Tuesday, 20 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

รู้หรือไม่? ไทยเคยมีขันที!! ขันที ในอยุธยาเป็นคนต่างชาติ มีบทบาทเฉพาะฝ่ายในและราชสำนัก ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน สิ้นสลายสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

นักเทศขันทีไทย องครักษ์ผู้ดูแลฝ่ายในและองค์เหนือหัว ผู้ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน มีหนวด ตัวใหญ่ ไม่ใช่คนไทย และมีบทบาทสำคัญในยุคกรุงศรีอยุธยา

ราชสำนักไทยในอดีตมี "ขันที" ปรากฏ และปฏิบัติหน้าที่อยู่จริง ตามหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด ย้อนกลับไปสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ "ขันที" ไทยมีเอกลักษณ์ มีที่มาแตกต่างจากภาพที่เราคุ้นเคยจากซีรีส์จีนอยู่หลายประการ

หลักฐานตามกฎหมายโบราณ มีข้อมูลของขันทีปรากฏชัดเจนตามกฎหมาย และเอกสารสำคัญหลายฉบับ เช่น
กฎมณเฑียรบาล ตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กำหนดทำเนียบศักดินาขุนนางฝ่ายใน โดยระบุถึงตำแหน่งของกลุ่มคนที่เรียกว่า "นักเทศขันที"
กฎหมายตราสามดวง ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ระบุตำแหน่งขุนนางในกรมขันที เช่น หลวงศรีมโนราช หลวงศรีสัจจา เป็นต้น ซึ่ง 2 ตำแหน่งนี้เป็นหัวหน้าดูแลเหล่านักเทศ และขันที

ขันทีในไทยเป็น "คนต่างชาติ" นักประวัติศาสตร์ระบุว่า ราชสำนักไทยไม่มีนโยบายตอนชายไทยเป็นขันที แต่ใช้การ “นำเข้า” จากต่างประเทศ โดยมักเป็นชาวเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า "นักเทศ" หรือ “แขกเทศ” ที่แปลว่าคนต่างภาษาหรือต่างเมือง

ตามบันทึกของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de la Loubère) ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้จำแนกกลุ่มขันทีในราชสำนักสยาม ซึ่งเขาเรียกว่า ยูนุค ออกเป็น 2 กลุ่มตามสีผิว ดังนี้

“กลุ่มยูนุคผิวขาว” เป็นกลุ่มขันที ที่เดินทางมาจากอาณาจักรใหญ่ ๆ ในแถบตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ซึ่งมีวัฒนธรรมการใช้ขันที และ "ฮาเร็ม" (ฝ่ายใน) ฝังรากลึกอยู่แล้ว ขันทีกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ควบคุมระเบียบงานขั้นสูง เป็นหัวหน้า หรือองครักษ์ใกล้ชิด ซึ่งมาจากเชื้อชาติหลัก ๆ คือ

ชาวเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) : เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงมากในราชสำนักอยุธยา เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางการค้า และการทูตที่แน่นแฟ้น โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณ เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ มีภาพขันทีแต่งกายด้วยชุดยาว และโพกศีรษะตามแบบชาวอิหร่านโบราณ

ชาวอาหรับ: มาจากดินแดนในคาบสมุทรอาหรับ เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือสินค้า และการเผยแผ่ศาสนา
ชาวอินเดีย (โมกุล): มาจากจักรวรรดิโมกุลทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นราชสำนักมุสลิมขนาดใหญ่ที่มีการฝึกฝนวิชาชีพขันทีโดยเฉพาะ

ชาวโต้ระกี่ (ตุรกี / ออตโตมาน): แม้จะมีหลักฐานระบุไว้ไม่มากนัก แต่จักรวรรดิออตโตมานในยุคนั้นคือศูนย์กลางขันทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการส่งออก และเชี่ยวชาญระบบขันที จึงมีบางส่วนเดินทางมายังอยุธยา

“กลุ่มยูนุคผิวดำ” ลาลูแบร์ระบุว่า มีขันทีผิวสีอยู่ด้วย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็น "ชาวแอฟริกัน" (เช่น ชาวอะบิสสิเนีย หรือเอธิโอเปียในปัจจุบัน) คนกลุ่มนี้มักถูกจับตัวมาตั้งแต่เด็ก โดยพ่อค้าทาสชาวอาหรับ จากนั้นจะถูกตอนเพื่อนำมาขายเป็นแรงงาน

แล้ว "ขันทีชาวจีน" มีไหม? ในหมู่นักประวัติศาสตร์มีข้อสันนิษฐานแตกออกเป็น 2 ทาง คือ
ทางแรก: เชื่อว่า “มี” เพราะในยุคอยุธยาตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ติดต่อกับราชวงศ์หมิงของจีนอย่างใกล้ชิด อาจเคยมีการนำเข้าขันทีจีนมาเป็นกลุ่มแรก ๆ เพราะสันนิษฐานจากคำว่า “นักเทศ” กับ “ขันที” ที่มักถูกเขียนแยกกัน
ทางที่สอง: เชื่อว่า “ไม่มี” เพราะหลักฐานเอกสารเกือบทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงรายชื่อราชทินนามขุนนาง เช่น ขุนราชาข่าน ซึ่งคำว่า ข่าน เป็นตำแหน่งมุสลิม ชี้ไปทางเดียวกันว่า ขันทีที่ทำงานจริง ๆ และมีบทบาทเด่นชัดในไทยล้วนเป็น "ชาวมุสลิม" หรือ “แขกเทศ” แทบทั้งสิ้น

หน้าที่ของขันทีในไทย ขันทีในราชสำนักอยุธยาไม่มีอำนาจล้นฟ้าหรือยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเหมือนในจีน แต่มีหน้าที่เฉพาะทาง ในฐานะผู้ประสานงานระหว่าง "ฝ่ายหน้า" ซึ่งเป็นพื้นที่ของพระมหากษัตริย์ และขุนนางชายในการว่าราชการงานแผ่นดิน กับ "ฝ่ายใน" ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเฉพาะสตรี นางใน และพระมหากษัตริย์เท่านั้น ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ได้แก่
อารักขาความปลอดภัยในเขตพระราชฐานชั้นใน / อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งจากฝ่ายหน้าไปฝ่ายใน /
จัดเตรียมการร่วมขบวนเสด็จ ฯ ที่มีฝ่ายในติดตามออกไปข้างนอก / ติดตามองค์พระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จฯ เข้าไปยังฝ่ายใน และในสถานที่อื่น ๆ ตามพระราชประสงค์

ตำแหน่งสำคัญของนักเทศขันที
หลวงศรีมโนราชภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที และ หลวงเทพชำนาญภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที ทั้ง 2 ตำแหน่งนี้มีชื่อ และราชทินนามเทียบเท่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ขึ้นตรงกับเสนาบดีกรมวัง ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งถือว่าสูงมากหากเทียบกับชั้น “หลวง” คือเทียบเท่ากับ “เจ้ากรม” ซึ่งเป็น “ออกพระ” เลยทีเดียว โดยมีหน้าที่เฉพาะคือเป็น "ราชองครักษ์ขันที" ถวายอารักขาพระมหากษัตริย์ และดูแลความปลอดภัยให้กับเหล่าสตรีฝ่ายใน หรือจะเรียกว่า “องครักษ์ฝ่ายใน” ก็ได้ มีหน้าที่ถวายอารักขาใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ในยามที่เสด็จฯ ร่วมกับฝ่ายใน เช่น การถวายอารักขาเมื่อเสด็จฯ ทางชลมารคไปโดยมีเรือพระที่นั่งของฝ่ายในร่วมเสด็จฯ ด้วย / ตรวจตราความเรียบร้อยไม่ให้ชายใดลอบเข้ามาในเขตหวงห้าม รวมถึงกำกับดูแลความประพฤติของนางกำนัลให้อยู่ในระเบียบวินัย / คุมสิ่งของสมโภชในกระบวนเสด็จฯ ซึ่ง "ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา" บันทึกว่ายามที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค (ทางบก) เพื่อไปสมโภชพระพุทธบาทสระบุรี ขุนนางขันทีระดับหัวหน้าจะมีหน้าที่คุมบัญชี และดูแลขบวนเกวียนขนสิ่งของเครื่องใช้ ดอกไม้เพลิง และสรรพาวุธต่าง ๆ ของทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน

ออกพระศรีมะโนราชภักดีศรีปลัยวัล เจ้ากรมนักเทศขันที ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเจ้ากรมชั้นผู้ใหญ่ในวังหลวง เป็นผู้ดูแล "นักเทศขันที" ทั้งหมด โดยมีหน้าที่บริหาร ควบคุม ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเขตพระราชฐานชั้นใน รับส่งสารพระราชกระแสรับสั่ง ประสานงานเชื่อมต่อระหว่างฝ่ายหน้ากับฝ่ายใน ฝ่ายนักเทศดูแลการออกฝ่ายหน้า ฝ่ายขันทีดูแลฝ่ายใน ซึ่งงานของเขามีตัวอย่างเช่น การเข้าเฝ้าในพระราชพิธีสำคัญอย่างพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ดูแลการเข้าออกของฝ่ายในทั้งหมด ซึ่งตัวออกพระศรีฯ เองก็ห้ามออกไปนอกด่านขนอนโดยเด็ดขาด ออกพระศรีฯ มีผู้ใต้บังคับบัญชาในทำเนียบเช่น หลวงราชาชานภักดี ปลัดกรมมีศักดินา 500 ไร่ ปลัดจ่านุชิด ปลัดพิพิท ปลัดมระกฎ ซึ่งเป็นกลุ่มขันทีระดับปฏิบัติการ

จากตำแหน่งที่มีชื่อในข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าราชสำนักอยุธยามีการจัดระบบกลุ่มข้าราชบริพารที่เป็นขันทีอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และมีแบบแผนที่ชัดเจน

การแต่งกาย และอุปกรณ์ของนักเทศขันที
เนื่องจากนักเทศ ขันที เหล่านี้มักถูกตอนเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกบางส่วน เพื่อให้ยังคงมีฮอร์โมนเพศชายในการเป็น "องครักษ์" จึงไม่ได้มีลักษณะอ้อนแอ้น รูปร่างของพวกเขาจึงยังคงมีความแข็งแรงกำยำแบบบุรุษ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ และหอเขียน วังสวนผักกาด มีภาพที่สะท้อนการแต่งกายของขันทีไว้อย่างชัดเจนว่ามีการแต่งกาย "ตามเชื้อชาติและวัฒนธรรมอิสลาม/เปอร์เซีย" มีการใช้ผ้าโพกศีรษะ ตามแบบชาวมุสลิม นุ่งห่มและสวมเสื้อคลุมยาวแบบแขกเทศ เหน็บกริช ไว้ที่เอว ถือไม้เท้าเดินตามเสด็จฯ ที่เรียกว่า “ไม้หวด” โดยไม้เท้านี้มีไว้สำหรับตีหรือหวด เจ้านายฝ่ายในหรือนางกำนัลที่ประพฤติตนออกนอกลู่นอกทาง รวมถึงใช้ตีไล่พวกมหาดเล็กหนุ่มๆ ฝ่ายหน้า ที่แอบเข้ามาด้อมๆ มองๆ สาวๆ ฝ่ายใน บางครั้งต้องถือ "กระสุน" และ “ธนูยิงกระสุน” เพื่อใช้ยิงไล่พวกที่ประพฤติไม่เหมาะสมขณะเสด็จฯ ร่วมเดินแห่เพื่ออารักขา หรือทำหน้าที่ ตีกรับ/เป่าสังข์ ในการส่งสัญญาณห้ามคนเข้าใกล้ขบวนเสด็จฝ่ายใน

แล้วพวกนักเทศ ขันทีเขาอยู่กันอย่างไร ?
"ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที" คือโรงหรืออาคารพักอาศัย ที่ถูกแบ่งอย่างเป็นสัดส่วนของกลุ่มข้าราชบริพารชายที่ถูกตอนแล้วมาทำงานในพระราชฐานชั้นในของพระราชวังหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา คำว่า "ทิม" ในภาษาโบราณหมายถึง แถวห้องพัก อาคารยาว หรือโรงเรือนพักสำหรับเจ้าพนักงานในวัง ข้อมูลตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทิมกลุ่มนักเทศขันทีไว้ดังนี้
มีแยกทิมอย่างชัดเจน ในบันทึกระบุสิ่งก่อสร้างเพื่อพักอาศัยของข้าราชบริพารฝ่ายในว่า "...ทิมนักเทศ ทิมขันที ทิมโขลน..." สิ่งนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นักประวัติศาสตร์ใช้ยืนยันว่า "นักเทศ" กับ "ขันที" เป็นคนละกลุ่ม และมีที่พักแยกจากกัน ไม่ใช่คำเรียกเหมารวมอย่างที่เข้าใจกันในยุคหลัง โดยสันนิษฐานว่า ทิมนักเทศ เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่มาจากฝั่งตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ (มุสลิม/แขกเทศ) ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งขวาในพระราชพิธี ทิมขันที เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่อาจจะได้รับอิทธิพลหรือมาจากฝั่งอื่น ๆ ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งซ้าย
ตั้งอยู่ตรงไหนของเขตหวงห้ามชั้นใน ? ทิมเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน แวดล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของสตรีฝ่ายใน เช่น พระตำหนักเรือนหลัง พนักงานสนมซ้ายขวา โรงสะดึง (สำหรับปักผ้า) โรงเทียน และทิมโขลน (ที่พักของตำรวจหญิง) การตั้งอยู่บริเวณนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนักเทศ และขันทีจำเป็นต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่อารักขา และเดินสารตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบชนชั้นภายในทิม “ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที จะเป็นลักษณะห้องพักรวม (เรือนนอนรวม) สำหรับขันทีระดับปฏิบัติการทั่วไป ส่วนข้าหลวงขันทีชั้นผู้ใหญ่ที่มีบรรดาศักดิ์สูง และกุมอำนาจคุมกรม เช่น ออกพระศรีมะโนราชภักดี ฯ หรือ หลวงศรีมโนราช จะได้รับพระราชทานความสะดวกสบายที่มากกว่า โดยมีเรือนพักส่วนตัวแยกออกไปเป็นเอกเทศ ไม่ต้องนอนรวมในทิมกับคนอื่น ๆ

ระบบขันทีชายในราชสำนักไทยได้สูญสิ้นไปอย่างเป็นทางการในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยถูกยกเลิกลงอย่างเด็ดขาดในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา เข้าสู่ยุคกรุงธนบุรี ต่อเนื่องมาจนถึงการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 แม้ว่าจะมีการรวบรวมกฎหมายเก่ามาจัดทำเป็น "กฎหมายตราสามดวง" ซึ่งยังคงใส่ชื่อตำแหน่งอย่าง หลวงศรีมโนราชฯ หรือ หลวงศรีสัจจาฯ ไว้ตามธรรมเนียมอยุธยาเพื่อเป็นแบบแผน แต่ในความเป็นจริง รัชกาลที่ 1 ทรงสั่งยกเลิกขุนนางตำแหน่งนักเทศขันทีทั้งหมด และไม่มีการนำเข้านักเทศขันทีต่างชาติเข้ามาใช้งานในพระบรมมหาราชวังอีกต่อไป จึงถือเป็นจุดสิ้นสุดของ "ขันทีชาย" ในประวัติศาสตร์ไทยอย่างแท้จริง

สรุปสถานการณ์ล่าสุดในฝรั่งเศส

ข้อมูล ณ เช้าวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ตามเวลาไทย

ฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงใหญ่เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 จากความไม่พอใจค่าครองชีพและสภาพโรงเรียน การเดินขบวนส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แต่บางพื้นที่เกิดการปะทะ เผาทรัพย์สิน และปล้นร้านค้า [1–2]

สาเหตุและขนาดการชุมนุม

การเคลื่อนไหวของนักเรียนตั้งแต่กลางเดือนกันยายนขยายมารวมกับแรงงานและผู้สนับสนุนเสื้อกั๊กเหลือง ท่ามกลางความไม่พอใจราคาสินค้าและบริการสาธารณะ ทางการประเมินผู้ร่วมชุมนุม 550,000 คน ส่วน CGT ประเมิน 800,000 คน จากการเดินขบวน 110 แห่ง [1]

เหตุการณ์และความเสียหาย

ปารีสมีไฟไหม้และร้านค้าถูกปล้น ลียงมีสำนักงานท่องเที่ยวถูกเผา มาร์กเซยมีผู้บุกอาคารเทศบาล และอาคารเทศบาลเก่าแก่ของลิโมจส์เสียหายหนักจากเพลิงไหม้ [2]

ยอดจับกุมและผู้บาดเจ็บ

รัฐบาลรายงานผู้ถูกจับกุมประมาณ 1,200 คน ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฌ็องดาร์มบาดเจ็บ 150 นาย ผู้ประท้วงบางรายบาดเจ็บสาหัส ตัวเลขจับกุม 400 คนในรายงานก่อนหน้าเป็นยอดระหว่างเหตุการณ์ [1–2]

ท่าทีรัฐบาลและประเด็นติดตาม

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงประกาศดำเนินคดีกับผู้ก่อความเสียหาย นายกเทศมนตรีปารีส ลียง และมาร์กเซยขอพบนายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นูในต้นสัปดาห์ ควรติดตามมาตรการตอบข้อเรียกร้อง การประเมินความเสียหาย และผลทางการเมืองก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีราวหกเดือน [2]

หมายเหตุ สถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงได้ ตัวเลขเป็นข้อมูลตามรายงานที่ตรวจสอบในช่วงเวลาข้างต้น

แหล่งข่าว

[1] AP News — การชุมนุมและเหตุปะทะ วันที่ 17 ตุลาคม 2569

[2] AFP ผ่าน Boursorama — สรุปหลังเหตุการณ์ วันที่ 18 ตุลาคม 2569

สรุปการประท้วงในฝรั่งเศสและยุโรป

ข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ตามเวลาไทย

รายงานวันที่ 17 ตุลาคมระบุการประท้วงในฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี และโปรตุเกส รวม 4 ประเทศ หรืออีก 3 ประเทศนอกฝรั่งเศส โดยเป็นการชุมนุมแยกกัน ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าทั้งหมดลุกลามมาจากฝรั่งเศสโดยตรง [1]

ประเทศที่มีรายงานในช่วงเดียวกัน

1.ฝรั่งเศส - ปารีสและหลายเมือง

ประท้วงค่าครองชีพและปัญหาโรงเรียน มีเหตุรุนแรงแทรกในบางพื้นที่ [2]

2.เบลเยียม - บรัสเซลส์ ลีแยฌ

นักศึกษาคัดค้านค่าใช้จ่ายการศึกษาและการปฏิรูปมหาวิทยาลัย มีการปะทะและตำรวจใช้เครื่องฉีดน้ำ [2]

3.อิตาลี - มิลาน โบโลญญา

มีการเดินขบวนและเหตุปะทะ ผู้ก่อเหตุบางส่วนขว้างสิ่งของ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและเครื่องฉีดน้ำ [2]

4.โปรตุเกส - ลิสบอน

ประท้วงค่าที่อยู่อาศัย ค่าเช่า และค่าครองชีพ ผู้จัดระบุผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคน [2]

5.แอลเบเนีย

Folha รวบรวมแอลเบเนียไว้ด้วย จึงนับได้ 5 ประเทศรวมฝรั่งเศส หรืออีก 4 ประเทศนอกฝรั่งเศส [2] อย่างไรก็ตาม Le Monde รายงานว่าการประท้วงแอลเบเนียเริ่มตั้งแต่ 31 พฤษภาคม 2569 จากการคัดค้านโครงการในพื้นที่อนุรักษ์ ก่อนขยายสู่การต่อต้านรัฐบาลและคอร์รัปชัน จึงควรแยกจากเหตุฝรั่งเศสรอบนี้ [3]

ข้อสรุปคือ

“ประท้วงค่าครองชีพหลายประเทศยุโรป พบฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี และโปรตุเกส” และระบุแอลเบเนียแยกต่างหาก เพื่อไม่ทำให้เข้าใจว่ามีการประสานงานหรือเกิดการลุกลามจากฝรั่งเศสที่ยืนยันแล้ว

แหล่งข่าว

[1] Al Jazeera วันที่ 17 ต.ค. 2569 — การประท้วงแยกกันใน 4 ประเทศ

[2] Folha อ้าง AFP และ Reuters วันที่ 17 ต.ค. 2569 — รายประเทศ

[3] Le Monde วันที่ 17 ต.ค. 2569 — ที่มาการประท้วงแอลเบเนีย

สาเหตุการประท้วงในยุโรป

ความเกี่ยวข้องกับสงครามรัสเซียและยูเครน

***ข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ตามเวลาไทย

สงครามรัสเซีย–ยูเครนเกี่ยวข้องทางอ้อมผ่านราคาพลังงานและค่าครองชีพ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นสาเหตุหลักของการประท้วงทั้งหมด ข้อเรียกร้องในแต่ละประเทศมีทั้งปัญหาการศึกษา ที่อยู่อาศัย และบริการสาธารณะ [1–3]

สงครามส่งผลต่อค่าครองชีพอย่างไร

ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB อธิบายว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2565 ทำให้ยุโรปเผชิญวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซและไฟฟ้า ราคาพลังงานส่งผ่านสู่ต้นทุนธุรกิจและราคาสินค้า จึงเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้อธิบายกลไกทางเศรษฐกิจ ไม่ได้พิสูจน์แรงจูงใจของผู้ประท้วงแต่ละกลุ่มโดยตรง [1]

ECB ยังระบุว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในปี 2569 มีปัจจัยจากสงครามอิหร่านและตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วย จึงไม่ควรอธิบายแรงกดดันด้านพลังงานรอบล่าสุดด้วยสงครามยูเครนเพียงเรื่องเดียว [1, 4]

ข้อเรียกร้องที่มีรายงานในแต่ละประเทศ

1.ฝรั่งเศส

ค่าครองชีพ ปัญหาโรงเรียน และบริการสาธารณะ [2]

2.เบลเยียม

ค่าใช้จ่ายการศึกษาและการปฏิรูปมหาวิทยาลัย [2]

3.โปรตุเกส

ราคาที่อยู่อาศัย ค่าเช่า และรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย [2]

4.อิตาลี

ค่าครองชีพและการต่อต้านสงคราม โดย AP ไม่ได้ระบุว่าเป็นสงครามยูเครนโดยเฉพาะ [3]

***ข้อสรุปที่หลักฐานยังไม่รองรับ

***ยังไม่ควรสรุปว่า “รัฐบาลนำเงินไปช่วยยูเครน จึงไม่มีเงินดูแลประชาชน” เป็นสาเหตุร่วมของการประท้วงเหล่านี้ การประเมินข้อกล่าวนี้ต้องตรวจงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงรายจ่าย และข้อเรียกร้องของผู้จัดชุมนุมเป็นรายประเทศเพิ่มเติม

***การประเมินจากข้อมูลข้างต้นคือ สงครามเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุน ส่วนชนวนการประท้วงมีปัญหาปากท้อง การศึกษา ที่อยู่อาศัย และนโยบายภายในประเทศ โดยน้ำหนักของแต่ละปัจจัยแตกต่างกัน

แหล่งอ้างอิง

[1] ECB 3 มิ.ย. 2569 — A tale of two energy crises

[2] Folha อ้าง AFP และ Reuters 17 ต.ค. 2569 — ประท้วงในยุโรป

[3] AP 17 ต.ค. 2569 — การประท้วงค่าครองชีพในมิลาน

[4] ECB 6 พ.ค. 2569 — The new energy shock

สวัสดิการรัฐ ของประเทศฝรั่งเศส

สวัสดิการรัฐ ของประเทศฝรั่งเศส เริ่มสร้างปัญหา เมื่อประชาชนที่เคยได้รับการดูแลจากรัฐบาลดี เริ่มเรียกร้องให้ดูแลเหมือนเดิม หรือมากขึ้น
แม้ในยามเศรษฐกิจยุโรปไม่ได้ดีเหมือนเดิม

ประวัติศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ Limoges Town Hall

ประวัติศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ Limoges Town Hall
***จากอดีตจนถึงเหตุวางเพลิงเดือนตุลาคม 2026
Limoges Town Hall หรือ Hôtel de Ville de Limoges เป็นศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ ในจังหวัด Haute-Vienne ประเทศฝรั่งเศส เปิดใช้เมื่อ 14 กรกฎาคม 1883 และมีอายุ 143 ปี ก่อนเกิดเหตุวางเพลิงเมื่อ 17 ตุลาคม 2026 อาคารส่วนประวัติศาสตร์เสียหายอย่างหนัก ขณะที่สำนักงานสมัยใหม่ด้านหลังรอดจากเพลิง [1][4]
จุดเริ่มต้นของศูนย์กลางการปกครอง
พื้นที่ตั้งศาลาว่าการตรงกับบริเวณฟอรัมสมัยโรมัน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการเมืองของเมือง ต่อมาในยุคกลางมีคณะผู้บริหารท้องถิ่นที่เรียกว่า consuls โดยตั้งที่ทำการในถนนที่ปัจจุบันชื่อ rue du Consulat ตั้งแต่ปี 1487 จนถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส [1]
หลังการปฏิวัติ เมืองเลือกบริเวณจัตุรัส Saint-Gérald และอารามเดิมเป็นที่ทำการ ก่อนสร้างอาคารเทศบาลขนาดเรียบง่ายในปี 1811 เมื่อภารกิจของเทศบาลขยายตัว อาคารเดิมจึงคับแคบและไม่เพียงพอ [1][3]
การก่อสร้างอาคารที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง
ในปี 1875 Alfred Fournier ชาวเมืองผู้มั่งคั่งทิ้งมรดกให้เทศบาล เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดศาลาว่าการแห่งใหม่ Charles-Alfred Leclerc ชนะการประกวดแบบในปี 1877 เริ่มก่อสร้างในปี 1879 และเปิดอาคารเมื่อ 14 กรกฎาคม 1883 ซึ่งตรงกับวันชาติฝรั่งเศส [1][3]
Leclerc ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศาลาว่าการกรุงปารีส ผสมสถาปัตยกรรมปลายยุคเรอเนซองส์กับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ใช้ฐานหินแกรนิต ผนังหินปูน หลังคาสูง และหอระฆังกลาง ภายในประดับภาพประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จึงเป็นทั้งที่ทำการเทศบาลและมรดกศิลปกรรม [2][3]
พัฒนาการและการอนุรักษ์
ปี 1893 มีการสร้างน้ำพุด้านหน้าอาคารจากหินแกรนิต สำริด และเซรามิก สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านเครื่องเคลือบของลิโมจส์ ต่อมาในทศวรรษ 1960 มีการต่อเติมสำนักงานด้านหลัง [3]
วันที่ 15 มกราคม 1975 ส่วนด้านหน้าและหลังคาของอาคารเดิม รวมถึงน้ำพุ ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองเป็นโบราณสถาน โดยการคุ้มครองดังกล่าวไม่รวมส่วนต่อเติมด้านหลัง [3]
***เหตุวางเพลิงวันที่ 17 ตุลาคม 2026
ตามรายงาน AFP ซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ช่วงปลายวันหลังการประท้วงเรื่องค่าครองชีพ กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้ามาบริเวณศาลาว่าการ ทุบกระจกและจุดไฟภายใน เพลิงลุกลามจนหลังคาและหอระฆังพังลงมา เหตุรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการชุมนุม ไม่ควรเหมารวมว่าผู้ชุมนุมทุกคนมีส่วนในการวางเพลิง [4]
***ความเสียหายและสถานะล่าสุด
รายงานวันที่ 18 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ภายในส่วนอาคารประวัติศาสตร์ถูกทำลายเกือบทั้งหมด รวมถึงพื้นที่งานทะเบียนราษฎร ผนังด้านหน้ายังตั้งอยู่ แต่หลังคาและหอระฆังพังลง ส่วนสำนักงานบริหารสมัยใหม่ด้านหลังได้รับการรักษาไว้ได้ จึงไม่ควรสรุปว่าอาคารทุกส่วนถูกเผาจนหมด [4]
รัฐบาลฝรั่งเศสรับปากช่วยสร้างศาลาว่าการขึ้นใหม่ ขณะที่อัยการเปิดสอบสวนฐานทำลายทรัพย์สินด้วยวิธีอันตรายโดยกระทำเป็นกลุ่ม ณ วันจัดทำเอกสาร ยังไม่ควรระบุผู้รับผิดชอบหรือแรงจูงใจเป็นข้อยุติ และแหล่งข่าวที่ใช้อ้างอิงยังไม่ให้ข้อสรุปเรื่องงบประมาณหรือกำหนดแล้วเสร็จของการบูรณะ [4]
คุณค่าของอาคารต่อชาวเมือง
ศาลาว่าการแห่งนี้เชื่อมประวัติศาสตร์การปกครองท้องถิ่นเข้ากับศิลปกรรมและอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบของลิโมจส์ อีกทั้งเป็นสถานที่ดำเนินงานราชการและพิธีสำคัญในชีวิตประชาชน ความเสียหายจึงกระทบทั้งการให้บริการสาธารณะและความทรงจำร่วมของเมือง [1][3][4]
แหล่งอ้างอิง
[1] Ville de Limoges — เอกสารประวัติ Laissez-vous conter l’hôtel de ville de Limoges
https://www.limoges.fr/.../Brochure%2520HDV%2520Basse...
[2] Destination Limoges — Hôtel de ville ข้อมูลสถาปัตยกรรมจากสำนักงานการท่องเที่ยว
https://www.destination-limoges.com/culture/hotel-de-ville/
[3] Ministère de la Culture — ทะเบียนมรดก Hôtel de ville et Fontaine เลขที่ PA00100361
https://pop.culture.gouv.fr/notice/merimee/PA00100361
[4] AFP เผยแพร่ผ่าน Boursorama — Limoges entre colère et désarroi après l’incendie de sa mairie วันที่ 18 ตุลาคม 2026
https://www.boursorama.com/.../limoges-entre-colere-et...
หมายเหตุ ใช้ปี 1875 สำหรับมรดกของ Fournier ตามเอกสารประวัติของเทศบาล เนื่องจากทะเบียนมรดกบางรายการระบุปี 1873 ต่างกัน ส่วนระดับความเสียหายและผลสอบสวนอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการสำรวจเพิ่มเติม
Limoges Town Hall

จากความหวังดี สู่บทเรียนครั้งใหญ่!! ‘หนูน้อย’ ยอมรับผิดพร้อมขอโทษต่อครอบครัวน้องแพรว ประกาศยื่นเพิกถอนจดทะเบียน NENE ROYAL ชี้แจงเจตนาเพื่อหวังดีต่อน้อง ไม่หวังผลประโยชน์ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับตัวเอง

‘หนูน้อย’ นักธุรกิจสาวเชียงใหม่ โพสต์ขอโทษอย่างเป็นทางการ แจงยิบเจตนาที่แท้จริง ประกาศยื่นเพิกถอนจดทะเบียน ‘NENE ROYAL’

19 ต.ค. 2569 – ผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่รายงานว่า หลังถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกรณีการจดทะเบียนการค้า NENE ROYAL แม้จะชี้แจงผ่านสื่อว่าไม่มีเจตนาอื่นนอกเหนือจากหวังดีต่อน้อง โดยตั้งใจมอบให้น้องแพรว หรือ Nene Royal อยู่แล้ว แต่ยังถูกวิจารณ์หนักต่อเนื่อง นักสืบโซเชียลขุดประวัติด้านต่างๆ ล่าสุด น.ส.กัญญ์ภัสสร์ พลชัยศรี (หนูน้อย) ต้องออกมาโพสต์ชี้แจงและขออภัยต่อครอบครัวน้องแพรว (เนเน่) เป็นทางการอีกครั้งเมื่อกลางดึกวันที่ 18 ต.ค.69 โดยข้อความยังยืนยันในเจตนารมณ์ไม่ได้คิดเพื่อเอาประโยชน์ใดๆ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนอย่างมาก การชี้แจงนี้เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดทราบถึงที่มาของเหตุการณ์และเจตนาที่แท้จริงของตนเอง

โดยเนื้อความของโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “คำชี้แจงและขออภัยจากใจค่ะ กรณีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL

เรียน ครอบครัวน้องเนเน่และทุกท่านที่ติดตามเรื่องราวนี้ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ดิฉัน กัญญ์ภัสสร์ พลชัยศรี (หนูน้อย) ขอใช้พื้นที่นี้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL รวมถึงเจตนาในการดำเนินการที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกท่านได้รับทราบเรื่องราวจากดิฉันโดยตรง

จุดเริ่มต้นของเรื่องราว

ในช่วงก่อนการยื่นคำขอจดทะเบียน ดิฉันได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการนำรูปแบบเสื้อของน้องเนเน่ไปลอกเลียนแบบ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ดิฉันเกิดความเป็นห่วงว่า ชื่อและโลโก้ที่เกี่ยวข้องกับน้องอาจถูกบุคคลอื่นนำไปใช้หรือยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของน้องในอนาคต

ด้วยความห่วงใยดังกล่าว ดิฉันจึงตัดสินใจดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL ในสินค้าจำพวกที่ 25 หมวดเสื้อพิมพ์ลาย โดยผลการเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

เจตนาที่แท้จริงของดิฉัน

ดิฉันขอชี้แจงว่า ความตั้งใจตั้งแต่แรกของดิฉันคือการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชื่อและโลโก้ที่เกี่ยวข้องกับน้องเนเน่ โดยมีความประสงค์ว่า หากการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนและเงื่อนไขทางกฎหมาย ดิฉันจะประสานงานเพื่อโอนสิทธิในคำขอดังกล่าวให้แก่น้องเนเน่หรือผู้มีสิทธิที่เกี่ยวข้อง โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนใด ๆ ค่ะ

ดิฉันไม่เคยมีความประสงค์ที่จะนำชื่อหรือโลโก้ดังกล่าวไปใช้เพื่อประกอบธุรกิจหรือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

และขอชี้แจงให้ชัดเจนอีกประการหนึ่งว่า ดิฉันไม่เคยผลิตหรือจำหน่ายเสื้อภายใต้เครื่องหมาย NENE ROYAL ไม่เคยเปิดรับคำสั่งซื้อ และไม่เคยได้รับรายได้จากการจำหน่ายเสื้อดังกล่าว ทั้งนี้ ดิฉันยินดีให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องตามช่องทางและขั้นตอนที่เหมาะสม

สิ่งที่ดิฉันได้ตระหนักและการดำเนินการแก้ไข

แม้การตัดสินใจในครั้งนั้นจะเกิดจากความห่วงใยและความตั้งใจที่จะรักษาผลประโยชน์ของน้อง แต่ดิฉันยอมรับว่าการดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อและโลโก้ของน้อง ควรมีการปรึกษาหารือและได้รับความเข้าใจร่วมกันจากผู้เกี่ยวข้องก่อน

ดิฉันตระหนักว่าความตั้งใจที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากวิธีการดำเนินการทำให้ผู้อื่นเกิดความไม่สบายใจหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อน

เมื่อได้รับทราบถึงข้อกังวลที่เกิดขึ้น ดิฉันจึงได้ทบทวนเรื่องราวทั้งหมด และตัดสินใจจะดำเนินการขอแสดงความจำนงเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL ณ วันที่ชี้แจงต่อนายทะเบียนกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 19 ตุลาคม 2569) ค่ะ

การตัดสินใจดังกล่าว เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความกังวลที่เกิดขึ้น และเพื่อไม่ให้การยื่นคำขอของดิฉันเป็นประเด็นที่สร้างความไม่สบายใจแก่ครอบครัวน้องเนเน่และผู้ที่รักและสนับสนุนน้องต่อไป

ดิฉันกราบขออภัยครอบครัวน้องเนเน่ คุณจอน แฟนคลับทุกท่านและท่านที่เกี่ยวข้อง ที่เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลใจ หรือความรู้สึกไม่สบายใจ

ดิฉันเข้าใจดีว่าทุกท่านต่างรัก ห่วงใย และต้องการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของน้องเนเน่ เช่นเดียวกับความตั้งใจของดิฉัน

ดิฉันไม่ได้คาดหวังว่าคำชี้แจงนี้จะทำให้ทุกท่านต้องเห็นด้วยกับการตัดสินใจที่ผ่านมา เพียงแต่หวังว่าจะช่วยให้ทุกท่านได้รับทราบถึงที่มาของเหตุการณ์ และเจตนาที่แท้จริงของดิฉัน

ดิฉันขอน้อมรับทุกความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้องด้วยความเคารพ พร้อมนำเหตุการณ์ในครั้งนี้มาเป็นบทเรียนสำคัญในการพิจารณาและดำเนินการต่างๆ ด้วยความรอบคอบยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ดิฉันยังคงมีความรัก ความปรารถนาดี และความห่วงใยต่อน้องเนเน่และครอบครัวเสมอมา และขอเคารพความรู้สึก ความคิดเห็นของทุกท่าน

ขอขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาอ่านข้อความชี้แจงฉบับนี้จนจบ

ด้วยความเคารพ และขออภัยจากใจจริงค่ะ

ที่มา : https://www.thaipost.net/x-cite-news/1091037/

รายชื่อผู้ต้องหาคดี 122 ที่หนีไปประเทศฝรั่งเศส

รายชื่อผู้ต้องหาคดี 122 ที่หนีไปประเทศฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่บุคคลไทยหลายคนซึ่งมีรายงานเกี่ยวข้องกับคดีมาตรา 112 เดินทางไปพำนักหรือขอลี้ภัย รายชื่อที่รวบรวมได้ในเอกสารนี้มี 7 คน โดยอ้างอิงข่าวต่างช่วงเวลา จึงไม่ใช่บัญชีผู้มีหมายจับปัจจุบัน และยังไม่ได้ยืนยันสถานะคดีหรือการพำนักของทุกคน ณ วันที่จัดทำ

1.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

อดีตอาจารย์ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีรายงานหมายจับคดี ม.112 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส [1–2]

2.จรัล ดิษฐาอภิชัย

อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีรายงานคดี ม.112 และการลี้ภัย ต่อมาได้รับสัญชาติฝรั่งเศส และปรากฏชื่อเป็นตัวแทนผู้ลี้ภัยไทยในฝรั่งเศสในปี 2569 [1, 3–4]

3.อั้ม เนโกะ หรือ ศรัณย์ ฉุยฉาย

นักกิจกรรม มีรายงานว่าเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส [1]

4.นพพร ศุภพิพัฒน์

ผู้ก่อตั้งวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง มีรายงานข้อกล่าวหาหลายคดี รวมถึง ม.112 และไปพำนักในฝรั่งเศส [5]

5.นิธิวัต วรรณศิริ หรือ จอม ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [2, 6]

6.ไตรรงค์ สินสืบผล หรือ ขุนทอง ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [6)

7.รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล หรือ แยม ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [6]
..........................................................................................................

หมายเหตุ วัฒน์ วรรลยางกูร เป็นอีกบุคคลที่เคยมีรายงานคดี ม.112 และลี้ภัยในฝรั่งเศส แต่เสียชีวิตในเดือนมีนาคม 2565 จึงไม่ได้รวมในรายชื่อ 7 คนข้างต้น [8]

แหล่งอ้างอิง

[1] กรุงเทพธุรกิจ — เปิด 24 ผู้ลี้ภัย คดีมาตรา 112 ซ่อนตัวใน 10 ประเทศ
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/656601

[2] iLaw — เปิดเรื่องเล่าผู้ลี้ภัย ม.112 และผู้ถูกอุ้มหายในต่างแดน
https://www.ilaw.or.th/articles/9810

[3] กรุงเทพธุรกิจ — รู้จักกลุ่มผู้ลี้ภัย 112 ผู้ปั้นอีเวนท์จดหมายปรีดี
https://www.bangkokbiznews.com/politics/1107186

[4] ประชาไท — ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในฝรั่งเศส เขียนจดหมายถึงมาครง
https://prachatai.com/journal/2026/07/117912

[5] ไทยรัฐ — เปิดประวัติ นพพร ศุภพิพัฒน์ ผู้ก่อตั้งและอดีตผู้บริหารวินด์
https://www.thairath.co.th/.../financial_planning/2714449/

[6] สยามรัฐ — รวบสมาชิกวงไฟเย็น หนีคดีที่ลาว ข้อหา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพ์
https://siamrath.co.th/n/225187

[7] The National — Riots in France in pictures ภาพข่าวปี 2023
https://www.thenationalnews.com/.../riots-in-france-in.../

[8] Thai PBS — วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ถึงแก่กรรมที่ฝรั่งเศส
https://www.thaipbs.or.th/news/content/313842


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top