Thursday, 4 June 2026
TODAY SPECIAL

4 เมษายน ของทุกปี กำหนดให้เป็น "วันภาพยนตร์แห่งชาติ" โดยพระราชทานชื่อจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า สัญลักษณ์ศิลปะและวัฒนธรรม หนังไทยบันทึกสังคมและประวัติศาสตร์

วันที่ 4 เมษายนถูกกำหนดให้เป็น "วันภาพยนตร์แห่งชาติ" โดยพระราชทานชื่อจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาพยนตร์ไทยที่เป็นมากกว่าความบันเทิงทั่วไป

วันภาพยนตร์แห่งชาติไม่ได้หมายถึงแค่การเฉลิมฉลองอุตสาหกรรมหนังเท่านั้น แต่เป็นวันที่สะท้อนว่า ภาพยนตร์คือศิลปะและมรดกวัฒนธรรม ที่เก็บรักษาภาษา ประวัติศาสตร์ ความคิด และค่านิยมของสังคมไทยในแต่ละยุค นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนชีวิตและการตีความสังคมผ่านเรื่องเล่าในหนัง

หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่อนุรักษ์ รักษา ฟื้นฟูภาพยนตร์ไทยที่เป็นมรดกวัฒนธรรมอย่างจริงจัง เพราะฟิล์มหนังในอดีตมีสภาพเสื่อมสภาพง่ายหากไม่เก็บรักษาอย่างถูกต้อง "4 เมษายน" จึงไม่ใช่วันสนับสนุนแค่หนังใหม่ แต่เป็นวันที่ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

สำหรับวงการภาพยนตร์ วันสำคัญนี้คือการยืนยันว่าวงการหนังไทย คือศิลปะและส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชาติที่ต้องมอบพื้นที่และการดูแล ทั้งในแง่การสร้าง การวิจารณ์ การศึกษา และการอนุรักษ์ ตลอดจนการยอมรับบทบาทของผู้มีส่วนร่วมหลายตำแหน่ง เหนือกว่าดาราหรือนักกำกับ

วันภาพยนตร์แห่งชาติยังเป็นโอกาสเรียนรู้และทบทวนบทบาทของหนังไทย ที่เปิดประตูสู่ความเข้าใจสังคม ผ่านเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว การเมือง ชนบท และเรื่องเพศสภาพ ทำให้ 4 เมษายน เป็นวันที่แสดงถึงความทรงจำและบทสนทนาทางวัฒนธรรมของชาติ

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/276161?utm_source=chatgpt.com

 

วันฉัตรมงคล ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรีและราชอาณาจักรไทย

ในหลวงรัชกาลที่ 10 โปรดให้ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง มีการเฉลิมพระปรมาภิไธยตามพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" และมีพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป"

ทั้งนี้ คำว่า “ฉัตรมงคล” หมายความว่า พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร จะกระทำในวันคล้ายวันบรมราชาภิเษก สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์ โดยพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า “พระบาท” นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และอีกประการหนึ่งคือ ยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น

ครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รัฐบาลไทย ได้น้อมเกล้าฯ จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 จึงถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคล

หลังจากรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษายกเลิก วันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคลเดิม 

กำหนดวันฉัตรมงคลขึ้นใหม่ เป็นวันที่ 4 พฤษภาคม เนื่องจากวันฉัตรมงคลถูกกำหนดขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

3 เมษายน 1893 ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ "พระเจ้าอู่ทอง" ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย

เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 1893 คือวันที่ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ พระเจ้าอู่ทอง ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย ซึ่งต่อมามีบทบาทเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยาวนานถึง 417 ปี

ตามข้อมูลจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 3 เมษายนของทุกปี จะมีพิธีรำลึกเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยมีการระลึกถึงการรวมกลุ่มเมืองสำคัญในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและการสถาปนาอำนาจการปกครองอย่างเข้มแข็งในปี พ.ศ. 1893 นี้

ทำเลที่ตั้งของอยุธยาในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้าและการปกครองที่เหมาะสม พร้อมเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าในระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยตัวเมืองเต็มไปด้วยการวางผังเมืองที่ใช้ระบบน้ำช่วยการป้องกันและการขนส่งภายใน

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงวางรากฐานอำนาจและการปกครองที่มั่นคง พร้อมขยายอิทธิพลออกจากอยุธยาไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาค การสถาปนาอยุธยาจึงเป็นการรวมศูนย์อำนาจที่สำคัญของรัฐโบราณไทย ปัจจุบันอยุธยายังคงเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญและได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโก

"3 เมษายน พ.ศ. 1893" จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่เป็นวันที่สะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของราชธานีที่สำคัญและความรุ่งเรืองของอาณาจักรไทยในอดีต

ที่มา : https://ayutthaya.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/378709

๒ เมษายน วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา ก่อนจะทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญามหาบัณฑิตจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2529

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาสามารถในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย พระองค์ทรงอนุรักษ์ ส่งเสริม และให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ จนได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญาว่า ‘เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย’ และ ‘วิศิษฏศิลปิน’ ซึ่งต่อมา คณะรัฐมนตรียังมีมติให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็น ‘วันอนุรักษ์มรดกของชาติ’ เพื่อเทิดพระเกียรติที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านการอนุรักษ์มรดกของชาติในสาขาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ อาทิ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2523 ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ก่อนจะขยายออกไปยัง 44 จังหวัดในพื้นที่ทุรกันดาร

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้น ในวาระวันคล้ายวันพระราชสมภพ ประชาชนชาวไทยจึงขอน้อมถวายพระพร ขอทรงมีพลานามัยแข็งแรงยิ่งยืนนาน ทรงพระเจริญ

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า_กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ_สยามบรมราชกุมารี

สะเทือนโซเชียล!! “คริสติน กุลสตรี” เผยเหตุถูกคุกคามทางเพศ ขณะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เข้าเก็บหลักฐานเตรียมสู้คดี วอนสังคมใส่ใจความปลอดภัย

นักแสดงและนางแบบสาว 'คริสติน กุลสตรี' สร้างความช็อกให้แฟน ๆ เมื่อเปิดเผยผ่านอินสตาแกรมว่า เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศในช่วงที่เผชิญภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

'คริสติน' ระบุในโพสต์ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องพักของเธอในช่วงเวลาที่ร่างกายเปราะบางมาก ขณะที่บุคคลซึ่งเข้ามาช่วยกลับล่วงละเมิดด้วยการสัมผัสร่างกายอย่างไม่เหมาะสม ขณะที่เธอไม่สามารถปกป้องตัวเองได้

ล่าสุดนักแสดงสาวได้เข้าแจ้งความกับตำรวจและอยู่ระหว่างตรวจร่างกายโดยแพทย์นิติเวชเพื่อตรวจสอบหลักฐานทางกฎหมาย เธอยังย้ำว่า กำลังรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาดำเนินคดีอย่างจริงจัง พร้อมเปิดรับเบาะแสและความช่วยเหลือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากแฟนคลับและชาวเน็ตที่เข้ามาให้กำลังใจและเรียกร้องความเป็นธรรม สร้างกระแสความตื่นตัวเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้หญิงในช่วงเปราะบาง 'คริสติน' ขอบคุณทุกกำลังใจที่ช่วยเธอผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9881330/

1 เมษายน ของทุกปี ถือเป็น “วันเลิกทาสไทย” จุดเปลี่ยนสังคมสยามสู่อิสรภาพ 'รัชกาลที่ 5' วางรากฐานเลิกทาส เปิดทางสู่ชีวิตใหม่ที่เสมอภาค

ทุกวันที่ 1 เมษายน ถือเป็น "วันเลิกทาสไทย" ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปอย่างลึกซึ้ง สู่เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลังการใช้กฎหมายสำคัญในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วางระบบเลิกทาสอย่างเป็นระบบ

ก่อนหน้านั้น ระบบทาสในสังคมสยามเป็นโครงสร้างแรงงานและชนชั้นที่ผูกคนไว้กับนายนายและเจ้าขุนมูลนาย ไม่ว่าจะเป็นทาสที่เกิดจากความยากจน หนี้สิน หรือพ่อแม่ทาส ทำให้คนเหล่านี้ขาดความเป็นอิสระในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไปด้วยพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท พ.ศ. 2417 ซึ่งกำหนดให้ค่าตัวลูกทาสลดลงตามอายุและเมื่อถึงวัยจะพ้นจากการเป็นทาส นับเป็นก้าวสำคัญที่ประวัติศาสตร์ไทยเริ่มปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับเสรีภาพมนุษย์

วันเลิกทาสไทยไม่ใช่แค่วันสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่แสดงถึงความสำเร็จในการปฏิรูปสังคมสยามให้หลุดพ้นจากระบบเดิมที่กดทับสิทธิเสรีภาพ พร้อมทั้งสะท้อนความเป็นผู้นำที่ทรงวิสัยทัศน์และรอบคอบของ 'รัชกาลที่ 5' ที่เลือกใช้สันติวิธีและการเปลี่ยนแปลงจากภายใน

การเลิกทาสเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อโครงสร้างสังคมไทยและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศสู่รัฐสมัยใหม่ ปัจจุบันวันที่ 1 เมษายนจึงควรถูกจดจำในฐานะวันแห่งเสรีภาพและความเป็นไท ซึ่งสะท้อนบทเรียนคุณค่าของเสรีภาพและศักดิ์ศรีมนุษย์ที่ได้รับจากอดีต

ที่มา : http://www.ttc.ops.go.th/?p=3672

29 มีนาคม 2493 วันถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระราชพิธีใหญ่แห่งแผ่นดิน ณ ท้องสนามหลวง รวมใจคนไทย ในความอาลัยร่วมกัน


เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2493 เป็นวันสำคัญของไทยที่จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล หรือ รัชกาลที่ 8 ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง

พระราชพิธีสูงสุดเพื่อส่งเสด็จพระมหากษัตริย์สู่สวรรคาลัยอย่างสมพระเกียรติ

รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตเมื่อ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489

และในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2493 ถือเป็น "วันพิธีแกนกลาง" ของพระราชพิธีถวายพระเพลิง

ที่มีการอัญเชิญพระบรมโกศจากพระบรมมหาราชวังไปยังพระเมรุมาศ

และการประกอบพิธีถวายพระเพลิงตามขัตติยราชประเพณี

บรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยความสงบ สำรวม และความอาลัยร่วมกัน

มีผู้คนมากมายเฝ้ารอชมกระบวนอัญเชิญในแต่ละช่วง

พร้อมด้วยฝ่ายราชสำนัก ข้าราชการ และผู้แทนจากนานาประเทศร่วมในพิธีการสำคัญ

พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของราชประเพณีที่สะท้อน

คติความเชื่อแบบไทยที่ผสมผสานพุทธกับพราหมณ์

แสดงถึงพิธีส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยตามความเชื่อดั้งเดิม

วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่รวมความอาลัยของประชาชนและพิธีกรรมรัฐ

ปิดฉากรัชสมัยรัชกาลที่ 8 อย่างสมบูรณ์ตามพิธีการ

และเป็นหมุดหมายในประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกจดจำจนถึงปัจจุบัน

28 มีนาคม 2451 รำลึกวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ผู้อุปถัมป์ตึกจักรพงษ์จุฬาฯ ศูนย์รวมกิจกรรมและแหล่งเรียนรู้

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2451 เป็นวันคล้ายวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, พระราชโอรสในราชสกุลจักรพงษ์ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการก่อกำเนิดและพัฒนาตึกจักรพงษ์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงประทานเงิน 20,000 บาทเพื่อสร้าง “สโมสรสถาน” สำหรับนิสิตและคณาจารย์ เพื่อเป็นที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกัน ตึกนี้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ 2 ชั้น และมีตราสัญลักษณ์ราชสกุลจักรพงษ์ปรากฏที่หน้าจั่ว อาคารนี้จึงไม่เพียงเป็นที่ทำกิจกรรม แต่ยังเป็นอนุสรณ์แด่พระบิดาของพระองค์ด้วย

พัฒนาการของตึกจักรพงษ์เริ่มจากสโมสรนิสิตและคณาจารย์ กลายเป็นที่ทำการของสโมสรนิสิตจุฬาฯ และพื้นที่ทำกิจกรรมชมรมต่างๆ ก่อนปรับเป็นหอประวัติจุฬาฯ ในปี พ.ศ. 2531 ที่รวมทั้งนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย

ในปี พ.ศ. 2496 พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงประทานเงินเพิ่มอีก 200,000 บาท เพื่อบูรณะและต่อเติมอาคารให้รองรับกิจกรรมนิสิตได้มากขึ้น โดยยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์เดิม การรำลึกในวันนี้จึงไม่เพียงสะท้อนวันเกิด แต่เป็นการระลึกถึงผู้ให้ที่ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมและการศึกษาไว้ในจุฬาฯ

"ตึกจักรพงษ์ไม่ใช่แค่สโมสร

แต่เป็นอนุสรณ์และแหล่งเรียนรู้

ที่เชื่อมโยงอดีตกับอนาคต

ในรั้วมหาวิทยาลัย" จุฬาฯ กล่าวไว้เช่นนั้น

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C?utm_source=chatgpt.com

27 มีนาคม 2454 ‘ในหลวง ร.6’ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา ‘กรมศิลปากร’ เป็นครั้งแรก ดูแลคุ้มครอง-อนุรักษ์-เผยแพร่องค์ความรู้ ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2454 ถือเป็นวันสำคัญของวงการศิลปวัฒนธรรมไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โปรดเกล้าฯ สถาปนา "กรมศิลปากร" ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อคุ้มครองมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างเป็นระบบ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ แต่หมายถึงการรวมงานที่เกี่ยวข้องกับ "การช่าง" จากกระทรวงโยธาธิการ และ "กรมพิพิธภัณฑ์" จากกระทรวงธรรมการ มารวมเป็นเจ้าภาพหลักที่กำหนดทิศทางของงานโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ ศิลปกรรม และเอกสารสำคัญต่าง ๆ

ภารกิจของกรมศิลปากรไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูแลพิพิธภัณฑ์หรือโบราณสถาน แต่ครอบคลุมถึงการวิจัย การส่งเสริม และการศึกษาคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมเพื่อธำรงเอกลักษณ์ของชาติ ภายใต้ 4 ด้านหลักคือ ดุริยางคศิลป์ โบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ ภาษา เอกสารและหนังสือ และ สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ทรงเป็นผู้บัญชาการกรมศิลปากรพระองค์แรก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานตั้งแต่วันแรก

23 มีนาคม 2454 คือหมุดหมายของการผลักดันงานอนุรักษ์แบบรัฐสมัยใหม่ ที่สร้างศูนย์กลางงานศิลปวัฒนธรรมจากหน่วยงานแยกส่วน สู่ระบบมีทิศทางเดียว เพิ่มศักยภาพในด้านการจัดการองค์ความรู้และสร้างเกราะคุ้มกันมรดกของชาติให้ยั่งยืน

ที่มา : https://www.nat.go.th/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94/ArticleId/964/-1-2-3-4-5-6-7-8-9-10-11-12-13-14-15-16-17-18-19-20-21-22-23-24-25-26-27-28-29-30-31-32-33-34-35-36-37-38-39-40-41-42-43-44-45-46-47-48-49-50-51-52-53-1-2-3-4-5

26 มีนาคม 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเปิดการเดินรถไฟปฐมฤกษ์ กรุงเทพ – อยุธยา ระหว่างสถานีกรุงเทพถึงอยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร ต่อมากำหนดเป็น 'วันสถาปนากิจการรถไฟ'

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จฯ ทรงเปิดการเดินรถไฟปฐมฤกษ์ ระหว่างสถานีกรุงเทพถึงอยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร นับเป็นช่วงแรกที่แล้วเสร็จในโครงการรถไฟหลวงสายกรุงเทพฯ–นครราชสีมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2439 การรถไฟฯ เปิดให้ประชาชนใช้บริการเดินทางไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ กับอยุธยาอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นวันแรกที่บริการรถไฟเปิดให้ประชาชนใช้อย่างจริงจัง

ในแง่รายละเอียด ช่วงแรกของการเดินรถมีระยะทาง 71 กิโลเมตร ตั้งสถานีรวม 9 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพ, บางซื่อ, หลักสี่, หลักหก, คลองรังสิต, เชียงราก, เชียงรากน้อย, บางปะอิน และกรุงเก่า (อยุธยา) โดยมีขบวนรถวิ่งวันละ 4 ขบวน (ขึ้น-ล่อง)

วันเปิดเดินรถไฟนี้จึงถูกกำหนดเป็น "วันสถาปนากิจการรถไฟ" ซึ่งให้ความหมายถึงการที่โครงการรถไฟหลวงสร้างผลการเดินรถจริงจังสำเร็จครั้งแรก และเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 ที่เปลี่ยนวิธีเดินทางและการค้าขายในราชอาณาจักรไทย

ก่อนหน้า มีพิธีเริ่มสร้างทางรถไฟตั้งแต่ปี 2434 และในปี 2443 รถไฟสายกรุงเทพฯ–นครราชสีมาถูกเปิดครบสมบูรณ์ ระยะทางรวม 265 กิโลเมตร สร้างรากฐานสำคัญของการพัฒนาคมนาคมและการบริหารรัฐสมัยใหม่ในไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_7765


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top