Saturday, 17 October 2026
WORLD

เนทันยาฮู กล่าวต่อประชาชนว่า อิสราเอลจะไม่หยุดจนกว่าระบอบการปกครองของอิหร่านจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นซาก

"ผมขอกล่าวกับพวกท่าน ณ ที่แห่งนี้ว่า เราต้องสานต่อภารกิจของเราให้สำเร็จ เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกและสำคัญที่สุดกับภารกิจในการโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน นี่คือภารกิจหลักของเรา"

เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1403086531979703/?rdid=hiWB2qbiaaHeyGIf#

ซาอุฯ เข้าขั้นโคม่า!! ขอความช่วยเหลือพันธมิตร หลังคลังขีปนาวุธสกัดกั้นร่อยหรอ ฮูติยังโจมตีอย่างต่อเนื่อง กดดันป้องกันภัยทางอากาศหนักขึ้น

ซาอุฯ เริ่มขาดขีปนาวุธสกัดกั้น จนต้องขอความช่วยเหลือจากพันธมิตร ขณะฮูตียังคงโจมตีต่อเนื่อง

ซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญปัญหาคลังขีปนาวุธสกัดกั้นเริ่มร่อยหรอ หลังต้องใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศรับมือการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากเยเมนอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดริยาดเริ่มหันไป ร้องขอความช่วยเหลือจากประเทศพันธมิตร เพื่อเสริมกำลังป้องกันภัยทางอากาศของตนเอง

รายงานของ AP ซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาค 2 ราย ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียได้ติดต่อ ฝรั่งเศส อังกฤษ ปากีสถาน และอียิปต์ เพื่อขอความช่วยเหลือด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ ท่ามกลางความกังวลว่าจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่กำลังลดลงจากการใช้งานอย่างหนัก โดยปกติซาอุฯ พึ่งพาสหรัฐฯ เป็นผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญ แต่ขณะนี้ สหรัฐฯ เองก็เผชิญแรงกดดันต่อคลังขีปนาวุธสกัดกั้น หลังใช้ไปจำนวนมากในสงครามกับอิหร่าน

ขณะเดียวกัน ฮูตียังคงโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยมีทั้งการโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ขณะที่ซาอุฯ ต้องใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศสกัดกั้นการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งยิ่งเพิ่มภาระต่อคลังขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่

ที่มา: Associated Press (AP)
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1403125055309184/?rdid=bbyjJEhbh96WgAGp#

ฮ่องกงรักษาบัลลังก์ศูนย์กลางการเงินเอเชีย!! รัฐบาลฮ่องกงชูเติบโตบนเสถียรภาพ หลังดัชนีการเงินโลกยืนยันสถานะท็อป 3 ขึ้นแท่นอันดับ 1 ฟินเทคโลก ยึดหลักการเติบโตผ่านเสถียรภาพ

ฮ่องกงยังครองอันดับ 3 ดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก

รายงานดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก (GFCI) ฉบับที่ 40 จากแซด/เยน กรุ๊ป (Z/Yen Group) คลังสมองของสหราชอาณาจักร สถาบันเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีนในเมืองเซินเจิ้น ซึ่งประเมินศูนย์กลางการเงิน 117 แห่งทั่วโลก ระบุว่าฮ่องกงยังคงครองอันดับ 3 ของโลก และอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยคะแนนรวม 756 คะแนน

รายงานระบุว่าฮ่องกงยังคงครองอันดับ 1 ของโลกในด้านการให้บริการเทคโนโลยีทางการเงินหรือฟินเทค (fintech) และครองอันดับสูงใน 5 ด้านของความสามารถทางการแข่งขัน อาทิ อันดับ 1 ของโลกในด้านการพัฒนาภาคการเงิน อันดับ 2 ในด้านทุนมนุษย์ และอันดับ 2 ในด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

ฮ่องกงยังคงมีคะแนนโดดเด่นในการประเมินโดยผู้ประกอบวิชาชีพในสาขาต่างๆ ของอุตสาหกรรมการเงิน โดยฮ่องกงขยับขึ้นมาครองอันดับ 1 ของโลกในสาขาการจัดการการลงทุน และยังคงครองอันดับ 1 ของโลกในสาขาการประกันภัยและสาขาการเงิน

อนึ่ง มีการเผยแพร่รายงานดัชนีศูนย์กลางการเงินโลกในเดือนมีนาคมและกันยายนของทุกปีตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา

โฆษกรัฐบาลฮ่องกงระบุว่าฮ่องกงจะยึดมั่นหลักการสร้างการเติบโตผ่านเสถียรภาพและสร้างเสถียรภาพผ่านการเติบโต และจะเดินหน้าโครงการไฟแนนซ์+ (Finance+) พร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติ และส่งเสริมมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการใช้สกุลเงินเหรินหมินปี้หรือเงินหยวนในต่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ เตือนคนอเมริกันระวังถูกปล้นในกัมพูชา!! จับตาความปลอดภัย พนมเปญเสี่ยงอาชญากรรม แนะอย่าขัดขืนเพื่อลดความเสี่ยงอันตราย บางพื้นที่ห้ามเดินทางเด็ดขาด กฎหมายยาเสพติดเข้มงวดสูงสุด

สหรัฐฯ ออกคำเตือนใหม่เยือน 'กัมพูชา' โดนปล้นอย่าขัดขืนปล่อยไปตามยถากรรม.
ชาวอเมริกาที่กำลังเดินทางไปยังกัมพูชา ได้รับคำเตือนใหม่จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ต่างๆของประเทศ ในนั้นรวมถึงกรณีที่อาจถูกจี้ปล้นและอาชญากรรมอื่นๆต่างๆนานา

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนระดับ 2 "ให้เพิ่มความระมัดระวัง" สำหรับประเทศกัมพูชาอ้างถึงอาชญากรรม สถานการณ์ความไม่สงบและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน แม้ทั้งประเทศโดยรวมยังคงอยู่ในระดับ 2 แต่มีบางพื้นที่ที่ทางกระทรวงการต่างประเทศอเมริกาถึงขั้นประกาศเตือนภัยระดับ 4 ซึ่งถือเป็นขั้นสูงสุด "ห้ามเดินทางไป"

อ้างอิงจากคำประกาศ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯยังพลเมืองอเมริกาอย่าได้เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ นอกจากนี้แล้วยังเตือนนักเดินทางให้เพิ่มความระแวดระวังในพนมเปญ สืบเนื่องจากอาชญากรรม

จังหวัดพระตะบอง, จังหวัดบันทายมีชัย, จังหวัดโพธิสัตว์, จังหวัดเสียมราฐ, จังหวัดพระวิหาร และจังหวัดกำปงธม ต่างถูกยกระดับคำเตือน สืบเนื่องจากระเบิดที่ยังไม่ทำงาน

สำหรับพลเมืองอเมริกา ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเดินทางไปเยือนกัมพูชา ทางกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้แชร์คำเตือนอย่างโต้งๆอีกอย่าง ว่า "อย่าได้พยายามขัดขืนหรือต่อสู้เมื่อเผชิญกับความพยายามในการปล้นทรัพย์" สืบเนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย ขณะเดียวกันก็เรียกร้องนักเดินทางใช้มาตรการระแวดระวังไว้ก่อน ตอนที่รับเครื่องดื่มจากคนอื่นๆ

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังเน้นย้ำคำแนะนำ ที่ขอให้ซื้อประกันภัยการเดินทาง และตรวจสอบว่าประกันภัยดังกล่าว มอบความคุ้มครองครอบคลุมถึงบริการช่วยเหลือในการอพยพ ประกันสุขภาพ และการยกเลิกการเดินทางด้วยหรือไม่

ขณะเดียวกันนักเดินทางยังได้รับคำเตือนเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านยาเสพติดอันเข้มงวดของกัมพูชา "ทางกัมพูชามีนโยบายไม่ผ่อนปรนต่อความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" คำแนะนำด้านการเดินทางของกระทรวงต่างประเทศอเมริการะบุ พร้อมระบุว่าแม้กระทั่งการครอบครองยาเสพติดผิดกฎหมายในปริมาณเล็กน้อย ก็อาจนำไปสู่การถูกจับกุมและควบคุมตัว

ใครก็ตามที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดียาเสพติด อาจเผชิญการลงโทษจำคุกเป็นเวลานาน และอาจถึงขั้นติดคุกตลอดชีวิต จากคำเตือนของเจ้าหน้าที่ คำเตือนดังกล่าวนี้ มีขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังคงออกประกาศเตือนด้านการเดินทางและความปลอดภัยสำหรับจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา >> https://mgronline.com/around/detail/9690000090856
.
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1688903733242097&id=100063674585845&rdid=MTAEKapQMAUKxh1W#

ทรัมป์ จ่อนัดผู้นำ ซาอุฯ–ยูเออี–กาตาร์–ชาติอ่าว!! ถกแผนหลังสงครามอิหร่าน ขณะอ้างเตหะรานต้องการข้อตกลง กล่าวใกล้สิ้นสุดความขัดแย้ง รออนุญาตพบเนทันยาฮูอีกครั้ง

ทรัมป์จะพบกับ "ผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย" ในวันอังคารหน้า ณ นครนิวยอร์ก เพื่อวางแผนสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังสงครามกับอิหร่าน

แหล่งข่าวสามแหล่งเปิดเผยว่า การประชุมกับซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และโอมาน จะเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะส่งคำเชิญในวันพุธ

ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวในวันเดียวกันนี้ว่า "ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุด" ของสงครามแล้วกับอิหร่านแล้ว และอ้างว่าอิหร่านได้แจ้งกับวอชิงตันโดยตรงว่าต้องการข้อตกลง

ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า "เนทันยาฮู" ต้องการพบเขาที่นิวยอร์กเช่นกัน แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาต

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1402221922066164/?rdid=gbkvuBw2gEXst46x#

คำถามไม่ใช่ไทยช่วยกัมพูชาหรือไม่!! 18.2 ล้านมาจากโครงการเดิม ไม่ใช่งบใหม่ช่วยเหลือตรง เงินเป็นส่วนต่างดอกเบี้ยกู้ยืม รัฐบาลคุมภาระตามสัญญาเดิม

ชำแหละงบไทยช่วยเขมร ความจริงอีกด้านของเหรียญ

จากกระแส “สภาอนุมัติงบช่วยกัมพูชา” สู่ข้อเท็จจริงของเงิน 18.2 ล้านบาท เมื่อย้อนดูต้นทางกลับพบว่า นี่ไม่ใช่งบก้อนใหม่ที่รัฐบาลไทยกำลังนำไปแจกกัมพูชา หากแต่เป็นภาระจากโครงการเงินกู้ที่เกิดขึ้นมากว่าทศวรรษ และยังมีข้อผูกพันทางการเงินที่ต้องดำเนินการต่อ ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ประเด็น “งบไทยช่วยเขมร” กลายเป็นอีกหนึ่งหัวข้อร้อนบนโลกออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่ารัฐสภาอนุมัติงบประมาณจำนวนหลายสิบล้านบาทเพื่อช่วยเหลือกัมพูชา

แน่นอนว่าเมื่อประชาชนได้ยินคำว่า “งบช่วยกัมพูชา” ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ในภาวะตึงเครียด ย่อมเกิดคำถามทันทีว่า เหตุใดประเทศไทยจึงยังต้องใช้งบประมาณของประเทศไปช่วยเหลือประเทศที่กำลังมีความขัดแย้งกันอยู่ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูรายละเอียดของงบประมาณก้อนนี้ กลับพบว่าเรื่องราวไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่พาดหัวข่าวบางส่วนทำให้เข้าใจเพราะเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลในปี 2569 หรือ 2570 เพิ่งตัดสินใจว่าจะ “ให้เงินกัมพูชา” แต่มีต้นกำเนิดจาก โครงการความร่วมมือทางการเงินที่ประเทศไทยดำเนินการกับกัมพูชามาตั้งแต่หลายปีก่อน จุดเริ่มต้นอยู่ที่ 2 โครงการ ต้นทางของภาระงบประมาณที่กำลังเป็นประเด็นมาจาก 2 โครงการสำคัญ
โครงการแรก คือ โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 67 ช่วงเสียมราฐ–อันลองเวง–จวม/สะงำ ซึ่งได้รับการอนุมัติความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549

อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรสตึงบท และถนนเชื่อมโยงไปยัง National Road No.5 ซึ่งได้รับการอนุมัติในปี 2558

ทั้งสองโครงการดำเนินการผ่าน สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (NEDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของไทยที่มีภารกิจด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน รูปแบบสำคัญของโครงการเหล่านี้คือ ไม่ใช่การให้เงินเปล่า แต่เป็นการจัดหาเงินทุนในรูปแบบ เงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อให้กัมพูชานำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พูดให้เข้าใจง่ายคือ ไทยช่วยจัดหาเงินทุนให้กัมพูชาสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้ก่อน จากนั้นกัมพูชาจึงมีหน้าที่ทยอยชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขในสัญญา

แล้วทำไมไทยต้องจ่าย “ส่วนต่างดอกเบี้ย”? นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนเข้าใจว่าไทยกำลัง “จ่ายเงินให้กัมพูชา” ความจริงแล้ว เงินจำนวน 18.2 ล้านบาทไม่ได้ถูกส่งไปให้รัฐบาลกัมพูชาโดยตรง โครงสร้างของโครงการเป็นการให้กัมพูชากู้เงินใน อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องสูงกว่า ดังนั้นจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ส่วนต่างดอกเบี้ย”ประเทศไทย โดย NEDA จึงมีภาระต้องชดเชยส่วนต่างดังกล่าวให้กับสถาบันการเงินตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นโครงการ
สำหรับงบประมาณปี 2570 ตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาคือ

• ถนนหมายเลข 67 หรือ R67 จำนวน 12 ล้านบาท
• โครงการสตึงบท จำนวน 6.2 ล้านบาท

รวมเป็น 18.2 ล้านบาท และประเด็นสำคัญคือ 18.2 ล้านบาทนี้เป็นค่าใช้จ่ายของฝ่ายไทยตามภาระผูกพันทางการเงิน ไม่ใช่เงินก้อนใหม่ที่โอนให้รัฐบาลกัมพูชา
แล้วโครงการเดิมมีมูลค่าเท่าไร?

เมื่อย้อนกลับไปดูวงเงินของทั้งสองโครงการ จะพบว่าโครงการ R67 เดิมมีวงเงินประมาณ 1,300 ล้านบาท ขณะที่โครงการสตึงบทมีวงเงินประมาณ 928.11 ล้านบาทรวมวงเงินที่ได้รับอนุมัติประมาณ 2,228.11 ล้านบาท เงินจำนวนนี้เป็นเงินกู้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า และสิ่งที่ต้องระวังคือ ตัวเลข 1,369.24 ล้านบาท ที่ปรากฏในข้อมูลล่าสุดนั้น ไม่ใช่จำนวนเงินที่กัมพูชาจ่ายคืนมาแล้ว แต่เป็น ยอดเงินต้นคงค้างของทั้งสองโครงการ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ กัมพูชายังมีภาระหนี้ที่ต้องชำระคืนตามสัญญาอีกประมาณ 1,369.24 ล้านบาท นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่การนำตัวเลข 18.2 ล้านบาทมาเรียกว่า “เงินไทยแจกกัมพูชา” อาจทำให้ประชาชนเข้าใจโครงสร้างทางการเงินของโครงการคลาดเคลื่อนได้

แล้วไทยได้อะไรจากการทำโครงการเหล่านี้? คำถามนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน
ในวันที่โครงการได้รับการอนุมัติ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ในบริบทของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงภูมิภาค การลงทุนด้านถนนและด่านชายแดนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ถนน R67 มีความเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างประเทศไทยกับพื้นที่สำคัญของกัมพูชา ขณะที่โครงการด่านสตึงบทเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเชื่อมโยงด้านการค้าชายแดนและระบบขนส่ง ในมุมของไทย ประโยชน์ที่คาดหวังคือการเพิ่มการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ ดังนั้น ในวันที่โครงการเหล่านี้ถูกริเริ่ม เหตุผลไม่ได้มีเพียงคำว่า “ช่วยกัมพูชา” แต่เป็นแนวคิดเรื่อง การใช้ความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
แล้ววันนี้ เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนไป จะยกเลิกได้หรือไม่?

นี่คือคำถามที่น่าสนใจที่สุดของเรื่อง เพราะวันนี้บริบททางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเปลี่ยนไปจากวันที่โครงการเหล่านี้ได้รับการอนุมัติอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ “โครงการใหม่” กับ “สัญญาเดิม” สำหรับโครงการใหม่ รัฐบาลไทยมีท่าทีระงับการอนุมัติและการดำเนินโครงการความร่วมมือทางการเงินใหม่กับกัมพูชา หลังเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดน แต่สำหรับโครงการเดิมที่ทำสัญญาและมีภาระผูกพันทางการเงินไปแล้ว เรื่องไม่ได้จบลงเพียงเพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่สัญญายังมีผล และคู่สัญญายังปฏิบัติตามเงื่อนไข การยุติภาระดังกล่าวโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมต้องพิจารณาถึงข้อผูกพันและผลทางกฎหมายที่ตามมา ที่สำคัญ จากข้อมูลที่หน่วยงานไทยเปิดเผย กัมพูชายังไม่ได้มีประวัติผิดนัดชำระหนี้ในโครงการทั้งสอง และยังชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด จึงยังไม่มีเหตุผลทางการเงินที่ชัดเจนว่าไทยจะสามารถกล่าวได้ว่า “กัมพูชาเบี้ยวหนี้” แล้วจึงยกเลิกสัญญาได้ทันที

แล้ว 983 ล้านบาทที่เป็นข่าวคืออะไร?
อีกตัวเลขหนึ่งที่ถูกนำมาปะปนกับเรื่องนี้คือ 983 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโครงการ R67 ที่ได้รับการอนุมัติในปี 2565 แต่ต้องย้ำว่า 983 ล้านบาทไม่ใช่เงิน 18.2 ล้านบาท และไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองมารวมกันแล้วสรุปว่า รัฐบาลกำลังจะนำเงินกว่า 1,000 ล้านบาทไปให้กัมพูชา เพราะเป็นคนละรายการและเกิดขึ้นคนละช่วงเวลา ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา การดำเนินโครงการความร่วมมือหรือการให้เงินกู้ใหม่กับกัมพูชาถูกระงับไว้ ดังนั้นจึงต้องแยกให้ชัดว่า 18.2 ล้านบาทคือภาระจากโครงการเดิม ขณะที่ 983 ล้านบาทเป็นอีกโครงการหนึ่งที่สถานะต้องพิจารณาแยกต่างหาก

สิ่งที่ประชาชนควรถาม ไม่ใช่แค่ “ไทยให้เงินเขมรหรือไม่”
ท้ายที่สุด เรื่องนี้อาจไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คำถามว่า
“รัฐบาลไทยกำลังเอาเงินภาษีไปช่วยกัมพูชาหรือไม่?”

แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า
เงินก้อนนี้มาจากโครงการอะไร?
เป็นเงินให้เปล่าหรือเงินกู้?
ใครเป็นผู้รับเงิน?
กัมพูชามีภาระต้องชำระคืนหรือไม่?
ไทยมีภาระตามสัญญาอะไร?
ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอะไรจากโครงการ?
และที่สำคัญที่สุดคือ

เมื่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลไทยควรบริหารภาระจากสัญญาเดิมอย่างไร เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยให้มากที่สุด คำถามเหล่านี้เป็นคนละเรื่องกับการสนับสนุนหรือคัดค้านรัฐบาล ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามกับการใช้งบประมาณของรัฐ และรัฐบาลก็มีหน้าที่อธิบายที่มาของเงินและข้อผูกพันให้ชัดเจน แต่ก่อนที่ตัวเลข 18.2 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้เป็นประเด็นทางการเมือง เราอาจต้องย้อนกลับไปดู “ต้นทางของเงิน” เสียก่อน เพราะเมื่อเปิดรายละเอียดทั้งหมดออกมาแล้ว เราจะพบว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของเงิน 18.2 ล้านบาทที่รัฐบาลเพิ่งตัดสินใจจะนำไปแจกกัมพูชาในวันนี้ แต่เป็นเรื่องของ สัญญาทางการเงินที่เกิดขึ้นในอดีต ภาระดอกเบี้ยที่ประเทศไทยยังต้องรับผิดชอบ และหนี้ที่กัมพูชายังคงต้องชำระคืน และเมื่อบริบทของสองประเทศเปลี่ยนไป คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยช่วยเขมรทำไม?” แต่คือ “ภายใต้สถานการณ์ใหม่ ประเทศไทยจะจัดการกับสัญญาเดิมอย่างไร โดยไม่ให้ผลประโยชน์ของประเทศไทยเสียหาย?” นี่ต่างหาก คืออีกด้านหนึ่งของเหรียญที่ควรถูกนำมาพิจารณาไปพร้อมกับกระแสข่าวที่กำลังเกิดขึ้น

ที่มา : AYA

สหรัฐฯ จ่อดีลอาวุธล็อตใหญ่ให้อิสราเอล!! ระเบิด 2,000 ปอนด์ 40,000 ลูก มูลค่ากว่า 9.3 หมื่นล้านบาท ระเบิดต่อเนื่องจากกาซา-เลบานอน คองเกรสถูกกดดันเห็นชอบดีลนี้

สหรัฐฯ เล็งขาย ‘ระเบิด’ ให้อิสราเอล 4 หมื่นลูก มูลค่าเกือบแสนล้านบาท

เมื่อวันอังคาร (15 ก.ย. 69) ที่ผ่านมา สื่อเดอะวอชิงตันโพสต์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนําของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์แก่อิสราเอลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ (ราว 907 กิโลกรัม) จำนวน 40,000 ลูก แบ่งเป็นระเบิดเอ็มเค-84 (MK-84) สองหมื่นลูก และระเบิดบีแอลยู-117 (BLU-117) สองหมื่นลูก รวมถึงหัวรบเจาะเกราะเพเนเทรเตอร์ รุ่นไอ-2000 (I-2000 Penetrator) อีก 20,000 ลูก รวมมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 93,100 ล้านบาท)

สำหรับ ระเบิดเอ็มเค-84 จัดเป็นหนึ่งในอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงสุดในหมู่คลังแสงของกองทัพชาติตะวันตก สามารถกระจายเศษซากโลหะเป็นระยะทางไกลหลายพันฟุตในทุกทิศทาง เจาะทะลุโลหะและคอนกรีตหนา และมักทิ้งหลุมขนาดใหญ่ไว้บนพื้นดิน โดยอิสราเอลเคยใช้ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ในกาซาและเลบานอนแล้วหลายร้อยครั้ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อจำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งเหล่านั้น ทำให้อิสราเอลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการใช้ระเบิดเอ็มเค-84 บ่อยครั้งในเขตที่ถูกกำหนดเป็นที่ปลอดภัยของพลเรือนในกาซา

รายงานระบุว่าแม้ธุรกรรมดังกล่าวจะถูกเรียกว่าเป็นการจำหน่าย แต่เงินทุนสำหรับการจัดซื้อมาจากกลไกที่เรียกว่า “การจัดหาเงินทุนทางทหารจากต่างประเทศ” ซึ่งสหรัฐฯ เป็นผู้จัดสรรเงินทุนให้อิสราเอลใช้ซื้ออาวุธ โดยมีการแจ้งธุรกรรมดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรสอย่างไม่เป็นทางการแล้ว และทำเนียบขาวกำลังกดดันเหล่าผู้นำคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรให้เห็นชอบการจำหน่ายดังกล่าว

ที่มา : ซินหัว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1688322813300189&id=100063674585845&rdid=knjbfSB657ewYacz#

โปแลนด์ เดินหน้า Smart Fence ชายแดนยูเครน ยกระดับรั้วชายแดนยูเครน 110 กม. สู่ “รั้วอัจฉริยะ” ติดกล้อง–เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว ผสานรั้วจริงกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ เตรียมขยายระบบเซ็นเซอร์โดรนเพิ่ม

โปแลนด์ยกระดับรั้วจริงกว่า 110 กิโลเมตร ตามชายแดนติดกับยูเครน สู่ “รั้วอัจฉริยะ” เพิ่มกล้องและระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว

โปแลนด์ก่อสร้างแนวรั้วกั้นสำหรับควบคุมการลักลอบข้ามพรมแดนอยู่ก่อนแล้ว และขณะนี้กำลัง “ยกระดับรั้ว” ให้มีความสามารถมากขึ้น ด้วยการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาทำงานเสริม ทั้งกล้องเฝ้าระวังและเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว ครอบคลุมแนวชายแดนติดยูเครนกว่า 110 กิโลเมตร

โครงการล่าสุดจะครอบคลุมชายแดนติดยูเครนรวมประมาณ 112 กิโลเมตร แบ่งเป็นช่วงแรก 69 กิโลเมตร และอีกช่วง 43 กิโลเมตร โดยเพิ่มทั้ง ระบบเฝ้าระวัง กล้อง และเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบความผิดปกติตามแนวชายแดนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

แนวคิดของโปแลนด์จึงค่อนข้างตรงไปตรงมา โดยแนวกั้นทางกายภาพทำหน้าที่ขัดขวางการข้ามพรมแดน ขณะที่เทคโนโลยีทำหน้าที่ตรวจจับและแจ้งเตือน ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเอา “รั้วจริง” หรือ “รั้วอัจฉริยะ” เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถนำทั้งสองระบบมาทำงานร่วมกันได้

ทางฝั่งชายแดนติดกับประเทศเบลารุสก็เช่นกัน โปแลนด์ใช้แนวทางนี้มาก่อนแล้ว ซึ่งมีทั้ง กำแพงเหล็กทางกายภาพ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “รั้วอัจฉริยะ” ที่ประกอบด้วยกล้องตรวจการณ์ กล้องตรวจจับความร้อน และเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว โดยล่าสุดยังเตรียมเสริมหอเฝ้าระวังและ ระบบตรวจจับโดรน เข้าไปอีกด้วย

โปแลนด์ไม่ได้มอง “รั้วอัจฉริยะ” ว่าเป็นสิ่งที่จะนำมาใช้แทนรั้วจริง แต่ใช้เทคโนโลยีทำให้แนวกั้นที่มีอยู่ “ฉลาดขึ้น” และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1402301695391520/?rdid=4HTkU0ZtTqIifCqn#

จีนเปิดคลองผิงลู่ 7 หมื่นล้านหยวน!! ทางออกสู่ทะเล ย่นเส้นทางขนส่งสู่อาเซียนกว่า 560 กม. คลองผิงลู่ยาว 134 กม. สู่ทะเล ช่วยลัดเส้นทางขนส่งสินค้า เชื่อมตลาดจีน-อาเซียนใหญ่สุด

จีนเปิดสัญจร 'คลองผิงลู่' ทุนสร้าง 7 หมื่นล้านหยวน ทางออกสู่ทะเล ทางลัดสู่อาเซียน

วันพุธ (16 ก.ย.) เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีนได้เปิดใช้งานคลองผิงลู่อย่างเป็นทางการแล้ว โดยคลองแห่งนี้มีความยาว 134.2 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้าง 7.27 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.6 แสนล้านบาท) ตัดผ่านเมืองหนานหนิงของกว่างซี ก่อนไหลลงสู่อ่าวเป่ยปู้ ช่วยเปิดเส้นทางลัดสู่ชายฝั่งและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน

คลองแห่งนี้ทอดยาวตามระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงแถบตอนในของจีนเข้ากับอาเซียนและตลาดโลก ถือเป็นโครงการคลองเชื่อมแม่น้ำสู่ทะเลขนาดใหญ่โครงการแรกของจีนที่วางแผนและประสานงานในระดับชาติตั้งแต่ปี 1949

คลองผิงลู่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเรือที่มีระวางขับน้ำสูงสุด 5,000 ตัน ช่วยย่นระยะทางขนส่งสินค้าทางน้ำจากพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีนสู่ทะเลได้มากกว่า 560 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับเส้นทางเดิมที่ต้องผ่านท่าเรือในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมลงร้อยละ 18-30 และประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้มากกว่า 5 พันล้านหยวน (ราว 2.47 หมื่นล้านบาท) ต่อปี

หลูซินหนิง รองประธานประจำหน่วยงานรัฐบาลกว่างซี กล่าวว่าคลองแห่งนี้สร้างทางเชื่อมใหม่ระหว่างตลาดจีนซึ่งมีประชากร 1.4 พันล้านคน กับกลุ่มผู้บริโภคในอาเซียนที่มีเกือบ 700 ล้านคน ทั้งยังมีศักยภาพกระตุ้นการลงทุนข้ามพรมแดนรูปแบบใหม่ และส่งเสริมการรวมกลุ่มห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การก่อสร้างคลองแห่งนี้ใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ส่วนใหญ่เป็นการขยายความกว้าง ขุดลอกให้ลึกขึ้น และปรับแนวทางน้ำเดิมให้ตรงขึ้น ขณะที่บางส่วนต้องมีการขุดเจาะผ่านพื้นที่แห้งและภูมิประเทศภูเขา โดยหนึ่งในความท้าทายทางวิศวกรรมที่สำคัญที่สุดคือความแตกต่างของระดับน้ำที่สูงถึง 65 เมตร เทียบเท่ากับความสูงของอาคารกว่า 20 ชั้น จึงมีการสร้างศูนย์ควบคุมการเดินเรือ 3 แห่งที่ติดตั้งระบบประตูเรือสัญจรแบบคู่ (twin-line ship locks) เพื่อช่วยปรับระดับน้ำในการนำเรือขึ้นและลงตลอดแนวคลอง

รายงานระบุว่าดินและหินที่ขุดขึ้นมาจากคลองผิงลู่ราว 315 ล้านลูกบาศก์เมตรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์กว่าร้อยละ 98 นอกจากนี้ คลองสายนี้ยังมีทางผ่านสำหรับปลา (fish passage) ความยาวกว่า 480 เมตร และทางข้ามสำหรับสัตว์ป่าโดยเฉพาะ เพื่อให้สัตว์บก เช่น แมวดาวและกระรอก สามารถข้ามพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

เส้นทางคมนาคมสายใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งที่ผ่านมามีพัฒนาการตามหลังพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกที่มั่งคั่งกว่า อีกทั้งยังต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าในการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือ โดยสินค้าประเภทถ่านหิน แร่ธาตุ ธัญพืช วัสดุพลังงานใหม่ และชิ้นส่วนยานยนต์จากภูมิภาคดังกล่าว จะสามารถขนส่งไปยังตลาดต่างประเทศผ่านเส้นทางตรงที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

อนึ่ง การค้าระหว่างจีนกับอาเซียนมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.27 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในปี 2025 ขณะที่การค้าระหว่างสองฝ่ายในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคมของปี 2026 อยู่ที่ 7.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24.77 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.7 เมื่อเทียบปีต่อปี และคิดเป็นร้อยละ 21.8 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของจีนในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา : Xinhua

Nidec ญี่ปุ่นจ่อปิดโรงงานปอยเปต!! ย้ายผลิตไทยรับมือปิดด่าน หลังมาตรการปิดด่านกระทบซัพพลายเชน ค่าขนส่งเพิ่มหลายสิบเท่า แรงงานกัมพูชาพบผลกระทบหนัก

Nidec ของญี่ปุ่น ปิดโรงงานในกัมพูชาเดือนตุลาคมนี้ และจะย้ายการผลิตมาไทย หลัง “ไทยใจแข็ง” ไร้วี่แววเปิดด่านชายแดน

ผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา เริ่มสะเทือนไปถึงฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อ Nidec (นิเด็ค) ผู้ผลิตมอเตอร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ตัดสินใจ ยุติการผลิตในกัมพูชา ปิดโรงงานที่เมืองปอยเปตในวันที่ 22 ตุลาคม และย้ายงานผลิตมายังฐานเดิมของบริษัทในประเทศไทย
โรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2012 มีพนักงาน 724 คน ผลิตชิ้นส่วนหล่อโลหะสำหรับมอเตอร์ความแม่นยำสูง รวมถึงชิ้นส่วนมอเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ โดยโมเดลธุรกิจตั้งแต่แรกอาศัยข้อได้เปรียบสำคัญของปอยเปต คือ ค่าแรงในกัมพูชาที่ต่ำกว่า แต่สามารถผลิตสินค้าแล้วขนส่งข้ามแดนเข้าสู่ฐานการผลิตของ Nidec ในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว

แต่ความได้เปรียบนั้นหายไปทันทีเมื่อเกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดน และไทยยังคง ยึดมาตรการ "ปิดด่านชายแดน" โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง ขณะที่ยังไม่มีแนวโน้มชัดเจนว่าการขนส่งทางบกระหว่างสองประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อใด Nidec จึงประเมินว่าไม่สามารถรักษาระบบห่วงโซ่อุปทานเดิมเอาไว้ได้อีกต่อไป และตัดสินใจถอนการผลิตออกจากกัมพูชา

ผลที่ตามมากลับกลายเป็นว่า กำลังการผลิตที่กัมพูชาสูญเสียไปกำลังไหลกลับเข้ามายังประเทศไทย เพราะ Nidec มีฐานการผลิตเดิมอยู่แล้วในไทย รวมถึงโรงงานด้าน Die-casting ที่ บ่อวินและปิ่นทอง ซึ่งผลิตชิ้นส่วนสำหรับมอเตอร์ความแม่นยำสูงเช่นเดียวกัน

ขณะที่กระทรวงแรงงานกัมพูชาระบุว่า การปิดชายแดนทำให้การขนส่งสินค้าจากพื้นที่ "บันเตียเมียนเจย" ซึ่งเดิมใช้เวลาเพียง 1–2 ชั่วโมง ต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อม บางกรณีต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นถึง หลายสิบเท่า ประกอบกับคำสั่งซื้อที่ลดลง จนปีนี้มีโรงงานในพื้นที่ปิดหรือประกาศปิดแล้วอย่างน้อย 3 แห่ง กระทบแรงงานรวมเกือบ 4,000 คน

แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากคนไทยบางส่วน ชาวกัมพูชา รวมถึงเสียงจากต่างประเทศ ให้ไทยผ่อนคลายหรือเปิดด่านชายแดน แต่ไทยยังคงยืนกรานมาตรการชายแดนโดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง และผลที่เกิดขึ้นกลับทำให้ไทยได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจบางส่วนตามมาโดยปริยาย — กรณีของ Nidec เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด เมื่อกำลังการผลิตที่เคยอยู่ในปอยเปต กำลังถูกย้ายเข้ามายังประเทศไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1402284702059886/?rdid=xI5BSeqwcPUivmZD#

ลูกสาววัย 79 ปี ตามรอยอดีตพ่อสารวัตรทหารญี่ปุ่น หลังพ่อสั่งสลักคำขอโทษบนหลุมศพ บทบาทสารวัตรสำคัญในสงคราม เผยปฏิบัติการปราบปรามโหดร้าย ลูกสาวหวังญี่ปุ่นทบทวนอดีตสงคราม

คำขอโทษจากอดีต 'สารวัตรทหารญี่ปุ่น' สู่ลูกสาวผู้ตามหาความจริงสงครามรุกรานจีน

โตเกียว, 16 ก.ย. (ซินหัว) -- อายาโกะ คุราฮาชิ วัย 79 ปี เป็นลูกสาวของยูกิจิ โอซาวะ อดีตนายทหารหน่วยสารวัตรทหารของกองทัพคันโตของญี่ปุ่นระหว่างญี่ปุ่นรุกรานจีน ซึ่งเคยประจำการในหลายพื้นที่ของจีน เช่น เทียนจิน ปักกิ่ง และเมืองตงหนิงในมณฑลเฮยหลงเจียง และต่อมาถูกกองกำลังโซเวียตจับกุมเมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนในปี 1945 แต่สามารถหลบหนีและเดินทางกลับญี่ปุ่นได้ ทว่าในปี 1986 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต โอซาวะได้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ลูกสาว พร้อมสั่งให้สลักข้อความขอโทษเหล่านี้ลงบนแผ่นป้ายหน้าหลุมศพ

ใจความในกระดาษระบุว่าโอซาวะได้เข้าร่วมสงครามรุกรานจีน เขาสำนึกผิดอย่างยิ่งต่อทุกสิ่งที่ได้กระทำลงไปและรู้สึกขอโทษอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนชาวจีน ทว่าคุราฮาชิรู้เพียงว่าพ่อของเธอเคยเป็นสารวัตรทหาร แต่ไม่รู้ว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้างกันแน่ คุราฮาชิจึงพยายามติดต่ออดีตสารวัตรทหารที่เคยประจำการร่วมกับพ่อของเธอเพื่อค้นหาคำตอบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบอันใด
ฟันเฟืองสำคัญของการปราบปราม

เซยะ มัตสึโนะ นักประวัติศาสตร์และนักวิจัยจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติ มหาวิทยาลัยเมจิ กาคุอิน เปิดเผยว่าบทบาทของสารวัตรทหารในสงครามญี่ปุ่นรุกรานจีนเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สงคราม โดยสารวัตรทหารมีอยู่ในจีนแล้วตั้งแต่ช่วงก่อตั้งกองทัพคันโต และเมื่อการรุกรานของญี่ปุ่นขยายวง หน่วยสารวัตรทหารจึงถูกส่งไปประจำการในพื้นที่ต่างๆ ของจีน

มัตสึโนะระบุว่าสารวัตรทหารมีหน้าที่หลากหลาย เช่น การปกป้องความลับทางทหาร การค้นหาสายลับ การควบคุมและตรวจสอบการสื่อสารและองค์กรสื่อ และการปราบปรามพลเรือนที่ถูกมองว่า "เป็นปฏิปักษ์" ซึ่งรวมถึงผู้ที่ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นหรือปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับกองกำลังยึดครอง โดยหน่วยสารวัตรทหารมีอำนาจมหาศาลและเป็นองค์กรที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง คอยทำหน้าที่เสมือนกรงเล็บและแนวหน้าของกองทัพญี่ปุ่นในการปราบปรามประชาชนท้องถิ่นระหว่างการรุกราน

มัตสึโนะยังแสดงสำเนารายงานลับจากหน่วยสารวัตรทหารฉบับหนึ่งที่อธิบายวิธีจัดการกับบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับ โดยจะทำ "การส่งตัวเป็นกรณีพิเศษ" หมายถึงการส่งบุคคลนั้นไปยังหน่วยปฏิบัติการ 731 แห่งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหน่วยที่ดำเนินการทดลองกับมนุษย์อย่างโหดร้าย รวมถึงการทำสงครามชีวภาพและสงครามเชื้อโรคในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

นอกจากนี้ มัตสึโนะระบุว่าพ่อของคุราฮาชิมียศนายทหารประทวนในหน่วยสารวัตรทหาร ซึ่งมักรับผิดชอบสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาในปฏิบัติการแนวหน้า และพ่อของคุราฮาชิอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้นหา จับกุม และปราบปรามผู้ที่ต่อต้านกองกำลังญี่ปุ่น
ลูกสาวผู้ค้นหาความจริง

คุราฮาชิจดจำพ่อของเธอว่าเป็นคนเคร่งขรึม แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ยังคงชัดเจนในความทรงจำ นั่นคือครั้งที่พ่อจู่ๆ ร้องไห้ออกมาขณะชมรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับสงครามของญี่ปุ่นในจีน ต่อมาเธอเดินทางไปจีนหลายครั้งเพื่อแสดงความสำนึกผิดแทนพ่อ โดยเยือนพิพิธภัณฑ์สงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น หอรำลึกเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงโดยผู้รุกรานชาวญี่ปุ่น และสถานที่อื่นๆ ซึ่งการได้เห็นหลักฐานเพิ่มเติมญี่ปุ่นสร้างความสะเทือนใจแก่คุราฮาชิอย่างมาก

คุราฮาชิกล่าวทิ้งท้ายว่าสังคมญี่ปุ่นยังไม่ได้ทบทวนประวัติศาสตร์สงครามอย่างเพียงพอ โดยในห้องเรียนญี่ปุ่น ครูอาจบอกนักเรียนเกี่ยวกับสถานที่บางแห่งที่กองทัพญี่ปุ่นเคยส่งกำลังไปประจำการ แต่บ่อยครั้งไม่ได้ลงลึกถึงสิ่งที่กองกำลังญี่ปุ่นได้กระทำในสถานที่เหล่านั้น ซึ่งเธอหวังว่าญี่ปุ่นจะเผชิญหน้าและทบทวนประวัติศาสตร์การรุกรานของตน และหวังว่าถ้อยคำขอโทษบนหลุมศพของพ่อเธอจะเข้าถึงผู้คนในวงกว้างยิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

แผนพัฒนาฮ่องกงฉบับแรก!! 5 ปีข้างหน้าสู่ความรุ่งเรือง เน้นเปิดกว้างและครอบคลุม ยกระดับความปลอดภัยและสังคม สอดรับยุทธศาสตร์ชาติอย่างชัดเจน

ฮ่องกงออกแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับแรก มุ่งเปิดกว้าง รุ่งเรือง ปลอดภัยยิ่งขึ้น
.
ฮ่องกง, 16 ก.ย. (ซินหัว) -- วันพุธ (16 ก.ย.) จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดประจำเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ได้เปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 1 (2026-2030) ซึ่งตั้งเป้าหมายสร้างฮ่องกงที่เปิดกว้าง ครอบคลุมทั่วถึง เสรี เจริญรุ่งเรือง และปลอดภัยยิ่งขึ้น
.
ลีระบุว่าปี 2026-2030 เป็นช่วงเวลาสำคัญของฮ่องกงในการคว้าโอกาสเพื่อเปลี่ยนผ่านจากเสถียรภาพสู่ความรุ่งเรือง ยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม และสร้างบ้านที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน โดยแผนพัฒนาฉบับนี้จะเผยทิศทางการพัฒนา ยกระดับการกระจายทรัพยากร รักษาความคาดหวังของสังคม รวมถึงคุ้มครองความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมและผลประโยชน์ของนักลงทุนทั่วโลก
.
ลีกล่าวว่าปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ขณะที่แผนพัฒนาฉบับแรกของฮ่องกงสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลฮ่องกงในการปรับปรุงระบบที่นำโดยคณะบริหารสูงสุดของฮ่องกงและยกระดับประสิทธิภาพการบริหารปกครอง

ทั้งนี้ ลีเสริมว่าแผนพัฒนาฉบับแรกส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของฮ่องกง เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติในเชิงรุก รวมถึงบูรณาการเข้าสู่และสนับสนุนการพัฒนาระดับชาติโดยรวมได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

‘ประเสริฐ’ จับมือ เยอรมนี ลงนามปฏิญญาร่วม!! ยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี สร้างคนทักษะสูงป้อนอุตสาหกรรมอนาคต เพิ่มทักษะเชิงวิชาชีพ สู่มาตรฐานสากล เปิดโอกาสฝึกงานและมีงานทำจริง

ร่วมมือ ‘ศึกษา’ ไทย-เยอรมัน ลงนามปฏิญญาร่วม
ยกระดับอาชีวศึกษา สู่เส้นทางแห่งโอกาส-ผู้มีศักยภาพ

15 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางปฏิบัติภารกิจ ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อผสานความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา โดยนายประเสริฐได้ลงนามปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนง (Joint Declaration of Intent: JDoI) ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีเป้าหมายยกระดับร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ เชื่อมโยง ‘การศึกษา–ทักษะ–ภาคอุตสาหกรรม–การมีงานทำ’ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายประเสริฐกล่าวถึงความร่วมมือสำคัญนี้ครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
1. ยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยนำแนวปฏิบัติที่ดีของเยอรมนีมาประยุกต์ใช้ และเพิ่มบทบาทของสถานประกอบการในการร่วมออกแบบหลักสูตรและพัฒนาทักษะผู้เรียน
2. พัฒนาหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสาขา Mechatronics, Automation, Electronics, Semiconductor, AI, Digital Transformation และ Green TVET
3. ยกระดับมาตรฐานและการรับรองสมรรถนะ เพื่อให้ทักษะและคุณวุฒิของผู้เรียนเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น
4. พัฒนาครูอาชีวศึกษาและครูฝึกในสถานประกอบการ ผ่านการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าสู่การเรียนการสอน
5. เชื่อมการศึกษาสู่การมีงานทำ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกงานและฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการไทย–เยอรมัน พร้อมพัฒนาทั้งทักษะวิชาชีพ ภาษา และประสบการณ์ทำงานจริง
นายประเสริฐย้ำว่า “ความสำเร็จของปฏิญญาร่วม (JDoI) ไม่ควรวัดเพียงจำนวนกิจกรรมหรือการแลกเปลี่ยน แต่ต้องวัดจาก ‘ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน’ คือเรียนแล้วมีทักษะ โดยทักษะได้รับการรับรอง ได้ฝึกงานจริง สู่การมีงานทำ และนำไปสู่มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

“เราจะทำให้อาชีวศึกษาเป็นเส้นทางแห่งโอกาส และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง (High-Skilled Workforce) รองรับการลงทุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืนครับ” นายประเสริฐทิ้งท้าย

ปาเลสไตน์ รับมือวิกฤตศึกษา!! นักเรียน7.2แสนถูกตัดโอกาสเรียน อาคารเรียนเกือบ90%ถูกทำลาย ชี้ด่านตรวจอิสราเอลกีดกันเดินทาง อาหรับเตรียมแผนคุ้มครองฉุกเฉิน

รมต.ปาเลสไตน์เผยนักเรียนกว่า 7.2 แสนคน ถูกตัดโอกาสเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน

อัมจาด บาร์ฮัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของปาเลสไตน์ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับเด็กชาวปาเลสไตน์ที่จัดโดยองค์กรการศึกษา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ของสันนิบาตอาหรับ (ALECSO) ในกรุงตูนิสของตูนิเซีย กล่าวว่ามีนักเรียนชาวปาเลสไตน์ถูกตัดโอกาสเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานมากกว่า 7.2 แสนคน ขณะเดียวกันอาคารเรียนมากกว่าร้อยละ 90 และมหาวิทยาลัยร้อยละ 82 ในฉนวนกาซาถูกทำลาย เนื่องจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

บาร์ฮัมเน้นย้ำวิกฤตทางการศึกษาขั้นรุนแรงที่เด็กชาวปาเลสไตน์กำลังเผชิญ โดยเฉพาะในฉนวนกาซา พร้อมประณามการมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาอย่างเป็นระบบ และด่านตรวจทางทหารของอิสราเอลหลายพันแห่งที่ยังคงจำกัดการเดินทางของนักเรียนนักศึกษา

โมฮาเหม็ด อูลด์ อามาร์ ผู้อำนวยการใหญ่องค์กรการศึกษา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ของสันนิบาตอาหรับ สำทับถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการประสานความร่วมมือระดับภูมิภาค และประกาศว่าองค์กรฯ จะจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมของชาติอาหรับพร้อมกลไกคุ้มครองฉุกเฉิน

ที่มา : Xinhua

‘รศ. ปณิธาน’ ระลึกเหตุการณ์ 9/11 สะเทือนโลก!! คืนวันที่ 11 ก.ย. 2544 เหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่ ตึกเวิลด์เทรดลุกไหม้จากเครื่องบินชนถึง 3 ลำ สหรัฐฯ เข้าสู่สงครามต่อต้านก่อการร้ายยาวนาน ผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คนทั่วโลก เสียใจไม่ลืม

รองศาสตราจารย์ ปณิธาน วัฒนายากร

อาจารย์ในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คืนวันที่ 11 กันยายน 2544 ขณะอยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัย ก่อนรับโทรศัพท์ให้เปิดโทรทัศน์ดูเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม 9/11 ที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เพนตากอน และเครื่องบินลำที่สี่ตกในเพนซิลเวเนีย

ย้อนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวแทบไม่มีใครคาดคิด แต่เคยมีรายงานเตือนล่วงหน้าบางส่วนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ รวมถึงรายงานของ FBI เรื่องการฝึกบินของสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย

หลังเกิดเหตุ ประเมินว่าสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี George W. Bush น่าจะประกาศสงครามใหญ่ บุกอัฟกานิสถานเพื่อทำลายรัฐบาลตาลีบัน ฐานที่มั่นอัลกออิดะฮ์ และตามล่า Osama bin Laden รวมทั้งอาจขยายสงครามต่อต้านการก่อการร้ายไปยังอิรักด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์

ไทยไม่ควรส่งทหารไปร่วมรบในตะวันออกกลาง เพราะไม่พร้อมและมีความเสี่ยง แต่ต่อมารัฐบาลไทยส่งทหารช่างไปร่วมกับสหรัฐฯ และเกิดความสูญเสียตามที่ผู้เขียนเคยกังวล

หลังเหตุการณ์ 9/11 ได้รับเชิญไปออกรายการและให้ความเห็นต่อสื่อหลายแห่ง แม้ความเห็นของตนจะแตกต่างจากนายทหาร นักวิเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงหลายคนในเวลานั้น ซึ่งบางส่วนไม่เชื่อว่าสหรัฐฯ จะบุกอัฟกานิสถานหรืออิรัก

ในฐานะนักวิชาการด้านความมั่นคง ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ไม่สามารถใช้ประสบการณ์สงครามยุคก่อนเป็นหลักทั้งหมดได้ เพราะเทคโนโลยีและวิธีทำสงครามเปลี่ยนไปมาก แม้เหตุผลของสงครามยังคล้ายเดิม

มองว่าสหรัฐฯ อาจไม่ชนะในหลายสมรภูมิ แต่ก็ไม่น่าจะแพ้แบบราบคาบ หากจะลำบากก็เพราะ “ติดหล่ม” หรืออยู่ใน “หลุมดำ” ที่ตนเองขุดขึ้นมา

ท้ายบทความ ผู้เขียนขอบคุณสื่อต่าง ๆ และผู้ดำเนินรายการที่รับฟังความเห็นของตนตั้งแต่ปี 2544 ขอบคุณคุณแม่ ภรรยา และผู้ติดตามการวิเคราะห์ พร้อมไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ชาวต่างชาติ ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 9/11 และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/pfbid02HJHVPqpE5e8Fy3MGXy81pxSihf2oTV1Qbrv1kvmQy3SpRgw4neWX8YVM9rA47uCfl/?rdid=GwSikdIAITFmPplK#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top