Tuesday, 14 July 2026
WORLD

มหาวิทยาลัยจีน ลุยเทคฯ เปลี่ยนบทบาทผลิตนักวิจัยสู่เศรษฐี บริษัทแล็บคลอด IPO ร้อนแรงปี 2026 'หลี่ จิ้นเหยียน' นำทีมผนึกมหาวิทยาลัย 'Optics Valley' นำวิทยาศาสตร์สู่มูลค่าสูง

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Boonchina กล่าวว่า

เมื่อก่อนมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ผลิต "บัณฑิต"

แต่วันนี้ มหาวิทยาลัยจีนหลายแห่งกำลังผลิต "เศรษฐี"

บางบริษัทที่มูลค่าหลายแสนล้านบาท ไม่ได้เริ่มจากโรงงานหรือออฟฟิศหรู แต่เริ่มจากห้องแล็บในมหาวิทยาลัย

ล่าสุด บริษัท 长进光子 (ฉางจิ้น โฟโตนิกส์)

ผู้พัฒนาเส้นใยแก้วนำแสงชนิดพิเศษ เข้าตลาดหุ้น 科创板 (เคอชวงป่าน) ของจีน

ราคาหุ้นวันแรกพุ่งมากกว่า 1,500%

ส่งให้มูลค่าบริษัททะลุ 63,000 ล้านหยวน (ประมาณ 315,000 ล้านบาท)

กลายเป็นหนึ่งในหุ้น IPO ที่ร้อนแรงที่สุดของปี 2026

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าราคาหุ้น

คือบริษัทนี้แทบจะ "ยกห้องแล็บออกมาตั้งบริษัท"

ผู้ก่อตั้งคือ 李劲燕 (หลี่ จิ้นเหยียน)

อดีตอาจารย์จาก 华中科技大学 (มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหฺวาจง)

หรือที่คนจีนเรียกสั้นๆ ว่า 华科 (หฺวาเคอ)

ทีมวิจัยหลัก 8 คน

มีถึง 7 คนที่เป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเดียวกัน

ส่วนสิทธิบัตรสำคัญของบริษัทจำนวน 12 ฉบับ ก็ถูกถ่ายทอดมาจากมหาวิทยาลัยโดยตรง

ยิ่งกว่านั้น

ก่อนเข้าตลาดหุ้นเพียง 1 ปี

กองทุนลงทุนของมหาวิทยาลัยได้เข้าซื้อหุ้นรอบสุดท้าย

พอบริษัทเข้าตลาดสำเร็จ

มูลค่าการลงทุนงอกขึ้นมากกว่า 30 เท่า

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เพราะเมืองอู่ฮั่นกำลังมีสิ่งที่เรียกว่า "Optics Valley" หรือหุบเขาแห่งอุตสาหกรรมแสง

ศูนย์รวมบริษัทด้านเลเซอร์ ชิป AI เซ็นเซอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน

และตรงกลางระบบนิเวศนี้ก็คือ 华中科技大学 (มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหฺวาจง)

รอบมหาวิทยาลัยในรัศมีเพียง 2.5 กิโลเมตร

มีบริษัทเทคโนโลยีกระจุกตัวอยู่เกือบ 40,000 แห่ง

หลายบริษัทที่เข้าตลาดหุ้นก็มีผู้ก่อตั้งเป็นศิษย์เก่าจากที่นี่

เรื่องนี้สะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วจีน

มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนหนังสืออีกต่อไป

แต่กำลังกลายเป็น "โรงงานผลิต Deep Tech"

หรือเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องใช้การวิจัยยาวนานหลายปี

ในอดีต

นักวิจัยจำนวนมากใช้เวลาเป็นสิบปีอยู่ในห้องแล็บ

ทำงานกับเทคโนโลยีที่ไม่มีใครสนใจ

แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ชิป และโฟโตนิกส์

องค์ความรู้ที่สะสมมานานเหล่านั้น กลับกลายเป็นทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล

จีนกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า

บางครั้ง "เหมืองทอง" ที่สำคัญที่สุดของประเทศ

อาจไม่ได้อยู่ใต้ดิน

แต่อยู่ในมหาวิทยาลัย

ถ้ามหาวิทยาลัยไทยมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเกิดจากห้องแล็บของตัวเอง คุณอยากเห็นในอุตสาหกรรมอะไรที่สุด?

ที่มา : https://www.facebook.com/100048039443929/posts/1592431325701500/?rdid=vDV6Gan2DSpbtuE6#

“สายการบินสหรัฐฯ” หยุดชะงัก!! ค่าน้ำมันโหดเดือน เม.ย. พุ่งเกือบ 6.5 พันล้านดอลลาร์ ราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่ม 78% ในปีเดียว กำไรสายการบินลดเกือบครึ่งในปี 2026 สายการบินต้นทุนต่ำยุติกิจการจากต้นทุนสูง

นิวยอร์ก, 9 มิ.ย. (ซินหัว) -- รายงานล่าสุดจากสำนักสถิติการขนส่งของสหรัฐฯ เผยว่าสายการบินของสหรัฐฯ จ่ายค่าเชื้อเพลิงเกือบ 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.13 แสนล้านบาท)

เมื่อเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 26 เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน และร้อยละ 78 เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อนานกว่า 100 วันแล้ว โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินในเดือนเมษายนอยู่ที่ 4.11 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 135 บาท) ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้น 94 เซนต์ (ราว 31 บาท) จากเดือนมีนาคม และเพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 59 บาท) จากปี 2025

เมื่อวันอาทิตย์ (7 มิ.ย.) สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศคาดว่าบรรดาสายการบินจะมีกำไรสุทธิรวม 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.55 แสนล้านบาท) ในปี 2026 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.91 แสนล้านบาท)

สมาคมฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของสายการบินกว่า 370 แห่งในสหรัฐฯ และทั่วโลก คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิต่อผู้โดยสารจะลดลงจาก 9.10 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 299 บาท) ในปี 2025 เหลือ 4.50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 148 บาท) ในปีนี้ ด้านวิลลี วอลช์ ผู้อำนวยการใหญ่ของสมาคมฯ กล่าวว่าความขัดแย้งในอิหร่านและต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นได้ฉุดรั้งแนวโน้มของธุรกิจสายการบิน

สายการบินสปิริต แอร์ไลน์ส (Spirit Airlines) ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ดำเนินงานในฐานะสายการบินต้นทุนต่ำพิเศษ ได้ยุติการดำเนินงานเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม หลังจากยื่นขอล้มละลายถึง 2 ครั้งใน 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

ที่มา : Xinhua

‘สีจิ้นผิง’ เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี!! จีน–เกาหลีเหนือแนบแน่นอีกครั้ง ‘สีจิ้นผิง’ พบ ‘คิม จองอึน’ ท่ามกลางเกมต่อรองสหรัฐฯ ฟื้นอิทธิพลจีนเหนือเปียงยาง จับตาปมรัฐนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนือพบ คิม จองอึน วันที่ 8-9 มิ.ย. 2026 ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ จับตาประเด็นการพูดคุย รวมถึงการฟื้นฟูอิทธิพลจีนต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งอาจช่วยให้ สี จิ้นผิง เจรจากับสหรัฐราบรื่นขึ้น และประเด็นการขอสนับสนุนจากจีนสู่การเป็นรัฐนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

เอพี (AP) รายงานว่า วันที่ 8 มิถุนายน 2026 ประธานาธิบดีสี จิ้งผิง ผู้นำจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนือและได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ โดยคาดว่าการเยือนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การตอกย้ำอิทธิพลของจีนต่อเกาหลีเหนืออีกครั้ง เพื่อแลกกับได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง

สำนักข่าวซินหัว (Xinhua) ของจีนรายงานว่า ที่สนามบินนานาชาติเปียงยาง คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และภรรยา รี โซลจู เดินทางมาต้อนรับ สี จิ้งผิง และภรรยา เผิง หลี่หยวน โดยผู้นำทั้งสองจับมือกัน

ต่อมา พิธีต้อนรับจัดขึ้นที่จัตุรัสหลักของเปียงยาง ‘จัตุรัส คิม อิล ซุง’ (Kim Il Sung Square) โดยอาคารรอบจัตุรัสถูกประดับประดาด้วยธงชาติของทั้งสองประเทศ ภาพขนาดใหญ่ของคิม จองอึน และสี จิ้นผิง รวมถึงธงสีแดงและเหลือง เพื่อต้อนรับผู้นำจีน และเฉลิมฉลอง ‘มิตรภาพและความสามัคคี’ ของสองประเทศ โดยมีทหารเกียรติยศและประชาชนหลายพันคนรอต้อนรับ รวมถึงเด็ก ๆ ที่ถือลูกโป่งและกระโดดโลดเต้น

การเดินทางเยือนระยะเวลาสองวัน (8-9 มิ.ย.) ของสี จิ้นผิง ในครั้งนี้ เป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2019 โดยก่อนหน้านี้ ในเดือนกันยายน 2025 ผู้นำทั้งสองพบกันที่กรุงปักกิ่ง หลังการชมขบวนพาเหรดทางทหารฉลองวันแห่งชัยชนะจีน ร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และผู้นำประเทศอื่น ๆ

ซินหัวรายงานว่า สี จิ้นผิงกล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเยือนเปียงยาง โดยยืนยันว่าพรรคและรัฐบาลยังคงเป็นมิตรและให้การสนับสนุนเกาหลีเหนือ อีกทั้งยกประเด็นสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

1) ใช้การแลกเปลี่ยนระดับสูง เพื่อกระชับความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับการแลกเปลี่ยนทางการทูตและทางทหาร 2) ขยายความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงการค้าและเทคโนโลยี 3) ยกระดับการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เช่น ในด้านการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว 4) เสริมสร้างการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์

แถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ไม่ได้กล่าวถึงโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเด็นที่นานาชาติให้ความสนใจมาอย่างยาวนาน

“ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของพรรคและรัฐบาลจีนในการปกป้องผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศร่วมกัน และการรักษาสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่เอื้ออำนวย จะไม่เปลี่ยนแปลง” สี จิ้นผิงกล่าว

ศาสตราจารย์ เลฟ-เอริค อีสลีย์ จากมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวาในเกาหลีใต้ กล่าวว่า ผู้นำจีนไม่ได้เดินทางเยือนเกาหลีเหนือเพียงเพราะถึงกำหนดการเยือน แต่จะส่งผลกระทบอย่างแท้จริงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ

อิทธิพลต่อเกาหลีเหนือ ช่วยเจรจาสหรัฐราบรื่น

การเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และปูติน เดินทางเยือนจีนพบสี จิ้นผิง ในวาระแยกกัน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และคาดว่า ทรัมป์และสี จิ้นผิง จะพบกันอีกครั้งในเดือนกันยายนนี้ ในการเดินทางเยือนสหรัฐตามที่วางแผนไว้

ควัก กิล ซอบ ประธาน One Korea Center ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยวิเคราะห์ข่าวสารและนโยบายเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ ในเกาหลีใต้ กล่าวว่า สี จิ้นผิงจะพยายามแสดงให้เห็นถึง “อิทธิพลของจีนเหนือคาบสมุทรเกาหลี” และ “บทบาทการเป็นผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ในยุคแห่งการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐ”

จีนเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจและผู้สนับสนุนหลักทางการทูตของเกาหลีเหนือมาอย่างยาวนาน โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า จีนหลีกเลี่ยงการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ (UN) ต่อเกาหลีเหนืออย่างเต็มที่ และให้ความช่วยเหลืออย่างลับ ๆ มาตลอด โดยปีนี้ เป็นปีแห่งการครบรอบ 65 ปี ที่ทั้งสองประเทศลงนามในสนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน

แต่ไม่กี่ปีมานี้ เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ โดยเกาหลีเหนือให้ความสำคัญกับรัสเซียมากกว่า ผ่านความร่วมมือการส่งกำลังทหารและอาวุธไปสนับสนุนสงครามในยูเครน ในทางตรงกันข้าม รัสเซียก็ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารต่อเกาหลีเหนือ

“การฟื้นฟู สู่การเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือเกาหลีเหนือแต่เพียงผู้เดียว จะทำให้สี จิ้นผิง มีอำนาจต่อรองในการเจรจากับทรัมป์ ผู้ซึ่งแสดงความต้องการอยากเดินหน้าเจรจาทางการทูตกับคิม จองอึนอีกครั้ง มาโดยตลอด” ควักล่าว

ในบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โรดงซินมุนของเกาหลีเหนือ ฉบับวันที่ 8 มิ.ย. 2026 สี จิ้นผิง กล่าวว่า จีนและเกาหลีเหนือต้องเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และทำงานร่วมกันเพื่อต่อต้าน “ลัทธิครองความเป็นใหญ่และการเมืองแบบบีบบังคับ” และมุ่งสู่โลกหลายขั้วที่สงบสุข ขณะที่ในบทบรรณาธิการ มีการเรียกสี จิ้นผิง ว่า “แขกของรัฐที่ได้รับเกียรติสูงสุด”

การสนับสนุนจากจีน สู่การเป็นรัฐนิวเคลียร์

นักวิเคราะห์กล่าวว่า สี จิ้นผิง น่าจะเสนอความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่คิม จองอึน เช่น การส่งข้าวและปุ๋ย การท่องเที่ยวแบบกลุ่มของชาวจีน รวมถึงโครงการเศรษฐกิจร่วมกัน

“เกาหลีเหนือไม่สามารถพึ่งพารัสเซียเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องร่วมมือกับจีน” ควักกล่าว

สี จิ้นผิง อาจหลีกเลี่ยงการกดดัน คิม จองอึน ในประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยเลือกที่จะกล่าวถึงสันติภาพและความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีอย่างกว้าง ๆ แทน ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำเกาหลีเหนือ ที่ต้องการได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ในการเป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ และยังเป็นหนทางในการเรียกร้องให้ UN ยกเลิกมาตรการคว่ำ

ศาสตราจารย์อีสลีย์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐของจีน แสดงท่าทีไม่พูดถึงเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีอย่างเปิดเผย แต่ยืนยันว่ายังคงเป็นเป้าหมายระยะยาว โดยที่ดูเหมือนว่าคิมต้องการให้สียอมรับเกาหลีเหนือในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาวุธนิวเคลียร์

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่จีนประกาศว่า จะทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์ แต่ถ้อยคำดังกล่าวหายไปจากแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่ที่คิม จองอึน เดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า จีนยอมรับโดยปริยายแล้วว่าเกาหลีเหนือเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์โดยพฤตินัย

“จีนลดความสำคัญในประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือลงอย่างมาก ในเอกสารทางการและแถลงการณ์สาธารณะ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงความสัมพันธ์ เพื่อรักษาและขยายอิทธิพลของจีนเหนือเกาหลีเหนือแทน” ตง จ้าว นักวิจัยอาวุโสในโครงการนโยบายด้านนิวเคลียร์ ของสถาบันคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศกล่าว

นอกจากนี้ หลังการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง เมื่อเดือนที่แล้ว ทำเนียบขาวกล่าวว่า ผู้นำทั้งสองยืนยันเป้าหมายร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ขณะที่จีนกล่าวเพียงว่า ผู้นำทั้งสองหารือถึงประเด็นนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีเท่านั้น

วันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา คิม โยจอง เจ้าหน้าที่ระดับสูงและน้องสาวของคิม จองอึน เพิ่งออกมาปฎิเสธรายงานการประชุมระหว่างทรัมป์และสีจิ้นผิงของสหรัฐว่า เป็นข้อมูลเท็จ อีกทั้งกล่าวสนับสนุนพี่ชาย และเรียกความพยายามของสหรัฐ ในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือว่า “ความฝันที่หลบหนีความจริงและผิดยุคผิดสมัย”

สัปดาห์ที่แล้ว คิม จองอึน เพิ่งเปิดตัวโรงงานผลิตส่วนประกอบนิวเคลียร์แห่งใหม่ และให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างกำลังการผลิตนิวเคลียร์ของประเทศ ให้อยู่ในอัตราทวีคูณ อีกทั้งสังเกตการณ์การทดสอบเรือพิฆาตลำใหม่ในทะเล และพยายามเร่งการสร้างกองทัพเรือติดอาวุธนิวเคลียร์

ด้านประธานาธิบดีอี แจมยอง ผู้นำเกาหลีใต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ว่า เกาหลีเหนือผลิตส่วนประกอบนิวเคลียร์ได้เพียงพอสำหรับการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ราว 10-20 ลูกต่อปี และใกล้จะพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธข้ามทวีปได้สมบูรณ์แล้ว

“โลกต้องมุ่งเน้นไปที่การโน้มน้าวให้เกาหลีเหนือระงับการผลิตส่วนประกอบนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธข้ามทวีป เป็นเป้าหมายระยะสั้นก่อน” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล่าว

นับตั้งแต่การเจรจาทางการทูตครั้งสำคัญระหว่างทรัมป์กับคิม ล้มเหลวลงในปี 2019 ตั้งแต่นั้นมา คิม จองอึนก็ปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาจากสหรัฐและเกาหลีใต้มาโดยตลอด และมุ่งเน้นไปที่การขยายและปรับปรุงคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตนให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

คิม จองอึน กล่าวเมื่อเดือน ก.ย. 2025 ว่า ยังคงมีความทรงจำที่ดีต่อทรัมป์อยู่ แต่เรียกร้องให้สหรัฐถอนข้อเรียกร้องให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยถือเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการกลับมาเจรจาทางการทูตอีกครั้ง

ที่มา :

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10238790260268561&id=1037140385&rdid=hW85H6PyMtjC7TgX#

 https://www.prachachat.net/world/news-2018866

เกมตึง “เทลอาวีฟ–เตหะราน”!! อิสราเอลโจมตีอิหร่าน 3 จุด หลังทรัมป์เตือนไม่ให้ตอบโต้ นักวิชาการชี้ อิสราเอลเปิดศึกอิหร่านซ้ำไม่ได้ หากไร้แรงหนุนสหรัฐฯ เหตุยังต้องพึ่งไอรอนโดม ผู้เชี่ยวชาญมอง ‘ทรัมป์’ ยังถือไพ่เหนือกว่าอิสราเอล

เมห์ราน คัมราวา ศาสตราจารย์ด้านรัฐบาลศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในกาตาร์ กล่าวกับสำนักข่าว Sputnik ว่า อิสราเอลไม่สามารถเปิดสงครามกับอิหร่านขึ้นมาใหม่ได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เตือนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ให้ตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน แต่อิสราเอลได้โจมตีกลับในวันถัดมา

คัมราวากล่าวว่า “ตอนนี้เราทราบแล้วว่าอิสราเอลได้โจมตีอย่างน้อย 3 จุดในอิหร่าน ได้แก่ กรุงเตหะราน เมืองอิสฟาฮาน และเมืองตาบริซ” พร้อมระบุว่า “เนทันยาฮูกำลังเผชิญแรงกดดันภายในประเทศอย่างมหาศาลให้ต้องตอบโต้ เขาไม่อาจไม่ตอบโต้ได้”

อิหร่านได้หยุดการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันจันทร์ แต่เตือนว่าจะกลับมาโจมตีอีก หากการโจมตีเลบานอนยังคงดำเนินต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอนรายงานว่า อิสราเอลได้ทิ้งระเบิดโจมตีเลบานอนภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง หลังจากอิหร่านประกาศดังกล่าว

ศาสตราจารย์คัมราวาเชื่อว่า การยิงตอบโต้กันครั้งนี้จะไม่ลุกลามกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน เพราะทรัมป์ต้องการบรรลุข้อตกลงกับผู้นำอิหร่าน และเนทันยาฮูก็รู้เรื่องนี้ดี

คัมราวากล่าวว่า “ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ สหรัฐฯ เป็นผู้จัดหาองค์ประกอบสำคัญส่วนใหญ่ของระบบป้องกันที่เรียกว่าไอรอนโดม และอิสราเอลจำเป็นต้องพึ่งพาขีปนาวุธป้องกันและองค์ความรู้จากสหรัฐฯ เพื่อยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านที่กำลังพุ่งเข้ามา”

เขากล่าวเสริมว่า “นั่นจึงเป็นแหล่งอำนาจต่อรองสำคัญที่สหรัฐฯ มีอยู่”

“โดยทั่วไปแล้ว อิสราเอล และโดยเฉพาะเนทันยาฮู ไม่ได้ต้องการทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ไม่พอใจ พวกเขารู้ดีว่าข้อตกลงสันติภาพนี้มีความสำคัญต่อโดนัลด์ ทรัมป์” คัมราวากล่าวเพิ่มเติม

ที่มา : Sputnik

“อิสราเอล” ถล่มชานกรุงเบรุต!! ตอบโต้ฮิซบอลเลาะห์ แม้มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ รายงานมีผู้เสียชีวิต–บาดเจ็บ ยังเกิดการปะทะรายวันต่อเนื่อง

เบรุต (Sputnik) — สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน หรือ NNA รายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า การโจมตีทางทหารของอิสราเอลต่อชานกรุงเบรุตทางตอนใต้ มุ่งเป้าไปที่อพาร์ตเมนต์ 2 แห่ง ในอาคาร 2 หลัง ในพื้นที่เตห์วีตัต อัล-กาดีร์ ใกล้เขตมไรเจห์ ใกล้กับปั๊มน้ำมันฮาเชม โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน สำนักนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ระบุว่า กองทัพอิสราเอลได้โจมตีชานกรุงเบรุตทางตอนใต้ เพื่อตอบโต้การยิงถล่มจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอน

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เริ่มโจมตีอิสราเอลด้วยจรวดและโดรน ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน

เพื่อตอบโต้ อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายของฮิซบอลเลาะห์ในชานกรุงเบรุตทางตอนใต้ รวมถึงพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันออกของเลบานอน อีกทั้งยังเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินทางตอนใต้ของประเทศ โดยประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ต่อขบวนการต่อต้านชีอะห์

หลังการเจรจาที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 16 เมษายน ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง

อย่างไรก็ตาม แม้มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ แต่อิสราเอลยังคงโจมตีหมู่บ้านหลายสิบแห่งทางตอนใต้ของเลบานอนเป็นประจำทุกวัน และยังคงควบคุมการยิงเหนือหมู่บ้านชายแดนหลายแห่ง

ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ดำเนินปฏิบัติการตอบโต้กองกำลังอิสราเอลเช่นกัน

ที่มา : Sputnik

ฟิลิปปินส์ ผวาสึนามิ!! หลังแผ่นดินไหว 7.8 เขย่ามินดาเนา “ฟิลิปปินส์” ออกเตือนสึนามิหลายจังหวัด หลังแผ่นดินไหวใต้ทะเลลึก 33 กม. บ้านเรือนเสียหาย ไฟดับหลายพื้นที่

มะนิลา, 8 มิ.ย. (ซินหัว) -- สื่อท้องถิ่นฟิลิปปินส์รายงานว่าเหตุแผ่นดินไหวนอกชายฝั่ง ขนาด 7.8 ตามมาตราแมกนิจูด บริเวณน่านน้ำทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ (8 มิ.ย.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และผู้บาดเจ็บ 4 ราย พร้อมคำเตือนความเสี่ยงเกิดสึนามิในหลายจังหวัดริมชายฝั่ง

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์ระบุว่าแผ่นดินไหวตามรอยเลื่อนเปลือกโลกครั้งนี้

เกิดขึ้นตอน 07.37 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ความลึก 33 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากชายฝั่งเมืองมาซิมของจังหวัดซารังกานีบนเกาะมินดาเนาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 32 กิโลเมตร

ทั้งนี้ สถาบันฯ ออกคำเตือนสึนามิใน 9 จังหวัดริมชายฝั่ง ชี้แนะประชาชนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงอพยพขึ้นที่สูงกว่าทันทีหรือโยกย้ายเข้าสู่พื้นที่ที่อยู่ห่างจากชายฝั่ง โดยมีการคาดการณ์ว่าสึนามิระลอกแรกจะเคลื่อนตัวมาถึงช่วงเช้าวันจันทร์ (8 มิ.ย.) และเกิดขึ้นนานหลายชั่วโมง

สื่อท้องถิ่นเสริมว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือนบางส่วน รวมถึงกระแสไฟฟ้าดับ ขณะเดียวกันหลายจังหวัดใกล้เคียงสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้

ที่มา : Xinhua

จีนแสวงหาชิป AI มหาวิทยาลัยเชื่อมกองทัพจีน พยายามได้ชิปสูงสุด Nvidia สหรัฐฯวิตก เสี่ยงเทคโนโลยีรั่วไหล สภาคองเกรสจ่อควบคุมเข้มข้น

ฮือฮา! ส.สอเมริกันวิตกหลัง “ 7 มหาวิทยาลัยจีน” เชื่อมโยงกองทัพปักกิ่งต้องการชิปAI ของ Nvidia รุ่น H200 เชื่อเพื่อวิจัยอาวุธ

เอเจนซีส์ – พบมหาวิทยาลัยชั้นนำจีนไม่ต่ำกว่า 7 แห่งที่เชื่อมโยงกับกองทัพจีนและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจีนแสวงหาชิป AI ของ Nvidia รุ่น H200 ที่มีความสามารถมากที่สุดในโลกในปัจจุบันเพื่อทำการวิจัยพัฒนาความก้าวหน้าทางยุโธปกรณ์การป้องกันประเทศสร้างความวิตกให้สภาคองเกรสสหรัฐฯ

บลูมเบิร์กรายงานวันอังคาร(2 มิ.ย)ว่า มหาวิทยาลัย 2 แห่งชื่อดังของจีนมีความสนใจในชิป H200 ของ Nvidia ได้แก่มหาวิทยาลัยเป่ยหัง (Beihang University) และมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกนอร์ทเวสต์เทิร์นจีน NWPU (Northwestern Polytechnical University) อ้างอิงจากบันทึกการจัดซื้อที่บลูมเบิร์กได้มา

ทั้ง 2 แห่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “7 ลูกชายแห่งการป้องกันประเทศจีน” (Seven Sons of National Defense) ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน

มหาวิทยาลัย Beihang University และมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกนอร์ทเวสต์เทิร์นจีน NWPU ถูกกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯขึ้นแบล็กลิสต์จากการที่การวิจัยเพื่อความก้าวหน้าให้กองทัพจีน

คณะความมั่นคงทางไซเบอร์ของ NWPU ต้องการเข้าถึงการเช่าชิป AI รุ่นนี้ของ Nvidia ของสหรัฐฯ ซึ่งมหาวิทยาลัยเปิดเผยว่าทำงานด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ให้รัฐบาลจีนและมีทีมวิจัยความก้าวหน้าการป้องกันประเทศจีนและอีกทั้งมีผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเป็นจำนวนมากเข้ารับใช้ในกองทัพปลดแอกประชาชนจีน

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สของสหรัฐฯรายงานในเรื่องนี้วันที่ 1 มิ.ย โดยชี้ว่า ถึงแม้ว่าซีอีโอ Nvidia เจนเซน หวง ถึงแม้จะออกมาประกาศอย่างเปิดเผยอ้างว่า กองทัพจีนไม่ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางวิทยาการในชิป Nvidia ของบริษัทของเขาที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ทว่าการวิเคราะห์บันทึกการจัดซื้อจีนนาน 6 ปีแสดงเห็นว่า กองทัพจีนแสวงหาอย่างเปิดเผยสำหรับชิป AI ของ Nvidia มาตั้งแต่ปี 2019

ส.ส รัฐมิชิแกน จอห์น มูเลนาร์(John Moolenaar) ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญด้านพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รายงานการวิเคราะห์บันทึกจีนนาน 6 ปีนี้แสดงให้เห็นว่า “ปักกิ่ง” พยายามที่จะลักลอบและขโมยเทคโนโลยีอเมริกันเป้าจุดประสงค์ทางการทหาร”

นิวยอร์กไทม์สชี้ว่า บันทึกจีนที่ทำการประมวลโดย Wirescreen แพลตฟอร์มซอฟท์แวร์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทจีนที่พบว่า กองทัพจีนได้เพิ่มความพยายามในการให้ได้มาซึ่งชิป AI เทคโนโลยีของสหรัฐฯถึงแม้ว่ารัฐบาลอเมริกันจะทำการจำกัดการขายให้ประเทศที่เป็นอริรวม “จีน”

Wirescreen ได้ตรวจสอบบันทึกการจัดซื้อ 3,800 บันทึกเที่ยวเกี่ยวข้องกับชิปชั้นสูงและคอมพิวเตอร์

ในการตรวจสอบพบว่ามีไม่ต่ำกว่า 500 ตัวอย่างที่มีหลายหน่วยงานจากกองทัพจีนต้องการชิป Nvidia โดยระบุถึงชื่อหรือคุณสมบัติทางเทคนิก

นิวยอร์กไทม์สกล่าวว่า เป็นเทคโนโลยีที่ถูกแสวงหาเกือบทุกกองกำลังของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนที่น่าตกใจเพราะพบว่า รวมไปถึงหน่วยงานด้านวิจัยการจำลองการระเบิดนิวเคลียร์ ปฎิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ และการวางแผนการรบ

ทั้งนี้รายงานถูกส่งไปยังรัฐบาลประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และสภาคองเกรสสหรัฐฯ ที่ซึ่งมีการหารือถึงอนาคตการขายชิป Nvidia ให้จีน หนังสือพิมพ์สหรัฐฯชี้

บลูมเบิร์กรายงานต่อว่า อ้างอิงจากบันทึกที่ย้อนไปไกลในปี 2011 มีมหาวิทยาลัยจีนไม่ต่ำกว่า 25 แห่งและแล็บที่มีความร่วมมือกับกองทัพจีนและอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศจีนถูกพบว่าหากไม่ได้กำลังใช้อยู่หรือกำลังแสวงหารชิป Nvidia รุ่นที่เก่ากว่า

และพบว่ามี 6 แห่งจากทั้งหมดถูกขึ้นบัญชีดำของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯจากการที่มีความร่วมมือทางการวิจัยกับกองทัพจีนรวมถึง การพัฒนาเทคโนโลยีมิสไซล์และนิวเคลียร์ เป็นภัยคุกคามความมั่นคงต่อสหรัฐฯ

มาจนถึงปัจจุบันรัฐบาลจีนสั่งห้ามบริษัทด้าน AI ของจีนซื้อชิป AI ของ Nvidia รุ่น H200

โฆษก Nvidia กล่าวโต้ว่าเป็นเรื่องที่โง่เง่ามากที่คิดว่า การทหารจีนต้องพึ่งพาชิปของบริษัท

“จีนมีชิปผลิตภายในประเทศมากพอสำหรับอุปกรณ์ทางการทหารของตัวเองและอีกหลายล้านสำหรับเป็นอะไหล่เก็บ”

ด้านสถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี เปิดเผยว่า “ขอต่อต้านการใช้ในทางการเมืองเพื่อเป็นเครื่องมือ และการใช้ประเด็นทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเป็นอาวุธ”

เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ

ส.ส ไบรอัน มาสต์ (Brian Mast) ประธานคณะกรรมาธิการด้านกิจการต่างประเทศประจำสภาล่างสหรัฐฯกล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมาในกรุงวอชิงตัน ดีซีว่า พวกเรารู้อย่างแน่นอนว่า พวกเราไม่ต้องการให้ผู้ซื้อปลายทางเป็นกองทัพจีน โดยชี้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการเกี่ยวข้องกับอาวุธจริง กองทัพจริง หรือมีความสูญเสียจริงสภาคองเกรสสหรัฐฯต้องให้ความสนใจอย่างแน่นอน

บลูมเบิร์กรายงานว่าผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ถึงแม้ว่าจีนปัจจุบันเช่น หัวเว่ย จะมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์แต่ทว่ายังคงล้าหลังห่างจากคู่แข่งบริษัทเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯทั้งในด้านคุณภาพและจำนวนของชิป AI

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1445518377616819&id=100064760106289&rdid=DtDfQSAGyEv48XJf#

“จีน” ชี้ “สหรัฐฯ” บ่อนทำลายห่วงโซ่!! กระทรวงพาณิชย์จีนวิจารณ์การควบคุมชิป ย้ำ "สหรัฐฯ ทำลายเสถียรภาพโลก" เรียกร้องยุติมาตรการเลือกปฏิบัติ กระทบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

เมื่อวันพฤหัสบดี (4 มิ.ย.) เหอหย่งเฉียน โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่าการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกในทางที่ผิดได้บ่อนทำลายเสถียรภาพห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกอย่างรุนแรง

เหอกล่าวถ้อยคำข้างต้นเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่งมุ่ง "ปิดช่องโหว่ข้อบังคับ" ที่เกี่ยวข้องกับชิป โดยระบุว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกในทางที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติ สิ่งนี้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทจีน บั่นทอนระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ และบ่อนทำลายเสถียรภาพห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก พร้อมสำทับว่าจีนคัดค้านการกระทำดังกล่าวมาโดยตลอด

จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ แก้ไขการกระทำที่ไม่ถูกต้องโดยเร็วที่สุด ยุติมาตรการเลือกปฏิบัติต่อจีน และร่วมรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานโลก

ที่มา : Xinhua

“กระทรวงศึกษาธิการของจีนประกาศเมื่อวันพุธว่า นักเรียนจีนรวม 12.9 ล้านคน เตรียมเข้าสอบ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติประจำปีนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ เกาเข่า (Gaokao) โดยการสอบจะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 มิถุนายน”

ตัวเลขดังกล่าวลดลงเล็กน้อยจากปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้เข้าสอบ 13.35 ล้านคน

กระทรวงฯ ระบุว่า จะสั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นดูแลสภาพแวดล้อมทางออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับการสอบ รวมถึงรักษาความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยบริเวณรอบสนามสอบ

นอกจากนี้ จะมีการดำเนินมาตรการพิเศษเพื่อปราบปรามการจำหน่ายอุปกรณ์ทุจริตการสอบ การสวมรอยเข้าสอบแทนผู้อื่น และการกระทำผิดระเบียบของสถาบันกวดวิชาและสถาบันเตรียมสอบต่าง ๆ

กระทรวงศึกษาธิการจีนยังจะกำกับดูแลหน่วยงานท้องถิ่นให้ป้องกันและปราบปรามการทุจริตการสอบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมผลักดันการใช้ระบบตรวจสอบและเฝ้าระวังอัจฉริยะอย่างแข็งขันด้วย

ที่มา : Xinhua

“จีน–เกาหลีเหนือ” ขยับใหญ่!! จีนประกาศ “สีจิ้นผิง” เยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ พบ “คิมจองอึน” 8–9 มิ.ย. ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรง จับตาสัญญาณใหม่สัมพันธ์จีน–เกาหลีเหนือ

โฆษกสำนักกิจการระหว่างประเทศของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC)

ประกาศว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. ตามคำเชิญของคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี (WPK) และประธานกิจการแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

Jeenthainews 

‘ปูติน’ ชี้รัสเซียรุกคืบ!! กองกำลังรัสเซียควบคุมดอนบาสแล้ว พร้อมเจรจายูเครนถ้าฝ่ายตรงข้ามยอมรับ อาวุธไฮเปอร์โซนิกเสริมกำลังทัพ ชี้อียูไม่ใช่คนกลางในความขัดแย้งยูเครน

กองกำลังรัสเซียกำลังรุกคืบตลอดแนวหน้า โดยไม่มีพื้นที่ส่วนใดที่ไม่ได้ดำเนินปฏิบัติการรุก ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวสำนัก AP ระหว่างการพบปะกับหัวหน้าสำนักข่าวนานาชาติในเวที SPIEF

ปูตินระบุว่า รัสเซียได้ควบคุมพื้นที่ของสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์ได้แล้ว 100% และควบคุมพื้นที่ของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ได้มากกว่า 85%

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า การที่รัสเซียควบคุมภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด ไม่ได้ขัดแย้งกับความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับประเด็นยูเครน

การแก้ไขความขัดแย้งยูเครน

ขณะเดียวกัน ปูตินระบุว่า รัสเซียยังคงพร้อมประนีประนอมในประเด็นความขัดแย้งยูเครน ตามที่เคยตกลงกันไว้ระหว่างการหารือสหรัฐฯ–รัสเซีย ที่เมืองแองเคอเรจเมื่อปีที่แล้ว

ปูตินเสนอว่า ความขัดแย้งยูเครนอาจคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว หากผู้นำยูเครนยอมรับสิ่งที่เคยมีการหารือกันที่แองเคอเรจ

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าสหภาพยุโรปโดยรวม หรือประเทศสมาชิกอียูประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาความขัดแย้งยูเครนได้ เพราะอียูให้ความช่วยเหลือยูเครนโดยตรง จึงไม่อาจถือเป็นฝ่ายเป็นกลางได้

อำนาจการยิงที่เหนือกว่า

ปูตินกล่าวว่า ยูเครนไม่มีอาวุธแบบที่รัสเซียครอบครอง เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกและขีปนาวุธร่อน

ในขณะเดียวกัน ศักยภาพด้านทรัพยากร วิทยาศาสตร์ และกำลังคนของรัสเซียยังคงเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน

ปูตินชี้ว่า รัสเซียยังพัฒนาและนำระบบอาวุธใหม่เข้าประจำการอย่างต่อเนื่อง เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกพิสัยกลาง “โอเรชนิก” (Oreshnik)

เขายืนยันเพิ่มเติมว่า รัสเซียยังไม่เคยใช้งานระบบขีปนาวุธโอเรชนิกในยูเครนแบบปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบ การยิงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงการทดสอบ เพื่อประเมินสมรรถนะของระบบและเก็บข้อมูลสำหรับการนำไปใช้งานเต็มรูปแบบในอนาคต

ประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียจะเดินหน้าปรับปรุงและเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีขีดความสามารถสูงอยู่แล้วต่อไป

วิกฤตกำลังพลของยูเครน

ในขณะเดียวกัน ปูตินกล่าวว่า ในยูเครน ประชาชนทั่วไปถูกไล่จับและกวาดต้อน “เหมือนสุนัขจรจัด” เพื่อบังคับเกณฑ์เข้าสู่กองทัพยูเครน

เขาระบุว่า เมื่อปัญหาขาดแคลนกำลังพลของยูเครนรุนแรงขึ้น ความสูญเสียกำลังพลรายเดือนของยูเครนพุ่งถึง 40,000 นาย พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า มีทหารยูเครนหลบหนีทัพราว 20,000 นายต่อเดือน

ปูตินกล่าวว่า ยูเครนเปิดคดีอาญาเกี่ยวกับการหลบหนีทัพแล้วประมาณ 200,000 คดี และนับตั้งแต่ต้นปีนี้เพียงอย่างเดียว มีทหารยูเครนหลบหนีทัพแล้วราว 60,000 นาย

ที่มา : Sputnik

จีนโรงเหล็กที่ขาดทุนยับ!! มหาอำนาจตะวันตกเพิกเฉย จีนแสดงความจริงใจช่วยแก้ปัญหาเซอร์เบีย 'วูชิช' ชมความกตัญญูของจีน สะท้อนความสัมพันธ์ยั่งยืนในวิกฤต

"มิตรแท้ในยามยาก"บทเรียนจากเซอร์เบียถึงไทย!

เมื่อมหาอำนาจตะวันตกเลือกผลประโยชน์ มากกว่าความเป็นเพื่อน

​ในวันที่ประเทศเผชิญวิกฤตจนถึงขีดสุด เราถึงจะได้เห็นธาตุแท้ของ "มิตรแท้"

ประธานาธิบดีเซอร์เบีย อเล็กซานดาร์ วูชิช ได้เปิดเผยถึงความจริงใจของจีนผ่านกรณีโรงถลุงเหล็กที่เซอร์เบีย ซึ่งเคยขาดทุนย่อยยับเดือนละ 12 ล้านดอลลาร์ โดยที่มหาอำนาจตะวันตก แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนในเซอร์เบียสูงมากกลับนิ่งเฉยและปล่อยให้โรงงานต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง

​ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คือผู้นำเพียงคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาจัดการปัญหาให้ถึงที่ และให้คำมั่นสัญญาว่าจีนจะไม่ทอดทิ้งเซอร์เบีย วูชิชกล่าวประโยคที่กินใจคนทั้งโลกไว้ว่า "ในทางการเมืองความกตัญญูอาจมีอายุสั้น แต่สำหรับเซอร์เบีย จีนคือผู้ที่ช่วยเราไว้ในวันที่มืดมนที่สุด"

ทำไมตะวันตกที่เข้ามาลงทุนในเซอร์เบียมากมายถึงไม่ช่วย?

คำตอบคือ นักลงทุนตะวันตกมองเซอร์เบียผ่าน "กลไกตลาดเสรี" และ "ผลกำไรสูงสุด" เท่านั้น เมื่อธุรกิจไปต่อไม่ได้ พวกเขาก็พร้อมจะถอนตัวทันทีโดยไม่สนใจว่าคนงานจะเดือดร้อนเพียงใด การลงทุนของตะวันตกมักมาพร้อมกับเงื่อนไขที่รัดกุมและการกดดันให้ปรับโครงสร้างที่ทำร้ายวิถีชีวิตผู้คน ในขณะที่จีนมองต่างออกไป จีนเลือก "ลงทุนเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืน การที่จีนยอมรับภาระที่ไม่มีใครเอาในตอนนั้น คือการพิสูจน์ว่าจีนมองเซอร์เบียเป็น "เพื่อน" ไม่ใช่เพียง "ฐานผลิตเพื่อตักตวงกำไร"

​ภาพสะท้อนนี้ชัดเจนมากเมื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทยในช่วง วิกฤตโควิด-19

ในวันที่ทั่วโลกขาดแคลนทรัพยากร ประเทศตะวันตกเลือกกักตุนวัคซีนและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อตนเอง หรือหยิบยื่นให้โดยมีเงื่อนไขผูกมัดทางนโยบาย แต่ในทางตรงกันข้าม

​จีนคือมิตรที่ก้าวเข้ามาในวันที่เราวิกฤตที่สุด โดยเป็นแหล่งสำคัญที่จัดหา วัคซีนซิโนแวค (Sinovac) และอุปกรณ์ป้องกัน (PPE) มาให้ไทยอย่างรวดเร็ว ในราคาที่เป็นธรรมและไม่มีการกดดันทางการเมืองหรือพยายามแทรกแซงอธิปไตยของเราเหมือนที่กลุ่มประเทศตะวันตกพยายามบงการ

​ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องของ "เจ้านายกับทาส" ตามที่หลายประเทศในยุโรปและอเมริกาพยายามสร้างมาตรฐานกดทับประเทศกำลังพัฒนา แต่การที่จีนเลือกหยิบยื่นทรัพยากรในยามที่ไทยลำบากที่สุด คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าจีนให้เกียรติและมองไทยในฐานะ "หุ้นส่วนและเพื่อน" ที่แท้จริง

​เราต้องยอมรับว่า มิตรแท้ไม่ได้วัดกันที่คำพูดสวยหรูหรือสัญญาทางการค้าที่เน้นเอาเปรียบ แต่การกระทำในยามที่ฝ่ายอื่นหันหลังให้ คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด ว่าใครกันแน่ที่มองเราเป็น "มิตรแท้"

source:CGTNสัมภาษณ์ประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูชิช,ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทย-จีน ในสถานการณ์โควิด-19

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1313102124311478/?rdid=zz9iZ6UDiGyoyzpO#

“อิสราเอล” หยุดยิง!! อิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิง ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ยุติการยิงและถอนกำลังฮิซบอลเลาะห์ เดินหน้าควบคุมพื้นที่โดยทหารเลบานอน

อิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิง ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ — กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า อิสราเอลและเลบานอนได้ตกลงที่จะดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง หลังการเจรจาที่นำโดยสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2–3 มิถุนายน

ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวขึ้นอยู่กับการยุติการยิงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และการถอนกำลังนักรบฮิซบอลเลาะห์ออกจากพื้นที่เซาท์ลิตานี

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเดินหน้าจัดตั้งพื้นที่นำร่อง ซึ่งกองทัพเลบานอนจะเข้าควบคุมพื้นที่แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ให้มีกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

คาดว่าการหารือทางการเมืองและความมั่นคงจะกลับมาดำเนินต่อในสัปดาห์ของวันที่ 22 มิถุนายน

ที่มา : Sputnik

“ตุรกี” ลุยรถไฟเชื่อมซาอุฯ !! ถกเส้นทางรถไฟฮิญาซเก่า ขยายเส้นทางถึงโอมานเลี่ยงฮอร์มุซ เชื่อมชายแดนตุรกี-อาเลปโป-ดามัสกัส สร้างทางเลือกใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

(Sputnik) — ทางการตุรกีกำลังหารือกับซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟสายหนึ่ง ซึ่งโดยหลักแล้วจะเดินตามแนวทางรถไฟฮิญาซเดิม โดยมีแผนว่าเส้นทางใหม่นี้อาจขยายต่อไปถึงโอมาน และทำหน้าที่เป็นทางเลือกแทนช่องแคบฮอร์มุซ นายอับดุลกาดีร์ อูราโลกลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานของตุรกี กล่าวเมื่อวันพุธ

“ในระยะแรก จำเป็นต้องสร้างเส้นทางจากชายแดนตุรกีไปยังเมืองอาเลปโปในซีเรีย จากตรงนั้นไปยังดามัสกัสมีช่วงเส้นทางที่สร้างไว้แล้ว ... แต่ช่วงจากชายแดนจอร์แดนไปยังซาอุดีอาระเบียยังไม่มีทางรถไฟ ขณะนี้เรากำลังหารือกับฝ่ายซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับเส้นทางว่า จะให้เส้นทางเบนไปยังกรุงริยาด หรือจะนำไปยังภูมิภาคฮิญาซ โดยเป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างเส้นทางไปถึงโอมาน โดยแท้จริงแล้ว เรากำลังพูดถึงการเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ” อูราโลกลูกล่าวกับสำนักข่าว Anadolu

ภูมิภาคฮิญาซทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบียมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างนครเมกกะและนครเมดินาอยู่แล้ว

เมื่อเดือนมีนาคม อูราโลกลูระบุว่า อังการากำลังหารือกับดามัสกัสเกี่ยวกับการฟื้นฟูช่วงหนึ่งของทางรถไฟฮิญาซ ซึ่งในอดีตเคยเชื่อมต่อทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

ทางรถไฟฮิญาซถูกสร้างขึ้นโดยจักรวรรดิออตโตมันในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรองรับการเดินทางของผู้แสวงบุญไปยังนครเมกกะและนครเมดินา ปัจจุบันเหลือเพียงบางช่วงของเส้นทางที่ยังเปิดใช้งานอยู่ในจอร์แดนและซาอุดีอาระเบีย

ที่มา : Sputnik

OECD ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอ!! การเติบโตปี 2026 เหลือ 2.8% คาดฟื้นปี 2027 เป็น 3.1% ความขัดแย้งตะวันออกกลางกดดัน หวังสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านช่วยผ่อนคลาย

วันพุธ (3 มิ.ย.) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับล่าสุด โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะชะลอตัวลงจากร้อยละ 3.4 ในปี 2025 เหลือร้อยละ 2.8 ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเป็นร้อยละ 3.1 ในปี 2027

รายงานระบุว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเริ่มต้นปี 2026 ได้แข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ แต่ความขัด

แย้งในตะวันออกกลางกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่กำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยแนวโน้มของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจยังคงส่งผลต่อไปอีกระยะ แม้หลังความขัดแย้งยุติลง

องค์การฯ ตระหนักถึงความไม่แน่นอนนี้ และได้วิเคราะห์โดยพิจารณาจาก 2 แนวทางที่เป็นไปได้ ได้แก่ สถานการณ์หยุดชะงักในระยะเวลาจำกัด ซึ่งผลกระทบต่างๆ จะคงอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ และสามารถคลี่คลายได้ค่อนข้างรวดเร็ว ส่วนอีกแนวทางคือสถานการณ์หยุดชะงักที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบในวงกว้างและมีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า

ทั้งนี้ องค์การฯ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกข้างต้น ภายใต้สถานการณ์พื้นฐานที่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มคืบหน้ามากขึ้น และราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 เป็นต้นไป

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top