Friday, 5 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘ทรัมป์’ จวก ‘เนทันยาฮู’ !! ปมโจมตีเลบานอนขวางเกมเจรจาอิหร่าน เตือนระวังยกระดับความรุนแรง อ้างช่วยชีวิตแต่ถูกเกลียดทั้งคู่ ข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนสดใส

สำนักข่าว Axios รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงอาการโกรธจัดและตำหนินายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลอย่างรุนแรงผ่านทางโทรศัพท์ หลังจากอิสราเอลยกระดับการโจมตีในเลบานอน ซึ่งทรัมป์มองว่ากำลังเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

รายงานระบุว่า ทรัมป์ตะโกนใส่เนทันยาฮูด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า "แกมันบ้าไปแล้ว! ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน นายคงติดคุกไปแล้ว ฉันเป็นคนช่วยชีวิตแกไว้แท้ๆ แต่ตอนนี้ทุกคนเกลียดแกกันหมดแล้ว และทุกคนก็พลอยเกลียดอิสราเอลไปด้วยเพราะเรื่องนี้" (“You’re f***ing crazy. You’d be in prison if it weren’t for me. I’m saving your ass. Everybody hates you now. Everybody hates Israel because of this,” )

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังตั้งคำถามด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า "แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่?" (“What the f*** are you doing?”) โดยแสดงความกังวลว่าอิสราเอลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จนทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากและอาคารบ้านเรือนถูกทำลายราบคาบเพียงเพื่อสังหารผู้บัญชาการฮิซบอลเลาะห์เพียงไม่กี่คน

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้โพสต์ Truth Social ระบุว่า ว่าเขาได้ขอให้ เนทันยาฮู ยุติแผนการบุกถล่มกรุงเบรุตครั้งใหญ่ ซึ่งผู้นำอิสราเอลยอมถอยทัพกลับไป นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าเขาได้พูดคุยกับตัวแทนของฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ตกลงที่จะหยุดยิงใส่กองกำลังอิสราเอลแล้ว

ด้านเลบานอนเปิดเผยว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติการโจมตีอิสราเอล เพื่อแลกกับการที่อิสราเอลจะไม่โจมตีพื้นที่ชานเมืองตอนใต้ของกรุงเบรุต  เมืองหลวงของเลบานอน โดยสถานเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำสหรัฐฯ ระบุว่าได้รับคำยืนยันอย่างเป็นทางการว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยอมรับข้อเสนอ "ยุติการโจมตีซึ่งกันและกัน" ของสหรัฐฯ แล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ได้ยืนยันถึงข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน แต่ยังคงส่งคำเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า การโจมตีในเบรุตจะดำเนินต่อไปหากฮิซบอลเลาะห์ยังไม่หยุดโจมตีเมืองและพลเรือนของอิสราเอล

ด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจา ได้ส่งคำเตือนผ่านไปยังประธานรัฐสภาเลบานอนว่า หากอิสราเอลยังคงรุกรานเลบานอนต่อไป อิหร่านจะไม่เพียงแต่ยุติการเจรจากับสหรัฐฯ แต่จะเข้าสู่การเผชิญหน้ากับศัตรูโดยตรง

คำเตือนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากร่างข้อตกลงที่อิหร่านกำลังเจรจากับสหรัฐฯ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมีการยุติการสู้รบในเลบานอน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงยืนยันว่าการเจรจากับอิหร่านยังคง "ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว  และว่าตนกำลังจะมีข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป และเปิดช่องแคบฮอร์มุซในสัปดาห์หน้า

ที่มา : Aljazeera/RT/BBC

      :https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1311279271160430/?rdid=fjyLFwtQWe1x7vY4#

‘สสน.’ เผยข้อมูลน้ำปี 69 งานเสวนาเผยวิทยาการคาดการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม แสดงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-แล้งทั่วประเทศ เปิดตัวระบบเฝ้าระวังน้ำไทยรุ่นใหม่

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมเป็นวิทยากรเสวนาทางออนไลน์ ในกิจกรรมของ สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ หรือ สสน. จัดงาน “รู้น้ำ รู้อากาศ : คาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569” ผ่านระบบออนไลน์  เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคาดการณ์สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ ตลอดจนสร้างความพร้อมในการรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ

โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเปิดงาน

จากนั้นมีการการนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ปี 2569 โดย นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. และ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดี ปภ. ขณะที่ สสน. ได้นำเสนอการวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ โดย ดร.วรวิทย์ มีสุข และ ดร.ฐกลพัชร์ ขำพึ่งสน ฝ่ายนวัตกรรมสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สสน. ที่แสดงให้เห็นการให้ข้อมูลน้ำและความเสี่ยงของพื้นที่บนแผนที่ประเทศไทยทั้งในโซนที่เสี่ยงน้ำท่วม โซนที่เสี่ยงภัยแล้ง และโซนที่เสี่ยงจะโดนภัยทั้ง 2 ทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน

นอกจากนี้มีการเสวนาเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคประชาชน โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผสสน. ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ การใช้ข่อมูลจากสถานีโทรมาตร การอ่านค่าดาวเทียม และการอ่านค่าประสบการณ์จากทีมกู้ภัยในสนาม ตลอดจนการเชื่อมข้อมูลที่อยู่ของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่ต้องเร่งความช่วยเหลือในการช่วยอพยพส่งออกสู่ที่ปลอดภัย

ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวเครื่องมือเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ “ThaiWater New Version”  เพื่อยกระดับการเข้าถึงข้อมูลน้ำและสภาพอากาศให้สะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น โดยมีนายปิยะพงษ์ โรจน์นภาลัย ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล สสน. พร้อมด้วย ดร.วรวิทย์ มีสุข ร่วมนำเสนอการใช้งานและฟังก์ชันใหม่ของระบบ ซึ่งได้รับความสนใจ มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 200 คนจากทั่วประเทศ

“ซาบันตุย” เทศกาลแห่งคันไถ รู้จัก “ซาบันตุย” เทศกาลเก่าแก่แห่งคันไถ จากวิถีเกษตรสู่สัญลักษณ์พหุวัฒนธรรมรัสเซีย รัสเซียจัดใหญ่ Sabantuy 2026 ชูความสามัคคีของชนชาติ ผ่านเทศกาลพื้นบ้านตาตาร์–บัชคีร์

ซาบันตุย (Sabantuy) เทศกาลแห่งคันไถและความสามัคคีของชนชาติในรัสเซีย

ซาบันตุย «Сабантуй» เป็นหนึ่งในเทศกาลพื้นบ้านที่สำคัญที่สุดของชาวตาตาร์ (Tatar) และชาวบัชคีร์ (Bashkir) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยขนาดใหญ่ในสหพันธรัฐรัสเซีย เทศกาลนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษและมีรากฐานมาจากวิถีชีวิตเกษตรกรรมของชนเผ่าตุรกีในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโวลกาและเทือกเขาอูราล ปัจจุบัน ซาบันตุยได้รับการยอมรับให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของรัสเซีย และจัดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งภายในประเทศและในชุมชนชาวตาตาร์ทั่วโลก

ซาบันตุย (Sabantuy) เป็นหนึ่งในเทศกาลที่เก่าแก่ที่สุดของชาวเติร์ก โดยอุทิศให้กับการสิ้นสุดฤดูงานเกษตรในท้องนา และในแต่ละปีจะมีผู้เข้าร่วมและผู้มาเยือนนับพันคน ทำหน้าที่เป็นเวทีที่รวบรวมผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติให้มาพบปะกัน คำว่า “Sabantuy” มาจากคำในภาษาตุรกีโบราณสองคำ ได้แก่ “Saban” ซึ่งหมายถึง “คันไถ” และ “Tuy” ซึ่งหมายถึง “งานเฉลิมฉลอง” หรือ “งานเลี้ยง” ดังนั้น ซาบันตุยจึงมีความหมายว่า “เทศกาลแห่งคันไถ” หรือ “งานเฉลิมฉลองหลังการไถหว่าน” เดิมทีเทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเสร็จสิ้นการหว่านเมล็ดพืชในฤดูใบไม้ผลิ และเป็นการขอบคุณธรรมชาติสำหรับความอุดมสมบูรณ์ที่คาดว่าจะได้รับในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ในช่วงเวลาระหว่างการหว่านเมล็ดพืชและการเก็บหญ้าแห้งชาวตาตาร์จะรวมตัวกันเป็นเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์เพื่อพักผ่อนจากการทำงานพบปะสังสรรค์กับญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน ตลอดจนร่วมกันอธิษฐานขอให้การเพาะปลูกในปีนั้นอุดมสมบูรณ์และได้ผลผลิตที่ดี ดังนั้นซาบันตุยจึงไม่เพียงเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานและการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตเกษตรกรรม ความสามัคคีของชุมชน และความหวังต่อความอุดมสมบูรณ์ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวอีกด้วย ในโลกปัจจุบันซาบันตุยได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเทศกาลประจำชนชาติใดชนชาติหนึ่งไปแล้วและพัฒนาเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติที่เปิดกว้างสำหรับผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม โดยทำหน้าที่เป็นเวทีส่งเสริมความเข้าใจอันดี การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนในสังคมพหุวัฒนธรรม

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าซาบันตุยมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยก่อนการรับศาสนาอิสลามของชาวตาตาร์ ต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามแพร่เข้ามาในภูมิภาคเทศกาลดังกล่าวก็ยังคงได้รับการสืบทอดในฐานะประเพณีทางวัฒนธรรมมากกว่าพิธีกรรมทางศาสนา จึงสามารถดำรงอยู่ได้แม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมหลายยุคสมัย ตั้งแต่สมัยข่านแห่งคาซาน จักรวรรดิรัสเซีย สหภาพโซเวียต จนถึงสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน

ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะได้รับการรับรองเป็นศาสนาประจำรัฐของอาณาจักรโวลกาบัลแกเรีย (Volga Bulgaria) ในปี ค.ศ. 922 ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่มีรากฐานมาจากความเชื่อแบบนอกศาสนา (Paganism) และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการบูชายัญเพื่อบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวิญญาณตามความเชื่อดั้งเดิม ชาวนาในยุคนั้นเชื่อว่าผลผลิตทางการเกษตรและความเป็นอยู่ของชุมชนขึ้นอยู่กับพลังเหนือธรรมชาติเหล่านี้ จึงประกอบพิธีเพื่อขอความคุ้มครองและความอุดมสมบูรณ์ เมื่อศาสนาอิสลามแพร่เข้าสู่ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโวลกา พิธีกรรมดั้งเดิมเหล่านี้ค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาของการจัดงาน เดิมทีซาบันตุยจัดขึ้นในเดือนเมษายนก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะปลูก แต่ภายหลังการรับอิสลามเทศกาลได้ถูกเลื่อนไปจัดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ระหว่างฤดูหว่านเมล็ดพืช ขณะที่พิธีบูชายัญถูกแทนที่ด้วยประเพณีการมอบของขวัญและการแสดงความปรารถนาดีต่อกันในชุมชน หนึ่งในธรรมเนียมสำคัญของซาบันตุยคือ พิธีรวบรวมของขวัญ ซึ่งจัดขึ้นก่อนวันงาน โดยเยาวชนจะเดินไปตามบ้านเรือนเพื่อรวบรวมสิ่งของต่าง ๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ หมวก ผ้าปูโต๊ะ และผ้าคลุมเตียง เพื่อนำไปใช้เป็นรางวัลสำหรับการแข่งขันภายในงาน ของรางวัลที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือ ผ้าขนหนูปักลวดลายพื้นเมือง ซึ่งตามประเพณีจะจัดทำโดยหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงานหลังจากเทศกาลซาบันตุยครั้งก่อน ผ้าผืนนี้จะถูกมอบให้แก่ผู้ชนะการแข่งขันมวยปล้ำพื้นเมือง “โคเรช” (Kuresh) ถือเป็นเกียรติสูงสุดทั้งต่อผู้ชนะการแข่งขันและต่อหญิงผู้สร้างสรรค์งานหัตถกรรมชิ้นดังกล่าว ในสมัย Kazan Khanate ระหว่างปี ค.ศ. 1438–1552 ซาบันตุยได้รับการพัฒนาและสถาปนาอย่างชัดเจนในฐานะเทศกาลประจำชาติของชาวตาตาร์ กลายเป็นงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นหลังเสร็จสิ้นวงจรการเพาะปลูก และเป็นสัญลักษณ์ของการเคารพแรงงาน ผืนดิน และผู้คนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แม้ในยุคสหภาพโซเวียต ซาบันตุยยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับแนวคิดทางสังคมของรัฐ โดยเพิ่มกิจกรรมเชิดชูบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านแรงงาน เช่น เกษตรกร ผู้ควบคุมเครื่องจักรกลการเกษตร ผู้เลี้ยงสัตว์ ครู แพทย์ ตลอดจนทหารผ่านศึกและแรงงานดีเด่นต่อมาในปี ค.ศ. 1990 ซาบันตุยได้รับการบรรจุอย่างเป็นทางการให้เป็นหนึ่งในวันสำคัญประจำสาธารณรัฐตาตาร์สถาน (Republic of Tatarstan) และในปี ค.ศ. 1992 ก็ได้รับสถานะเดียวกันในสาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน (Republic of Bashkortostan) นับแต่นั้นเป็นต้นมาเทศกาลนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชนชาติตาตาร์และบัชคีร์ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน

เทศกาลนี้ไม่มีวันจัดงานที่ตายตัวเนื่องจากกำหนดตามช่วงเวลาที่งานเกษตรกรรมในฤดูใบไม้ผลิเสร็จสิ้น
ทำให้แต่ละภูมิภาคจัดงานในวันแตกต่างกัน ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกรกฎาคม โดยมีการจัดงานทั้งในหมู่บ้านชนบทและเมืองใหญ่ แต่ยังคงรักษาบรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัวและความเคารพต่อขนบธรรมเนียมพื้นบ้านไว้เช่นเดิม กิจกรรมสำคัญที่สุดคือ “ซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ” หรือ“Federal Sabantuy” ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นในภูมิภาคโดยหมุนเวียนเจ้าภาพจัดงานแห่งใหม่ทุกปี โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ของรัสเซีย  ผู้ก่อตั้งและผู้จัดงานหลักของซาบันตุยระดับสหพันธรัฐในรัสเซีย ได้แก่ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน และ World Congress of Tatars ร่วมกับฝ่ายบริหารของภูมิภาคเจ้าภาพในแต่ละปี ในปีค.ศ. 2026 งาน ซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ ครั้งที่ 26 จะจัดขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคม 2026
ณ สวนสาธารณะ Green Island Park ในเมืองออมสค์ (Omsk) การเลือกแคว้นออมสค์เป็นเจ้าภาพในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากหมู่บ้านชาวตาตาร์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค คือ หมู่บ้านอาเชวานี (Ashevany) กำลังเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 800 ปี ของการก่อตั้งจึงมีการกำหนดให้การจัดงานซาบันตุยระดับสหพันธรัฐเพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสสำคัญดังกล่าว ภายในงานจะมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการละเล่นพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ อาทิ การแสดงคอนเสิร์ต การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง งานมหรสพพื้นบ้าน และตลาดนัดสินค้าและหัตถกรรมท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันกีฬาพื้นเมืองของชนชาติตุรกีหลายประเภท

ควบคู่ไปกับการจัดงานซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ ยังมีการจัดงาน “ซาบันตุยชนบทระดับรัสเซีย” (All-Russian Rural Sabantuy) ซึ่งมุ่งเน้นการอนุรักษ์วิถีชีวิตและประเพณีของชุมชนชนบท โดยเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ภายใต้การสนับสนุนของนายรุสตั้ม มินนิคฮานอฟ (Rustam Minnikhanov) ผู้นำสาธารณรัฐตาตาร์สถาน และมีการหมุนเวียนสถานที่จัดงานไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของรัสเซียทุกปี ปัจจุบันรัสเซียมีหมู่บ้านชาวตาตาร์ประมาณ 4,200 แห่งทั่วประเทศ ทำให้รูปแบบการจัดงานดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนชาวตาตาร์ในพื้นที่ชนบท ในปีค.ศ. 2025 งานดังกล่าวจัดขึ้นที่แคว้นคีรอฟ (Kirov Oblast) ส่วนในปี ค.ศ. 2026 ซาบันตุยชนบทระดับรัสเซีย ครั้งที่ 16 จะจัดขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ณ หมู่บ้านมาลี ทรูเยฟ (Maly Truev) ในแคว้นเพนซา (Penza Oblast)

สัญลักษณ์สำคัญของงานคือ “ตุลปาร์” (Tulpar) ม้าบินในตำนานของชาวเติร์ก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นที่สุดของชาวเติร์ก ในทุกปีจะมีการส่งมอบรูปปั้นสำริดของตุลปาร์จากภูมิภาคเจ้าภาพเดิมไปยังเจ้าภาพรายถัดไปเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบทอดประเพณี ความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมและความเป็นเอกภาพของชนชาติต่าง ๆ ภายในสหพันธรัฐรัสเซีย กิจกรรมสำคัญของเทศกาลซาบันตุยประกอบด้วยการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ โดยกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ “คูเรช” (Kuresh) หรือมวยปล้ำพื้นเมืองของชาวตาตาร์ ซึ่งผู้แข่งขันจะใช้ผ้าคาดเอวจับคู่ต่อสู้เพื่อพยายามทุ่มให้อีกฝ่ายล้มลง นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันวิ่งแข่ง ปีนเสาที่ทาน้ำมัน แข่งกระสอบ วิ่งถือไข่ในช้อน ชักเย่อ และการละเล่นพื้นบ้านอื่น ๆ ที่เน้นความสนุกสนานและการมีส่วนร่วมของชุมชน

ในปี 2026 รัฐบาลรัสเซียกำหนดให้การจัดงานอยู่ภายใต้แนวคิด “ปีแห่งความสามัคคีของชนชาติแห่งรัสเซีย” (Year of Unity of the Peoples of Russia) เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเป็นเอกภาพของประชาชนหลากหลายเชื้อชาติภายในประเทศ สำหรับปี 2026 การเฉลิมฉลองซาบันตุยจะจัดขึ้นอย่างกว้างขวางในหลายภูมิภาคของรัสเซีย แต่ศูนย์กลางสำคัญที่สุดยังคงเป็นซึ่งสาธารณรัฐตาตาร์สถานเป็นบ้านเกิดทางวัฒนธรรมของชาวตาตาร์ โดยตาตาร์สถานจะจัดงานซาบันตุยเป็น 3 ระยะ ดังนี้

1) 6–7 มิถุนายน 2026 เริ่มการเฉลิมฉลองในหมู่บ้านและศูนย์กลางเขตต่าง ๆ ทั่วสาธารณรัฐ

2) 13 มิถุนายน 2026 จัดงานในเมืองใหญ่ของตาตาร์สถาน รวมถึง Naberezhnye Chelny ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค

3) 20 มิถุนายน 2026ปิดท้ายการเฉลิมฉลองด้วยงานซาบันตุยหลักของสาธารณรัฐ ณ เมือง Kazan เมืองหลวงของตาตาร์สถาน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาวตาตาร์

อีกพื้นที่นึงที่มีการเฉลิมฉลองซาบันตุยอย่างยิ่งใหญ่คือบัชคอร์โตสถานโดยกิจกรรมจะครอบคลุมเขตเทศบาลทั้ง 54 แห่งของสาธารณรัฐ และจัดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกือบหนึ่งเดือนครึ่ง ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 แต่ละอำเภอจะจัดงานในรูปแบบของตนเอง โดยเน้นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวบัชคีร์และชาวตาตาร์ ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะ Ufa เมืองหลวงของสาธารณรัฐ งานซาบันตุยจะถูกยกระดับเป็นเทศกาลวัฒนธรรมขนาดใหญ่ ประกอบด้วยคอนเสิร์ต การแสดงของศิลปินรับเชิญ และกิจกรรมบนเวทีสมัยใหม่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความบันเทิงร่วมสมัย

ส่วนในมอสโกสถานที่จัดงานหลักตามธรรมเนียมคือ Kolomenskoye Museum-Reserve ซึ่งจะมีการจัดเทศกาลชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ (Ethnofestival) ภายใต้การสนับสนุนของทางการกรุงมอสโกและองค์กรชุมชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม กำหนดวันจัดงานอย่างเป็นทางการของปี ค.ศ. 2026 ยังไม่ได้รับการประกาศ

ปัจจุบัน ซาบันตุยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ แม้จะพัฒนาเป็นเทศกาลขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมจากทั่วรัสเซียและต่างประเทศ ในปีค.ศ. 2026 ทางการตาตาร์สถานได้กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการจัดงาน โดยให้ความสำคัญกับการจำลองบ้านเรือนและสถาปัตยกรรมแบบตาตาร์ดั้งเดิมอย่างถูกต้อง ทั้งด้านขนาด รูปแบบ และวัสดุก่อสร้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เทศกาลกลายเป็นเพียงกิจกรรมบันเทิง และคงสถานะของซาบันตุยในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต ศูนย์กลางของงานยังคงเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่เรียกว่า “ไมดาน” (Maidan) ซึ่งใช้จัดพิธีการ การแสดงคอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านต่าง ๆ โดยเป็นจุดรวมตัวของผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภูมิภาค

การแข่งขันและกิจกรรมสำคัญ กิจกรรมที่สำคัญที่สุดของซาบันตุยคือการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้าน โดยเฉพาะ โคเรช (Koresh หรือ Kuresh) มวยปล้ำพื้นเมืองของชนชาติตุรกี ซึ่งถือเป็นหัวใจของเทศกาล การแข่งขันจะเริ่มจากเด็กชาย ก่อนขยายไปสู่เยาวชนและผู้ใหญ่ตามลำดับอายุ จนถึงรอบสุดท้ายที่นักปล้ำผู้แข็งแกร่งที่สุดหรือ “บาตือร์” (Batyr) จะเข้าชิงชัยเพื่อครองตำแหน่งแชมป์ของงาน นอกจาก “โคเรช” การแข่งขันมวยปล้ำพื้นเมือง แล้ว การแข่งขันยังถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของเทศกาลซาบันตุย โดยมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมเร่ร่อนของชนชาติเติร์กในอดีต ผู้ขี่ม้ามักเป็นเด็กชายอายุระหว่าง 8–12 ปี ซึ่งสะท้อนถึงการสืบทอดขนบธรรมเนียมและทักษะจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ภายในงานยังมีการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้านอีกมากมาย อาทิ การแข่งขันวิ่งถือคานหาบพร้อมถังน้ำ การต่อสู้ด้วยกระสอบฟางบนท่อนไม้ การชักเย่อ การปีนเสาสูงที่ทาด้วยน้ำมันหรือทำให้ลื่นเพื่อชิงรางวัล การตีหม้อดินเผาขณะปิดตา การวิ่งแข่งขันและเกมพื้นบ้านรูปแบบต่าง ๆ กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต ความแข็งแรง และความร่วมมือของชุมชนชนบทในอดีต นอกจากนี้ยังมีการแสดงของคณะศิลปะพื้นบ้าน การแสดงดนตรีและเพลงพื้นเมือง การแสดงของศิลปินร่วมสมัย การแสดงนาฏศิลป์และการเต้นรำพื้นบ้าน และการแสดงละครและการแสดงทางวัฒนธรรมภายในบริเวณงานยังมีตลาดนัดและโซนจัดแสดงงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ซึ่งช่างฝีมือจากภูมิภาคต่าง ๆ นำผลิตภัณฑ์และผลงานศิลปหัตถกรรมมาจัดแสดงและจำหน่าย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่พักผ่อนสำหรับครอบครัว ลานกิจกรรมสำหรับเด็ก และซุ้มอาหารพื้นเมืองของชาวตาตาร์และชาวบัชคีร์ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา อายุ หรือภูมิหลังทางวัฒนธรรม ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพียงเดินทางมายังสถานที่จัดงานในวันที่มีการเฉลิมฉลองปัจจุบัน ซาบันตุยไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลของชาวตาตาร์และชาวบัชคีร์เท่านั้น แต่ได้พัฒนาเป็นเทศกาลวัฒนธรรมสาธารณะที่เชิญชวนผู้คนจากหลากหลายชนชาติให้มาร่วมสัมผัสประเพณีพื้นบ้าน ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และกิจกรรมนันทนาการร่วมกันในหลายภูมิภาคของรัสเซีย การเข้าร่วมงาน ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยทางการท้องถิ่นมักจัดบริการอำนวยความสะดวกสำหรับผู้มาเยือน เช่น รถรับส่งฟรีจากจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะไปยังพื้นที่จัดงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกิจกรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น ภายในงานผู้เข้าร่วมสามารถเลือกชมการแสดงทางวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถกรรม การออกร้านอาหารพื้นเมือง รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมและเกมพื้นบ้านต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ ทำให้ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ ซาบันตุยจึงเป็นมากกว่าเทศกาลประจำชนชาติ แต่เป็นเวทีแห่งมิตรภาพ ความสามัคคี และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความหลากหลายของสังคมรัสเซียร่วมสมัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

'อนุชา' ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูนโยบายสตรีทฟู้ดระเบียบ กวดขันต่างด้าวแย่งอาชีพไทย จ่อคืนเส้นทางเรือ EV ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานเสียงสวิงโหวต 20%

"อนุชา" เบอร์ 5 ควง "อภิสิทธิ์" ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูสตรีทฟู้ดเป็นระเบียบ-ฟันต่างด้าวแย่งอาชีพ เล็งรื้อฟื้นเส้นทางเรือ EV แก้รถติด-ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานสวิงโหวต 20%

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ก. เขตพระนคร ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยยามเช้าให้การต้อนรับและทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินทางไปโดยสารเรือไฟฟ้าที่ท่าเรือคลองผดุงกรุงเกษม (จุดลงเรือหัวลำโพง) เพื่อมุ่งหน้าไปหาเสียงต่อยังท่าเรือเทเวศร์

นายอนุชา เปิดเผยว่า ตลาดตรอกหม้อถือเป็นตลาดเก่าแก่ที่มีร้านอาหารอร่อยจำนวนมาก ซึ่งลักษณะเช่นนี้มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ตนมองว่า กทม. ต้องโปรโมตให้นักท่องเที่ยวได้เห็นว่าสตรีทฟู้ด (Street Food) กับความเป็นระเบียบเรียบร้อยสามารถอยู่คู่กันได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นร้านริมทางหรือบนฟุตพาทเพียงอย่างเดียว หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ จะเข้ามาจัดระเบียบไม่ให้ผู้ค้าสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนที่ใช้สัญจรบนทางเท้า

"เรื่องที่สำคัญและต้องกวดขันอย่างจริงจัง คือการแก้ไขปัญหาผู้ค้าต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย" นายอนุชาเน้นย้ำ พร้อมระบุว่า กทม. จะนำเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) มาใช้กำกับดูแลจุดผ่อนผัน เพื่อให้สามารถสแกนตรวจสอบได้ทันทีว่าใครคือผู้ได้รับอนุญาตตัวจริง เพื่อป้องกันการลักลอบขายสิทธิเช่าช่วงต่อ นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อบังคับใช้กฎหมายและกวดขันปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างเด็ดขาด

นายอนุชา ยังกล่าวถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับชุมชนว่า กรุงเทพฯ มีสถานที่ทำบุญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นจุดหมายของ "สายมู" มากมาย เช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ ในอนาคตตนมีนโยบายพัฒนาแอปพลิเคชันของ กทม. เพื่อรวบรวมและแสดงจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ทราบ ซึ่งจะผลักดันให้แอปฯ กทม. เป็นแพลตฟอร์มที่คนจดจำและเปิดใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

ด้านนโยบายการคมนาคม นายอนุชาได้ชูแนวคิดการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ "ล้อ ราง เรือ" เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมุ่งผลักดันการเดินเรือไฟฟ้า (EV) ของ กทม. เข้าไปให้บริการประชาชนในคลองสายหลักต่างๆ ทั้งคลองผดุงกรุงเกษม คลองภาษีเจริญ คลองลาดพร้าว และคลองแสนแสบ

"เฉพาะอย่างยิ่งในคลองแสนแสบ ช่วงตั้งแต่วัดศรีบุญเรืองเข้ามาในพื้นที่เมืองชั้นใน ซึ่งเอกชนดำเนินการมายาวนานกว่า 30 ปี และยังคงใช้เรือเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้นเหตุหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 กทม. จะเข้าไปขยายการเดินเรือโดยใช้เรือไฟฟ้า EV ทั้งหมด แม้ในระยะเริ่มต้นอาจจะดูไม่คุ้มค่าในแง่ของธุรกิจ แต่การบริการสาธารณะคือสิ่งที่เมืองจะปฏิเสธการดูแลพี่น้องประชาชนไม่ได้ นอกเหนือจากนี้ หลายโครงการที่เคยทำในยุคก่อน เช่น เส้นทางการเดินเรือต่างๆ ที่ถูกยกเลิกไปในสมัยผู้ว่าฯ ชัชชาติ เราจะนำกลับมาให้บริการอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากมีระบบขนส่งอื่นที่สามารถทดแทนได้ เช่น มีรถไฟฟ้าเข้าถึงพื้นที่ หรือมีระบบฟีดเดอร์ที่เชื่อมต่อได้สะดวกกว่า เราก็จะพิจารณาปรับเปลี่ยนใช้ทางเลือกอื่นที่เหมาะสมแทน" นายอนุชากล่าว

ส่วนกระแสพรรคประชาธิปัตย์ที่ปรากฏในโพลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นายอภิสิทธิ์ กล่าว พรรคพร้อมนำเสนอนโยบายที่สร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อนำมาทำประโยชน์และแก้ปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงการชูนโยบายปราบปรามการทุจริตที่เข้มข้น เพื่อดึงฐานเสียงเดิมและจูงใจกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจอีกประมาณ 20% ให้หันกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

EECO ลุย MRO ร่วมเวียตเจ็ท ลงนาม MOU สร้างศูนย์ซ่อมอากาศยาน เสริมเมืองการบินภาคตะวันออก ยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถ หนุนอุตฯบินไทยโตภูมิภาค

EECO จับมือ เวียตเจ็ท MOU สร้างโอกาสพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO)

ร่วมขับเคลื่อนเมืองการบินภาคตะวันออก เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการบินภูมิภาค

เมื่อวันที่ 28 พ.ค 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (H.E. Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) ร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีแลกเปลี่ยน บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) พื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และเวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) ณ ตึกสันติไมตรีหลังในทำเนียบรัฐบาลโดยมีนายจุฬาสุขมานพเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ นางเหวียน ถิ เฟือง เถา ประธานกรรมการบริษัท เวียตเจ็ท (Dr. Nguyen Thi Phoung Thao, Chairwoman of Vietjet Air) เป็นผู้ลงนาม

ทั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือฯ ดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดกรอบความร่วมมือด้านการลงทุนและยกระดับการดำเนินงานของกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ท ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาบุคลากรด้านการบิน การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยความร่วมมือที่เกิดขึ้นนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับ MOU นี้ เป็นกรอบความร่วมมือเบื้องต้น เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนา จัดตั้ง และดำเนินการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ เขตส่งเสริม EECa มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการซ่อมบำรุงและดูแลรักษาฝูงบินจากกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ทยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ลดระยะเวลาในการซ่อมบำรุง ตลอดจนสนับสนุนการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย โดยการดำเนินการลงทุนของกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ท ยังต้องปฏิบัติตามกระบวนการและการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

นักวิชาการ มธ. ชี้ลดภาระครู!! ใช้ TikTok ไม่ใช่คำตอบหลัก แนะฟังเสียงครู-นักเรียนก่อน ควรลดงานเอกสารไม่ใช่ลดทำสื่อ ใช้ AI ช่วยงานคืนเวลาสอน

นักวิชาการ ชี้ ใช้TikTok หรือไม่ 

ไม่สำคัญเท่าได้ฟังเสียงครูและนักเรียนหรือยัง แนะลดงานเอกสาร ไม่ใช่ลดงานทำสื่อการสอน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ นโยบาย ศธ. ลดภาระงานครู จับมือ TikTok ให้ครูใช้ AI ทำคลิปสั้น 2 นาทีสอนเด็ก อาจไม่ใช่ทางออกในการลดภาระงานครู ระบุ ควรลดงานที่ไม่จำเป็นต่อการสร้างการเรียนรู้ของเด็ก ไม่ใช่ลดภาระในการทำสื่อการสอน แต่หากเดินหน้าจริง ศธ. ควรเปิดฟังความเห็นครู-ผู้ปกครอง-นร. ก่อน เพราะสังคมยังมีข้อกังวลเรื่องเด็กใช้เวลาหน้าจอเพิ่มขึ้น แนะควรใช้ AI หนุนปัญญาประดิษฐ์ - เพิ่มกำลังคน - จัดสรรงบฯ ให้โรงเรียน ลดงานเอกสาร เพื่อคืนครูให้กับอนาคตนักเรียน

รศ. ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังจะร่วมกับ บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) ให้ครูใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น 2 นาทีเป็นสื่อการสอน เพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่ายและลดภาระครู ควรทบทวนให้รอบด้านกว่านี้ เพราะการลดภาระครูที่เหมาะสมไม่ใช่การลดภาระในการทำสื่อการสอน แต่คือการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เช่น งานเอกสารการเงิน หรือพัสดุ โครงการกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน ฯลฯ เพื่อให้ครูมีเวลาให้กับภาระงานที่จำเป็น เช่น การออกแบบสื่อการสอนที่เหมาะสมและตอบโจทย์กับการเรียนรู้ของเด็ก

รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าวว่า หาก ศธ. ต้องการลดภาระงานครูจริงๆ ควรเปลี่ยนมาสนับสนุนให้ใช้ AI เพื่อช่วยงานเอกสาร การเชื่อมข้อมูลมหาศาลของผู้เรียนให้สามารถเข้าถึง และวิเคราะห์ปัญหาหรือความต้องการของผู้เรียนที่แตกต่างหลากหลายได้ สนับสนุนกำลังคนเพื่อเข้ามาทำงานด้านเอกสารโดยเฉพาะ หรืออาจใช้วิธีจัดสรรงบประมาณให้แต่ละโรงเรียนไปออกแบบวิธีจัดการเอง เพื่อให้ครูได้กลับมาอยู่กลับนักเรียน เพื่อทำความเข้าใจการเรียนรู้ เป้าหมาย และตัดสินใจ ตลอดจนออกแบบสื่อการเรียนรู้เพื่ออนาคตของนักเรียน ส่วนตัวเชื่อว่าแนวทางนี้จะเหมาะสมกว่าการให้นโยบายลงไป และให้ปฏิบัติเหมือนกันหมดเพราะทั่วประเทศมีห้องเรียนและนักเรียนจำนวนมาก โรงเรียนและครูที่อยู่ใกล้ชิดนักเรียนย่อมเข้าใจบริบทการพัฒนาของตัวเองได้มากกว่า จึงควรให้เวลาและทรัพยากรให้พวกเขาได้ทำงานของตัวเอง

นอกจากนี้ เข้าใจว่านโยบายนี้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการทำให้เด็กนักเรียนเข้าถึงสื่อการสอนได้มากขึ้นและง่ายขึ้น ส่วนตัวเสนอว่า ศธ.ควรเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็น และวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กนักเรียนก่อน เพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริงว่าควรเข้าไปสนับสนุนในเรื่องใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น เด็กมีความต้องการใช้ TikTok เพื่อการเรียนรู้จริงหรือไม่ หรือเด็กมีแนวโน้มในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไร ฯลฯ จากนั้นค่อยกลับมาออกแบบแนวทางหรือนโยบายในการดำเนินการอีกครั้ง

“แม้ TikTok จะเป็นแพลตฟอร์มที่เด็กเข้าถึงง่าย แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าถ้า ศธ. ใส่คอนเทนต์ดีมีคุณภาพเข้าไปแล้วนักเรียนจะตั้งใจดู หรือเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นจริง เพราะธรรมชาติของเด็กหรือผู้ใช้ TikTok ทุกวัย ก็คือการเลือกดูเนื้อหาที่ตัวเองสนใจ” รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้นโยบายนี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเด็กนักเรียน แม้ว่านโยบายจะตั้งต้นหรือคิดค้นมาบนฐานของความตั้งใจดี ต้องการผลักดันเนื้อหาดีๆ เข้าไปสู่แพลตฟอร์มที่ทันยุคสมัยและเป็นที่นิยม แต่สังคมและประชาชนจำนวนไม่น้อยมีข้อกังวลอีกมุมถึงผลเสียจากการใช้เวลาหน้าจอหรือโทรศัพท์มากเกินไป ฉะนั้นหาก ศธ. จะเดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยแนวทางนี้จริงๆ ก็ควรมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากครู บุคลากรในโรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครอง ทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันในการออกแบบระบบที่ ซึ่งดีกว่าเดินหน้านโยบายไปแล้วต้องกลับมาแก้ไขตามข้อกังวลของสังคมในภายหลัง

“ถ้าเรานับจำนวนคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาทั้งหมดจะเห็นได้ว่านักเรียน และครู มีจำนวนที่มากที่สุด แต่กลับเสียงเบาที่สุด การจะทำนโยบายอะไรหรือหาคำตอบที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ควรต้องกลับไปที่นักเรียนและครูก่อน ศธ. ถึงจะรู้ว่าควรจะทำอะไรยังไงต่อ” รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าว

“ซูโจว” โชว์ศักยภาพเศรษฐกิจ!! เจ้าภาพ APEC 2569 ผสานนวัตกรรมกับวัฒนธรรม ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก ส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศ

“ซูโจว” โชว์ศักยภาพบนเวที APEC

ชูความร่วมมือเศรษฐกิจควบคู่มนต์เสน่ห์แห่งเจียงหนาน

การประชุมรัฐมนตรีการค้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ครั้งที่ 32

ระหว่างวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2569 เมืองซูโจวได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC) ครั้งที่ 32 อย่างยิ่งใหญ่ โดยนครแห่งสายน้ำฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นที่รู้จักระดับสากลมายาวนานกว่า 2,500 ปีแห่งนี้ สามารถดึงดูดสายตาจากทั่วโลกได้อีกครั้ง ด้วยเอกลักษณ์การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สอดรับกับวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างกลมกลืนเสมือน “ภาพปักสองหน้า” อันเลื่องชื่อ

แขกผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมประชุมต่างชื่นชมซูโจวว่าเป็นเมืองที่มีความตื่นตัวทางอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับความงดงามเหนือกาลเวลา โดยปัจจุบัน ซูโจวมีมูลค่าผลผลิตรวมของวิสาหกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 4.9 ล้านล้านหยวน รั้งตำแหน่งเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศจีน ซึ่งสะท้อนถึงฮาร์ดพาวเวอร์ทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ความประณีตงดงามในฐานะนครร้อยสวน ความลึกซึ้งของนครร้อยพิพิธภัณฑ์ และความสุนทรีย์ของนครร้อยงิ้ว ได้หลอมรวมกันเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของ “สรวงสวรรค์บนดิน” อันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรม เมืองซูโจวสามารถประยุกต์การจัดวางโครงสร้างอันประณีตของสวนโบราณมาเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งยังใช้ศิลปะการปักผ้าสองหน้าอันเลื่องชื่อเป็นสะพานเชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตก ส่งผลให้ก้าวขึ้นเป็นหน้าต่างบานสำคัญในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน

บริเวณต้อนรับภายในงาน แขกผู้มาเยือนต่างตื่นตาตื่นใจกับฉากหลังต้อนรับโทนสีฟ้าอ่อนที่จำลองแบบจากสวนคลาสสิกของซูโจว เพื่อต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วทุกสารทิศอย่างอบอุ่น พร้อมทั้งถ่ายทอดศิลปะความงดงามและงานฝีมือประณีตของสวนสไตล์เจียงหนาน เผยให้ผู้มาเยือนทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติสัมผัสได้ถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและมิตรไมตรีจิตอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับวัฒนธรรมเจียงหนาน

งานปักซูโจวอันวิจิตรบรรจงได้ดึงดูดสายตาให้แขกผู้มีเกียรติต่างหยุดชมด้วยความชื่นชม โดย ยฺหวี จฺวินเหยา (Yu Junyao) ช่างปักผ้าชาวซูโจววัย 28 ปี ผู้ช่วยผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะงานปักซูโจวเหยาฮุ่ยเฟิน เปิดเผยว่า “ความงามไม่จำเป็นต้องมีคำแปล และมีพลังในการเชื่อมโยงผู้คนจากต่างถิ่นต่างแดนให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น” ปัจจุบันเธออยู่ระหว่างการจำลองภาพพิมพ์แกะไม้สมัยราชวงศ์หมิงเรื่องบันทึกหอประจิม (The Romance of the Western Chamber) ขึ้นมาใหม่ด้วยเทคนิคงานปัก พร้อมแต่งแต้มสีสันตามการตีความของตนเอง “เหตุผลที่ดิฉันเลือกสาธิตผลงานชิ้นนี้ในงาน เพราะผลงานดังกล่าวได้รวบรวมองค์ประกอบอันหลากหลายของวัฒนธรรมจีนเอาไว้” และเสริมว่า “ทั้งการบอกเล่าวรรณกรรมรักคลาสสิก การแสดงทักษะชั้นครูของงานปักซูโจว ตลอดจนการชูความงามของศิลปะภาพพิมพ์แกะไม้ดั้งเดิม” โดยสิ่งที่สร้างความสนใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานชาวต่างชาติมากที่สุด คือความหลากหลายของเทคนิคการเย็บปักถักร้อยที่นำมาสาธิตในบริเวณงาน

ทุกย่างก้าวภายในงานเปรียบเสมือนการเปิดมุมมองใหม่ที่เผยความงดงามแปลกตาในทุกมิติ โดยคณะผู้จัดงานได้เนรมิตสถานที่จัดประชุมให้กลายเป็น “ห้องรับแขกทางวัฒนธรรม” เพื่อเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของซูโจว ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการปักผ้า งานทอผ้าไหมเค่อซือ ผ้าไหมซ่งจิ่น และมรดกแขนงอื่น ๆ ที่สะกดสายตาผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ นอกจากนี้ บริเวณสาธิตการทำภาพพิมพ์แกะไม้ปีใหม่เถาฮฺวาอู้ก็ได้รับความสนใจอย่างคึกคัก โดยแขกผู้มีเกียรติต่างเข้าคิวรอสัมผัสประสบการณ์พิมพ์ภาพมงคลด้วยฝีมือตนเอง โดยมี เฉียว หลานหรง (Qiao Lanrong) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับมณฑล ได้นำผลงานดั้งเดิมชุดปรองดองเป็นหนึ่งเดียว (Harmony in Unity) รวมถึงภาพพิมพ์มงคลต้อนรับ “ปีมะเมีย” รูปแบบใหม่มาให้แขกได้ทดลองปฏิบัติ “ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประสบการณ์ตรงจากการพิมพ์สีด้วยเทคนิคโบราณ และสามารถนำผลงานที่ทำเสร็จแล้วกลับไปเป็นที่ระลึกได้” เฉียวกล่าว พร้อมชี้ชวนให้ชมผลงานที่มีชื่อว่าเสียวหม่าน (Grain Buds) “เนื่องจากช่วงเวลาของการประชุมตรงกับช่วงปักษ์ ‘เสียวหม่าน’ ในปฏิทินจีนพอดี เราจึงตั้งใจใช้ผลงานศิลปะของเรานี้เพื่อร่วมแบ่งปันภูมิปัญญาเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลของชาวจีนโบราณแก่ผู้มาเยือน”

ในโอกาสนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ตลอดจนกลุ่มนักธุรกิจชาวอินโดนีเซีย ผู้สื่อข่าวชาวอเมริกัน และมิตรจากหลากหลายประเทศ ได้มีส่วนร่วมปักฝีเข็มลงบนผืนผ้าปักซูโจวชุดพิเศษในชื่อ “APEC CHINA 2026” โดยการร่วมร้อยเรียงเส้นด้ายในครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการถักทอสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นพยานชิ้นสำคัญของความร่วมมือร่วมใจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

นวัตกรรมเป็นทั้งกลไกเบื้องหลังความสำเร็จทางเศรษฐกิจอันโดดเด่นของซูโจว และกุญแจสำคัญในการสืบสานความมีชีวิตชีวาของมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้อยู่คู่สังคมปัจจุบันด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ จิน อี๋ (Jin Yi) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านการตัดเย็บชุดกี่เพ้าแฮนด์เมดของซูโจว ได้นำสัญลักษณ์ประจำท้องถิ่น อาทิ ดอกไม้ประจำเมือง (ดอกหอมหมื่นลี้), ปูขนอันเลื่องชื่อ และเครื่องดนตรีซูโจวผิงถาน มาผสมผสานเข้ากับศิลปะการทำกระดุมจีน (ผานโค่ว) ซึ่งผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้โดดเด่นทั้งความวิจิตรบรรจงและประโยชน์ใช้สอยจริง โดยนำมาประยุกต์เป็นเข็มกลัดติดหน้าอกหรือเข็มกลัดปกเสื้อ ช่วยให้ผู้มาเยือนชาวต่างชาติได้สัมผัสถึงความประณีตและหัวใจในงานฝีมือดั้งเดิมของจีนอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน บริษัท ซูโจว ไท่หู สโนว์ ซิลก์ จำกัด (Suzhou Taihu Snow Silk Co., Ltd.) ได้นำลวดลายสิบสองนักษัตรมาผสานเข้ากับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมอย่างสร้างสรรค์ เกิดเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ครองใจทั้งกลุ่มลูกค้าต่างชาติและผู้บริโภครุ่นใหม่

การสืบสานความมีชีวิตชีวาของมรดกทางวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อศิลปะนั้นได้รับการหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเมืองซูโจวได้ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเพื่อฟื้นคืนชีวิตให้แก่มรดกทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่การอนุรักษ์ในปัจจุบันและการปูรากฐานสู่อนาคต

ทางด้าน เฉิน เหวิน (Chen Wen) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเทคนิคการทอผ้าไหมเค่อซือระดับมณฑล แสดงทัศนะว่า งานฝีมือโบราณชนิดนี้สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางแห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี โดยนอกจากจะยังคงรักษาความงดงามตามแบบแผนภาพวาดจีนโบราณแล้ว ปัจจุบันยังได้ผสมผสานสุนทรียภาพในชีวิตประจำวันเพื่อสร้างเสียงสะท้อนทางวัฒนธรรมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เข้าถึง “ศิลปะที่ใกล้สูญหาย” นี้ง่ายขึ้น เฉินจึงริเริ่มนำผลงานไปจัดแสดงนิทรรศการในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ และอื่น ๆ อีกทั้งยังได้พัฒนากี่ทอผ้าไหมเค่อซือขนาดเล็กสำหรับการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่โดยอิงรูปแบบจากกี่ทอผ้าโบราณ พร้อมทั้งเปิดชั้นเรียนเสริมทักษะตามความสนใจในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อนำวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เยาวชนเข้าใจในภูมิปัญญาจีนที่ถักทออยู่ในเส้นด้ายแต่ละเส้นผ่านประสาทสัมผัสและการทดลองทอด้วยตนเอง โดย โยร์ก ไฮน์ริช (Joerg Heinrich) กรรมการบริหารสมาพันธ์เครื่องจักรกลสวิส ได้กล่าวชมว่า ประสบการณ์ที่เขาคลุกคลีอยู่กับเครื่องจักรสิ่งทอมาหลายปี ทำให้เขารู้สึกผูกพันและคุ้นเคยกับภาพวิถีชีวิตการทอผ้าทำมือเช่นนี้เป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เดินเยี่ยมชมรอบบริเวณงานอาจมีโอกาสได้ยลโฉมบอนไซสไตล์ซูโจวที่จัดแสดงอยู่ตามจุดต่าง ๆ โดยมีผลงานบอนไซสนเจินไป๋โบราณอายุกว่า 200 ปีที่มีชื่อว่า มังกรหมอบ หงส์เริงร่า (Dragon in Repose, Phoenix at Ease) ตั้งตระหง่านสะดุดตา ซึ่งบอนไซชิ้นนี้นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ความร่มรื่นแก่สถานที่จัดงานแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติได้สัมผัสถึงปรัชญาของสวนซูโจวโดยไม่จำเป็นต้องก้าวออกจากโถงจัดงาน

“บอนไซไม่ได้เป็นเพียงการจำลองย่อส่วนธรรมชาติลงมาเท่านั้น ทว่าเป็นการจัดระเบียบโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ กาลเวลา และมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันภายใต้พื้นที่จำกัด” ตัวแทนจากสำนักงานบริหารสวนจัวเจิ้ง ภายใต้สำนักงานบริหารสวนและพื้นที่สีเขียวเมืองซูโจว กล่าว โดยทางหน่วยงานคาดหวังว่า การอาศัยเวทีระดับนานาชาตินี้จะสามารถแสดงให้ผู้มาเยือนเห็นว่า สวนโบราณซูโจวไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงรูปแบบสิ่งก่อสร้างดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังสามารถแทรกซึมเข้าสู่พื้นที่วัฒนธรรมสาธารณะในปัจจุบันได้ผ่านทางบอนไซ เครื่องเรือนตกแต่ง และรูปแบบงานร่วมสมัยต่าง ๆ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นภาษาที่นุ่มนวลทว่าทรงพลังในการเชื่อมโยงเมืองซูโจวเข้ากับสังคมโลก

การประชุมรัฐมนตรีการค้า APEC ในครั้งนี้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมเมืองกูซู (ชื่อโบราณของซูโจว) อายุกว่าพันปี เข้ากับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก ก่อให้เกิดมิตรภาพและความประทับใจอันงดงามมากมาย โดยนอกรอบการประชุม แขกผู้มีเกียรติได้เดินเที่ยวชมถนนสายประวัติศาสตร์ผิงเจียง ตรอกซอกซอยโบราณ ตลอดจนสวนโอ่วหยวน พร้อมทั้งดื่มด่ำกับการบูรณาการด้านวัฒนธรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว อันเป็นแก่นแท้ของเจียงหนาน นอกจากนี้ยังได้เที่ยวชมสวนจัวเจิ้งเพื่อชื่นชมสุนทรียศาสตร์ตะวันออกในการรังสรรค์ฟ้าดินไว้ในพื้นที่อันจำกัด ตลอดจนเดินทางไปเยือนเมืองน้ำโบราณอย่างโจวจวางและถงหลี่ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำดั้งเดิม นั่งเรือพาย และร่วมฟังการขับร้องและเล่าเรื่องผิงถานกับงิ้วคุนฉฺวี่อย่างใกล้ชิด

ฟลอร์ เบเยนส์ (Flor Baeyens) ผู้จัดการโครงการแห่งหอการค้าเบเนลักซ์ประจำประเทศจีน กล่าวว่า “ในการสรรหาแหล่งลงทุนของกลุ่มธุรกิจ เรามองหาพื้นที่ที่สามารถสร้างความเชื่อมโยงร่วมกันได้อยู่เสมอ ซึ่งที่ซูโจวแห่งนี้ ผมสัมผัสได้ถึงความลุ่มลึกของวัฒนธรรมท้องถิ่น งานศิลปะ และความประณีตงดงามของงานฝีมืออย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถสร้างความเข้าใจและร่วมมือกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ก่อนที่จะเปิดโต๊ะเจรจาธุรกิจเพื่อการลงทุนอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ”

ฆอร์เฆ กาซิมิโร (Jorge Casimiro) รองประธานกลุ่มบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และนโยบายสาธารณะของไนกี้ (Nike) เปิดเผยในการเสวนาพันธมิตรผู้นำธุรกิจเอเชีย-แปซิฟิก และการประชุมส่งเสริมการลงทุนระดับโลกซูโจว ประจำปี 2569 ว่า “ซูโจวถือเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมและโอกาส เราได้เปิดร้านสาขาแรกที่เมืองไท่ชางมาตั้งแต่ปี 2539 และไนกี้ก็ได้เติบโตก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเคียงคู่มากับพัฒนาการของเมืองซูโจว” พร้อมทั้งยกย่องสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมและยืนยันนโยบายของไนกี้ในการขยายการลงทุนในเมืองนี้ต่อไป ด้วยศักยภาพทำเลที่ตั้งและบรรยากาศการลงทุนชั้นหนึ่ง ส่งผลให้ซูโจวกลายเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของไนกี้ในประเทศจีน โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์โลจิสติกส์ขึ้นที่เมืองไท่ชางในปี 2553 บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้สูงถึงห้าเท่า ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความสามารถในการรองรับและจัดการสินค้าสูงกว่า 180 ล้านชิ้นต่อปี

นอกจากนี้ เมืองซูโจวยังเป็นที่ตั้งของคณะนักแสดงบัลเลต์ วงซิมโฟนีออร์เคสตรา และวงดนตรีออร์เคสตราจีนดั้งเดิม ทั้งยังมุ่งมั่นดึงดูดทรัพยากรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศในด้านการศึกษา การแพทย์ สาธารณสุข ศิลปวัฒนธรรม และการกีฬา ตลอดจนการดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวกแบบครบวงจรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวต่างชาติ ส่งผลให้เมืองซูโจวได้รับการยอมรับให้เป็น “เมืองของจีนที่ดึงดูดใจบุคลากรผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติมากที่สุด” ติดต่อกันเป็นเวลายาวนานถึง 14 ปี

ความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและความตื่นตัวทางเศรษฐกิจต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หล่อหลอมให้ชาวซูโจวมีจิตวิญญาณแห่งการกล้าคิดกล้าทำ ลงมือปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งมั่นแสวงหาความเป็นเลิศอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานถึง 2,500 ปี ในวันนี้ ซูโจวพร้อมเปิดประตูรับความหลากหลายและความเป็นสากล เพื่อพิสูจน์ให้ผู้มาเยือนทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศได้ประจักษ์ว่า มนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของเมืองคือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีที่สุด

ที่มา: การประชุมรัฐมนตรีการค้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ครั้งที่ 32

1 มิถุนายน 2493 จากพระที่นั่งอนันตสมาคมสู่หน้าประวัติศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย หมุดหมายสำคัญประชาธิปไตยไทยใต้รัฐธรรมนูญ

1 มิถุนายน พ.ศ. 2493

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ พิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย

วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกในรัชสมัย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ภายหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ และภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไม่นาน

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเป็นพิธีการสำคัญของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้แทนของประชาชนในการพิจารณากฎหมาย ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และร่วมวางทิศทางของประเทศผ่านกระบวนการรัฐสภา

การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาในครั้งนั้น จึงมิใช่เพียงพิธีการตามแบบแผนของรัฐเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับระบอบรัฐสภาของไทย ภายใต้หลักการที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะประมุขของรัฐ และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กระบวนการทางการเมืองดำเนินไปอย่างเป็นทางการและมีความสมบูรณ์ตามครรลอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ขณะนั้นเพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองจำเป็นต้องฟื้นฟูความมั่นคง ความเชื่อมั่น และระเบียบของสถาบันทางการเมือง การเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัยจึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อการเดินหน้าของระบบรัฐสภาไทย

พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบรัฐพิธีในวันนั้น นับเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมสภาและรัฐพิธีสำคัญหลายครั้ง ภาพของพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ สถานที่แห่งนี้ จึงกลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทยในยุคต้นรัชกาลที่ 9

สาระสำคัญของรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอยู่ที่พระราชดำรัสซึ่งพระมหากษัตริย์พระราชทานแก่สมาชิกรัฐสภา เพื่อเป็นข้อเตือนใจและแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ พระราชดำรัสดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะสมาชิกรัฐสภาในฐานะผู้แทนของประชาชนจำเป็นต้องยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ใช้อำนาจหน้าที่ด้วยความรอบคอบ สุจริต และรับผิดชอบ

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และบทบาทของรัฐสภาในฐานะสถาบันหลักของการปกครองประเทศ การเปิดประชุมรัฐสภาไม่ใช่เพียงการเริ่มต้นวาระการประชุม แต่คือการประกาศให้ประชาชนรับทราบว่า กลไกนิติบัญญัติของประเทศกำลังเริ่มทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง

ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภายังคงเป็นธรรมเนียมสำคัญที่สะท้อนความต่อเนื่องของการเมืองการปกครองไทย แม้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปหลายยุคหลายสมัย แต่หลักการสำคัญของรัฐพิธีนี้ยังคงเดิม คือ การเน้นย้ำให้ผู้แทนปวงชนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของชาติ

เมื่อมองย้อนกลับไป วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในปฏิทินประวัติศาสตร์ หากเป็นวันที่แสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นบทบาทสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ และเป็นวันที่รัฐสภาไทยได้เดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ร่มพระบารมีในรัชสมัยใหม่

เหตุการณ์ดังกล่าวยังเตือนใจให้เห็นว่า ระบอบรัฐสภาจะมั่นคงได้ ต้องอาศัยผู้แทนที่ตระหนักถึงหน้าที่ของตน เคารพกฎหมาย เคารพประชาชน และยึดประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ เพราะรัฐสภาคือเวทีที่เสียงของประชาชนถูกนำมาพิจารณาและแปรเปลี่ยนเป็นนโยบาย กฎหมาย และทิศทางของบ้านเมือง

ดังนั้น วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย และเป็นวันที่สะท้อนความหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างชัดเจน

นิยามใหม่เกลือ!! ศิลปะและการแสดงพบกัน ที่จิม ทอมป์สัน อาร์ต เซ็นเตอร์ 6-7 มิ.ย. 69 เปิดพื้นที่แสดงสด ย้อนสำรวจวัฒนธรรมนาเกลือสมุทรสงคราม

นิยามใหม่ของ ‘เกลือสมุทร’: เมื่อร่างกายสร้างจังหวะเคลื่อนไหวไปกับประติมากรรมที่มีลมหายใจ

สัมผัสปรากฏการณ์ “Kluea Samut: Live Arts and Performance” ณ The Jim Thompson Art Center

กรุงเทพฯ 27 พฤษภาคม 2569 – หาก ‘เกลือ’ คือผลึกแห่งกาลเวลาที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ “Kluea Samut: Live Arts and Performance” คือการหลอมรวมผลึกเหล่านั้นเข้ากับลมหายใจและร่างกาย เพื่อสำรวจนิเวศวัฒนธรรมที่กำลังเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของโลกสมัยใหม่ในวันที่ 6 - 7 มิถุนายน 2569 นี้ Jim Thompson Art Center จะกลายเป็นพื้นที่ปะทะสังสรรค์ระหว่าง ศิลปะจัดวาง (Installation Art) และศิลปะการแสดง (Performing Arts) ที่ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์อันเปราะบางแต่ทรงพลังระหว่างมนุษย์กับวิถีชีวิตนาเกลือ

หัวใจสำคัญของการจัดแสดงผลงานครั้งนี้คือการสร้างสรรค์ “ประติมากรรมมีชีวิต” (Living Sculpture) ที่รื้อถอนขอบเขตระหว่างงานทัศนศิลป์และศิลปะการแสดง โดยการผนึกกำลังของ3 ศิลปิน:

-วนศักดิ์ ผดุงเศรษฐกิจ (Creative Director): นำพาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจนิเวศวัฒนธรรมของนาเกลือ จ.สมุทรสงคราม ผ่านแว่นตาของศิลปะร่วมสมัย ชี้ให้เห็นถึง “วัฏจักร” ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณและการอยู่รอด

-ธีรพล สีสังข์ (Sculptor & Installation Artist): ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเกลือ ผ่านประติมากรรมเส้นโลหะที่ถักทอด้วยเทคนิคเฉพาะตัว เปรียบเสมือนโครงสร้างทางกายภาพของระบบนิเวศที่รอวันถูกเติมเต็ม

-กวิน พิชิตกุล (Choreographer & Performer): เปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวที่ตีความจากวิถีชีวิตของผู้คนกับธรรมชาติ นาเกลือ และวิทยาศาสตร์ ที่ร่างกายไม่ได้เป็นเพียงนักแสดง แต่เป็นส่วนหนึ่งของประติมากรรมที่เคลื่อนที่ได้

รายละเอียดการจัดแสดง

สถานที่: ชั้น 2 EVENT SPACE, The Jim Thompson Art Center

รอบการแสดง:

-วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569: รอบ 19.00 น.

-วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569: รอบ 14.00 น. และ 19.00 น.

บัตรราคา

บุคคลทั่วไป ราคา 600 บาท 

นิสิต นักศึกษา ราคา 400 บาท (จำนวนจำกัด)

BCH ดัน WMC ยกระดับฟื้นฟู เปิดศูนย์หุ่นยนต์อัจฉริยะ พร้อม Angel Robot ช่วยเดินขั้นบันได นำ AI รักษาโรคสโตรกและเคลื่อนไหว จัดมหกรรมสุขภาพลดสูงสุด 70%

BCH ดัน WMC สู่ศูนย์กลางฟื้นฟูผู้ป่วยแห่งอนาคต เปิดตัวศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ  

และ Angel Robot ผสาน AI ยกระดับการรักษาไทย

เปิดมหกรรมสุขภาพ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” คืนคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไทย

รพ.เวิลด์เมดิคอล เปิดตัวโครงการ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” พร้อมเปิดศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ “NextStep Robotics Rehab Center” ดึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยเดิน “Angel Robot”หุ่นยนต์ที่สามารถเดินในพื้นต่างระดับ การก้าวขึ้น–ลงบันได หรือการเดินในพื้นที่ที่มีความซับซ้อน ซึ่งมักเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกาย และระบบ AI ยกระดับการรักษาผู้ป่วยสโตรกและผู้มีปัญหาการเคลื่อนไหว สู่ยุค Smart Healthcare 5.0 ผสานทีมแพทย์เฉพาะทางและเวชศาสตร์ฟื้นฟูแบบบูรณาการ พร้อมจัดงาน “WMC Health Fair 2026” มหกรรมสุขภาพสำหรับคนรักสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “กายฟิต คิดสมาร์ท สุขภาพดี” รวมโปรแกรมสุขภาพและนวัตกรรมการแพทย์ลดสูงสุด 70% หวังผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการฟื้นฟูและดูแลสุขภาพแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 ณ รพ.เวิลด์เมดิคอล

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการพัฒนาโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ในการก้าวสู่โรงพยาบาลยุคใหม่ที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี AI และการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม เพื่อรองรับแนวโน้มสังคมผู้สูงวัยและผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์การรักษาเฉพาะทางที่ตอบโจทย์อนาคตของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในยุคที่จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้เปิดตัว ศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ “NextStep Robotics Rehab Center” อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการดูแลรักษาและการฟื้นฟูผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศูนย์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กายภาพบำบัด แต่เราวางให้เป็น Smart Step Rehab Center ที่ผสานการทำงานร่วมกันของแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจ พร้อมมุ่งสู่การเป็น Center of Excellence ด้านการฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์และระบบ AI ในอนาคต รวมถึงเป็นศูนย์กลางรับส่งต่อผู้ป่วยในเครือเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลในพื้นที่นนทบุรีและใกล้เคียง

ศ.ดร.นพ.เฉลิม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาที่วงการแพทย์ทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Smart Healthcare 5.0 อย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้เปลี่ยนบทบาทจาก “เครื่องมือช่วยเหลือ” ไปสู่ “คู่คิดอัจฉริยะ” หรือ Agentic AI ที่สามารถช่วยวิเคราะห์ วางแผน และติดตามผลการรักษาได้อย่างแม่นยำ ซึ่ง

“Angel Robot” ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยการก้าวเดินขึ้นลงบันได้อย่างดีและเข้าใจผู้ป่วยที่สุดตอนนี้ และถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยระบบ Robot-Assisted Gait Training (RAGT) ที่สามารถทำงานร่วมกับทีมแพทย์ได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และรายงานผลการฝึกเดินออกมาเป็นตัวเลขและกราฟอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวเห็นพัฒนาการของการฟื้นฟูได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล กล่าวว่า โครงการ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยสโตรกและผู้ที่สูญเสียความสามารถในการเดิน โดยโรงพยาบาลได้นำหุ่นยนต์ “Angel Robot” เข้ามาช่วยฟื้นฟูการเดินและการทรงตัว ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีฟื้นฟูรุ่นใหม่ที่ช่วยให้การกายภาพบำบัดมีความแม่นยำ ปลอดภัย และต่อเนื่องมากขึ้น

จุดเด่นของ Angel Robot คือ สามารถช่วยประคองการเคลื่อนไหวของขา สะโพก และลำตัว วิเคราะห์รูปแบบการเดิน และปรับแรงช่วยเหลือให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้กลับมาเรียนรู้การเคลื่อนไหวซ้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยลดภาระการดูแลของครอบครัวในระยะยาว

ภายในงานยังมีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและระบบประสาทของโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรกในยุคใหม่ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

นอกจากนี้ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ยังจัดงาน “WMC Health Fair 2026” มหกรรมสุขภาพสำหรับคนรักสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “กายฟิต คิดสมาร์ท สุขภาพดี” ระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 ณ โถงบริการ ชั้น 1 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล โดยรวบรวมโปรแกรมตรวจสุขภาพและบริการทางการแพทย์จากศูนย์เฉพาะทางต่าง ๆ มอบโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุด 70% ครอบคลุมทั้งโปรแกรมตรวจสุขภาพ การตรวจคัดกรองโรคหัวใจ มะเร็ง ระบบสมองและหลอดเลือด การตรวจรักษาภาวะมีบุตรยากและอีกมากมาย พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจสุขภาพในราคาพิเศษได้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

ผ่านช่องทาง LINE Official Account : @wmchospital เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์คุณภาพและการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรในยุคดิจิทัล

ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ ทดลองใช้นวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยก้าวเดิน “Angel Robot”, กิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพจากทีมแพทย์เฉพาะทาง, การแข่งขัน WMC Junior Artist Battle, เวที WMC Fun Stage Kids รวมถึงกิจกรรม Lucky Draw และของรางวัลสำหรับผู้ร่วมงาน พร้อมบริการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วฟรีสำหรับประชาชนวันละ 100 คน

ทั้งนี้ WMC ยังได้เปิดรับสมัครผู้ป่วยสโตรกที่อยากเดินได้ มาฝึกเดินกับทีมนักกายภาพบำบัดและหุ่นยนต์ยุคใหม่ Angle Robot ได้ฟรี!!! สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 22 มิ.ย. 69 นี้เท่านั้น สามารถลงทะเบียนสมัครล่วงหน้าได้ที่https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScsv6q784XDArUfZFQ2z1jtoPUr6l7NOcbjZ5Uhw49czAxtgw/viewform?usp=publish-editor 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top