Saturday, 17 October 2026
WORLD

นาโกยา ยอมรับต้องทบทวนการจัดการเอเชียนเกมส์!! นายกเทศมนตรีเมืองนาโกยา ขอโทษนักกีฬาที่ได้รับผลกระทบ จากปัญหาที่พักและขนส่ง ชี้ต้องปรับปรุงการจัดการให้ดีขึ้น

นาโกยา, 1 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (30 ก.ย.) อิจิโระ ฮิโรซาวะ นายกเทศมนตรีเมืองนาโกยาของญี่ปุ่น ได้ขอโทษเหล่านักกีฬาต่อกรณี "ความไม่สะดวก" ที่เกิดขึ้นในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ไอจิ-นาโกยา 2026 หลังจากมีการร้องเรียนหลายเรื่อง ทั้งปัญหาเตียงนอนไม่เพียงพอและระบบขนส่งขัดข้อง ส่งผลให้ฝ่ายจัดการแข่งขันเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการบริหารจัดการย่ำแย่

ฮิโรซาวะ ซึ่งเป็นรองประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันประจำท้องถิ่น กล่าวขอโทษเหล่านักกีฬาและผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าจำเป็นต้องทบทวนข้อผิดพลาดด้านการบริหารจัดการอย่างจริงจัง ทั้งส่วนของข้อผิดพลาดจากบุคลากรและการสื่อสารกับบรรดานักกีฬาทีมชาติที่ไม่เพียงพอ และกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขตามปัญหาที่เกิดขึ้น

การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ด้วยไม่มีการจัดหมู่บ้านนักกีฬา เนื่องจากฝ่ายจัดการแข่งขันต้องการลดค่าใช้จ่าย จึงจัดให้นักกีฬาพักในที่พักชั่วคราวบนเรือสำราญและโรงแรมหลายแห่ง ทว่านักกีฬาบางส่วนร้องเรียนว่าห้องพักไม่เพียงพอและเกิดปัญหาเช่นเตียงนอนสั้นเกินไป
นอกจากนั้นนักกีฬายังเผชิญปัญหาด้านการเดินทาง เช่น รถบัสที่วิ่งไม่ตรงตามกำหนดเวลา รถไม่มารับ หรือขับไปส่งผิดสนามแข่งขัน โดยนักกีฬาบางส่วนต้องติดค้างที่ท่าอากาศยานนาโกยานานหลายชั่วโมงหลังจากเดินทางมาถึงเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ไอจิ-นาโกยา (AINAGOC) ได้ขอโทษสำหรับปัญหาด้านที่พักและการเดินทางที่เกิดขึ้น พร้อมให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงการดำเนินงานในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เพื่อยกระดับการให้บริการและการบริหารจัดการแข่งขันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อนึ่ง การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ไอจิ-นาโกยา 2026 ที่จัดทั่วเมืองนาโกยาและจังหวัดไอจิจะปิดฉากลงในวันอาทิตย์ (4 ต.ค.)

ที่มา : Xinhua

ย้ำ "หนึ่งประเทศ สองระบบ"!! ต้านแยกไต้หวันเด็ดขาด ‘สีจิ้นผิง’ ชูความเชื่อมั่น–ความมั่นคง เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูชนชาติจีน ในวันเฉลิมฉลอง 77 ปีสาธารณรัฐ

สีจิ้นผิงหนุนความเชื่อมั่น ก้าวหน้ามั่นคง เพื่อภารกิจฟื้นฟูชนชาติจีน

ปักกิ่ง, 1 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (30 ก.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง เรียกร้องประชาชาติก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อมั่นและความมั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายการฟื้นฟูชาติอันยิ่งใหญ่

สีจิ้นผิงได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งของจีน เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 77 ปี การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ต.ค. โดยมีหลี่เฉียงเป็นประธาน พร้อมด้วยจ้าวเล่อจี้ หวังฮู่หนิง ไช่ฉี ติงเซวียเสียง หลี่ซี และหานเจิ้ง เข้าร่วมกับแขกราว 800 คน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการฟื้นฟูชนชาติจีนอันยิ่งใหญ่มิอาจหยุดยั้งได้ ตราบใดที่ยังคงมีความเชื่อมั่น มุ่งมั่นอยู่กับเป้าหมาย และก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ความสำเร็จจะเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอันยิ่งใหญ่ ประชาชนชาวจีนผู้ยิ่งใหญ่ และสาธารณรัฐประชาชนจีนอันยิ่งใหญ่ในท้ายที่สุด

ตลอดระยะเวลา 77 ปีที่ผ่านมา พรรคฯ ได้นำพาประชาชนชาวจีนสร้างปาฏิหาริย์ 2 ประการ ได้แก่ การเติบโตที่รวดเร็วของเศรษฐกิจ และความมั่นคงระยะยาวของสังคม ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในความสำเร็จอันโดดเด่นของจีนยุคใหม่ (New China) และความเชื่อมั่นต่ออนาคตอันสดใสของการสร้างความทันสมัยแบบจีน

ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026 เศรษฐกิจจีนยังคงก้าวหน้าแม้เผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น พร้อมบรรลุการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมีคุณภาพสูง โดยจีนควรรักษาทิศทางนี้ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพสูงและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และบรรลุเป้าหมายและพันธกิจที่กำหนดไว้ในปีนี้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

สีจิ้นผิงเน้นย้ำความจำเป็นในการยึดมั่นนโยบาย "หนึ่งประเทศ สองระบบ" อย่างแน่วแน่ ซึ่งระบุให้ชาวฮ่องกงเป็นผู้บริหารปกครองฮ่องกง ชาวมาเก๊าเป็นผู้บริหารปกครองมาเก๊า และทั้งสองภูมิภาคมีอำนาจปกครองตนเองในระดับสูง โดยรัฐบาลกลางจะสนับสนุนฮ่องกงและมาเก๊าในการบูรณาการเข้ากับการพัฒนาโดยรวมของประเทศอย่างเต็มที่ และมุ่งมั่นรักษาความเจริญรุ่งเรืองและเสถียรภาพในระยะยาว

สีจิ้นผิงยังเรียกร้องการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือข้ามช่องแคบไต้หวันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ต่อต้านกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่แสวงหา "เอกราชไต้หวัน" อย่างเด็ดขาด คัดค้านการแทรกแซงจากภายนอก และส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอย่างสันติ เพื่อเดินหน้าการฟื้นฟูชาติ

ทั้งนี้ จีนจะยึดมั่นนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสันติภาพ เดินหน้าการดำเนินงานของแผนริเริ่มระดับโลกที่สำคัญ 4 ประการ และส่งเสริมการสร้างประชาคมมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อมีส่วนส่งเสริมเพิ่มพูนความแน่นอนและพลังบวกให้โลกที่ปั่นป่วนวุ่นวาย

ที่มา : Xinhua

รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีข้ามคืน!! ใช้อาวุธแม่นยำสูง–โดรนถล่มเป้าหมายในเคียฟ ถล่มศูนย์ข้อมูล De Novo เป้าหมายหลักของยูเครน เรือบรรทุกสินค้าโดนทำลาย

มอสโก (Sputnik) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุเมื่อวันพุธว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีศูนย์ประมวลผลข้อมูล De Novo ในกรุงเคียฟ ระหว่างการโจมตีขนาดใหญ่ในช่วงกลางคืน โดยศูนย์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในจุดหลักสำหรับการแลกเปลี่ยนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต เพื่อประโยชน์ของกองทัพยูเครน

ในช่วงกลางคืน กองทัพรัสเซียได้เปิดการโจมตีครั้งใหญ่ โดยใช้อาวุธแม่นยำสูงจากภาคพื้นดิน และโดรนโจมตี มุ่งเป้าไปยังศูนย์สื่อสารในกรุงเคียฟ สิ่งอำนวยความสะดวกของระบบพลังงานยูเครนในภูมิภาคเคียฟ ซึ่งสนับสนุนการผลิตทางทหาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรืออิซมาอิล
กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุในแถลงการณ์ว่า

“เป้าหมายที่ถูกโจมตีมีดังนี้ ในกรุงเคียฟ ได้แก่ ศูนย์ประมวลผลข้อมูล De Novo ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหลักสำหรับการแลกเปลี่ยนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต และทำหน้าที่ประมวลผล จัดเก็บ และส่งต่อข้อมูลเพื่อประโยชน์ของกองทัพยูเครน”

แถลงการณ์ยังระบุว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีสถานีไฟฟ้าย่อยแห่งหนึ่ง ซึ่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยูเครนในกรุงเคียฟและภูมิภาคเคียฟ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนในภูมิภาคเคียฟ ซึ่งจ่ายไฟให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเมืองวีชโฮรอด ซึ่งจ่ายไฟให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในพื้นที่ตอนเหนือของภูมิภาคเคียฟ
กระทรวงกลาโหมรัสเซียเพิ่มเติมว่า

“ระหว่างการเดินเรือในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลดำ เรือบรรทุกสินค้าแห้งลำหนึ่งได้รับความเสียหาย โดยเรือลำดังกล่าวกำลังขนส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ให้แก่กองทัพยูเครน เพื่อส่งไปยังท่าเรือโอเดสซา”

ที่มา : Sputnik

จีนโชว์ความคืบหน้าเมกะโปรเจกต์ราง!! คืบหน้าสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำ สายหวงถ่ง-ไป๋เซ่อยาว 315 กม. ออกแบบเดินรถเร็ว 160 กม./ชม. งานเสร็จปี 2028 เตรียมเปิดใช้งาน

คืบหน้า! งานเชื่อมโครงโค้งสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำกั้นกุ้ยโจว-กว่างซี

วั่งโม๋, 29 ก.ย. (ซินหัว) -- โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำหงสุ่ยของทางรถไฟสายหวงถ่ง-ไป๋เซ่อ บริเวณพรมแดนระหว่างมณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้กับเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน มีความคืบหน้าสำคัญหลังจากเชื่อมต่อโครงโค้งถึงกันสำเร็จในวันอังคาร (29 ก.ย.)

สำหรับทางรถไฟสายหวงถ่ง-ไป๋เซ่อ มีระยะทางรวมราว 315 กิโลเมตร ความเร็วของการเดินรถตามการออกแบบ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกำหนดก่อสร้างเสร็จสิ้นและเปิดใช้งานภายในปี 2028

ที่มา : Xinhua

SpaceX ทดสอบ Starship สำเร็จบางส่วน!! ยานสตาร์ชิปขึ้นสู่โคจรเป็นครั้งแรก ปล่อยดาวเทียมสตาร์ลิงก์ 26 ดวง เครื่องยนต์ดับชั่วคราว แต่ประสบความสำเร็จ เตรียมพัฒนาสำหรับภารกิจดวงจันทร์ดาวอังคาร

ลอสแอนเจลิส, 29 ก.ย. (ซินหัว) -- สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) บริษัทการบินอวกาศของสหรัฐฯ เปิดเผยว่ายานอวกาศสตาร์ชิป (Starship) ได้เข้าถึงวงโคจรเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ (28 ก.ย.) และปล่อยดาวเทียมสตาร์ลิงก์ วี3 (Starlink V3) รุ่นใหม่ จำนวน 26 ดวง ก่อนยุติภารกิจทดสอบเร็วกว่าที่วางแผนไว้เพราะเกิดปัญหาที่เครื่องยนต์ระหว่างไต่ระดับความสูง

ยานสตาร์ชิปและจรวดขับดันซูเปอร์ เฮฟวี (Super Heavy) ได้แยกตัวโดยเครื่องยนต์ยังติดอยู่ขณะไต่ระดับความสูงช่วงแรก หลังทะยานขึ้นจากฐานปล่อยสตาร์เบส (Starbase) ในรัฐเท็กซัสตอนราว 07.48 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจรวดขับดันเดินทางกลับและตกลงอ่าวเม็กซิโกในอีกราว 7 นาทีถัดมา แต่เครื่องยนต์แรปเตอร์ (Raptor) ตัวหนึ่งของยานสตาร์ชิปดับลงก่อนกำหนด

หลังจากยานสตาร์ชิปเข้าสู่วิถีโคจรแบบต่ำกว่าวงโคจร ทีมควบคุมการบินได้ประเมินอีกครั้งและตัดสินใจว่ายานสตาร์ชิปยังสามารถดำเนินการในวงโคจรต่อได้ จึงอนุมัติให้ดำเนินการ "จุดเครื่องยนต์เพื่อเข้าสู่วงโคจร" และทำให้ยานสตาร์ชิปสามารถเข้าสู่วงโคจรได้เป็นครั้งแรก

หลังจากทะยานเป็นเวลาสั้นๆ ยานสตาร์ชิปได้ปล่อยดาวเทียมสตาร์ลิงก์ วี3 ทั้ง 26 ดวง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ยานสตาร์ชิปปล่อยดาวเทียมรุ่นใหม่เข้าสู่วงโคจร และสเปซเอ็กซ์ติดต่อกับดาวเทียมผ่านการเชื่อมต่อด้วยเลเซอร์ สถานีภาคพื้นดิน และอุปกรณ์ปลายทางของผู้ใช้งานสตาร์ลิงก์ โดยดาวเทียมดำเนินการตรวจสอบระบบในวงโคจรและเพิ่มระดับวงโคจรก่อนให้บริการ

หลังปล่อยดาวเทียมแล้ว ยานสตาร์ชิปเข้าสู่ระยะทะยานรอบโลก โดยทีมควบคุมการบินตัดสินใจจำกัดเวลาที่ใช้ในวงโคจรและดำเนินการจุดเครื่องยนต์เพื่อนำยานออกจากวงโคจร โดยพิจารณาจากปัญหาด้านเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้น และยานสตาร์ชิปกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและลดระดับจนตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือตามที่กำหนดไว้

อนึ่ง สเปซเอ็กซ์กำลังพัฒนายานสตาร์ชิปให้เป็นระบบขนส่งที่ใช้ซ้ำได้เต็มรูปแบบ เพื่อขนส่งนักบินอวกาศและสัมภาระไปยังวงโคจรของโลก ดวงจันทร์ ดาวอังคาร และอาณาบริเวณที่ไกลออกไป โดยมีการพัฒนายานสตาร์ชิป ฮิวแมน แลนดิง ซิสเต็ม (Starship Human Landing System) เพื่อขนส่งนักบินอวกาศไปและกลับจากพื้นผิวดวงจันทร์ภายใต้โครงการสำรวจดวงจันทร์อาร์ทิมิส (Artemis) ขององค์การนาซา (NASA)

ที่มา : Xinhua

บทวิเคราะห์ ชี้เครือข่ายสแกมข้ามชาติในอินเดียลามหนัก!! จากแรงงานว่างงานชนบทสู่เครือข่ายหลอกลวงระดับโลก รายงานชี้สแกมไซเบอร์กลายเป็น “อาชีพเงา” ในพื้นที่ยากจนของอินเดีย สร้างความเสียหายสหรัฐฯ–ตะวันตกหลายหมื่นล้านดอลลาร์

การหลอกลวงไซเบอร์ข้ามพรมแดนของอินเดียต่อสหรัฐฯ และชาติตะวันตก

ในพื้นที่ยากจน เช่น จามตารา และเมวัต การหลอกลวงทางไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน

อินเดียได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดของการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามพรมแดนในระดับโลก ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่านั้น

งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย เมืองกานปุระ ประเมินว่า การฉ้อโกงผ่านคอลเซ็นเตอร์ของอินเดียสร้างความเสียหายทั่วโลกปีละประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเหยื่อกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา ขณะที่ขบวนการหลอกลงทุนคริปโตแบบ “pig-butchering” ภายในอินเดียเพียงอย่างเดียวสร้างความเสียหายมากกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และความเสียหายที่สามารถสืบย้อนกลับไปยังอินเดียได้โดยตรงจากเหยื่อในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023–2025 อยู่ที่ 42 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนที่ตรวจสอบย้อนกลับได้เท่านั้น

ในเชิงภูมิศาสตร์ ภูมิทัศน์ของการหลอกลวงในอินเดียมีโครงสร้างแบบสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือเครือข่ายชนบทแบบกระจายตัว ซึ่งมีเขตอาชญากรรมจามตารา–เมวัตเป็นตัวอย่างสำคัญ และเป็นแหล่งที่มาหลักของคดีจำนวนมาก เมืองภารัตปุระในรัฐราชสถานมีอัตราอาชญากรรมไซเบอร์สูงที่สุดของประเทศ คิดเป็น 18% ของคดีที่มีการรายงาน ขณะที่ภูมิภาคเมวัต ซึ่งครอบคลุมรัฐราชสถาน อุตตรประเทศ และหรยาณา คิดเป็น 11% และพื้นที่เหล่านี้รวมกับจามตาราเป็นแหล่งต้นทางของคดีประมาณ 80% ของประเทศ

รูปแบบของเมวัตไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางเทคนิคสูง ต้องมีเพียงโทรศัพท์และบัญชีธนาคารเท่านั้น ผู้ปฏิบัติการบางรายอายุน้อยเพียง 12 ปี และมีการเริ่มแผนหลอกลวงใหม่มากกว่า 500 รูปแบบต่อวัน

วิธีการหลักของอุตสาหกรรมนี้มี 4 รูปแบบใหญ่ รูปแบบแรกคือการหลอกลวงด้านเทคนิคซัพพอร์ต ซึ่งเป็นรูปแบบส่งออกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของอาชญากรรมไซเบอร์จากอินเดีย ผู้ปฏิบัติการจะปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของ Microsoft หรือ Apple สร้างการแจ้งเตือนปลอมเกี่ยวกับ “ไวรัส” หรือ “การบุกรุกบัญชี” เพื่อหลอกให้เหยื่อยอมให้เข้าถึงเครื่องจากระยะไกล ก่อนดูดเงินออกจากบัญชีธนาคาร

เจเรมี คาเปลโล เจ้าหน้าที่ FBI เคยตั้งข้อสังเกตว่า กลไกหลักของการหลอกลวงลักษณะนี้คือการสร้างความตื่นตระหนกทางเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างจงใจ อีกรูปแบบหนึ่งคือการปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐ โดยมิจฉาชีพจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ IRS, Social Security หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แล้วเรียกร้องให้เหยื่อชำระเงินเพื่อ “เคลียร์ข้อกล่าวหา” คำฟ้องของศาลแขวงสหรัฐฯ เขตตอนเหนือของรัฐจอร์เจียในปี 2022 เปิดเผยว่า มีคอลเซ็นเตอร์อินเดียหลายแห่งส่งสายโทรศัพท์ลักษณะนี้หลายสิบล้านสายไปยังผู้บริโภคชาวอเมริกัน

อีกรูปแบบใหม่ที่กำลังขยายตัวคือกลโกง “digital arrest” หรือ “การจับกุมทางดิจิทัล” ซึ่งมิจฉาชีพจะสวมเครื่องแบบตำรวจปลอม โชว์หมายจับปลอมผ่านวิดีโอคอล และข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงิน กลโกงลักษณะนี้เริ่มขยายออกไปนอกอินเดีย โดยในปี 2024 มีการระบุเหยื่อภายในอินเดียมากกว่า 92,000 ราย

เบื้องหลังวิธีการเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน เครือข่ายเหล่านี้ใช้การส่งสาย VoIP ผ่านโปรโตคอล SIP โดยวิ่งผ่านเซิร์ฟเวอร์หลายชั้นเพื่ออำพรางต้นทาง อาศัยบัญชี “ม้ารับเงิน” จำนวนมหาศาลราว 850,000 บัญชี ซึ่งถูกเปิดด้วยเอกสาร KYC ปลอม และเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนผ่านระบบฮาวาลา ซึ่งเป็นระบบโอนเงินใต้ดิน รวมถึงสกุลเงินคริปโต

การวิเคราะห์ของสำนักงานสอบสวนกลางอินเดีย หรือ CBI จากที่อยู่ IP มากกว่า 15,000 รายการ พบว่าผู้บงการบางส่วนตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บุคลากรในอินเดียทำหน้าที่โทรศัพท์และจัดการบัญชีธนาคาร สะท้อนการแบ่งงานกันทำในระดับข้ามทวีป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กรณีของอินเดียมีลักษณะเฉพาะ คือความเชื่อมโยงสีเทาระหว่างเครือข่ายหลอกลวงกับระบบการเมืองและสถาบันต่าง ๆ ในพื้นที่เศรษฐกิจล้าหลัง เช่น จามตาราและเมวัต การหลอกลวงไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือน และนักการเมืองท้องถิ่นก็ปกป้องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับปกป้องฐานเสียงของตนเองไปด้วย

รันธีร์ ซิงห์ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคภารติยะชนตะ หรือ BJP ในเขตจามตารา และอดีตรัฐมนตรี เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ที่ถูกบันทึกไว้ว่า เขามักต้อง “ฝากฝัง” กับตำรวจเพื่อให้ปล่อยตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ถูกจับกุม และขู่ว่าจะล้อมสถานีตำรวจหากประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขาถูกคุกคาม ระบบเช่นนี้ทำให้มิจฉาชีพได้รับ “ที่ลี้ภัยทางเลือกตั้ง” โดยที่นักการเมืองไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการฉ้อโกงโดยตรง

ความเกี่ยวพันเชิงสถาบันยังลามไปถึงระบบธนาคารและเครือข่ายโทรคมนาคมที่ขบวนการเหล่านี้พึ่งพา ในเดือนมกราคม 2025 ตำรวจไฮเดอราบัดเปิดเผยว่า หญิงวัย 60 ปีคนหนึ่งให้เครือข่ายหลอกลวงยืมบัญชีธนาคารขององค์กร NGO ของเธอ โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 201,100 ดอลลาร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขอหมายจับ มีทนายความถึง 10 คนปรากฏตัวในศาลเพื่อแก้ต่างให้เธอ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ตำรวจเมืองอินดอร์ระบุกรณีพ่อและลูกชายจากโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่ง ให้เครือข่ายฉ้อโกงยืมบัญชีของสถาบันเพื่อพักเงินจากกลโกง “digital arrest” โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 50% ส่วน “ซิมผี” ก็เป็นอีกช่องทางสำคัญ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทางการอินเดียได้ปิดกั้นซิมที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมไซเบอร์ประมาณ 669,000 หมายเลข และในปฏิบัติการ “Operation Octopus 3.0” ของตำรวจไซเบอร์ไฮเดอราบัดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 มีการยึดซิม 1,194 หมายเลขที่ออกภายใต้ชื่อของประชาชนทั่วไป รวมถึงแม้แต่ผู้เสียชีวิตแล้ว

รัสเซียเดินหน้าโจมตีเส้นเลือดโลจิสติกส์ยูเครน!! กองทัพรัสเซียยิงเป้าหลัก ศูนย์สื่อสารและเรือขนส่ง โจมตีโอเดสซาและเคียฟ กระทบโครงข่ายสำคัญยูเครน

กองกำลังรัสเซียยังคงโจมตีศูนย์สื่อสารและโลจิสติกส์ รวมถึงเรือทางทะเลที่ใช้สนับสนุนกองทัพยูเครน ตามที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุเมื่อวันอาทิตย์

“กองทัพสหพันธรัฐรัสเซียยังคงดำเนินการโจมตีศูนย์สื่อสารและโลจิสติกส์ รวมถึงเรือทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนกองทัพยูเครน” กระทรวงฯ ระบุในแถลงการณ์

ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เรือบรรทุกสินค้าแห้งลำหนึ่ง ซึ่งกำลังขนส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่ใช้ได้สองทาง เพื่อส่งให้กองทัพยูเครนไปยังท่าเรือโอเดสซา ถูกโจมตีขณะกำลังแล่นอยู่ในทะเล

กระทรวงฯ ยังระบุว่า ศูนย์โลจิสติกส์ของบริษัท Novaya Pochta ในเมืองโอเดสซา ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่เก็บสินค้าทางทหาร ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

ในกรุงเคียฟ กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Kyivstar ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งกองทัพยูเครนใช้งานอยู่

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลของ Omega Telecom ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในกรุงเคียฟ ก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

ที่มา : Sputnik

จากภาพถ่ายสู่ประวัติศาสตร์ เปิดมุมมองใหม่ สไบคือวัฒนธรรมที่เดินทางข้ามอาณาจักร สไบเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน สไบกับกัมพูชา หลักฐานชี้มีการสวมใส่จริง แต่คำถามต้นกำเนิดต้องใช้มากกว่าภาพเดียว

สไบเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน: หลักฐานบอกอะไร และอะไรคือความเข้าใจผิด
เมื่อภาพถ่ายถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “ในภาพมีสไบ” แต่คือ เราต้องถามต่อว่า ภาพนั้นถ่ายเมื่อใด ที่ไหน ใครเป็นคนในภาพ และเครื่องแต่งกายนั้นเดินทางมาถึงสังคมแห่งนั้นได้อย่างไร

ประเด็นเรื่อง “สไบ” กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกองประกวด Miss Universe Cambodia เผยแพร่ภาพหญิงสาวสวมสไบ พร้อมคำอธิบายว่าเป็นภาพสะท้อนการแต่งกายของสตรีเขมรเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน
คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “เขมรเคยใส่สไบหรือไม่?”
เพราะคำตอบจากหลักฐานที่มีอยู่คือ เคย
แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ
สไบเข้ามาอยู่ในสังคมกัมพูชาเมื่อใด และผ่านบริบททางสังคมและการเมืองแบบใด?
ตรงนี้เองที่เรื่องราวเริ่มซับซ้อนกว่าการหยิบภาพเก่าภาพหนึ่งมาใช้เป็นคำตอบ

ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกระหว่าง “มีการสวมใส่” กับ “มีต้นกำเนิด”
การพบภาพหญิงชาวกัมพูชาสวมสไบในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตัวมันเองว่าสไบมีต้นกำเนิดในกัมพูชา เช่นเดียวกับการพบเครื่องแต่งกายชนิดหนึ่งในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายนั้นถูกคิดค้นขึ้นในประเทศนั้นเสมอไป ในประเด็นนี้มีความพยายามอธิบายว่าสไบหรือผ้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมีรากมาตั้งแต่สมัยฟูนัน โดยมีการกล่าวถึงคำว่า Preah Thong Taong Sbai

แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของเครื่องแต่งกายที่มีการกล่าวถึง คำอธิบายดังกล่าวมีประเด็นที่ต้องระมัดระวัง เพราะลักษณะของผ้าที่ปรากฏในหลักฐานบางส่วนสามารถตีความได้ว่าเป็น ผ้าคาดหรือผ้าพันบริเวณหน้าอก มากกว่าการเป็น “สไบ” ในความหมายของเครื่องแต่งกายที่เรารู้จักในปัจจุบัน นี่จึงเป็นจุดที่นักประวัติศาสตร์จำเป็นต้องแยกระหว่าง
“ผ้าที่ใช้พันร่างกาย” กับ “รูปแบบการแต่งกายที่เรียกว่าสไบ” เพราะสองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน

แล้วภาพหญิงเขมรสวมสไบที่ถูกนำมาอ้างถึง มาจากไหน?
หนึ่งในภาพที่ถูกนำมาใช้ในการอภิปรายเรื่องนี้ เชื่อมโยงกับผลงานของ Émile Gsell ช่างภาพชาวฝรั่งเศสผู้เดินทางเข้ามาถ่ายภาพในอินโดจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และตรงนี้มีบริบททางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรถูกตัดออกจากภาพ เพราะช่วงเวลาที่ภาพเหล่านี้ถูกถ่ายขึ้นนั้น กัมพูชาไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สามารถแยกออกจากอิทธิพลของสยามได้อย่างเด็ดขาด หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าองค์ด้วงในปี 1860 เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในราชสำนักกัมพูชา และท้ายที่สุดพระองค์เจ้านโรดมได้รับการสนับสนุนจากสยามในการรักษาอำนาจทางการเมือง
เอกสารทางวิชาการจาก Cornell University กล่าวถึงบริบทดังกล่าวว่า นโรดมสามารถรักษาตำแหน่งของพระองค์ไว้ได้ด้วยความช่วยเหลือจากสยาม และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของกัมพูชาอยู่ภายใต้การถือครองของสยามที่กรุงเทพฯ ต่อมาในพระราชพิธีราชาภิเษกในปี 1864 ทั้งสยามและฝรั่งเศสต่างเข้ามามีบทบาท กล่าวอย่างง่ายที่สุดคือ กัมพูชาในช่วงเวลานั้นอยู่ท่ามกลางอำนาจและอิทธิพลของทั้งสยามและฝรั่งเศส ดังนั้น เมื่อเราหยิบภาพการแต่งกายของคนกัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าวมาวิเคราะห์ จึงจำเป็นต้องพิจารณาบริบททางการเมืองและสังคมไปพร้อมกัน

“นโรดม” เองก็มีเรื่องราวที่สะท้อนความสัมพันธ์กับสยาม
เรื่องนี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อย้อนกลับไปดูประวัติของพระเจ้าองค์ด้วง หรือที่เอกสารไทยเรียกว่า นักองค์ด้วง นักองค์ด้วงใช้ชีวิตอยู่ในสยามเป็นเวลานาน ตั้งแต่ประมาณปี 1811 ก่อนที่จะกลับไปกัมพูชาในช่วงที่สยามส่งกองทัพเข้าไปจัดการกับความไม่สงบในกัมพูชา ต่อมาเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง พระองค์กลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง และในที่สุดสยามก็สนับสนุนให้พระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์กัมพูชาในปี 1841 ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักกัมพูชากับสยามในยุคนั้นจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบประเทศเพื่อนบ้านที่แยกขาดจากกันอย่างชัดเจนเหมือนรัฐชาติสมัยใหม่ แต่เป็นระบบการเมืองแบบจารีตที่อำนาจ อิทธิพล และความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น นี่เป็นบริบทสำคัญมากเมื่อเรากำลังพูดถึง แฟชั่น การแต่งกาย และวัฒนธรรมเพราะวัฒนธรรมไม่ได้เดินทางด้วยกองทัพเพียงอย่างเดียว มันเดินทางไปกับ ราชสำนัก ขุนนาง การค้า การแต่งงาน การเดินทาง คนรับใช้ และการติดต่อระหว่างผู้คน

ภาพของ Émile Gsell จึงต้องอ่านมากกว่าที่ตาเห็น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เรามีภาพถ่ายของ Gsell อีกจำนวนหนึ่งซึ่งช่วยให้เห็นความแตกต่างของการแต่งกายได้ชัดขึ้น หนึ่งในนั้นคือภาพที่ Musée des Confluences เมืองลียง บันทึกชื่อไว้ว่า “Village cambodgien avec ses habitants” — หมู่บ้านกัมพูชาพร้อมผู้อยู่อาศัย ภาพดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นผลงานของ Émile Gsell และอยู่ในช่วงเวลาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 19 เช่นเดียวกัน ในภาพปรากฏหญิงชาวบ้านที่แต่งกายด้วยลักษณะของ ผ้าคาดบริเวณหน้าอก ซึ่งแตกต่างจากภาพสตรีที่สวมผ้าพาดไหล่แบบสไบอย่างเห็นได้ชัด และนี่ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจกว่าเดิม หากสไบเป็นเครื่องแต่งกายที่แพร่หลายทั่วไปในหมู่หญิงกัมพูชาในเวลานั้น เหตุใดภาพของผู้หญิงในบริบทชนบทจึงยังปรากฏรูปแบบการแต่งกายอีกแบบหนึ่ง? คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว แต่สิ่งที่ภาพถ่ายกำลังบอกเราคือ การแต่งกายของคนกัมพูชาในช่วงเวลานั้นมีความหลากหลาย และเครื่องแต่งกายแบบสไบอาจมีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมของผู้สวมใส่

สไบจึงอาจไม่ได้เป็นเรื่องของ “ชาติ” อย่างที่เราพยายามมองในปัจจุบัน
สิ่งที่ต้องระวังคือ เรามักนำแนวคิดเรื่อง “วัฒนธรรมของชาติ” ในศตวรรษที่ 20–21 ย้อนกลับไปอธิบายสังคมในศตวรรษที่ 19 แต่โลกในเวลานั้นไม่ได้แบ่งวัฒนธรรมเป็นเส้นเขตแดนแบบปัจจุบัน คนในราชสำนักกัมพูชาสามารถติดต่อกับสยามได้ ขุนนางสามารถเดินทางไปมาได้ ผู้คนสามารถย้ายถิ่นฐานได้ และรูปแบบการแต่งกายสามารถถูกนำไปปรับใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี “เจ้าของลิขสิทธิ์ทางวัฒนธรรม” ดังนั้น การพบสไบในกัมพูชาจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ สิ่งที่ควรถามคือ สไบถูกใช้โดยใคร และในบริบทใด
หากหลักฐานในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แสดงให้เห็นว่าการแต่งกายแบบสไบปรากฏเด่นชัดในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักหรือชนชั้นปกครอง ขณะที่การแต่งกายของชาวบ้านมีรูปแบบอื่น ก็อาจสะท้อนว่าสไบมีสถานะเป็นเครื่องแต่งกายที่เชื่อมโยงกับ ชนชั้น สถานะ และอิทธิพลทางวัฒนธรรม มากกว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายพื้นบ้านที่ทุกคนสวมใส่เหมือนกัน

แต่มีอีกเรื่องที่ต้องพูดให้ชัด
การกล่าวว่า “สไบในกัมพูชามาจากสยาม” ก็จำเป็นต้องใช้หลักฐานอย่างระมัดระวังเช่นกัน เพราะการที่สยามมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือกัมพูชาในบางช่วงเวลา ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายทุกชนิดที่ปรากฏในราชสำนักกัมพูชาจะต้องถูกนำเข้ามาจากสยามทั้งหมด ประวัติศาสตร์ที่ดีจึงไม่ควรเปลี่ยนจากการ “เคลม” ฝ่ายหนึ่ง มาเป็นการ “เคลมกลับ” อีกฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่หลักฐานสามารถบอกเราได้คือ สไบมีการสวมใส่ในกัมพูชาอย่างแน่นอนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่การมีอยู่ของสไบในกัมพูชา ไม่ได้เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า สไบมีต้นกำเนิดในกัมพูชา และในทางกลับกัน การมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสยาม ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า สไบถูกสร้างขึ้นโดยสยามแล้วจึงถูกนำเข้าสู่กัมพูชา คำถามเรื่อง “ต้นกำเนิด” ต้องใช้หลักฐานคนละประเภทกับหลักฐานที่ใช้ยืนยันว่า “มีการสวมใส่”

ประวัติศาสตร์จึงไม่ควรตัดสินด้วยภาพเพียงภาพเดียว
ภาพถ่ายเก่าเป็นหลักฐานที่มีคุณค่าอย่างมาก แต่ภาพหนึ่งภาพบอกเราได้ว่า ในเวลานั้นมีคนแต่งตัวแบบนั้น ไม่ได้บอกโดยอัตโนมัติว่า “คนกลุ่มนี้เป็นผู้คิดค้นเครื่องแต่งกายดังกล่าว” นี่คือจุดที่การใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์แตกต่างจากการใช้ภาพเพื่อสร้างเรื่องเล่า หากต้องการบอกว่า “นี่คือสตรีเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน” ภาพอาจตอบได้ แต่หากต้องการก้าวต่อไปว่า “ดังนั้นสไบจึงเป็นเครื่องแต่งกายดั้งเดิมของเขมร” ตรงนั้นต้องมีหลักฐานมากกว่าภาพถ่ายหนึ่งภาพต้องดูทั้งหลักฐานทางโบราณคดี เอกสารร่วมสมัย ภาพถ่าย บันทึกของชาวต่างชาติ รูปแบบการแต่งกายในราชสำนัก ตลอดจนหลักฐานเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับกัมพูชา

เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ “ใครเป็นเจ้าของสไบ”
แต่คือ สไบเดินทางผ่านประวัติศาสตร์อย่างไร หากมองจากหลักฐานที่มีอยู่ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สไบปรากฏอยู่ในสังคมกัมพูชาอย่างน้อยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแต่งกายของกัมพูชาในเวลาต่อมา แต่การที่สิ่งหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของสังคมหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะต้องถือกำเนิดขึ้นในสังคมนั้น วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเกิดจากการเดินทาง แลกเปลี่ยน และปรับเปลี่ยนข้ามราชอาณาจักรมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
และสไบก็อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำเมื่อพบภาพเก่าไม่ใช่การรีบประกาศว่า“นี่คือหลักฐานว่าเป็นของเรา” แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อไร ใครเป็นคนถ่าย คนในภาพเป็นใคร แต่งกายแบบนี้เพราะอะไร และรูปแบบการแต่งกายนี้เข้ามาสู่สังคมของพวกเขาได้อย่างไร เพราะเมื่อเราถามคำถามเหล่านี้ ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ให้คำตอบเราเอง

ที่มา : AYA

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น กล่าวลงบนเฟสบุ๊ค

สองผู้นำสร้างซีนชื่นมื่น มาเจอกันบ่อยๆ
เพื่ออะไรทรัมป์ อยากเจอสีจิ้นผิง
เพื่อหวังช่วยพูดกับอิหร่าน จบสงครามซะที+สีจิ้นผิง
อยากเจอทรัมป์ เพื่อไม่ให้ขวางภารกิจรวมชาติกับไต้หวัน
มันเป็นแค่เกมซื้อเวลา ของสองมหาอำนาจเท่านั้น

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มา : https://www.facebook.com/1037140385/posts/10240191080688196/?rdid=tuC27F8EzIuiCvPw#

สหรัฐฯ สูญเสียโดรนหนัก!! สูญโดน MQ-9 Reaper 47 ลำ เครื่องบินหลายรุ่นเสียหายหนัก มูลค่าความเสียหายทะลุ 4 พันล้าน สงครามอิหร่านสะเทือนวงการอากาศยาน

หนักกว่าที่คิด! สหรัฐฯ สูญเสียโดรน MQ-9 Reaper สูงสุด 47 ลำ ในสงครามอิหร่าน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของฝูง Reaper ที่สหรัฐฯ มีอยู่ก่อนสงคราม และยังมียุโธปกรณ์อื่นๆ รวมมูลค่าความเสียหายอาจทะลุ 4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.33 แสนล้านบาท)

ข้อมูลจาก The War Zone (TWZ) รวบรวมความสูญเสียและความเสียหายของอากาศยานสหรัฐฯ ในปฏิบัติการตะวันออกกลาง ณ วันที่ 18 กันยายน 2026 ดังนี้

-โดรนลาดตระเวนและโจมตี MQ-9A Reaper ถูกทำลายสูงสุด 47 ลำ ในพื้นที่รับผิดชอบของ CENTCOM
- เครื่องบินขับไล่โจมตี F-15E Strike Eagle ถูกทำลาย 4 ลำ / เสียหาย 8 ลำ
- เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-135 Stratotanker ถูกทำลาย 2 ลำ / เสียหายสูงสุด 7 ลำ
-เครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ (AWACS) E-3G Sentry ถูกทำลาย 1 ลำ ในซาอุดีอาระเบีย
-เครื่องบินปฏิบัติการพิเศษ MC-130J Commando II ถูกทำลาย 2 ลำ ในภารกิจกู้ภัย (CSAR) ที่อิหร่าน
-โดรนลาดตระเวนระยะไกล MQ-4C Triton ตก 1 ลำ ในอ่าวเปอร์เซีย
- เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน A-10C Warthog ถูกทำลาย 1 ลำ / เสียหาย 1 ลำ
-เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35 เสียหาย 1 ลำ ในอิหร่าน
-เฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการพิเศษขนาดเบา MH-6M Little Bird ถูกทำลาย 4 ลำ

นอกจากนี้ยังมี เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก CH-47 Chinook, เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64 Apache, เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยทางอากาศ HH-60W, เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ H-60, เครื่องบินลำเลียงทางทหาร C-130 และ โดรนลาดตระเวนและโจมตี MQ-1 ที่ถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายเพิ่มเติม

เฉพาะโดรน MQ-9A Reaper เพียงแบบเดียว TWZ ระบุว่าอาจสูญเสียสูงสุดถึง 47 ลำ หรือเกือบ 1 ใน 4 ของฝูง Reaper ของสหรัฐฯ ขณะที่เมื่อรวมอากาศยานที่ถูกทำลายและความเสียหายทั้งหมด มูลค่าความสูญเสียอาจทะลุ 4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.33 แสนล้านบาท

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1407601994861490/?rdid=IBNgBsLWUiZxwb3E#

‘ทรัมป์’ เผยหารือ ‘ปูติน’!! ปมดีลสันติภาพ รัสเซีย–ยูเครน ชี้ข้อตกลงจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย หารืออิหร่านนาน 3 ชั่วโมง อาจพบปูตินอีกครั้งหลังประชุม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขากำลังหารือเงื่อนไขของความเป็นไปได้ในการทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย

“ผมคิดว่าพวกเขาจะทำข้อตกลงกันได้ และผมไม่อยากพูดว่าข้อตกลงนั้นคืออะไร เรากำลังพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างมาก รวมถึงกับประธานาธิบดีปูติน และผมคิดว่าบางอย่างต้องเกิดขึ้น” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างการพบหารือกับโวโลดีมีร์ เซเลนสกี นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า การบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในยูเครนเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และจะเป็นผลดีต่อทั้งรัสเซียและยูเครน

ถ้อยแถลงอื่น ๆ ของทรัมป์
สหรัฐฯ และอิหร่านได้หารือกันเป็นเวลา 3 ชั่วโมง นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจมีการพบหารืออีกครั้งกับผู้นำรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน

ที่มา : Sputnik

ทุเรียน–มังคุด–ขนมไทย ดึงผู้ซื้อจีนคึกคัก!! ผู้ประกอบการขายดีที่ CAEXPO ขนมและผลไม้ไทยได้รับความนิยม ความร่วมมือไทย-จีนขยายตัวต่อเนื่อง ตลาดจีนเป็นโอกาสใหญ่ธุรกิจไทย

หนานหนิง, 22 ก.ย. (ซินหัว) -- "สินค้าขายหมดแล้วค่ะ" ศิริพร บัวพุ่ม ผู้ประกอบการชาวไทยกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะยืนอยู่หน้าบูธที่ว่างเปล่าของพาวิลเลียนไทยประจำงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (CAEXPO) ครั้งที่ 23 ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้จีน โดยศิริพรเข้าร่วมงานนี้เป็นครั้งแรกเพื่อนำเสนอขนมทานเล่นจากจังหวัดระยองที่แปรรูปจากมะพร้าวและถั่วลิสง และไม่คิดว่าจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวจีนเช่นนี้จนมีความมั่นใจในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดจีนผ่านความร่วมมือกับหุ้นส่วนท้องถิ่น

บูธที่อยู่ไม่ไกลกันของจตุพล เก็งวินิชกุล ผู้ประกอบการชาวไทยอีกคน มีบรรยากาศคึกคักไม่แพ้กันเพราะดึงดูดผู้บริโภคและผู้ประกอบการชาวจีนจำนวนมากด้วยผลไม้ขึ้นชื่อของไทย เช่น ทุเรียนและมังคุด โดยจตุพลผู้คลุกคลีกับธุรกิจส่งออกอาหารมานานและเคยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียนหลายครั้งแล้วตั้งเป้าหมายนำผลไม้ไทยคุณภาพสูง โดยเฉพาะผลไม้ยอดนิยมอย่างทุเรียน เข้าสู่ตลาดจีนด้วยราคาที่ถูกลงภายใต้จุดแข็งจากการรู้จักกับเกษตรกรโดยตรง รวมถึงมีโรงงานแปรรูปและทีมส่งออกของตัวเอง
ทั้งนี้ ขอบเขตความร่วมมือระหว่างจีนกับไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียนช่วยให้สินค้าไทยจำนวนมากสามารถเข้าสู่ตลาดจีนและเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคชาวจีน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการชาวจีนจำนวนมากยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดไทยและหวังจะใช้งานแสดงสินค้านี้เชื่อมโยงกับหุ้นส่วนชาวไทย เพื่อผลักดันสินค้าและเทคโนโลยีจากจีนสู่ไทย และบรรลุความร่วมมือทางอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา : Xinhua

‘ทรัมป์’ ระงับโจมตีฮูตีนาทีสุดท้าย!! สหรัฐฯ ชะลอแผนโจมตีฮูติกลางเยเมน ก่อนเครื่องบินรบเตรียมบรรทุกระเบิด แม้ซาอุฯ กดดันหนักครั้งสุดท้าย ทหารในทีมงานคัดค้านแนวรบใหม่

ทรัมป์เบรกนาทีสุดท้าย! ระงับแผนสหรัฐฯ ร่วมซาอุฯ โจมตีฮูตี หลังเครื่องบินรบเตรียมทิ้งระเบิดแล้ว

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตัดสินใจเมื่อวันอาทิตย์ว่า จะยังไม่เข้าร่วมกับซาอุดีอาระเบียในการโจมตีกลุ่มฮูตีในเยเมน หลังจากก่อนหน้านี้เขาได้สั่งให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ตามรายงานของ The New York Times ที่อ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ

รายงานระบุว่า มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) แห่งซาอุดีอาระเบีย ได้เรียกร้องให้ทรัมป์เข้าแทรกแซงทางทหารต่อกลุ่มฮูตี ทำให้ทรัมป์ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ต้องการเปิดปฏิบัติการดังกล่าว เปลี่ยนใจและสั่งให้เตรียมการโจมตี

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วงเที่ยงของวันอาทิตย์ ทรัมป์เปลี่ยนใจอีกครั้งและสั่งระงับปฏิบัติการเอาไว้ โดยในขณะนั้นผู้บัญชาการทหารได้อนุมัติ รายชื่อเป้าหมายสำหรับการโจมตีแล้ว และเจ้าหน้าที่กำลังลำเลียงระเบิดขึ้นเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ก่อนที่คำสั่งยุติปฏิบัติการจะมาถึง

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากในทีมงานของทรัมป์ มีท่าทีคัดค้านและตั้งคำถาม ถึงการเปิดแนวรบใหม่ในเยเมน ท่ามกลางกองทัพสหรัฐฯ ที่กำลังรับภาระหนักจากสงครามกับอิหร่านอยู่แล้ว

ที่มา: Iran International English / The New York Times
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1405683778386645/?rdid=rNtzbwbVKlMUZAVV#

รัสเซีย ปิดกงสุลเยอรมนี!! ยุติตำนานกว่า 50 ปีที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สั่งปลดธงชาติลงจากอาคารทันที เจ้าหน้าที่ต้องออกภายในเที่ยงคืนวันศุกร์ สะท้อนความสัมพันธ์ร้าวลึกระหว่างมอสโก-เบอร์ลิน

ปิดตำนาน 50 ปี! — รัสเซียสั่งปิดกงสุลใหญ่เยอรมนีในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ปลดธง-ขับเจ้าหน้าที่!

ทางการรัสเซียสั่งปิดสถานกงสุลใหญ่เยอรมนี ณ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอย่างเป็นทางการ หลังเปิดทำการมานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยมีการปลดตราแผ่นดิน ธงชาติเยอรมนี และธงสหภาพยุโรปลงจากอาคาร พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดเดินทางออกจากประเทศภายในเที่ยงคืนวันศุกร์นี้ ตอบโต้มาตรการกดดันและเนรเทศนักการทูตระหว่างมอสโกและเบอร์ลิน

ตัดสะพานทางการทูต! การสั่งปิดกงสุลเก่าแก่สะท้อนว่าความสัมพันธ์เบอร์ลิน-มอสโกเข้าสู่จุดดิ่งเหว และยุคแห่งการประธานความร่วมมือทางเศรษฐกิจ-การทูตในยุโรปได้จบลงสมบูรณ์

ที่มา : https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1643277253825837/?rdid=YyXnAatidg7YrqDw#

‘เมนเดล’ อดีตโฆษกส่วนตัว แฉ ‘เซเลนสกี’!! อ้างเคยมีข้อเสนอแต่ถูกปฏิเสธหลายรอบ ข้อตกลงสันติภาพถูกปฏิเสธถึง 5 รูปแบบ หลังถูกคว่ำบาตร 10 ปี เปิดประเด็นเจรจารัสเซียปี 2022

"เมนเดล" เล่าอีกมุม เซเลนสกีเคยปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซียถึง 5 ครั้ง

ยูเลีย เมนเดล (Yuliia Mendel) อดีตโฆษกส่วนตัวของเซเลนสกี หลังจากออกมาเปิดเผยเรื่องราวและวิพากษ์วิจารณ์อดีตเจ้านายอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดถูกเซเลนสกีสั่งคว่ำบาตรเป็นเวลา 10 ปี เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากนั้นเพียง 3 วัน เมนเดลถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าอาคารรัฐสภายุโรปที่เมืองสตราสบูร์ก ซึ่งเธอมีกำหนดขึ้นกล่าวในงาน “Ukraine: Dare to Choose Peace – Diplomacy, Not Escalation” ที่จัดโดย ฮันส์ นอยฮอฟฟ์ (Hans Neuhoff) สมาชิกรัฐสภายุโรปจากพรรค Alternative for Germany (AfD) ของเยอรมนี

และนี่คือเรื่องราวอีกชุดหนึ่งที่เมนเดลนำออกมาเปิดเผย โดยเธอระบุว่า ตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา เซเลนสกีเคยปฏิเสธแนวทางหรือข้อเสนอเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซียถึง 5 รูปแบบ หนึ่งในนั้นย้อนกลับไปถึงการเจรจาในปี 2022 โดยเมนเดลอ้างว่า ท่าทีของฝ่ายยูเครนแข็งกร้าวขึ้นหลังจาก "บอริส จอห์นสัน" (Boris Johnson) เดินทางมาถึงกรุงเคียฟในเดือนเมษายน 2022 ซึ่งต่อมาทั้งเซเลนสกีและจอห์นสันต่างออกมาปฏิเสธคำอธิบายดังกล่าว โดยเซเลนสกียืนยันว่า การไม่ยอมรับเงื่อนไขของรัสเซียเป็นการตัดสินใจของเขาเอง

ในครั้งนั้น เดวิด อาราคาเมีย (David Arakhamia) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้แทนเจรจาของยูเครน เคยกล่าวถึงการเยือนของจอห์นสันในทำนองว่า อังกฤษจะไม่ลงนามอะไรกับรัสเซีย และยูเครนควร “สู้ต่อไป” ขณะเดียวกัน อาราคาเมียยังกล่าวถึงปัจจัยอื่นที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแลกกับสถานะเป็นกลาง และการขาดความเชื่อมั่นว่ารัสเซียจะปฏิบัติตามข้อตกลง

ส่วนประเด็นเรื่องการเลือกตั้ง เมนเดลกล่าวถึงเซเลนสกีในเชิงวิจารณ์ว่า เขาเป็นคนที่มีอัตตาสูง ยึดติดกับภาพลักษณ์และเกียรติยศอย่างมาก และไม่เต็มใจที่จะจัดการเลือกตั้งที่เธอมองว่าเขามีโอกาสชนะเพียงน้อยนิด

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1403224218632601/?rdid=xmGuqXePpnSGBXQe#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top