Thursday, 4 June 2026
TODAY SPECIAL

9 พฤษภาคม 2472 ปัตตานีในวันฟ้ามืดกลางวัน ‘พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี หมุดหมายประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ไทย

9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 รัชกาลที่ 7 เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี หมุดหมายสำคัญของดาราศาสตร์ไทย

วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จทอดพระเนตร สุริยุปราคาเต็มดวง ณ บริเวณ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ของสยามที่อยู่ในแนวคราสเต็มดวงพอดี เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกยกให้เป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ไทย และสะท้อนพระราชนิยมด้านวิทยาศาสตร์ของรัชกาลที่ 7 อย่างเด่นชัด

สุริยุปราคาครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 1929 ตามปฏิทินสากล และเป็น สุริยุปราคาเต็มดวง ที่เส้นทางคราสพาดผ่านบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสยามในขณะนั้น โดยข้อมูลทางดาราศาสตร์สากลระบุว่าแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านพื้นที่ของสยาม ทำให้จังหวัดปัตตานีเป็นจุดสังเกตการณ์สำคัญระดับนานาชาติในวันดังกล่าว

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่แค่การที่พระมหากษัตริย์เสด็จทอดพระเนตรปรากฏการณ์ธรรมชาติหายาก แต่ยังอยู่ที่บริบทของ “วิทยาศาสตร์สมัยใหม่” ในสยามด้วย สำนักบรรณสารสนเทศ มสธ. ระบุว่า รัชกาลที่ 7 เสด็จถึงปัตตานีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2472 โดยเรือพระที่นั่ง และในวันนั้นทรงเสด็จเยี่ยมสถานที่สำรวจสุริยุปราคา 3 แห่ง ได้แก่ คณะนักดาราศาสตร์อังกฤษ คณะนักดาราศาสตร์เยอรมัน และสถานสำรวจของกรมแผนที่กับกรมชลประทานของสยาม ก่อนจะเสด็จไปประทับยังจุดสังเกตการณ์ของคณะอังกฤษในวันจริง

รายละเอียดนี้สะท้อนชัดว่า การทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการเสด็จประพาสธรรมชาติ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์นานาชาติอย่างแท้จริง เนื่องจากมีคณะนักดาราศาสตร์จากต่างประเทศเดินทางเข้ามาตั้งค่ายและติดตั้งเครื่องมือเฉพาะทางในพื้นที่ปัตตานี เพื่อศึกษาคราสครั้งนี้อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการถ่ายภาพ การวัดเชิงดาราศาสตร์ และการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับโคโรนาของดวงอาทิตย์

สถาบันพระปกเกล้ายังบันทึกไว้ว่า รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรทั้งสถานที่และเครื่องมือของนักวิทยาศาสตร์หลายคณะ และมีพระราชดำริเรื่องการไปเยี่ยมทุกคณะ แต่ในช่วงเวลาของการเกิดสุริยุปราคาจริง ทรงเลือกประทับทอดพระเนตร ณ จุดของคณะอังกฤษที่อัญเชิญเสด็จก่อนชาติอื่น รายละเอียดนี้แสดงให้เห็นถึงทั้งพระราชไมตรีต่อคณะวิทยาศาสตร์ต่างประเทศ และความสนพระราชหฤทัยในตัววิทยาการดาราศาสตร์เองอย่างจริงจัง

อีกมิติที่สำคัญคือ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่สยามในช่วงปลายทศวรรษ 2470 เปิดรับองค์ความรู้และความร่วมมือจากต่างประเทศในทางวิทยาศาสตร์อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้รับชม แต่ในฐานะ “เจ้าภาพ” ของการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ระดับสากล ปัตตานีจึงไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดชายแดนใต้ในทางภูมิศาสตร์เท่านั้น หากยังกลายเป็นจุดนัดพบของนักวิทยาศาสตร์โลกในวาระสำคัญครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สถาบันพระปกเกล้าระบุด้วยว่า แม้จะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงและมีการเตรียมการอย่างดี แต่ในเวลาที่เกิดคราสจริง ทัศนวิสัยไม่ดีนัก ทำให้การทอดพระเนตรไม่ชัดเจนเท่าที่คาดหวังไว้ นี่เป็นรายละเอียดที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้มีมิติความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะแม้จะคำนวณตำแหน่งและเวลาได้แม่นยำเพียงใด การสังเกตการณ์ยังคงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและปัจจัยธรรมชาติอยู่เสมอ
ในเชิงประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ งานวิชาการยังระบุว่าสุริยุปราคา 9 พฤษภาคม 1929 เป็น สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งที่ 3 ที่สังเกตได้จากสยามในยุครัตนโกสินทร์ ต่อจากคราสที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อปี 1868 และในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี 1875 จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ที่ปัตตานีในปี 2472 เป็นส่วนหนึ่งของสายธารประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ไทยที่เชื่อมโยงระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์บนท้องฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง
หากมองให้ลึกกว่าปรากฏการณ์คราส เหตุการณ์วันที่ 9 พฤษภาคม 2472 ยังสะท้อนบุคลิกของรัชกาลที่ 7 ในฐานะพระมหากษัตริย์ที่ทรงสนพระราชหฤทัยในวิทยาการสมัยใหม่ และทรงให้คุณค่ากับการเรียนรู้เชิงประจักษ์ การเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาในครั้งนั้นจึงไม่ใช่เพียงพิธีการตามราชประเพณี หากแต่เป็นการมีส่วนร่วมโดยตรงกับโลกของวิทยาศาสตร์ในระดับที่น่าสนใจมากสำหรับยุคสมัยนั้น

ดังนั้น วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของทั้งประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี ท่ามกลางการรวมตัวของนักดาราศาสตร์นานาชาติ และเป็นวันที่ทำให้ปัตตานีกลายเป็นพื้นที่สำคัญบนแผนที่ดาราศาสตร์โลกชั่วขณะหนึ่งอย่างสง่างาม

ที่มา : https://library.stou.ac.th/2022/05/kingprajadhipok-looks-solar-eclipse/?utm_source=chatgpt.com

 

8 พฤษภาคม 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก้าวสำคัญสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่ของไทย เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย

8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก้าวสำคัญสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่ของไทย

วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” หรือ Council of State ขึ้นอย่างเป็นทางการ นักวิชาการด้านการเมืองการปกครองไทยมักยกให้สภานี้เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นต้นแบบของระบบคณะรัฐมนตรีกับสถาบันการเมืองสมัยใหม่ของไทยในเวลาต่อมา แม้ในทางเทคนิคจะยังไม่ใช่ “คณะรัฐมนตรี” ในความหมายแบบหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็ตาม

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดคือ ในปี พ.ศ. 2417 ไทยยังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น การใช้คำว่า “คณะรัฐมนตรีชุดแรกของไทย” จึงอาจทำให้คลาดเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ได้ หากจะใช้ถ้อยคำที่แม่นที่สุด ควรเรียกว่า “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ซึ่งเป็นสภาที่ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์ในกิจการบ้านเมือง และเป็นก้าวแรกของการจัดวางโครงสร้างอำนาจฝ่ายบริหารแบบมีที่ปรึกษาและการแบ่งงานเป็นระบบมากขึ้น

การก่อตั้งสภานี้เกิดขึ้นในบริบทที่สยามกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งแรงกดดันจากชาติตะวันตก การขยายตัวของระบบราชการ และความจำเป็นในการปรับปรุงการบริหารประเทศให้ทันสมัยขึ้น รัชกาลที่ 5 จึงทรงริเริ่มการปฏิรูปหลายด้านอย่างต่อเนื่อง และการมี “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการปฏิรูปนั้น เพราะช่วยให้การตัดสินใจด้านนโยบายและราชการแผ่นดินไม่ยึดโยงกับระบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มขยับไปสู่รูปแบบที่มีการพิจารณาและอภิปรายอย่างเป็นระบบมากขึ้น
.
ฐานข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในระยะแรกมีสมาชิก 12 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับราชการแผ่นดินและกฎหมาย โดยเป็นกลไกใหม่ที่เกิดขึ้นควบคู่กับการตั้ง องคมนตรีสภา ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน การจัดตั้งสองสภานี้จึงสะท้อนว่ารัชกาลที่ 5 มิได้มองการปฏิรูปเป็นเพียงเรื่องรายกระทรวงหรือรายหน่วยงาน แต่ทรงมองถึงระดับ “โครงสร้างการใช้อำนาจ” ของรัฐสยามโดยรวมแล้ว

หากมองในเชิงแนวคิด สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรก ๆ ที่สยามพยายามวางระบบให้การบริหารบ้านเมืองดำเนินไปบนหลักของ การปรึกษาหารืออย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพียงการมีขุนนางถวายคำแนะนำตามธรรมเนียมเดิม แต่เป็นการตั้ง “องค์กร” ขึ้นมารองรับการให้คำปรึกษาอย่างชัดเจน มีชื่อ มีหน้าที่ และมีสถานะในทางราชการ สิ่งนี้เองที่ทำให้นักวิชาการจำนวนมากมองว่าสภาดังกล่าวเป็นรากฐานของระบบคณะรัฐมนตรีและสถาบันแบบรัฐธรรมนูญไทยในเวลาต่อมา
ความสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ สภานี้สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงตระหนักว่า การรักษาเอกราชของสยามในโลกศตวรรษที่ 19 ไม่อาจอาศัยแต่กำลังทหารหรือการทูตเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “ความทันสมัยของรัฐ” ให้เกิดขึ้นจริงด้วย รัฐที่มีระบบบริหารชัดเจน มีกระบวนการพิจารณาราชการเป็นขั้นตอน และมีการจัดองค์กรทางการเมืองอย่างเป็นสัดส่วน ย่อมช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสยามในสายตาชาติตะวันตกว่าเป็นรัฐที่ปกครองตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงวันตั้งหน่วยงานใหม่ในราชสำนัก แต่คือวันสำคัญที่แสดงให้เห็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองการปกครองไทย จากโครงสร้างแบบดั้งเดิมไปสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่มากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในเวลานั้น แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่ปูพื้นให้ประเทศไทยค่อย ๆ พัฒนาองค์กรทางการเมืองและระบบบริหารแบบใหม่ในศตวรรษต่อมา

ในแง่นี้ “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” จึงมีความหมายเกินกว่าตำแหน่งหรือโครงสร้างในเอกสารราชการ เพราะมันคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นคิดใหม่เรื่องรัฐ การบริหาร และการใช้อำนาจในสยามยุครัชกาลที่ 5 เป็นจุดที่ชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันในยุคหลังเท่านั้น แต่มีรากที่ลึกและยาวนานมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้วอย่างชัดเจน

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&utm

7 พฤษภาคม 2419 วันประวัติศาสตร์แห่งพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางศิลาฤกษ์ “พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” หมุดหมายสำคัญแห่งสถาปัตยกรรมสยามยุคใหม่

7 พฤษภาคม พ.ศ. 2419 รัชกาลที่ 5 ทรงวางศิลาฤกษ์ “พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” หมุดหมายสำคัญแห่งสถาปัตยกรรมสยามยุคใหม่

วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2419 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างพระที่นั่งสำคัญซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เด่นที่สุดของพระราชสำนักสยามและกรุงเทพมหานครยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงกลาง

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทไม่ได้มีความสำคัญเพียงในฐานะอาคารหลวง แต่เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่สะท้อน “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ของสยามอย่างชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปสามชั้น แต่หลังคาเป็นยอดปราสาทแบบไทย ทำให้เกิดภาพลักษณ์เฉพาะตัวที่คนไทยคุ้นกับคำเรียกว่า “ฝรั่งสวมชฎา” และกลายเป็นตัวแทนของการผสมผสานความเป็นตะวันตกกับความเป็นไทยอย่างทรงพลังในสมัยรัชกาลที่ 5

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทขึ้นบนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นสถานที่ประสูติและที่ประทับในวัยเยาว์ของพระองค์ โดยมี มิสเตอร์จอห์น คลูนิส สถาปนิกชาวอังกฤษเป็นผู้ควบคุมงานออกแบบและก่อสร้าง แนวคิดนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างอาคารใหม่ แต่ยังมีนัยเชิงพระราชประวัติและความทรงจำส่วนพระองค์แฝงอยู่ด้วย

ในเชิงสถาปัตยกรรม พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นอาคารแบบยุโรปที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเรอเนสซองส์ เห็นได้จากช่องโค้ง หน้าต่าง และเสาแบบคอรินเธียน แต่ในเวลาเดียวกันกลับสวมทับด้วยหลังคายอดปราสาทไทย 3 ยอด ซึ่งทำให้สัดส่วนและภาพรวมของอาคารแตกต่างจากพระมหาปราสาทไทยดั้งเดิม และแตกต่างจากอาคารยุโรปแท้ด้วยเช่นกัน จึงนับเป็นงานสถาปัตยกรรมลูกผสมที่โดดเด่นมากในประวัติศาสตร์ไทย

เบื้องหลังรูปแบบอาคารอันโดดเด่นนี้ ยังสะท้อนการถกเถียงเรื่อง “ความเป็นสยาม” ในยุคใหม่ด้วย แหล่งข้อมูลร่วมสมัยที่สรุปประวัติพระที่นั่งองค์นี้ระบุว่า เดิมรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้อาคารออกมาในรูปแบบตะวันตกเต็มตัว แต่ภายหลังมีการเสนอให้เปลี่ยนหลังคาเป็นยอดปราสาทไทย จึงเกิดรูปแบบประนีประนอมที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในเวลาต่อมา

ความสำคัญของการวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2419 จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเริ่มต้นก่อสร้างอาคารหลังหนึ่ง แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ต่อสยามยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือ สยามสามารถเปิดรับความรู้และศิลปกรรมจากตะวันตกได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งรากฐานและอัตลักษณ์ของตนเอง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจึงเปรียบเสมือนภาษาเชิงสถาปัตยกรรมที่สื่อสารแนวคิด “ความทันสมัยแบบไทย” ได้อย่างชัดเจนมาก

อีกด้านหนึ่ง พระที่นั่งองค์นี้ยังมีความสำคัญอย่างมากในเชิงราชพิธีและพระราชสำนัก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า หมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทประกอบด้วยพระที่นั่งเชื่อมต่อกันหลายองค์ และพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นองค์ประธานของกลุ่ม ภายในท้องพระโรงกลางประดิษฐาน พระที่นั่งพุดตานถมภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ใช้เป็นสถานที่สำหรับออกมหาสมาคม รับพระราชอาคันตุกะ และประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ ของแผ่นดิน

ชั้นบนของพระที่นั่งยังใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ ยิ่งตอกย้ำว่าอาคารนี้มิใช่เพียงท้องพระโรงรับรองแขกเมือง แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงทั้งพระราชอำนาจ พระราชพิธี ความทรงจำของราชวงศ์ และความศักดิ์สิทธิ์ในเชิงราชสำนักเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง
เมื่อพิจารณาในบริบทของรัชสมัยรัชกาลที่ 5 พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจึงสอดคล้องกับการปฏิรูป
ประเทศในภาพใหญ่ของพระองค์อย่างมาก ช่วงเวลานั้นสยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก และจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นถึงความสามารถในการปรับตัวสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ ทั้งในด้านการปกครอง กฎหมาย การทหาร การศึกษา และศิลปกรรม อาคารหลังนี้จึงไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็น “คำประกาศเชิงสัญลักษณ์” ว่าสยามสามารถก้าวทันโลก โดยยังยืนอยู่บนฐานวัฒนธรรมของตนเองได้

ความน่าสนใจอีกประการคือ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทไม่ได้โดดเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทซึ่งเชื่อมต่อกันเป็นกลุ่มใหญ่ รูปแบบผังอาคารและการจัดวางพื้นที่สะท้อนการใช้งานที่ซับซ้อน ทั้งด้านราชพิธี การรับรองแขกเมือง การประดิษฐานสิ่งสำคัญ และการเชื่อมต่อพื้นที่ภายในพระบรมมหาราชวัง นี่ทำให้อาคารกลุ่มนี้เป็นทั้งงานสถาปัตยกรรมและเครื่องมือเชิงอำนาจของราชสำนักในเวลาเดียวกัน

ทุกวันนี้ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทยังคงเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญที่สุดของพระบรมมหาราชวัง และมักถูกกล่าวถึงในฐานะตัวอย่างเด่นของงานสถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่ตอนต้นที่กล้าผสมผสานโลกตะวันตกกับขนบไทยอย่างสง่างาม การวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2419 จึงควรถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะเหตุการณ์วันนี้ในอดีต แต่เป็นจุดตั้งต้นของอาคารที่สะท้อนทั้งพระราชนิยม พระวิสัยทัศน์ และการเปลี่ยนผ่านของสยามในยุครัชกาลที่ 5 ได้อย่างเด่นชัดที่สุดแห่งหนึ่ง

ที่มา : https://www.nationtv.tv/news/social/378943481?

6 พฤษภาคม 2562 วันประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดินไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท เป็นภาพความผูกพันอดีตกาลถึงปัจจุบัน

6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 วันประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดินไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ให้พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 โดยหมายกำหนดการที่ประกาศไว้ระบุชัดว่า การเสด็จออก ณ สีหบัญชรมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ก่อนเสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทให้คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศถวายพระพรชัยมงคลต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงช่วงหนึ่งของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งต่อประชาชนไทย เพราะเป็นวาระที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกให้ประชาชนได้เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติและความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง ภาพการเสด็จออก ณ สีหบัญชรในวันนั้นจึงกลายเป็นภาพจำสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากจดจำได้อย่างชัดเจน

ความสำคัญของ “สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท” อยู่ที่การเป็นพื้นที่แห่งราชประเพณีและการสื่อความหมายระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน พระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่บนกำแพงพระบรมมหาราชวังด้านตะวันออก ระหว่างประตูเทวาพิทักษ์กับประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ เดิมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2327 และต่อมาได้รับการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในรัชกาลต่อ ๆ มา จนมีการต่อเติมเฉลียงไม้ด้านตะวันออกเป็น “สีหบัญชร” ใน พ.ศ. 2492 เพื่อใช้เป็นที่เสด็จออกให้ประชาชนถวายพระพรชัยมงคล

การเสด็จออก ณ สีหบัญชรในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีนัยสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ด้วย เพราะสื่อไทยที่อ้างเอกสารประมวลองค์ความรู้พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกระทรวงวัฒนธรรมระบุว่า การเสด็จออก “สีหบัญชร” ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถือเป็นธรรมเนียมใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2493 และในปี 2562 พระราชพิธีของรัชกาลที่ 10 ก็ได้สืบทอดความหมายเชิงราชประเพณีนี้ต่อมาอย่างสง่างาม

สำหรับประชาชนไทย วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 จึงเป็นมากกว่าวันหนึ่งในหมายกำหนดการพระราชพิธี หากแต่เป็นวันที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรอย่างชัดเจนที่สุดวันหนึ่งในยุคปัจจุบัน เพราะการเสด็จออก ณ สีหบัญชรเป็นภาพแทนของการที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกให้ประชาชนได้ร่วมถวายพระพรชัยมงคลในห้วงมหามงคลของแผ่นดิน เป็นทั้งพิธีการตามราชประเพณี และเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยร่วมเป็นประจักษ์พยานในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมกัน

เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์ในวันนั้นยังสะท้อนความต่อเนื่องของราชประเพณีไทยที่ดำรงอยู่ควบคู่กับสังคมร่วมสมัยได้อย่างทรงความหมาย พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เป็นพระราชพิธีครั้งสำคัญของชาติ และการเสด็จออก ณ สีหบัญชรในวันที่ 6 พฤษภาคม ก็เป็นหนึ่งในวาระที่ทำให้พระราชพิธีครั้งนี้ฝังอยู่ในความทรงจำของคนไทยอย่างเด่นชัดที่สุด

ดังนั้น วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันประวัติศาสตร์ของแผ่นดินไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ให้พสกนิกรถวายพระพรชัยมงคลในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นภาพแห่งพระราชพิธี ความจงรักภักดี และความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนที่ตราตรึงอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่

ที่มา : https://url.in.th/LkqJH

1 พฤษภาคม ของทุกปี กำหนดเป็น “วันแรงงานแห่งชาติ” ร่วมยกย่องผู้ใช้แรงงาน พลังสำคัญของประเทศ หมุดหมายสำคัญของสิทธิ ความเป็นธรรม และศักดิ์ศรีของแรงงานไทย

1 พฤษภาคม “วันแรงงานแห่งชาติ” วันที่สังคมไทยร่วมยกย่องผู้ใช้แรงงาน พลังสำคัญเบื้องหลังการขับเคลื่อนประเทศ

วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับ “วันแรงงานแห่งชาติ” ของไทย และเชื่อมโยงกับ วันแรงงานสากล หรือ International Workers’ Day ซึ่งมีรากมาจากการเคลื่อนไหวของแรงงานโลกในช่วงทศวรรษ 1880 เพื่อเรียกร้องสิทธิด้านเวลาทำงานและความเป็นธรรมในสถานประกอบการ กระทรวงแรงงานไทยระบุชัดว่า วันที่นี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน และเพื่อผลักดันการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และสิทธิอันชอบธรรมของแรงงานไทยอย่างจริงจัง ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือ ILO ก็อธิบายว่า 1 พฤษภาคมมีความหมายในฐานะวันแห่งแรงงานและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้ใช้แรงงานทั่วโลก

ความสำคัญของวันแรงงานแห่งชาติไม่ได้อยู่ที่การเป็นวันหยุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการย้ำให้เห็นว่า แรงงานคือกำลังหลักของระบบเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การขนส่ง การบริการ การเกษตร หรือแรงงานในระบบใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ทุกภาคส่วนล้วนขับเคลื่อนได้ด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย และทักษะของผู้ใช้แรงงานทั้งสิ้น กระทรวงแรงงานจึงใช้วันดังกล่าวเป็นโอกาสในการยกย่องบทบาทของแรงงาน ควบคู่กับการเน้นเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน การพัฒนาทักษะ และคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมของผู้ใช้แรงงานไทย

ในทางประวัติศาสตร์ วันแรงงานสากลมีจุดกำเนิดจากการต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานเพื่อเรียกร้อง ชั่วโมงการทำงานที่เป็นธรรม โดยเฉพาะข้อเรียกร้องเรื่อง “ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของขบวนการแรงงานสมัยใหม่ ILO ระบุว่าความหมายของวันที่ 1 พฤษภาคมโยงกับการต่อสู้ของแรงงานทั่วโลกตั้งแต่ยุค 1880 และยังคงเป็นวันแห่งความเป็นปึกแผ่นของแรงงานมาจนถึงปัจจุบัน นั่นทำให้วันแรงงานไม่ใช่แค่วันเชิงพิธีกรรม หากแต่เป็นวันที่เตือนให้โลกไม่ลืมว่าหลายสิทธิที่แรงงานได้รับในวันนี้ ล้วนเกิดจากการต่อสู้และการเรียกร้องอย่างยาวนานในอดีต

สำหรับประเทศไทย กระทรวงแรงงานระบุว่า รัฐบาลได้กำหนดให้ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันแรงงานแห่งชาติ และเป็น วันหยุดตามประเพณีของลูกจ้าง เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงานไทยมากขึ้น ในทางปฏิบัติ วันดังกล่าวจึงเป็นหมุดหมายที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรแรงงานใช้ในการจัดกิจกรรมรำลึก ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย และผลักดันประเด็นสำคัญด้านแรงงาน เช่น ค่าจ้าง สวัสดิการ ความปลอดภัย และการคุ้มครองสิทธิในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ทำให้ “วันแรงงานแห่งชาติ” มีความหมายลึกซึ้ง คือมันสะท้อนความจริงพื้นฐานข้อหนึ่งของสังคมว่า ทุกความเจริญเติบโตของประเทศมีแรงงานอยู่เบื้องหลังเสมอ ถนน โรงงาน อาคาร ระบบขนส่ง โรงพยาบาล ร้านค้า แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ล้วนไม่อาจเดินหน้าได้หากปราศจากแรงงานที่ลงมือทำจริงในทุกระดับ ดังนั้น วันที่ 1 พฤษภาคมจึงเป็นวันที่สังคมควรหันกลับมาถามตัวเองว่า เราให้คุณค่าแก่ผู้ใช้แรงงานมากเพียงใด และสิ่งที่แรงงานได้รับนั้นสอดคล้องกับคุณูปการของพวกเขาต่อประเทศหรือไม่

อีกด้านหนึ่ง วันแรงงานแห่งชาติยังมีความหมายในมิติของ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะแรงงานไม่ได้ต้องการเพียงค่าจ้างเพื่อยังชีพเท่านั้น แต่ยังต้องการสภาพการทำงานที่ปลอดภัย เวลาทำงานที่เป็นธรรม โอกาสในการพัฒนาทักษะ และระบบคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ กระทรวงแรงงานไทยมักใช้วันดังกล่าวในการรณรงค์ให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงสิทธิอันชอบธรรมของแรงงาน ขณะที่มุมมองของ ILO ก็ย้ำว่าการคุ้มครองแรงงานไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในสังคมด้วย

ในโลกปัจจุบัน ความหมายของวันแรงงานยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม เพราะโครงสร้างการจ้างงานเปลี่ยนไปมาก แรงงานจำนวนไม่น้อยไม่ได้ทำงานอยู่ในโรงงานหรือสำนักงานแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กระจายอยู่ในระบบงานแพลตฟอร์ม งานรับจ้างอิสระ งานชั่วคราว และงานนอกระบบ ดังนั้น การระลึกถึงวันแรงงานในยุคนี้จึงไม่ควรจำกัดอยู่แค่แรงงานรูปแบบเดิม แต่ต้องขยายไปสู่การคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่ม ให้เข้าถึงสิทธิ ความปลอดภัย และโอกาสที่เป็นธรรมท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ในบริบทของไทย วันแรงงานแห่งชาติยังเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้เสียงของผู้ใช้แรงงานถูกมองเห็นมากขึ้น ทั้งผ่านกิจกรรมภาครัฐ การรวมตัวของเครือข่ายแรงงาน และการสื่อสารต่อสังคมวงกว้างว่า คุณภาพชีวิตของแรงงานไม่ใช่เรื่องของแรงงานเพียงกลุ่มเดียว แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับคุณภาพเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ถ้าแรงงานเข้มแข็ง มีทักษะ และได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ประเทศก็มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น 1 พฤษภาคม “วันแรงงานแห่งชาติ” จึงไม่ใช่เพียงวันหยุดของผู้ใช้แรงงาน แต่คือวันที่ทั้งสังคมควรร่วมกันยกย่องผู้คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าของประเทศ และเป็นวันที่เตือนให้เห็นว่า ความเป็นธรรมในโลกการทำงานยังคงเป็นภารกิจสำคัญของทุกยุคทุกสมัย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่เห็นคุณค่าของแรงงานอย่างแท้จริง ย่อมเป็นประเทศที่มีรากฐานมั่นคงและมีอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเสมอ

30 เมษายน 2231 หมุดหมายวิทยาศาสตร์สยาม “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ทอดพระเนตรสุริยุปราคา ทรงเปิดรับองค์ความรู้ใหม่จากฝรั่งเศส

30 เมษายน พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรสุริยุปราคา ร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศส หมุดหมายสำคัญของวิทยาศาสตร์สมัยอยุธยา

วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2231 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ เมื่อ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทอดพระเนตร สุริยุปราคาบางส่วน ที่เมืองลพบุรี ร่วมกับคณะ บาทหลวงเยซูอิตชาวฝรั่งเศส ผู้มีความรู้ด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ เหตุการณ์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการเปิดรับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกของราชสำนักสยามในปลายสมัยอยุธยาอย่างเด่นชัด

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 เหตุการณ์นี้มีอายุครบ 338 ปี ไม่ใช่ 337 ปี และยังคงถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะตัวอย่างสำคัญของการที่สยามไม่ได้ปิดตนเองจากโลกภายนอก หากแต่พร้อมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิทยาการกับนานาชาติ โดยเฉพาะฝรั่งเศสซึ่งมีบทบาทสูงมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เหตุการณ์ทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนี้เกิดขึ้นที่ พระราชวังลพบุรี หรือบริเวณที่เกี่ยวเนื่องกับ พระที่นั่งเย็น ตามที่บันทึกไทยร่วมสมัยและภาพเขียนฝรั่งเศสสะท้อนเอาไว้ แหล่งข้อมูลจาก UNESCO ด้านมรดกดาราศาสตร์ระบุชัดว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและคณะเยซูอิตชาวฝรั่งเศสได้ร่วมกันสังเกตสุริยุปราคาบางส่วนเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1688 ที่พระราชวังลพบุรี ขณะที่แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์และบทความประวัติศาสตร์ไทยก็ระบุสอดคล้องกันว่าเป็นการทอดพระเนตรในเมืองลพบุรีช่วงเช้าของวันดังกล่าว

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ ผู้ร่วมสังเกตการณ์ไม่ได้เป็นเพียง “ราชทูต” ทางการทูตเท่านั้น แต่เป็น บาทหลวงเยซูอิต ซึ่งเป็นนักบวชคาทอลิกที่มีบทบาทด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และการสำรวจในโลกยุคใหม่อย่างมาก งานศึกษาทางวิชาการระบุว่า คณะเยซูอิตฝรั่งเศสชุดที่เข้ามาในสยามช่วงปี 1687–1688 มีภารกิจสำคัญด้านการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ การคำนวณตำแหน่ง และการเผยแพร่วิทยาการจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงไม่น่าแปลกที่ราชสำนักสยามจะสนพระราชหฤทัยความรู้ของพวกเขาอย่างจริงจัง

ในความหมายทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลสืบเนื่องจากพระราชนิยมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่อง ดาราศาสตร์ มาแล้วก่อนหน้านั้น งานของ Vatican Observatory และบทความวิชาการเกี่ยวกับดาราศาสตร์เยซูอิตในเอเชียชี้ว่า ก่อนหน้าสุริยุปราคา 2231 ราชสำนักลพบุรีเคยร่วมสังเกต จันทรุปราคาในปี 1685 กับคณะเยซูอิตด้วย และประสบการณ์ดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์แบบใหม่จากยุโรป

ความประทับใจต่อวิทยาการของคณะเยซูอิตไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การสร้าง หอดูดาววัดสันเปาโล ที่ลพบุรี ซึ่งหลายแหล่งยกให้เป็นหอดูดาวแบบตะวันตกแห่งแรกในสยามหรือแห่งแรกของไทยในเชิงโครงสร้างสมัยใหม่ บทความของ NECTEC และ Vatican Observatory ระบุว่า การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1686 และแล้วเสร็จในปี 1687 สะท้อนว่าการรับวิทยาศาสตร์ของราชสำนักอยุธยาในช่วงนั้นมีลักษณะเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงความสนใจเชิงสัญลักษณ์หรือพิธีการเท่านั้น

จุดนี้สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช “วิทยาศาสตร์” ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องแปลกแยกจากราชสำนัก แต่ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้โลก การติดต่อกับต่างประเทศ และการแสดงพระปรีชาสามารถของรัฐสยามในเวทีนานาชาติ งานศึกษาด้านประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์เยซูอิตในเอเชียระบุว่าลพบุรีในช่วงปลายรัชกาลของพระนารายณ์เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของการถ่ายทอดดาราศาสตร์ยุโรปเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ปรากฏการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จะเป็น สุริยุปราคาบางส่วนในสยาม แต่ในระดับภูมิภาค ปรากฏการณ์เดียวกันนี้เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงในบางพื้นที่นอกสยาม แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์อธิบายว่า เส้นทางคราสเต็มดวงพาดผ่านบางส่วนของอินเดีย พม่า จีน และพื้นที่ทางเหนือของเอเชีย ขณะที่บริเวณลพบุรีและสยามเห็นเพียงคราสบางส่วน การที่ราชสำนักอยุธยาและคณะเยซูอิตให้ความสำคัญกับการสังเกตปรากฏการณ์นี้ จึงแสดงถึงความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ากว่าการมองคราสเป็นเพียงเรื่องลางหรือความเชื่อเท่านั้น

ในอีกมิติหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อน ความสัมพันธ์สยาม–ฝรั่งเศส ที่แน่นแฟ้นในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ช่วงเวลานั้นราชสำนักสยามเปิดรับคณะทูต มิชชันนารี และผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านการทูต การทหาร สถาปัตยกรรม และวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การทอดพระเนตรสุริยุปราคาร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศสจึงเป็นมากกว่ากิจกรรมดูท้องฟ้า แต่เป็นภาพแทนของยุคที่สยามกำลังเชื่อมต่อกับโลกภายนอกอย่างคึกคักและมีวิสัยทัศน์มากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์อยุธยา
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มากขึ้น คือมันเกิดขึ้นใน ปีสุดท้ายของรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช งานวิชาการด้านประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์เยซูอิตระบุว่า สุริยุปราคา 30 เมษายน 1688 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญลำดับท้าย ๆ ก่อนที่กระแสวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกในสยามจะสะดุดลงจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในปีเดียวกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นทั้งยอดคลื่นของความรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์ในราชสำนักพระนารายณ์ และเป็นภาพสุดท้ายของยุคเปิดรับวิทยาการตะวันตกอย่างเข้มข้นในสมัยอยุธยา

เมื่อมองจากปัจจุบัน เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จึงควรถูกจดจำในฐานะ หมุดหมายด้านวิทยาศาสตร์ของไทย เพราะแสดงให้เห็นชัดว่า สยามในสมัยอยุธยาไม่ได้ล้าหลังหรือปิดตัวจากองค์ความรู้โลก แต่มีพระมหากษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยวิทยาศาสตร์ มีราชสำนักที่พร้อมเปิดรับความรู้ใหม่ และมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาการอย่างหอดูดาวเพื่อรองรับการเรียนรู้จริง เหตุการณ์นี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่า “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” มีรากเก่าแก่ในประวัติศาสตร์ไทยมานานกว่าที่หลายคนคิด

ดังนั้น 30 เมษายน พ.ศ. 2231 จึงไม่ใช่เพียงวันทอดพระเนตรสุริยุปราคาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง หากคือวันที่สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในการเปิดรับวิทยาการโลกตะวันตก และเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กรุงศรีอยุธยาเคยก้าวขึ้นสู่การเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในระดับที่เชื่อมโยงกับโลกสมัยใหม่อย่างน่าทึ่งมาแล้วในประวัติศาสตร์ไทย

ที่มา : https://guru.sanook.com/26139/

วันที่ 29 เมษายน วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ

วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ตรงกับวันที่ 29 เมษายนของทุกปี พระองค์เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2548 เวลา 18.35 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช พระองค์มีพระเชษฐภคินีต่างพระมารดา 2 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

คณะแพทย์ถวายพระประสูติโดยการผ่าตัด เมื่อแรกประสูติ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติทรงมีน้ำหนัก 2,680 กรัม มีพระพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง พระเนตรโต พระนาสิกโด่ง โดยพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชหัตถเลขาขนานพระนามว่า 'พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ' เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548 และพระราชทานเสมาอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ทองคำ ส่วนพระนามของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชตินั้น พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระมหากรุณาธิคุณอธิบายพระนามของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ว่า 'ผู้ทำประทีปคือปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้ง, ผู้ทำเกาะคือที่พึ่งให้รุ่งเรืองโชติช่วง'

ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เขียนพระนามของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติเป็นภาษาอังกฤษว่า 'His Royal Highness Prince Dipangkorn Rasmijoti'

จากนั้นในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ สถาปนาและเฉลิมพระนามพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

28 เมษายน 2493 วันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ‘ในหลวง ร.9 - สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’ นับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทย ที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

28 เมษายน พ.ศ. 2493 วันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ‘ในหลวง รัชกาลที่ 9 – สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’ ครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ วังสระปทุม ก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพียงหนึ่งสัปดาห์ และในวาระนั้นเอง ได้เกิดหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เมื่อทั้งสองพระองค์ทรง ลงพระปรมาภิไธยและลงนามในสมุดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ด้วยพระองค์เอง อันนับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีการจดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการตามกฎหมายสมัยใหม่

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 วันดังกล่าวจึงเป็น ครบรอบ 76 ปี ของพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสครั้งประวัติศาสตร์นี้ ไม่ใช่เพียงในฐานะวันแห่งความรักและความผูกพันของทั้งสองพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นวันสำคัญที่สะท้อนการผสานกันอย่างงดงามระหว่าง ราชประเพณีของสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ระเบียบกฎหมายของรัฐสมัยใหม่ ในสังคมไทย

ข้อมูลจากบันทึกพระราชพิธีระบุว่า พระราชพิธีมีขึ้นที่วังสระปทุม อันเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โดยเมื่อใกล้ถึงเวลาพระฤกษ์ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ทรงนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ไปยังสถานที่ประกอบพระราชพิธี และในวาระสำคัญนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธย และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ลงนามในสมุดทะเบียนสมรส โดยมีราชสักขีร่วมในพิธีตามแบบแผนกฎหมายบ้านเมืองอย่างครบถ้วน

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ ในอดีต พระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระมหากษัตริย์ไทยมักดำเนินไปตาม พระราชประเพณี เป็นหลัก แต่พระราชพิธีในวันที่ 28 เมษายน 2493 ได้แสดงให้เห็นถึงก้าวสำคัญของสังคมไทยในยุคใหม่ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้อยู่แยกขาดจากพัฒนาการของกฎหมายและรัฐสมัยใหม่ หากแต่สามารถดำรงพระเกียรติยศแห่งราชประเพณีควบคู่กับกระบวนการทางกฎหมายของประเทศได้อย่างสง่างามและสมบูรณ์

หลังเสร็จพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ได้มี พระบรมราชโองการสถาปนา หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ โดยราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษลงวันที่ 28 เมษายน 2493 ระบุชัดว่า การประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสครั้งนั้นเป็นไปโดย “ถูกต้องตามกฎหมายและราชประเพณีโดยสมบูรณ์ทุกประการ” ก่อนมีพระบรมราชโองการให้ดำรงพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป

เมื่อมองในบริบทประวัติศาสตร์ พระราชพิธีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของแผ่นดินไทย เพราะรัชกาลที่ 9 เสด็จนิวัตพระนครภายหลังการศึกษาในต่างประเทศ และอยู่ในช่วงเตรียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ดังนั้น พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 28 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงพิธีส่วนพระองค์ หากยังเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ประกอบขึ้นเป็นภาพใหญ่ของการเริ่มต้นรัชสมัยอย่างสมบูรณ์ ทั้งในมิติของราชวงศ์ พระราชพิธี และความชอบธรรมตามแบบแผนรัฐไทยสมัยใหม่

อีกด้านหนึ่ง วันดังกล่าวยังมีความหมายอย่างลึกซึ้งในความทรงจำของคนไทย เพราะตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษหลังจากนั้น ทั้งสองพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่กันอย่างต่อเนื่องในแทบทุกภูมิภาคของประเทศ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในปี 2493 จึงถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะพิธีแห่งความเป็นสิริมงคลของราชวงศ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่ประชาชนชาวไทยได้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดรัชสมัย

หากพิจารณาให้ลึกลงไป เหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน 2493 ยังสะท้อนพัฒนาการสำคัญของสังคมไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบแบบแผนของรัฐสมัยใหม่มากขึ้น การที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายด้วยพระองค์เอง จึงเป็นภาพแทนของการที่ สถาบันสูงสุดของชาติ สามารถดำรงพระเกียรติยศตามราชประเพณี พร้อมกับเคารพและรับรองกระบวนการของกฎหมายบ้านเมืองไปพร้อมกัน นี่คือรายละเอียดที่ทำให้พระราชพิธีครั้งนั้นมีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าความเป็นพิธีการทั่วไป

ดังนั้น วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 จึงเป็นมากกว่าวันคล้ายวันราชาภิเษกสมรสของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หากแต่เป็นวันแห่งหน้าประวัติศาสตร์ไทย ที่แสดงให้เห็นทั้งความสง่างามของราชประเพณี ความสำคัญของกฎหมายสมัยใหม่ และการเริ่มต้นสายสัมพันธ์แห่งพระราชกรณียกิจอันยาวนานที่ผูกพันอยู่ในใจคนไทยทั้งชาติ


ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1034

24 เมษายน ของทุกปี กำหนดเป็น “วันเทศบาล” รากฐานการปกครองท้องถิ่น ย้อนรอยจุดเริ่มต้นการกระจายอำนาจของไทย สู่หมุดหมายประชาธิปไตยไทย

24 เมษายน “วันเทศบาล” จากรากฐานการปกครองท้องถิ่น สู่หมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทย

วันที่ 24 เมษายนของทุกปี เป็น “วันเทศบาล” ของไทย โดยมีที่มาจากการที่ พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พุทธศักราช 2476 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับเมื่อ 24 เมษายน 2477 ก่อนที่ต่อมากระทรวงมหาดไทยจะออกประกาศลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 กำหนดให้วันที่ 24 เมษายนของทุกปีเป็น “วันเทศบาล” อย่างเป็นทางการ เพื่อเชิดชูความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาล

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 ปีนี้จึงเป็น ครบ 37 ปีของการกำหนดวันเทศบาลอย่างเป็นทางการ นับจากประกาศกระทรวงมหาดไทยในปี 2532 และในอีกมิติหนึ่งก็ยังเป็น 92 ปีของการมีผลใช้บังคับของกฎหมายเทศบาล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองท้องถิ่นไทยยุคใหม่ด้วย

ความสำคัญของ “วันเทศบาล” ไม่ได้อยู่เพียงการรำลึกถึงวันสำคัญทางกฎหมายเท่านั้น แต่สะท้อนแนวคิดเรื่อง การกระจายอำนาจ อย่างชัดเจน เพราะเทศบาลคือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีองค์กรของตนเองในการดูแลบ้านเมือง แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนของตน แทนที่จะรอการสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ประกาศกระทรวงมหาดไทยปี 2532 อธิบายความหมายของเทศบาลไว้อย่างน่าสนใจว่า นับตั้งแต่มีการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาลมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เทศบาลได้ช่วยสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นอย่างมาก ทั้งในด้านการ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และที่สำคัญคือทำหน้าที่เป็น “กระบวนการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ด้วยตนเอง” ถ้อยคำนี้ทำให้เห็นชัดว่าเทศบาลไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงหน่วยงานบริการสาธารณะ แต่เป็นโรงเรียนประชาธิปไตยของสังคมไทยในระดับพื้นที่ด้วย

เมื่อมองในความหมายเชิงประวัติศาสตร์ การเกิดขึ้นของเทศบาลหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุคต้นประชาธิปไตยไทย สะท้อนความพยายามของรัฐในการวางระบบให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการบริหารบ้านเมืองมากขึ้น ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ และมีพื้นที่ในการตัดสินใจเรื่องท้องถิ่นของตนเองในระดับหนึ่ง

นั่นทำให้ “เทศบาล” มีความสำคัญเกินกว่าคำว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป เพราะเทศบาลคือจุดที่แนวคิดประชาธิปไตยสัมผัสชีวิตจริงของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน ไฟฟ้า น้ำประปา การจัดการขยะ ตลาด การศึกษา สุขาภิบาล สวนสาธารณะ หรือการดูแลคุณภาพชีวิตในชุมชน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภารกิจที่ทำให้ประชาชนเห็นโดยตรงว่า การปกครองไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการมีส่วนร่วมทางการเมืองเริ่มต้นได้จากระดับใกล้บ้านที่สุด

ในอีกด้านหนึ่ง วันเทศบาลยังเป็นเหมือนวันทบทวนบทบาทของผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงานเทศบาล และประชาชนในพื้นที่ ว่าการพัฒนาท้องถิ่นไม่ใช่ภาระของรัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในชุมชนเอง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในประกาศกระทรวงมหาดไทยที่ต้องการให้วันเทศบาลเป็นเครื่องเตือนใจถึง ความรัก ความผูกพัน ความเสียสละ และความรับผิดชอบ ต่อท้องถิ่นของตน

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด “วันเทศบาล” คือวันที่ชวนคนไทยมองกลับไปยังรากฐานของประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีความหมายแค่การเลือกตั้งระดับชาติหรือการเมืองในรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ประชาชนในแต่ละพื้นที่มีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วมในการจัดการบ้านเมืองของตนเองผ่านระบบท้องถิ่นด้วย

ดังนั้น วันที่ 24 เมษายน จึงเป็นมากกว่าวันสำคัญเชิงพิธีการ หากเป็นหมุดหมายที่ย้ำให้เห็นว่า การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และประชาธิปไตยที่มั่นคงต้องหยั่งรากจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับฐานรากก่อนเสมอ เทศบาลจึงไม่ใช่เพียงหน่วยงานบริหารเมืองหรือชุมชน แต่คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบอบประชาธิปไตยไทยให้เติบโตจากพื้นฐานของสังคมจริง

ที่มา : https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2477/A/82.PDF?

22 เมษายน ของทุกปี ‘องค์การสหประชาชาติ’ กำหนดให้เป็น 'วันคุ้มครองโลก' หวังให้ผู้คนร่วมตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เริ่มรณรงค์ในไทยปี 2533

22 เมษายน ของทุกปี เป็น ‘วันคุ้มครองโลก’ (Earth Day) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ United Nations Environment Program (UNEP) เพื่อให้ผู้คนบนโลกได้ตระหนักถึงการกระทำต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในธรรมชาติ

ทั้งนี้ ผู้ที่ริเริ่มแนวคิดนี้เป็นคนแรกคือ เกย์ลอร์ด เนลสัน สมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา โดยในปี พ.ศ. 2505 เกย์ลอร์ด เนลสัน ได้ขอให้ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ หยิบยกเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้เห็นด้วย และได้ออกทัวร์ทั่วประเทศเป็นเวลา 5 วัน 11 รัฐในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2506 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการริเริ่ม ‘วันคุ้มครองโลก’

ต่อมา เนลสัน ได้ผลักดันให้มีการชุมนุม แสดงความคิดเห็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในระดับประชาชนทั่วประเทศ ทำให้เกิดเป็นกระแสตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปทั่วสหรัฐอเมริกา จากนั้นในวันที่ 22 เมษายน ประชาชนชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคน ได้พร้อมใจกันชุมนุม เพื่อประท้วงการเพิ่มขึ้นของมลภาวะ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นโลก ซึ่งผลจากการชุมนุมก่อให้เกิดการออกพระราชบัญญัติแก้ไขมลพิษในอากาศของสหรัฐอเมริกา และมีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น จนในที่สุดกำหนดให้วันที่ 22 เมษายนของทุกปีเป็น ‘วันคุ้มครองโลก’ (Earth Day) 

สำหรับในประเทศไทย ได้มีการจัดให้มีการรณรงค์วันคุ้มครองโลกขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2533 โดยโรงเรียนสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา และในปี พ.ศ. 2533 ถือเป็นยุคเริ่มต้นของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังจากที่ นายสืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กระทำอัตวินิบาตกรรม อาจารย์และนักศึกษารวม 16 สถาบันได้จัดงานวันคุ้มครองโลกขึ้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของป่า และตระหนักถึงวิกฤตการณ์ทำลายสัตว์ป่าและป่าไม้ของประเทศไทย

ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C/194596


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top