Friday, 28 August 2026
WORLD

จีนเปิดยุคหุ่นยนต์ความเร็วสูง “เทียนกง อัลตรา” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ฉิว 9.39 วินาที ทุบสถิติยูเซน โบลต์ 17 ปีมาแล้ว การพัฒนาครั้งใหญ่ใน 1 ปี ชี้เป้าก้าวหน้าและอุปสรรคใหม่ของ AI

หุ่นยนต์จีนวิ่ง 9.39 วินาทีโค่นสถิติ 'ยูเซน โบลต์' ตอกย้ำพลังความคิดมนุษย์

ปักกิ่ง, 24 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เทียนกง อัลตรา (Tiangong Ultra) ของจีน วิ่งฉิวเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 9.39 วินาที ระหว่างการแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก ครั้งที่ 2 ในกรุงปักกิ่งของจีน ทำลายสถิติโลก 9.58 วินาทีของยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาไมกาเจ้าของสถิติโลกในตำนาน ซึ่งทำไว้เมื่อ 17 ปีก่อนในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชาย แม้สถิติทั้งสองนี้ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้โดยตรง โดยสถิติของโบลต์สะท้อนขีดจำกัดความเร็วของร่างกายมนุษย์ ขณะที่ความสำเร็จของหุ่นยนต์สะท้อนให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของมนุษย์สามารถก้าวไปได้ไกลเพียงใด

ปัจจุบันการวิ่งยังคงเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์ต้องสร้างแรง ดูดซับแรงกระแทกซ้ำๆ และรักษาสมดุลขณะเคลื่อนไหว พร้อมประสานการทำงานของข้อต่อหลายส่วนไปพร้อมกัน การทดสอบความเร็วจึงเป็นบททดสอบขีดจำกัดทางเทคนิคเพราะยิ่งหุ่นยนต์เคลื่อนที่เร็วมากเท่าใด เวลาที่มีสำหรับแก้ไขข้อผิดพลาดก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ พัฒนาการด้านความเร็วของเทียนกง อัลตราจึงน่าทึ่งเป็นพิเศษ โดยในการแข่งขันเมื่อปี 2025 เทียนกง อัลตราใช้เวลา 21.5 วินาทีในการวิ่งระยะทางเดียวกัน แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา เวลาดังกล่าวลดลงมากกว่าครึ่ง โดยทีมวิศวกรได้ยกระดับข้อต่อของหุ่นยนต์ ปรับปรุงโครงสร้าง และพัฒนาอัลกอริทึมควบคุมสำหรับการวิ่งด้วยความเร็วสูง พร้อมปรับปรุงระบบนำทาง ทำให้หุ่นยนต์สามารถรักษาทิศทางขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้โดยไม่ต้องอาศัยเส้นกำกับบนสนาม

อย่างไรก็ตาม การทำลายสถิติของมนุษย์ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของงานวิศวกรรม เพราะทุกความก้าวหน้าย่อมเผยให้เห็นจุดอ่อนและความท้าทายใหม่ๆ และการวิ่งด้วยเวลา 9.39 วินาทีเมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) ได้ชี้ให้เห็นความท้าทายประการต่อไปนั่นคือการที่หุ่นยนต์ยังออกตัวได้ช้า แต่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า จึงเร่งแซงคู่แข่งได้ในช่วงหลังของการแข่งขัน

ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของนวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้อยู่ที่การทำให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวเหมือนมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์และรับหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ในโลกจริงได้ โดยหุ่นยนต์ในโรงงานไม่จำเป็นต้องชนะการแข่งวิ่ง และหุ่นยนต์บริการไม่จำเป็นต้องคว้าเหรียญรางวัล แต่ทุกการพัฒนาด้านความเร็ว ความมั่นคง และความแม่นยำในสนามแข่งขัน ล้วนช่วยให้หุ่นยนต์เข้าใกล้การนำไปใช้งานจริงได้มากขึ้น

ที่มา : Xinhua

ย้อนรอยโอมานก่อนอิสลาม!! โอมานครองความเป็นอิสระทางการเมือง สะพานเชื่อมโลกอาหรับและเปอร์เซีย เปิดพื้นที่แสดงออกทางสังคม รากฐานอัตลักษณ์ทางการเมืองมั่นคง

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

#โอมานก่อนอิสลาม : ดินแดนชายขอบของเปอร์เซีย สะพานเชื่อมโลกอาหรับ และรากฐานของอัตลักษณ์

จำได้ว่า ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 ผมมีภารกิจเดินทางไปตุรกีด้วยสายการบินโอมาน แอร์ โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงมัสกัตนานถึง 24 ชั่วโมง นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศของประเทศโอมานอย่างจริงจัง ทันทีที่ลงจากเครื่องที่มัสกัต มีคนมารอรับและพาผมเที่ยวชมเมืองตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในโอมาน ทริปสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์ครั้งนี้ต้องขอบคุณ ดร. นรา อิลาชาน ที่ช่วยประสานงานและจัดทุกอย่างให้เป็นอย่างดี

หนึ่งในสถานที่สำคัญที่เราไม่พลาดไปเยือนคือ มัสยิดใหญ่สุลต่านกอบูส (Sultan Qaboos Grand Mosque) และที่นั่นเองทำให้ผมได้เห็นอีกมุมหนึ่งของสังคมโอมานที่น่าสนใจยิ่ง

เย็นวันนั้น หลังละหมาดมัฆริบ ผู้คนหลายร้อยคนที่มาร่วมละหมาดไม่ได้เดินทางกลับบ้านในทันที แต่กลับรวมตัวกันอยู่ภายในบริเวณมัสยิด เพื่อแสดงออกและประท้วงต่อการโจมตีของอิสราเอลในกาซ่า ซึ่งในเวลานั้นกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่า ผมเองก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมการแสดงออกดังกล่าวด้วย

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือ กิจกรรมลักษณะนี้แทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเปิดเผยในหลายประเทศริมอ่าวอาหรับ เพราะผู้ปกครองเหล่านั้นกังวลว่าการชุมนุมทางการเมืองอาจขยายตัวและกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคง

แต่สิ่งที่ผมเห็นในโอมานกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไป อย่างน้อยจากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเองในวันนั้น โอมานดูเป็นประเทศที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงออกทางความคิดได้มากกว่าที่ผมคาดไว้ และมีบรรยากาศทางสังคมที่ค่อนข้างผ่อนคลายเมื่อเทียบกับประเทศอาหรับเพื่อนบ้านบางประเทศ

24 ชั่วโมงในมัสกัตจึงไม่ได้เป็นเพียงการแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทางไปตุรกี แต่กลายเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้ผมได้เห็นอีกด้านหนึ่งของโอมาน ประเทศเล็ก ๆ บนคาบสมุทรอาหรับที่มีวิธีจัดการกับความแตกต่างทางความคิดและการแสดงออกของประชาชนในแบบที่น่าสนใจไม่น้อย

การจะทำความเข้าใจความแตกต่างทางความคิดของโอมานอย่างที่ว่า เราคงต้องย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์กันซักนิด เรื่องราวของโอมานเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ชายขอบของจักรวรรดิยักษ์ใหญ่ในอดีตที่ผลัดกันเข้ามามีอิทธิพลเหนือภูมิภาคแห่งนี้ โดยเฉพาะจักรวรรดิเปอร์เซีย

ในความเป็นจริง โอมานตั้งอยู่บนจุดตัดของโลกหลายใบพร้อมกัน ทางเหนือเชื่อมต่อกับอ่าวเปอร์เซีย ทางตะวันตกเชื่อมกับทะเลทรายอาหรับ ทางใต้เปิดสู่เยเมนและมหาสมุทรอินเดีย ส่วนทางตะวันออกหันหน้าออกสู่เส้นทางเดินเรือที่เชื่อมแอฟริกา อินเดีย และเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกัน ตำแหน่งที่ตั้งเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจในสมัยโบราณไม่อาจมองข้าม

สำหรับจักรวรรดิเปอร์เซีย การควบคุมโอมานหมายถึงการควบคุมประตูทางทะเลของอ่าวเปอร์เซียและเส้นทางการค้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิไซรัสมหาราชแห่งจักรวรรดิอาคีเมนิด ต่อเนื่องมาถึงจักรวรรดิพาร์เธียน และต่อมาในยุคของจักรวรรดิซาสซาเนียน พื้นที่ชายฝั่งของโอมานจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเปอร์เซียเป็นระยะเวลายาวนาน

อย่างไรก็ตาม โอมานไม่เคยเป็นจังหวัดธรรมดาของจักรวรรดิใด ภูมิประเทศของโอมานเต็มไปด้วยภูเขาสูง หุบเขาลึก และพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ ซึ่งทำให้การควบคุมจากส่วนกลางเป็นเรื่องยาก แม้เปอร์เซียจะสามารถควบคุมเมืองท่าสำคัญตามแนวชายฝั่งได้ แต่การแผ่อำนาจเข้าไปยังพื้นที่ภายในกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สภาพเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่กึ่งอิสระมาโดยตลอด และในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มีผลต่ออัตลักษณ์ของโอมานมาจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้
ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชนเผ่าอาหรับกลุ่มหนึ่งได้อพยพออกจากบริเวณมะอ์ริบในเยเมน
เหตุผลของการอพยพดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ บางคนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความเสื่อมโทรมของระบบชลประทานและเขื่อนมะอ์ริบอันเลื่องชื่อ ขณะที่บางคนมองว่าเป็นผลจากการแข่งขันทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ ในอาระเบียใต้

ผู้นำของการอพยพครั้งนี้คือ มาลิก บิน ฟะห์ม
ตามบันทึกของนักประวัติศาสตร์อาหรับยุคต้น (ฮิชาม อิบน์ อัล-กัลบี) มาลิกสามารถรวบรวมกำลังของชนเผ่าต่าง ๆ และเคลื่อนเข้าสู่โอมาน ก่อนจะเอาชนะกองกำลังเปอร์เซียที่ประจำอยู่ในภูมิภาค
ชัยชนะดังกล่าวทำให้เขาสถาปนาอำนาจขึ้นที่เมืองนิซวา ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นหัวใจทางการเมืองและศาสนาของโอมานชั้นใน

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างโลกเปอร์เซียกับโลกอาหรับในโอมาน

ชนเผ่าที่ติดตามมาลิก บิน ฟะห์ม เข้ามานั้นถือว่าตนเองเป็น “เกาะห์ฏอนีย์" (Al-Qahtani) หรือชาวอาหรับจากอาระเบียตอนใต้ คือในวัฒนธรรมอาหรับยุคโบราณ การแบ่งสายตระกูลระหว่างเกาะห์ฏอนีย์กับอัดนานีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เกาะห์ฏอนีย์ถูกมองว่าเป็น "อาหรับดั้งเดิม" หรือ "อาหรับบริสุทธิ์" ซึ่งมีรากเหง้ามาจากอารยธรรมโบราณของเยเมน เช่น อาณาจักรสะบาอ์ ฮิมยัร และฮัดรอเมาต์
ขณะที่อัดนานีซึ่งกระจายตัวอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือของคาบสมุทรอาหรับ ถูกมองว่าเป็นกลุ่มอาหรับอีกสายหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแตกต่างออกไป ความทรงจำเกี่ยวกับต้นกำเนิดเกาะห์ฏอนีย์นี้ยังคงฝังรากลึกในสังคมโอมานมานานหลายศตวรรษ และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวโอมานมองตนเองแตกต่างจากศูนย์กลางอำนาจในคาบสมุทรอาหรับตอนกลาง

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของชนเผ่าอาหรับไม่ได้หมายความว่าอิทธิพลของเปอร์เซียจะสิ้นสุดลง ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองฝ่ายกลับพัฒนาความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ
คือแทนที่จะปกครองโดยตรง จักรวรรดิซาสซาเนียนเลือกใช้ระบบที่เรียกว่า "จูลันดา"
ภายใต้ระบบนี้ ผู้นำท้องถิ่นชาวอาหรับได้รับสิทธิในการบริหารดินแดน แต่ยังคงยอมรับอำนาจอธิปไตยของเปอร์เซีย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชาวอาหรับปกครองโอมานในนามของเปอร์เซียนั่นเอง
ระบบเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจักรวรรดิ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำท้องถิ่นสะสมอำนาจและทรัพยากรของตนเอง

ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการก่อรูปของชนชั้นนำโอมานที่มีทั้งอัตลักษณ์อาหรับและประสบการณ์ในการบริหารรัฐตามแบบเปอร์เซีย นี่เป็นประสบการณ์ทางการเมืองที่รัฐอาหรับหลายแห่งในคาบสมุทรไม่มี
ยิ่งเวลาผ่านไป ชนชั้นนำเหล่านี้ยิ่งมีความมั่นใจและเป็นอิสระมากขึ้น จนในบางช่วง พวกเขาแทบไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเปอร์เซียอย่างแท้จริง หลักฐานสำคัญประการหนึ่งคือเหตุการณ์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 7 เมื่อจักรวรรดิซาสซาเนียนภายใต้การนำของกษัตริย์โครสโรสที่ 2 ต้องส่งกองทัพกลับมายึดครองโอมาน บาห์เรน และฮัดรอเมาต์อีกครั้ง

ความหมายก็คือหากโอมานยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ การส่งกองทัพเช่นนี้ย่อมไม่มีความจำเป็น ดังนั้น การรณรงค์ทางทหารครั้งดังกล่าวจึงสะท้อนว่าพื้นที่เหล่านี้น่าจะมีระดับของความเป็นอิสระอยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีกคือโอมานได้พัฒนาความรู้สึกเรื่องการปกครองตนเองและอัตลักษณ์ทางการเมืองของตนขึ้นมาแล้ว

นี่คือจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่หลายภูมิภาคของอาหรับกำลังรอการรวมตัวภายใต้ศาสนาอิสลาม โอมานกลับมีประสบการณ์ของการบริหารตนเอง การต่อรองกับมหาอำนาจ และการรักษาสมดุลระหว่างอิทธิพลภายนอกกับอำนาจภายในมาเป็นเวลาช้านาน

เมื่อศาสนาอิสลามเดินทางมาถึงโอมานในคริสต์ศตวรรษที่ 7 อิสลามจึงไม่ได้มาถึงดินแดนว่างเปล่า แต่มาถึงสังคมที่มีอัตลักษณ์ทางการเมืองเข้มแข็ง มีชนชั้นนำของตนเอง มีประสบการณ์ในการปกครองตนเอง และมีประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอำนาจภายนอกอยู่แล้ว

ปัจจัยเหล่านี้เองที่จะส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่ชาวโอมานรับอิสลาม ตีความอิสลาม และสร้างสถาบันทางการเมืองที่แตกต่างจากโลกมุสลิมส่วนใหญ่ในเวลาต่อมา

พลังงานกลายเป็นไพ่ใบใหม่ของอิหร่าน!! หลังค้นพบก๊าซธรรมชาติกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ท่ามกลางศึกเศรษฐกิจรอบใหม่ ช่วงสงครามกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

ดูเหมือนสหรัฐฯ อาจต้องเหนื่อยกับมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มอีกหลายรอบที่มีต่ออิหร่าน เพราะล่าสุด เตหะรานขุดเจอก๊าซธรรมชาติกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มูลค่าอาจสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์

มีรายงานว่า โมห์เซน ปักเนจาด (Mohsen Paknejad) รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ทางตอนใต้ของจังหวัดฟาร์ส (Fars) มีปริมาณก๊าซมากกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือประมาณ 212,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปักเนจาด ระบุว่า ปริมาณก๊าซดังกล่าว เทียบเท่ากับการผลิตจากหนึ่งเฟสของแหล่งก๊าซ South Pars เป็นเวลาประมาณ 15 ปี ซึ่งอิหร่านประเมินว่าจะสร้างความมั่งคั่งใหม่ให้ประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

การค้นพบเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านกำลังซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหายจากสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะเดียวกันวอชิงตันก็กำลังเตรียมมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1381460500808973/?rdid=Ip9tZZaxGwmuDJOt#

“อังกฤษ” เตือนผู้ลี้ภัย!! รัฐปล่อยคู่มือ “อย่าข่มขืน” คดีข่มขืนเพิ่ม ดึงความสนใจ ผู้ลี้ภัยถูกกล่าวหาข่มขืนหลายคดี สังคมโหมวิจารณ์นโยบายลี้ภัย

อ้างจากเพจ Amthaipaper (หนังสือพิมพ์ไทยในอังกฤษ)

รัฐบาลอังกฤษต้องออกคู่มือเตือนผู้ขอลี้ภัย “อย่าข่มขืน” หลังคดีความรุนแรงทางเพศพุ่งสูง
กระทรวงมหาดไทยอังกฤษ (Home Office) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังเผยแพร่คู่มือชื่อ
“Understanding behaviours and expectations in the UK”

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 โดยมีเนื้อหาชี้แจงให้ผู้ขอลี้ภัยทราบว่า
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้รับความยินยอมถือเป็นการข่มขืน และเป็นอาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมายอังกฤษ

คู่มือเล่มนี้ครอบคลุมประเด็นเรื่อง ความยินยอม, การทารุณกรรมในครอบครัว, อายุที่ยินยอมทางเพศอยู่ที่ 16 ปี และการล่วงละเมิดเด็ก

สื่อหลายสำนักนำเสนอข่าวด้วยพาดหัวตรงไปตรงมาอย่าง
“รัฐมนตรีถูกบังคับให้บอกผู้ขอลี้ภัยว่าอย่าข่มขืนผู้หญิง” หลังมีคดีความรุนแรงทางเพศที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัยเกิดขึ้นต่อเนื่อง

หนึ่งในคดีล่าสุดที่สร้างความตื่นตระหนก คือกรณีชายชาวอัฟกานิสถาน 2 คน ถูกฟ้องในข้อหาข่มขืนและล่วงละเมิดเด็กหญิงอายุ 14 ปี บนรถไฟมุ่งหน้าลอนดอน ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหาและถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี

นอกจากนี้ ยังมีคดีชายชาวเอริเทรียถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนชายวัยเกษียณนอกโบสถ์ในย่าน Harrow

ล่าสุด ชายอัฟกัน 2 คนข่มขืนหญิงในสวน Barking ขณะใช้มีดขู่
ศาลอังกฤษตัดสินเมื่อ 20 ส.ค. 2026 ว่า Noorullah Ahmdzai (26) และ Khan Agah (19) มีความผิดฐานข่มขืนและขู่ด้วยมีด

เหตุเกิดคืน 16 ส.ค. 2025 ที่ Barking Park ลอนดอน หญิงสาวกำลังนั่งดูดาวกับชายคู่เดท ถูกทั้งคู่จับกดลงพื้น ใช้มีดจ่อคอชายคู่เดท แล้วผลัดกันข่มขืน
ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่คณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิด รอฟังโทษจำคุกในเดือนต.ค. นี้ และมีแนวโน้มถูกส่งตัวกลับประเทศหลังพ้นโทษ

ทั้งสองคนเป็นผู้อพยพที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
และยังมีคดีข่มขืนเด็กหญิงโดยผู้ขอลี้ภัยอีกหลายคดีในช่วงปี 2025-2026
แม้รัฐบาลอังกฤษจะไม่มีสถิติอย่างเป็นทางการที่แยกสถานะ “ผู้ขอลี้ภัย” ในการตัดสินคดีอาญา
แต่ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมที่สื่อได้รับผ่านคำร้องขอข้อมูลสาธารณะ แสดงให้เห็นว่า ต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินคดีความผิดทางเพศในสัดส่วนที่สูงกว่าสัดส่วนประชากร
โดยเฉพาะในคดีล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิงและคดีข่มขืนบางประเภท บางสัญชาติอย่างอัฟกานิสถานมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์ดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอังกฤษว่า
ทำไมประเทศต้องแบกรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากระบบลี้ภัย ใน
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนนโยบายยังย้ำถึงพันธกรณีตามอนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี 1951 และหลักการด้านมนุษยธรรม
ปัจจุบันประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงทางการเมืองที่รุนแรง โดยมีทั้งเสียงเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายการรับผู้ลี้ภัยและการคัดกรองที่เข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1494689119347314&set=a.467117728771130

จีน เปิดเส้นทางขนส่งใหม่ทางทะเล!! เปิดเที่ยวสัปดาห์ละ 8 เที่ยว หนุนค้าจีน-ยุโรป ใหม่ อัตราขยายเส้นทางปีละ 3.5% ไทยต้องจับตาบทบาทภูมิภาค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เสนอ

จีนเปิดเส้นทาง China-Europe Arctic Express (CAX) จากเที่ยวทดลองสู่บริการประจำรายสัปดาห์ในเส้น Arctic

ภาวะโลกร้อนเริ่มมีผลต่อภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ได้จำกัดแค่ประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หลังจากที่การลดลงของน้ำแข็งในแถบ Arctic ทำให้มีเส้นทางเดินเรือใหม่ทางเหนือที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น

โดยล่าสุดในปี 2026 เส้นทาง China–Europe Arctic Express (CAX) มีการยกระดับจากการทดลองเดินเรือไปสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์แบบรายสัปดาห์รวม 8 เที่ยวในช่วงฤดูเดินเรือปีนี้ (เดือนสิงหาคม - ตุลาคม) นับเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มมีผลกับภูมิศาสตร์การค้าและการตัดสินใจของภาคธุรกิจ

ประเด็นดังกล่าวถือเป็นโอกาสทางการค้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่มาพร้อมความย้อนแย้ง (Climate Paradox) ให้ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องชั่งน้ำหนักควบคู่กันระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี แม้ Arctic Route จะมีศักยภาพ โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปี 3.5% (CAGR) โดยเฉพาะกลุ่ม Oil & Gas Tanker และ Cargo แต่ CAX ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์โมเดลและยังมีขนาดเล็กมาก โดยมี Capacity เฉลี่ยราว 2,207 TEU ต่อสัปดาห์ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.8% ของเส้นทางหลัก Asia–Europe จึงยังไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของเส้นทางที่ผ่าน Suez ในระยะสั้น

สำหรับไทย ผลกระทบในปัจจุบันยังจำกัด แต่ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายการเดินเรือในระยะยาว หาก Arctic Route ขยาย Capacity และช่วงเวลาเดินเรือได้มากขึ้น การค้าจีน–ยุโรปบางส่วนอาจลดการพึ่งพาเส้นทาง Malacca–Suez ซึ่งอาจจะเปลี่ยนบทบาทและความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของ Regional Hub ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1407517874811174&id=100066589243207&rdid=X6ATQRkyxhJeDuf3#

“สเปน” ลงทุนเหมือง “อิหร่าน”!! นักลงทุนได้รับใบอนุญาต ลงทุนเหมืองแร่โคราซานใต้ แม้ถูกสหรัฐฯกดดันทางเศรษฐกิจ แสดงความพยายามเปิดรับทุนใหม่

นักลงทุนสเปนได้ไฟเขียวลงทุนเหมืองในอิหร่าน ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ในการโดดเดี่ยวเตหะรานทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าว IRNA ของอิหร่านรายงานว่า ทางการจังหวัด โคราซานใต้ (South Khorasan) ได้ออกใบอนุญาตการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่นักลงทุนชาวสเปน เพื่อดำเนินโครงการด้าน การทำเหมืองและการแปรรูปแร่ นับเป็นใบอนุญาตการลงทุนจากต่างประเทศฉบับแรกที่ออกในจังหวัดแห่งนี้

ซาคาเรียน (Zakarian) ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายเศรษฐกิจและทรัพย์สินของจังหวัด South Khorasan เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งการทำเหมืองและการแปรรูปแหล่งแร่ อย่างไรก็ตาม ในข้อมูลที่เปิดเผยเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุชื่อผู้ลงทุน ชนิดของแร่ มูลค่าการลงทุน หรือรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาของโครงการ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรและความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน การที่นักลงทุนจากสเปน ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้รับอนุญาตให้เข้าลงทุนโดยตรงในภาคเหมืองและการแปรรูปแร่ของอิหร่าน จึงอาจเป็นอีกสัญญาณว่า เตหะรานยังคงพยายามเปิดช่องทางดึงเงินทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจนอกเหนือจากน้ำมัน แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันจากวอชิงตัน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1379328491022174/?rdid=6oYWE8YjqPmWegiX#

โดนัลด์ ทรัมป์ เขียนบน Truth Social

วันนี้ผมขอประกาศปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ
ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดๆ
นี่จะเป็นสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยว
ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ผมยังขอประกาศด้วยว่า ประเทศใดก็ตาม
ที่อนุญาตให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน
หรือหน่วยงานรัฐบาลของตน
ให้ความช่วยเหลือหรือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอิหร่านในรูปแบบใดๆ
ประเทศนั้นจะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

โดนัลด์ ทรัมป์
เขียนบน Truth Social

โดรนรัสเซียโจมตีเป้าหมายท่าเรือยูเครน!! อ้างโจมตีคลังเชื้อเพลิงและเรือสินค้า 2 ลำ ที่ใช้ส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครน เป้าหมายกระสุนและอุปกรณ์ทหาร กระทรวงกลาโหมยืนยันปฏิบัติการ

โดรนโจมตีของรัสเซียโจมตีเรือบรรทุกสินค้าแห้ง 2 ลำ ที่บรรทุกกระสุนและยุทโธปกรณ์ทางทหารในท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์ รวมถึงถังเก็บเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นที่เตรียมส่งให้กองทัพยูเครน ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย

แถลงการณ์ระบุว่า
“ตลอดทั้งวัน อากาศยานไร้คนขับโจมตีได้โจมตีเรือบรรทุกสินค้าแห้ง 2 ลำ ซึ่งบรรทุกกระสุนและอุปกรณ์ทางทหารในท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์ รวมถึงถังเก็บเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นที่มีไว้สำหรับกองกำลังยูเครน”

ที่มา : Sputnik

‘มิสเตอร์เฉิงตู’ อาจารย์ไทยในเสฉวน จากล่ามท่องเที่ยวสู่ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนไทย ชะภิพรปักหมุดภาษาไทยในเสฉวน กับภารกิจสร้างคนรุ่นใหม่ เชื่อมการศึกษา วัฒนธรรม และธุรกิจไทย–จีน

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน : 'มิสเตอร์เฉิงตู' อาจารย์ภาษาไทยในเสฉวน ผู้ร่วมสร้างสะพานมิตรภาพจีน-ไทย

สำนักข่าวซินหัวรายงาน -- ชะภิพร เกียรติคชาธาร หรือกวนกั๋วซิง ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนไทย สังกัดมหาวิทยาลัยเฉิงตู ในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ถือเป็นหนึ่งในอาจารย์ชาวไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของมหาวิทยาลัยเฉิงตู และครองฉายาในหมู่ชาวไทยว่า "มิสเตอร์เฉิงตู" (Mr. Chengdu)

ชะภิพรเกิดที่กรุงเทพฯ คุณแม่เป็นชาวไทย ส่วนคุณพ่อมีบรรพบุรุษมาจากมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ทุกปีครอบครัวของเขาจะฉลองเทศกาลตรุษจีนและไปไหว้ศาลเจ้าจีนเป็นประจำ ทำให้ชะภิพรได้อยู่ในบรรยากาศวัฒนธรรมจีนและเริ่มเรียนภาษาจีนอย่างจริงจังตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ชะภิพรถือว่าทั้งกรุงเทพฯ และเฉิงตูเป็นบ้านเกิดของตนเอง เขาทุ่มเทผลักดันความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างไทยกับจีนอย่างต่อเนื่องหลายปีและได้รับรางวัลมากมาย เช่น เหรียญมิตราภรณ์จากรัฐบาลจีน และเหรียญเชิดชูเกียรติจากรัฐบาลไทยสำหรับการอุทิศตนเป็นกรณีพิเศษอันน่าชื่นชมยิ่ง

ปี 1997 ชะภิพรเป็นล่ามนำคณะนักท่องเที่ยวเดินทางมายังจีนครั้งแรก ซึ่งจุดหมายแรกคือเฉิงตูที่มีทิวทัศน์ธรรมชาติและวัฒนธรรมชวนประทับใจ ทำให้เขามองเห็นโอกาสมหาศาลในภูมิภาคจีนตะวันตก โดยเฉพาะมณฑลซื่อชวนที่อยู่ไม่ไกลจากไทย นำสู่การขบคิดถึงการมีบทบาทในความร่วมมือระดับทวิภาคี

หลังจากพิจารณาและลงพื้นที่สำรวจแล้ว ชะภิพรเปลี่ยนมาทำงานด้านการศึกษาภาษาไทยในมณฑลซื่อชวน เนื่องจากมองว่าความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายนั้นต้องการบุคลากรที่มีทักษะภาษาไทย ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีมหาวิทยาลัยใดในมณฑลซื่อชวนเปิดสอนภาษาไทย เขาจึงคว้าโอกาสนี้ไว้อย่างรวดเร็ว

ปี 2006 ชะภิพรได้เปิดโครงการอบรมภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยเฉิงตู ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในมณฑลซื่อชวนที่เปิดสอนภาษาไทย ต่อมาปี 2008 มหาวิทยาลัยเฉิงตูได้เปิดสาขาวิชาภาษาไทยอย่างเป็นทางการทั้งระดับอนุปริญญาและปริญญาตรี

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นักศึกษาจำนวนมากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฯ บางคนทำงานในสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลไทยในจีน บางคนเป็นครูสอนภาษาจีนในไทย บางคนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการค้าระหว่างจีนกับไทย ขณะที่บางคนทำงานด้านการแปลภาษา และกลายเป็นทูตแห่งมิตรภาพในการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับไทย

การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนที่เพิ่มขึ้นยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างเมืองต่างๆ เช่น การสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องอย่างเป็นทางการระหว่างเชียงใหม่กับเฉิงตูในปี 2015 ซึ่งนำสู่การเปิดเส้นทางบินตรงแบบประจำ โดยคุณูปการของชะภิพรต่อความร่วมมือทวิภาคีทำให้เขาได้รับรางวัลมิตรภาพแห่งเทียนฝู่จากมณฑลซื่อชวนในปี 2017

ชะภิพรมองว่านอกจากการท่องเที่ยวแล้ว ความร่วมมือระหว่างจีนกับไทยยังมีโอกาสพัฒนาในสาขาใหม่ๆ เช่น ยานยนต์พลังงานใหม่ พลังงานแสงอาทิตย์ และเศรษฐกิจดิจิทัล และเขายินดีจะร่วมเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางการศึกษา วัฒนธรรม และธุรกิจการค้า เพื่อเสริมสร้างสะพานแห่งมิตรภาพไทย-จีนให้มั่นคงยิ่งขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1425982309395573&id=100059514523438&rdid=2e0jSM8WMvwFhB5O#

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต ‘สวี่เจียอิ้น’!! อดีตประธานเอเวอร์แกรนด์ ปมคดีการเงินมหาศาล ยึดทรัพย์สินและเพิกถอนสิทธิ์ ปรับบริษัทเอเวอร์แกรนด์แพงมาก

ศาลจีนตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 'สวี่เจียอิ้น' อดีตประธานเอเวอร์แกรนด์

เซินเจิ้น, 20 ส.ค. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเซินเจิ้น มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน มีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตสวี่เจียอิ้น อดีตประธานบริษัท เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป (Evergrande Group) โดยศาลฯ ระบุว่าเอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ปและสวี่มีความผิดฐานรับเงินฝากจากประชาชนอย่างผิดกฎหมาย ฉ้อโกงการระดมทุน ออกสินเชื่อผิดกฎหมาย ฉ้อโกงการออกหลักทรัพย์ เปิดเผยข้อมูลสำคัญโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และติดสินบนองค์กร

ศาลฯ ยังพิพากษาว่าสวี่มีความผิดฐานใช้เงินทุนอย่างผิดกฎหมายและยักยอกทรัพย์ ขณะที่บริษัท เอเวอร์แกรนด์ เรียล เอสเตท กรุ๊ป (Evergrande Real Estate Group) มีความผิดฐานออกหลักทรัพย์โดยมิชอบ

คำพิพากษาของศาลฯ ระบุว่าสวี่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและรับผิดชอบการดำเนินงานโดยรวมของเอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป โดยสวี่บริหารและควบคุมบริษัทเอเวอร์แกรนด์ เรียล เอสเตท กรุ๊ป และบริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งมีการลงทุนครอบคลุมภาคอสังหาริมทรัพย์ การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ การเงิน และภาคส่วนอื่นๆ

การกระทำผิดทางอาญาของสวี่และบริษัททั้งสองแห่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของภาครัฐและเอกชน และกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยศาลฯ ระบุว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมหาศาลและมีพฤติการณ์ร้ายแรงยิ่ง ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรง ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงสมควรได้รับโทษอย่างหนักตามกฎหมาย

สวี่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต และศาลมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด พร้อมคำสั่งให้ติดตามเรียกคืนผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงชดใช้ส่วนที่ยังขาดเหลือ ส่วนเอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ปถูกปรับเป็นเงิน 8.82 พันล้านหยวน (ราว 4.31 หมื่นล้านบาท) ขณะที่เอเวอร์แกรนด์ เรียล เอสเตท กรุ๊ปถูกปรับเงิน 7 พันล้านหยวน (ราว 3.42 หมื่นล้านบาท)

ที่มา : Xinhua

เรือรบอังกฤษถึงกัมพูชา!! HMS Tamar เทียบท่าฐานเรือเรียมครั้งแรก เปิดบทใหม่ความร่วมมือกลาโหม หลังเข้าเทียบท่าฐานเรือเรียม สะท้อนสัมพันธ์กลาโหมอังกฤษ–กัมพูชาที่กำลังขยับใกล้ชิด

เรือรบหลวง HMS Tamar ของกองทัพเรือสหราชอาณาจักร เดินทางถึงกัมพูชาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม ซึ่งถือเป็นก้าวต่อไปในความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศที่กำลังเติบโตระหว่างสหราชอาณาจักรและกัมพูชา

การเยือนครั้งนี้รวมถึงการเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม ซึ่งถือเป็นการเยือนครั้งแรกของเรือรบจากกองทัพเรือสหราชอาณาจักรที่ฐานทัพแห่งนี้ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเรือรบระหว่างประเทศเพียงไม่กี่ลำที่มาเยือนฐานทัพเรือเรียมตั้งแต่เปิดทำการอีกครั้งในเดือนเมษายน 2025 การปรากฏตัวของ HMS Tamar สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการเปิดกว้างและมีส่วนร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างกองทัพเรือสหราชอาณาจักรและกองทัพกัมพูชา

นอกจากนี้ยังเป็นการยอมรับสิทธิอธิปไตยของกัมพูชาในการแสวงหาความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศที่หลากหลายและสมดุลกับพันธมิตรทั่วภูมิภาคและนอกเหนือจากนั้น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1496696115818201&id=100064334816576&rdid=HDxUe1kp91jjenWD#

หนี้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ พุ่งไม่หยุด!! 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ประชากรเฉลี่ยหนี้สูงถึง 1.16 แสนดอลลาร์ ดอกเบี้ยพุ่งวันละเกิน 3 พันล้าน ภาระหนี้ทำรัฐบาลกู้เพิ่มต่อเนื่อง

หนี้สหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ดอกเบี้ยพุ่งกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน

หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,280 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังรัฐบาลกลางมีหนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 80 ล้านล้านบาท) นับตั้งแต่เริ่มต้นปีงบประมาณ 2026 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2025

สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (Congressional Budget Office: CBO) รายงานว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 เพียงอย่างเดียว รัฐบาลสหรัฐฯ กู้เงินไปประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 57.6 ล้านล้านบาท)

หากนำยอดหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์มาเทียบกับจำนวนประชากรสหรัฐฯ ตามประมาณการของสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ในปี 2026 ที่ประมาณ 342.7 ล้านคน จะเท่ากับว่ามีหนี้รัฐบาลกลางเฉลี่ยประมาณ 116,700 ดอลลาร์ต่อประชากรหนึ่งคน (ประมาณ 3.73 ล้านบาทต่อคน)

ขณะเดียวกัน ภาระในการจ่ายดอกเบี้ยจากหนี้ก้อนมหาศาลนี้ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดย CBO ระบุว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ จ่าย ดอกเบี้ยสุทธิประมาณ 963,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 30.8 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ย มากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน (มากกว่า 96,000 ล้านบาทต่อวัน)

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1378382704450086/?rdid=5vvUypdFCpQa16uT#

แฮร์รี่–เมแกน ย้ายกลับอังกฤษ!! วางแผนย้ายออกสหรัฐฯ ปลายเดือนนี้ ตั้งรกรากที่บ้านส่วนตัวนอกกรุงลอนดอน ลูกทั้งสองเข้าเรียนในอังกฤษกันยายนนี้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ยินดีพบครอบครัวบ่อยขึ้น

“แฮร์รี่–เมแกน” เตรียมย้ายครอบครัวกลับ UK ปลายเดือนนี้ หลังใช้ชีวิตในอเมริกากว่า 6 ปี

ตามรายงานของ The Daily Telegraph แฮร์รี่ และ เมแกน วางแผนจะย้ายออกจากสหรัฐฯ ในช่วงท้ายเดือนนี้ เพื่อไปตั้งรกรากที่บ้านส่วนตัวที่ไม่ใช่ที่พักของราชวงศ์ นอกกรุงลอนดอน

ลูกทั้งสองคน ได้แก่ เจ้าชายอาร์ชี อายุ 7 ปี และเจ้าหญิงลิลิเบ็ต อายุ 5 ปี ได้รับการลงทะเบียนให้เข้าเรียนในโรงเรียนอังกฤษตั้งแต่เดือนกันยายน

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงทราบแผนการย้ายครั้งนี้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา และทรงยินดีที่จะได้พบปะครอบครัวมากขึ้นในฐานะส่วนพระองค์

อย่างไรก็ตาม สถานะของทั้งคู่ในฐานะสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ (non-working royals) จะยังคงเดิม ไม่มีการกลับไปทำหน้าที่ working royals

แหล่งข่าวระบุว่า ทั้งคู่จะยังคงรักษาบ้านที่มอนเตซิโต รัฐแคลิฟอร์เนีย และที่โปรตุเกสไว้ด้วย โดยสหราชอาณาจักรจะเป็นฐานหลักในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการย้ายครั้งนี้จะเป็นการถาวรหรือไม่
ข่าวนี้ได้รับการรายงานต่อโดยสื่อหลายแห่ง เช่น People, The Independent, The Standard, Sky News และ CNN โดยยืนยันรายละเอียดในทำนองเดียวกัน

การย้ายครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของครอบครัวซัสเซกซ์นับตั้งแต่ประกาศถอนตัวจากหน้าที่ราชวงศ์เมื่อปี 2020

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1493508786132014&set=a.467117728771130

มาเก๊าเปิดแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับใหม่!! รัฐบาลมาเก๊าเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เน้นบูรณาการเข้ากับจีนเต็มที่ ตั้งเป้าเศรษฐกิจหลากหลายและมั่นคง ยกระดับชีวิตและเน้นนิติธรรม

มาเก๊า, 19 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (18 ส.ค.) รัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊าของจีนได้ออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของมาเก๊า ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 3 (2026-2030) ประกอบด้วย 10 ส่วน และ 36 บท ซึ่งกำหนดเป้าหมายการพัฒนาไว้ 8 ประการ ได้แก่ การดำเนินแนวทางแบบองค์รวมด้านความมั่นคงระดับชาติอย่างเต็มรูปแบบ การยกระดับการกำกับดูแลตามหลักนิติธรรม การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การผลักดันการพัฒนาเขตความร่วมมือเชิงลึกกว่างตง (กวางตุ้ง)-มาเก๊าในเขตเหิงฉินที่มีคุณภาพสูง การสร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรมในการพัฒนาด้านการศึกษา เทคโนโลยี และบุคลากรมีความสามารถ การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การพัฒนามาเก๊าให้เป็นเมืองที่สวยงามและชาญฉลาด และการบูรณาการเข้ากับการพัฒนาโดยรวมของจีนให้ดียิ่งขึ้น

เฉินฮ่าวฮุยหรือแซม โฮว ฟาย ผู้บริหารสูงสุดมาเก๊า แถลงว่าแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 3 ถือเป็นแผนริเริ่มสำคัญสำหรับมาเก๊าในการเดินหน้าสานต่อแนวทาง "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และบูรณาการเข้ากับการพัฒนาโดยรวมของจีน พร้อมมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลมาเก๊ากำลังวางแผนพัฒนามาเก๊าเชิงรุกภายใต้บริบทการพัฒนาประเทศจีน และดำเนินตามแนวทางที่เกี่ยวข้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) อย่างเต็มที่

ด้านอิ๋นอี้เฟิ่น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านสังคม เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะ สังกัดมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคมาเก๊า เผยกับสำนักข่าวซินหัวว่ากลไกการวางแผนระยะ 5 ปีของมาเก๊ามีจุดแข็งสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การส่งเสริมความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างความสอดคล้องของนโยบาย กลไกนี้ดำเนินการภายใต้กรอบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และวางรากฐานการพัฒนาของมาเก๊าให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติจีน พร้อมแปลงข้อกำหนดในภาพรวมให้เป็นเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้ ซึ่งครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และความมั่นคง ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพของกลไกและสถาบันในการกำกับดูแลมาเก๊า

ที่มา : Xinhua

ญี่ปุ่น ร่วมมือพันธมิตร ออสเตรเลีย!! จ่อทดสอบ “ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก” ร่วมกับออสเตรเลียในทศวรรษหน้า พัฒนาความร่วมมือเลเซอร์รุกด้านกลาโหม ท่ามกลางความตึงเครียดในเอเชีย-แปซิฟิก

ญี่ปุ่นขยับ! เตรียมทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกในออสเตรเลีย

วานนี้ (18 ส.ค. 69) มีการเปิดเผยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น และออสเตรเลียว่า ญี่ปุ่นจะดำเนินการทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (ไฮเปอร์โซนิก) รวมถึงอาวุธปล่อยชนิดอื่น ๆ บนแผ่นดินออสเตรเลีย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเดินหน้ากระชับความร่วมมือทางทหารอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการร่วมกันพัฒนาระบบเลเซอร์ด้วย

นายริชาร์ด มาร์ลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย กล่าวร่วมกับนายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ณ กรุงแคนเบอร์รา ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่ “การเตรียมการที่ดีขึ้นและยกระดับขึ้นระหว่างออสเตรเลียกับญี่ปุ่น สำหรับการที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาใช้สนามทดสอบขีปนาวุธของเราในตลอดช่วงทศวรรษหน้า”

“ก่อนหน้านี้เราเคยพูดคุยกันถึงเรื่องที่ออสเตรเลียสามารถมอบความลึกทางยุทธศาสตร์ (strategic depth) ให้แก่ญี่ปุ่นในหลากหลายมิติ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการเปิดให้ใช้สนามทดสอบของเรา” นายมาร์ลส์กล่าว ขณะที่นายโคอิซูมิได้แสดงความยินดีต่อมาตรการดังกล่าว

“หากกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นสามารถดำเนินการทดสอบยิงขีปนาวุธระยะไกล เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ในออสเตรเลียได้ นั่นจะเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญอย่างยิ่ง” เขากล่าว “ดังนั้น เราจะเร่งการหารือเพื่อผลักดันเป้าหมายนี้ให้เป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นได้กระชับความร่วมมือด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการจับตามองการก้าวขึ้นมาของจีน ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ชาติพันธมิตรในภูมิภาคเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร โดยปีที่แล้วทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงการส่งออกด้านกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งออสเตรเลียจะจ่ายเงินจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 235,000 ล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อจัดหากองเรือฟริเกตล่องหน (stealth frigates)

นอกจากนี้ เมื่อวานนี้นายมาร์ลส์และนายโคอิซูมิยังระบุด้วยว่า ทั้งสองชาติจะร่วมมือกันในโครงการความร่วมมือด้านกลาโหมโครงการใหม่ที่มีชื่อว่า “บูบุค” (Boobook) ซึ่งตั้งชื่อตามนกเค้าแมวของออสเตรเลียที่สามารถมองเห็นได้ในความมืด โดยมีไฮไลต์สำคัญคือระบบเลเซอร์ที่พัฒนาร่วมกันเพื่อตรวจจับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

นายมาร์ลส์ระบุทิ้งท้ายว่า โครงการนี้ประกอบด้วย “ขีดความสามารถด้านเลเซอร์ขั้นสูงที่สามารถนำไปติดตั้งบนแพลตฟอร์มการรบภาคพื้นดิน รวมถึงแพลตฟอร์มการรบตามแนวชายฝั่ง”

ที่มา : เอเอฟพี
// https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1660634902735647&id=100063674585845&rdid=JG7buOJRaIB1W4p9#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top