฐานความคิดใหม่ด้านการศึกษาว่า การพัฒนาการศึกษาของชาติให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้นั้น ต้องมาจากการร่วมกันสร้างฐานพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงด้วยโมเดล 'Golden Triangle' ได้แก่ การผสานความร่วมมือจาก 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน ได้แก่ Knowledge sectors, Government sectors และ Private sectors ซึ่งความร่วมมือกันตามทฤษฎี 3 ประสานนี้ จะสามารถยกระดับการศึกษาและเปลี่ยนแปลงประเทศได้

และในทุกสถานการศึกษารวมทั้งแหล่งเรียนรู้ทั้งหลาย ต้องปลูกฝังให้เด็ก “กล้าถาม-กล้าทำ-กล้าเปลี่ยน”

พร้อมกันนี้ นายวิชัย ยังย้ำด้วยว่า ขอให้ 390 มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นขุมปัญญาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นขุมพลังแห่งปัญญาในการนำพาชาติไปสู่ความยั่งยืน หรือ sustainable ได้ยึดหลัก Golden Triangle หรือ สามเหลี่ยมทองคำดังกล่าว ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ทุกมหาวิทยาลัย ทุกวิทยาลัย ทุกโรงเรียน ที่อยู่ในกลุ่มของ Knowledge Sector ต้องพัฒนาร่วมกันและสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เข้มแข็งและยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป

“เมื่อก่อนเราสอนลูกสอนหลานว่า ให้กล้าคิด กล้าทำ กล้ารับผิดชอบ แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนใหม่ เน้นสิ่งที่จับต้องได้ ต้องกล้าถาม เด็กไทยไม่ค่อยกล้าถาม และต้องกล้าลงมือทำ อาจจะผิดหรือถูกไม่ว่ากัน แต่ถ้าทำผิด ก็ต้องกล้าเปลี่ยน อะไรที่มันไม่ success ก็ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน ปัจจุบันโลกมันเป็นแบบนี้แล้ว จะทำอยู่เหมือนเดิมไม่ได้”

จีนเป็นเจ้าภาพประชุมไม่เป็นทางการระหว่าง ไทย–กัมพูชา เตรียมความพร้อมก่อนประชุมความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 10

(14 ส.ค. 68) นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เป็นเจ้าภาพการประชุมไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชาในวันที่ 14 สิงหาคม ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 10

การประชุมครั้งนี้มีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย และนายปรักสุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาเข้าร่วม โดยเป็นเวทีเตรียมการสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เป็นกลไกสำคัญของประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า นายหวัง อี้ จะเป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 14–15 สิงหาคม พร้อมมีกำหนดการหารือไม่เป็นทางการระหว่างจีน ลาว เมียนมา และไทยด้วย

สำหรับผลลัพธ์และรายละเอียดการประชุมไม่เป็นทางการ ไทย–กัมพูชา ทางผู้สื่อข่าวจะติดตามและรายงานให้ทราบต่อไป ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือและการประสานงานระหว่างประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง

ดร.หิมาลัย หนุนบริจาครั้วหนามให้ทหารชายแดน ชี้! เป็น “น้ำใจของคนไทย” ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ

(14 ส.ค.68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับกรณีการขอรับบริจาครั้วหนามจากกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งกำลังเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะในแวดวงการเมือง โดยระบุว่า การบริจาครั้วหนามไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่ากองทัพมีงบประมาณเพียงพออยู่แล้ว แต่จากประสบการณ์ตรงที่เคยไปเยี่ยมให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและทหารที่ชายแดนสุรินทร์ ซึ่งได้เห็นภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงได้พบว่ากำลังพลหลายคนไม่ได้อาบน้ำมา 2–3 วัน ใบหน้าดำคล้ำจากฝุ่นและแสงแดด พวกเขาเล่าให้ฟังว่า “ยิงกันไม่หยุดเลยครับพี่” แต่แม้จะเหนื่อยล้า กำลังใจของพวกเขายังเต็มเปี่ยม พร้อมปกป้องแผ่นดินไทยอย่างไม่ลังเล

ในสถานการณ์เช่นนั้น ไม่มีใครมีเวลามานั่งพิจารณาความเหมาะสมของการขอรับบริจาค พวกเขาต้องการสิ่งที่ใช้ได้ทันที และสิ่งนั้นคือ 'ความเร็ว' และ 'น้ำใจ' จากคนไทยด้วยกัน อีกทั้ง รั้วหนามไม่ใช่ยุทธภัณฑ์ ไม่ใช่อาวุธสงคราม แต่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป และสามารถช่วยป้องกันชีวิตของทหารแนวหน้าได้ เช่นเดียวกับที่ชาวบ้านเคยบริจาคอาหาร เสื้อผ้า หรือแม้แต่กางเกงในให้กับทหาร รั้วหนามก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถส่งต่อได้ด้วยใจ

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่จัดซื้อ?” คำตอบคือ—แม้จะมีงบประมาณ แต่กระบวนการจัดซื้อไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อย่างรวดเร็วทันใจ และในภาวะที่ต้องการความพร้อมสูงสุด การบริจาคจากประชาชนจึงเป็นทางเลือกที่มีคุณค่า ซึ่งตนอยากให้มองเรื่องนี้ในมุมของ “การให้” มากกว่าการ “ตั้งคำถาม” เพราะทหารหลายคนที่อยู่แนวหน้า ไม่มีแม้แต่โฉนดที่ดินเป็นชื่อของตัวเอง แต่พวกเขากลับยืนหยัดปกป้องแผ่นดินที่เป็นของเราทุกคน

การบริจาคลวดหนามอาจดูเล็กน้อย แต่ใครจะรู้ว่าเส้นนั้นจะช่วยปกป้องชีวิตใครไว้ได้บ้าง เหมือนกับการทำบุญ เราไม่รู้ว่าบุญจะไปคุ้มครองใคร แต่เราทำด้วยใจ และหวังว่าจะส่งผลดี

สุดท้ายนี้ ดร.หิมาลัย ได้ฝากไว้ว่า ถ้าท่านมีน้ำใจ ก็ให้เถอะครับ ถ้าไม่เห็นด้วย ก็ไม่ต้องให้ แต่ขออย่าตำหนิกัน เพราะในยามที่ประเทศต้องการความร่วมมือ ทุกน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ล้วนมีความหมาย

รอง ผบ.ตร.เปิดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา สำหรับหน่วยงานในส่วนกลาง

(14 ส.ค.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา ประจำปี พ.ศ.2568 ณ ห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โครงการฝึกอบรมฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 - 15 สิงหาคม 2568 ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกว่า "กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายในงานสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรของกองทุน จึงได้อนุมัติให้สำนักงานงบประมาณและการเงิน โดยกองการเงิน ดำเนินการจัดโครงการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาบุคลากรของกองทุน ให้มีความรู้ความเข้าใจในระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการรับ เก็บรักษา การจ่ายเงินกองทุน รวมถึงแนวทางปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินกองทุนได้อย่างถูกต้อง และลดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน โดยในระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึงปัจจุบัน กองทุนได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมให้กับบุคลากรของกองทุนในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 - 9 ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 7,458 คน โดยในวันนี้เป็นการจัดอบรมให้กับหน่วยงานในส่วนกลาง จำนวน 383 คน จากหน่วยงานกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผู้สังเกตการณ์จากสำนักงานตรวจสอบภายใน

พล.ต.อ.กรไชยฯ กล่าวว่า กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา ถือว่าเป็นทุนหมุนเวียนในกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นกองทุนหลักที่ช่วยสนับสนุนงานด้านการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างแท้จริง ขอให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกท่านซึ่งเป็นกำลังหลักขับเคลื่อนการเบิกจ่ายเงินกองทุน นำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพ บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการฝึกอบรม และให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของหน่วยบริหารกองทุน ให้ความสำคัญในการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินให้เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อลดข้อผิดพลาดจากการเบิกจ่ายเงิน ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมการปฏิบัติหน้าที่งานสืบสวน สอบสวน ปราบปราม ของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

แม่ทัพภาคที่ 2 เผย ‘ในหลวง’ ทรงห่วงใยทหารแนวหน้า พระองค์ติดตามสถานการณ์ชายแดน ‘ไทย–กัมพูชา’ ทุกวัน

(14 ส.ค. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยระหว่างบรรยายพิเศษที่โรงเรียนสาธิตฯ ม.เกษตรศาสตร์ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงติดตามและสอบถามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากับแม่ทัพทุกวัน ผ่านกองงานในพระองค์ พร้อมทรงห่วงใยกองทัพที่ปฏิบัติภารกิจแนวหน้าในฐานะ “องค์จอมทัพไทย”

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังถ่ายทอดข้อความจากทหารแนวหน้าถึงประชาชนว่า หากคนไทยสู้และให้กำลังใจ ทหารก็พร้อมสู้เต็มที่ เพื่อปกป้องแผ่นดินที่บรรพบุรุษรักษาไว้ ยืนยันว่ากองทัพไทยปฏิบัติการภายในเขตแดนไทยเท่านั้น และพร้อมผลักดันผู้รุกล้ำออกจากพื้นที่

พร้อมฝากถึงเยาวชนให้มีสติในการเสพสื่อ ไม่หลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือนหรือสร้างความแตกแยก ควรตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันปกป้องสถาบันหลักของชาติ ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ทิ้งท้ายให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความหมายของผืนธงชาติไทย 3 สี คือ แดงแทนเลือดและการเสียสละเพื่อแผ่นดิน ขาวแทนศาสนาและคุณธรรม และน้ำเงินแทนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นจอมทัพนำคนไทยต่อสู้รักษาเอกราชจนมีแผ่นดินอยู่มาถึงปัจจุบัน

ผบก.ปคม. เปิดการฝึกอบรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เสริมศักยภาพตำรวจสู่มาตรฐานสากล

(14 ส.ค. 68) เวลา 10.00 น. พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยมี พล.ต.ท.อภิชาติ สุริบุญญา เป็นวิทยากรบรรยาย และ พ.ต.ท.หญิง ชาฎา ใยลออ สว.ฝอ.5 บก.อก.บช.ทท. เป็นผู้ช่วยวิทยากร ณ ห้อง L101 ศูนย์การเรียนรู้ ชั้น 10 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

การจัดอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการพูด ฟัง อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษให้กับข้าราชการตำรวจ เพื่อรองรับการปฏิบัติงานที่ต้องประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศ เช่น Interpol, องค์กร NGO ระหว่างประเทศ และหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงการสื่อสารระหว่างปฏิบัติการภาคสนาม การซักถามผู้เสียหายหรือพยานต่างชาติ การเขียนรายงานคดี การจัดทำเอกสารประชุมระดับนานาชาติ และการนำเสนอผลงานหรือแลกเปลี่ยนความรู้ในเวทีสากล โดยเน้นทักษะภาษาอังกฤษด้านกฎหมาย การเขียนรายงานและอีเมล การตั้งคำถามอย่างเหมาะสม และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม

เนื้อหาการอบรมประกอบด้วย 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ “ความสำคัญของภาษาอังกฤษกับการทำงานในอาชีพตำรวจ” “หลักการฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง” และ “เทคนิคการสนทนาภาษาอังกฤษแบบธรรมชาติในชีวิตประจำวัน” โดยมีผู้เข้าร่วมในห้องสัมมนาจำนวน 25 นาย พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook ของกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกนายสามารถเข้าร่วมเรียนรู้ได้พร้อมกัน

โครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันจะส่งผลต่อการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ และเพิ่มศักยภาพในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน

‘อัครเดช’ ปลื้มถกร่างงบประมาณราบรื่น มั่นใจรัฐบาลโหวตผ่านแม้เสียงปริ่มน้ำ

โฆษก รทสช.ปลื้มประชุมงบประมาณมาครึ่งทางราบรื่น ฝ่ายรัฐบาลโชว์ปึ๊กเสียงโหวตผ่านเเม้ปริ่มน้ำ ชมฝ่ายค้านทำหน้าที่สร้างสรรค์ ย้ำร่วมมือกันเร่งผ่านงบประมาณแก้ปัญหาพี่น้องประชาชน

(14 ส.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงภาพรวมของการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ว่า บรรยากาศการอภิปรายใน 2 วันที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสร้างสรรค์ ทั้งในส่วนของรัฐบาลที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฝ่ายรัฐบาลได้เข้าร่วมการประชุมครบองค์ประชุม ส่วนฝ่ายค้านก็ไม่ได้เล่นเกมการเมืองหรืออภิปรายนอกประเด็น นอกจากนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ตั้งข้อสังเกตและพยายามปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นลง ส่วนคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ก็ชี้แจงถึงสาเหตุการต้องปรับลดหรือไม่ปรับลดงบประมาณได้อย่างครบถ้วนชัดเจน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีและตนหวังให้ที่ประชุมรักษาบรรยากาศและองค์ประชุมไปตลอดจนกระทั่งถึงเย็นวันพรุ่งนี้ที่จะมีการลงมติร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระที่ 3

นายอัครเดช กล่าวว่า จากบรรยากาศการอภิปรายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายมองประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ และยังได้ร่วมด้วยช่วยกันในการเร่งผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 ที่ถือเป็นกฎหมายและเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลที่จะมาช่วยแก้ปัญหาของพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะในประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ, ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อันจะช่วยให้ทุกปัญหาของคนไทยได้คลี่คลายและประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

“ขอย้ำว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากที่ต้องผ่านเพื่อให้รัฐบาลได้มีงบประมาณในปีหน้ามาใช้จ่ายขับเคลื่อนประเทศและแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ อันจะช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้” นายอัครเดช กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top