Tuesday, 20 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

N.F.A Advisory ศูนย์บริการธุรกิจ!! ผนึก 3 กลุ่มทุนไทย-จีน รองรับลงทุน-ขยายตลาดครบวงจร ตั้งเป้าสนับสนุนธุรกิจยั่งยืน ลดอุปสรรคข้ามพรมแดนอย่างมั่นใจ

CNR Group – ANNO – Mango Asia ผนึกกำลังเปิดตัว “N.F.A Advisory” ศูนย์บริการธุรกิจไทย–จีนครบวงจร หนุนทุนจีนลงทุนไทย พร้อมพาธุรกิจไทยขยายตลาดจีน

ผสานความเชี่ยวชาญด้านบัญชี ภาษี กฎระเบียบ และกลยุทธ์การตลาดข้ามพรมแดน ให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นและขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจในทั้งสองประเทศ

บริษัท เอ็น.เอฟ.เอ แอดไวซอรี่ จำกัด (N.F.A Advisory Co., Ltd.) ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดพิธีลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง 3 พันธมิตรธุรกิจ ได้แก่ ซีเอ็นอาร์ กรุ๊ป (CNR Group), แอนโน (ANNO) และแมงโก้ เอเชีย (Mango Asia) เพื่อร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มบริการธุรกิจและการลงทุนข้ามพรมแดน (Cross-Border Business & Investment Services) รองรับผู้ประกอบการจีนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจสู่ตลาดจีน

การจัดตั้ง N.F.A Advisory มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของการดำเนินธุรกิจระหว่างไทยและจีน ซึ่งผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความแตกต่างด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ระบบบัญชีและภาษี ภาษา ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคและวิธีการดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศ โดย N.F.A Advisory จะทำหน้าที่เป็น ศูนย์บริการแบบ One-Stop Service ที่เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการองค์กรเข้ากับการวางกลยุทธ์และการพัฒนาตลาด ช่วยลดความซับซ้อนในการเริ่มต้นธุรกิจ และสร้างความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว

บริการครบวงจร ตั้งแต่ศึกษาตลาด จัดตั้งธุรกิจ ไปจนถึงการขยายตลาด

N.F.A Advisory ออกแบบบริการให้ครอบคลุมความต้องการของผู้ประกอบการในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มบริการหลัก ได้แก่

1. บริการให้คำปรึกษาการลงทุนและการเริ่มต้นธุรกิจ (Market Entry & Investment Advisory)
ครอบคลุมการศึกษาวิจัยตลาด (Market Research) การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ (Feasibility Study) การตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของคู่ค้าทางธุรกิจ (Business Due Diligence) ตลอดจนการประสานงานด้านการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและการขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการลงทุนและตัดสินใจเข้าสู่ตลาดใหม่ได้อย่างรอบคอบ

2. บริการบัญชี ภาษี และการบริหารจัดการองค์กร (Accounting, Tax & Corporate Services)
ครอบคลุมการจัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะและกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ การวางแผนและจัดทำแบบยื่นภาษี งานเลขานุการบริษัท และการบริหารเงินเดือนพนักงาน (Payroll Services) เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศไทย

3. บริการกลยุทธ์การตลาดและการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน (Cross-Border Marketing & Business Expansion)
ครอบคลุมการวางกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดไทยและจีน การศึกษาผู้บริโภค การพัฒนาช่องทางการขาย การวางแผนการตลาดและสื่อสารแบรนด์ ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้บริษัทจีนสามารถสร้างตลาดในประเทศไทย และช่วยให้แบรนด์ไทยเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจในประเทศจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริการทั้งหมดดำเนินงานโดยทีมงานที่สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ เพื่อช่วยลดอุปสรรคด้านการสื่อสารและเพิ่มความคล่องตัวในการประสานงานระหว่างผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ

ผสานจุดแข็ง 3 พันธมิตร สร้างระบบสนับสนุนธุรกิจไทย–จีน

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการนำความเชี่ยวชาญที่แตกต่างแต่เกื้อหนุนกันของทั้ง 3 องค์กรมารวมไว้ภายใต้การให้บริการเดียวกัน

CNR Group นำประสบการณ์กว่า 20 ปีด้านบัญชี ภาษี และการควบคุมคุณภาพงานวิชาชีพ พร้อมเทคโนโลยีบัญชีคลาวด์ AccRevo มาสนับสนุนการพัฒนาระบบการทำงานและมาตรฐานการให้บริการ

ANNO สนับสนุนด้านเครือข่ายลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจจีน ตลอดจนการประสานงานและการให้บริการภาษาจีน เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนจีนเข้ากับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

ขณะที่ Mango Asia รับผิดชอบด้านกลยุทธ์การตลาดข้ามพรมแดน การศึกษาตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การสื่อสารการตลาด รวมถึงการพัฒนาธุรกิจและเชื่อมโยงโอกาสทางการค้าระหว่างไทยและจีน

คุณนวลศิริ วรเมธาวิวัฒ์ ผู้บริหาร CNR Group กล่าวว่า

“N.F.A Advisory เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างศูนย์บริการธุรกิจที่นักลงทุนจีนสามารถไว้วางใจได้ ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะการเริ่มต้นธุรกิจในต่างประเทศไม่ได้มีเพียงเรื่องการจัดตั้งบริษัท แต่ยังรวมถึงความเข้าใจในระบบบัญชี ภาษี กฎระเบียบ และการบริหารจัดการที่ถูกต้อง

เราจึงนำความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพและระบบการทำงานที่ได้มาตรฐาน มาผสานกับเครือข่ายธุรกิจจีนและความเชี่ยวชาญด้านการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการมีพันธมิตรที่สามารถดูแลธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และมีเวลาให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างเต็มที่”

ด้าน ดร.ปณิชา ประทีปะวณิช กรรมการผู้จัดการ Mango Asia กล่าวเสริมว่า

“โอกาสทางธุรกิจระหว่างไทยและจีนยังมีอีกมาก แต่สิ่งที่ท้าทายไม่ใช่เพียงการนำเงินลงทุนเข้าประเทศ หรือการนำสินค้าออกไปจำหน่ายในต่างประเทศเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการเข้าใจตลาด เข้าใจผู้บริโภค และสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้ระบบและกฎระเบียบของประเทศนั้นได้อย่างถูกต้อง

เราเชื่อว่า การจัดตั้งบริษัทเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การสร้างธุรกิจให้เติบโตได้จริงคือเป้าหมายสำคัญ N.F.A Advisory จึงไม่ได้มุ่งเพียงช่วยให้ธุรกิจจีนเข้ามาเปิดบริษัทในไทย แต่ต้องการสนับสนุนให้ธุรกิจเหล่านั้นสามารถเข้าสู่ตลาด เข้าถึงลูกค้า และสร้างโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

ในขณะเดียวกัน เราต้องการใช้ความเข้าใจตลาดจีนและเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่ ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดไปยังประเทศจีนได้อย่างมีกลยุทธ์ ลดการลองผิดลองถูก และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ”

เดินหน้าสู่การเป็นพันธมิตรระยะยาวของธุรกิจไทย–จีน

N.F.A Advisory มุ่งพัฒนาการให้บริการในรูปแบบพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาว (Long-Term Business Partner) โดยเชื่อมโยงบริการตั้งแต่การวางแผนลงทุน การจัดตั้งและบริหารองค์กร ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาดและการขยายธุรกิจ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของภาคเอกชนไทยและจีนในการสร้างระบบสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการเติบโตในตลาดระหว่างประเทศ และเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงการลงทุน การค้า และความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยและจีนในอนาคต

N.F.A Advisory พร้อมเปิดให้บริการแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งไทยและจีนแล้ววันนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
บริษัท เอ็น.เอฟ.เอ แอดไวซอรี่ จำกัด (N.F.A Advisory Co., Ltd.)
อีเมล: [email protected]
โทรศัพท์: 065-159-6928

20 ตุลาคม 2520 พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ นำรัฐประหาร ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2519 ใช้ชั่วคราว 2520 ตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ นายกฯ คนใหม่

20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหัวหน้า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร

รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 เป็นการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยผู้ที่นำการรัฐประหาร คือ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหัวหน้า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร

เหตุเนื่องจากการที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่นำโดย พล.ร.อ.สงัด ได้ทำการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2519 เนื่องจากในเหตุการณ์ 6 ตุลา และแต่งตั้ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลนายธานินทร์มีภารกิจสำคัญที่จะต้องกระทำคือ การปฏิรูปการเมืองภายในระยะเวลา 12 ปี ซึ่งทางคณะปฏิรูปฯเห็นว่าล่าช้าเกินไป ประกอบกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบดีด้วย ดังนั้นจึงกระทำการรัฐประหารซ้ำอีกครั้ง ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการ รัฐประหารตัวเอง เพื่อกระชับอำนาจก็ว่าได้
โดยมีประกาศในการรัฐประหารไว้ดังนี้ การบริหารงานของรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ไม่อาจแก้ปัญหาสำคัญของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรม ให้ลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนท่าทีของรัฐบาลในการลอบวางระเบิดใกล้พลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่จังหวัดยะลา

ผลจากการยึดอำนาจคือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2519 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น และมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2520 แทนจนกระทั่งถึงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2521 จึงมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2521 แทนและได้แต่งตั้ง พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 15

เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 แล้ว รัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 หลังจากการเลือกตั้งแล้ว พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก ทั้งนี้เพราะวุฒิสมาชิกซึ่งมีจำนวน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีส่วนในการกำหนดผู้ที่จะเป็นรัฐบาลด้วย วุฒิสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งนี้คือผู้ที่กลุ่มที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้นเป็นผู้เสนอชื่อ ดังนั้นจึงสนับสนุน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งได้รับการวางตัวเป็นผู้นำของกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม เมื่อบริหารประเทศภายใต้ระบบรัฐสภา ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 301 คนมาจากการเลือกตั้งมีส่วนในการควบคุมรัฐบาลอยู่บ้าง ยังดำเนินไปได้ไม่ครบปี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งเกษียณจากการเป็นทหารประจำการแล้วก็พบมรสุมการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากน้ำมันที่ขึ้นราคา โดยถูกกลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายค้าน 5 พรรคนำโดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี กำหนดจะเปิดอภิปรายในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2523 แต่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ได้ประกาศลาออกเสียก่อนเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 กลางที่ประชุมรัฐสภา

กรุงไทย ลุยเงินฝาก USD!! เปิดเงินฝากประจำ USD ดอกเบี้ยสูงสุด 4.6% รองรับทั้งฝากระยะสั้นและยาวพร้อมเชื่อมบัญชี เหมาะสำหรับนักลงทุนและผู้บริโภคทั่วไป รับสิทธิพิเศษ Krungthai WEALTH ครบวงจร

กรุงไทยเปิดตัว เงินฝากประจำ USD ระยะสั้น-ยาว รับดอกเบี้ยสูงสุด 4.6% ต่อปี ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายทางการเงิน

ธนาคารกรุงไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเงินฝากเงินสกุลต่างประเทศ ยกระดับการออมแบบไร้พรมแดน ด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำสกุลเงิน USD (Fixed FCD) ครอบคลุมทั้งการฝากระยะสั้นและระยะยาว เริ่มต้นฝากระยะสั้นเพียง 6 เดือน รับดอกเบี้ยสูงถึง 4.00% ต่อปี และฝากระยะยาว 60 เดือน รับดอกเบี้ย 4.60% ต่อปี พร้อมเชื่อมต่อบัญชี Global Savings รองรับธุรกรรมต่างประเทศครบวงจรในบัญชีเดียว

ผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ USD (Fixed FCD) โดดเด่นด้วยระยะเวลาการฝากที่ยืดหยุ่น เหมาะสำหรับลูกค้าที่มีเป้าหมายทางการเงินหลากหลาย ทั้งกลุ่มคนทำงาน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนที่ต้องการกระจายการออมและเตรียมเงินสำหรับโอกาสการลงทุนต่างประเทศ กลุ่มครอบครัวที่ต้องการสะสมเงิน USD เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายหรือการศึกษาของบุตรในต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการต่อยอดการออม เพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

-ฝากระยะสั้น ฝากประจำ USD ระยะ 6 เดือน และ 12 เดือน รับดอกเบี้ย 4.00% ต่อปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่น่าสนใจ พร้อมความยืดหยุ่นในการบริหารเงิน

-ฝากระยะยาว ฝากประจำ USD ระยะ 36 เดือน รับดอกเบี้ย 4.30% ต่อปี และระยะ 60 เดือน รับดอกเบี้ยสูงสุด 4.60% ต่อปี พร้อมรับดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล็อกผลตอบแทนและวางแผนการเงินในระยะยาว

นอกจากนี้ เมื่อครบกำหนด สามารถต่อยอดการบริหารเงิน USD ผ่าน Krungthai Global Savings รับดอกเบี้ย USD 2.25% ต่อปี พร้อมรองรับธุรกรรมต่างประเทศครบวงจรในบัญชีเดียว ใช้เป็นบัญชีสำหรับพักเงิน เพื่อรอโอกาสลงทุนในต่างประเทศ หรือเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคตได้อย่างคล่องตัวและไร้รอยต่อ

เงินฝากประจำ USD (Fixed FCD) มาพร้อมสิทธิพิเศษ สำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากครบตามเงื่อนไขธนาคารกำหนด จะได้รับสถานะ Krungthai WEALTH รับเอกสิทธิ์ทางการเงิน สิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการลงทุนและไลฟ์สไตล์ สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติ เพื่อสร้างโอกาสทางการเงินและการเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”

ผู้ที่สนใจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://krungthai.com/link/fcd-3in1 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสามารถเปิดบัญชีเงินฝากประจำสกุลเงินต่างประเทศได้ที่ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา
*เงื่อนไขอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดและอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศบนเว็บไซต์ โดยการฝากเงินสกุลต่างประเทศมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โปรดศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจใช้บริการ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4704696843146325&id=100008181677589&rdid=ujRNUS8L3slRMgfy#

TOP SPP รับรองเครดิตคาร์บอน ส่งเสริมเป้าหมาย Net Zero 2050 ควบคุมการปล่อยก๊าซทั่วไตรมาส ลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่าค่าเฉลี่ย สร้างสมดุลธุรกิจและสิ่งแวดล้อม

TOP SPP ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้า
อีกก้าวสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มไทยออยล์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด (TOP SPP) บริษัทในกลุ่มไทยออยล์ ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม ขนาด 354 เมกะวัตต์ จากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ภายใต้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER) จำนวน 202,964 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) โดยเกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำของ TOP SPP (ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 66 - 31 มี.ค. 69) ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าในระบบสายส่งของประเทศไทย หรือสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ถึง 1,877,582 tCO2eq ตั้งแต่เริ่มขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตในปี 2561

การได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตในครั้งนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์ พร้อมเสริมความพร้อมด้านคาร์บอนเครดิตตามกลยุทธ์การชดเชยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือ (Compensate Residual Emissions: C2) เพื่อปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2050

ไทยออยล์พร้อมเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต

'วราวุธ' ลุยปราจีนฯ จี้โรงงานแก้ปมน้ำมันรั่ว!! ย้ำเยียวยาชาวบ้านทั้งความเสียหายและความรู้สึก กระทรวงอุตฯ ร่วมงานหน่วยงานต่างฝ่าย แนะทำ CSR เยียวยาความรู้สึกชุมชน สั่งวางแผนป้องกันระยะยาว

"วราวุธ" ลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ติดตามแก้ปัญหาคราบน้ำมันรั่วไหล ฝากโรงงานหาวิธีแก้ไขเผื่อในอนาคต กำชับ เยียวยาความเสียหาย แนะ ทำ CSR เยียวยาความรู้สึกชาวบ้าน สั่ง ก.อุตฯ อย่าทำงานคนเดียว ต้องร่วมกับทุกฝ่าย ไม่กลั่นแกล้งใคร

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรุน จุ้ยจำลอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหารั่วไหลคราบน้ำมันของโรงงาน โดยมีนายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 นายชยุต ภุมมะกาญจนะ สส.ปราจีนบุรี เขต 2 และนายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี เขต 3 นายกฤษฎิ์ เกษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ให้การต้อนรับ

โดยจุดแรกนายวราวุธ และคณะได้เดินทางไปยังบริษัท กรีน เอนไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากทางโรงงานและกรมโรงงานกระทรวงอุตสาหกรรม

นายวราวุธ กล่าวตอนหนึ่งว่า กรณีคราบน้ำมันจากนี้ต้องคิดให้ดีว่าจะหาวิธีแก้ไขและเยียวยาสถานการณ์อย่างไร และเมื่อถึงเวลาดำเนินการจริงๆ จะมีปัญหาอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหรือไม่ ต้องเตรียมการไว้ในอนาคต เพราะบางครั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เห็นในทันที บางครั้งจะค่อยๆ เห็นผลกระทบที่ตามมามากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากให้มีมาตรการตรงนี้ด้วย และอยากฝากทางบริษัท เวลาตั้งโรงานอยู่แห่งไหนและมีชุมชนอยู่โดยรอบ หากท่านอยู่แล้วดีขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์ มีการทำ Corporate Social Responsibility (CSR) ยามเกิดปัญหาชุมชนจะปกป้องท่าน เวลาทำงานกับประชาชนโดยรอบ หากเป็นเรื่องหนักก็จะกลายเป็นเบา มีความเข้าใจกันมากขึ้น เมื่อผ่านเหตุการณ์นี้ไปแล้ว จะมีการทำกิจกรรม CSR เพิ่มขึ้นได้อย่างไร แน่นอนว่าการเยียวยาความเสียหายต้องทำแน่นอน ซึ่งทางบริษัทจะต้องหาแนวทางเยียวยาต่อไป แต่ทำการ CSR จะเป็นเหมือนการเยียวยาทางความรู้สึก ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นมิตรกับโรงงานมากขึ้น

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า เรื่องความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญ ขอฝากให้ดูแลประชาชน เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด เมื่อเกิดแล้วจะร่วมแก้ปัญหากันอย่างไร คนที่เดือดร้อนต้องได้รับการแก้ไขปัญหา ในส่วนหน่วยราชการ ตนกำชับกระทรวงอุตสาหกรรมไปแล้ว เวลาทำงานอย่าทำคนเดียว ให้มีท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมทำงานด้วย อย่างเช่น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจว่าการตรวจสอบที่เกิดขึ้นมีการถ่วงดุลกัน ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน

นายวราวุธ ระบุว่า ส่วนที่บอกว่าไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ จากนี้จะเจอแบบนี้มากขึ้น อะไรที่ไม่เคยเป็นปัญหาจะเริ่มเป็นปัญหา อย่างกรณีนี้หากน้ำไม่ท่วมมันก็ไม่เจอ แต่จากนี้ไปใครจะรู้ว่าอาจจะเจอมากกว่านี้ ตนขอฝากผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ต่อไปจะต้องมีมาตรการป้องกันการรั่วไหลในกรณีฝนตกหนัก จะต้องทำคันรอบโรงงานหรือไม่ และจะต้องทำสูงขนาดไหนจึงจะเหมาะ

GC ต่อยอดโพลิเมอร์!! เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจ เน้นนวัตกรรม ตอบโจทย์ตลาด ผนึกกำลังลูกค้า-พันธมิตร สร้างโอกาสธุรกิจร่วมกันในปี 69

GC ต่อยอดความร่วมมือลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจโพลิเมอร์
เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส สร้างความได้เปรียบด้วยนวัตกรรม

กรุงเทพฯ – 19 ตุลาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดมุมมองเศรษฐกิจ การค้า และตลาดโพลิเมอร์ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ในงาน GC Annual Customer Seminar & Appreciation Night 2026 ภายใต้แนวคิด “Beyond Every Challenge, Together” เปิดเวทีให้ลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจโพลิเมอร์ในประเทศ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า และแนวโน้มอุตสาหกรรม เพื่อนำไปวางแผนรับมือความผันผวนและมองหาโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน พร้อมเชื่อมความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ห้องรอยัล มณียา แกรนด์บอลรูม โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้ นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ผู้จัดการใหญ่ และนายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร GC ร่วมให้การต้อนรับลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรอย่างใกล้ชิด รวมทั้งร่วมรับฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และการเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงร่วมกับลูกค้า

นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลกในปี 2569 ทำให้ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การเข้าถึงข้อมูลและมุมมองที่รอบด้าน ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างพันธมิตรธุรกิจ จะช่วยให้มองเห็นโอกาสและเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น GC จึงจัดงานครั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าและคู่ค้าได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมขอบคุณความไว้วางใจที่มีให้กันมาอย่างต่อเนื่อง
“GC เชื่อว่า ทุกความท้าทายสามารถนำไปสู่โอกาสใหม่ได้ เมื่อเราร่วมกันมองหาและลงมือทำ เราจึงให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า และนำความเชี่ยวชาญด้านพลาสติกและเคมีภัณฑ์มาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน ช่วยให้ลูกค้าสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ แนวทางนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในฐานะองค์กรนวัตกรรม ที่เชื่อมความรู้และเทคโนโลยีเข้ากับความต้องการของธุรกิจ เพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน” นายทิติพงษ์กล่าว

ภายในงานมีการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อ Economic Outlook: “Mastering Market Volatility & The Next Economic Cycle” วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก และ Polymer Market Outlook: “Beneath the Iceberg; Driving into the Known & Unknown” เจาะลึกแนวโน้มและปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมโพลิเมอร์ รวมถึงการเสวนาหัวข้อ “รู้ทันการค้าโลก เสริมความพร้อมธุรกิจและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานนำข้อมูลและมุมมองไปประกอบการวางแผนและพัฒนาธุรกิจ

นอกจากนี้ GC ยังจัดกิจกรรม Appreciation Night เพื่อขอบคุณและเสริมความร่วมมือกับลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจโพลิเมอร์ในประเทศ ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสในการพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในการเป็นพันธมิตรที่เดินหน้าเคียงข้างลูกค้า ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสและสนับสนุนการเติบโตร่วมกันในระยะยาว

รัฐบาลชวนหลีกภัย

รัฐบาลชวนหลีกภัย แก้วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ยังไง เพราะตอนนั้นประเทศไทยต้องเข้าโครงการขอความช่วยเหลือจาก IMF

‘วราวุธ’ สั่งตรวจปมน้ำเสียโรงงานปราจีนบุรี!! ผลตรวจไม่พบรั่วไหล–สารเคมีเข้มข้น ผลวิเคราะห์น้ำเป็นปกติไม่ปนเปื้อน ยืนยันคุณภาพน้ำผิวดินอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน กำชับโรงงานปลอดภัยต่อชุมชน

“วราวุธ“ เผย สอจ.ปราจีน รายงานผล เคลียร์ชัด ปมน้ำเสีย รง. สยบข่าวลือโซเชียล ยืนยัน ผลตรวจน้ำผิวดินได้มาตรฐานปกติ

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก นายอภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลระบุจะมีน้ำที่มีสารปนเปื้อนจากท้ายนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี ลงสู่ทุ่งรวงทองหนองแขนนาง ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี ว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) พร้อมด้วยนายก อบต.นนทรี ปลัดอำเภอกบินทร์บุรี และผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวแล้ว พบว่าบ่อบำบัดน้ำเสียรวมของโรงงานบริเวณดังกล่าว ไม่พบการรั่วไหลน้ำเสียออกนอกบริเวณโรงงาน พร้อมได้ตรวจสอบน้ำที่อยู่นอกบริเวณโรงงานพบว่ามีสีใสปกติ

ต่อมาสอจ.ปราจีนบุรี ได้เดินทางไปตรวจพื้นที่ร่วมกับรักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี อบต.วังดาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้เกี่ยวข้อง ณ บริเวณประตูระบายน้ำเพชรเอิม ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบว่าน้ำมีลักษณะใส ไม่พบลักษณะผิดปกติตามที่ปรากฏในกระแสข่าวบนสื่อโซเชียลแต่อย่างใด อีกทั้งการนิคมฯ บ่อทอง 33 ยังได้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพตัวอย่างน้ำบริเวณดังกล่าว ผลการตรวจพบว่า ค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ในเกณฑ์ปกติของน้ำตามธรรมชาติ มีปริมาณแร่ธาตุและสารละลายปะปนอยู่น้อย ไม่พบการปนเปื้อนของน้ำเค็มหรือสารเคมีเข้มข้น น้ำมีความขุ่นสูงจากตะกอนดินหรือสารแขวนลอยตามธรรมชาติ และยังมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ จึงสรุปได้ว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติตามมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดิน ทั้งนี้ สอจ.ปราจีนบุรี ได้กำชับให้โรงงานบำบัดน้ำเสียรวมในพื้นที่ดังกล่าวประกอบกิจการด้วยความระมัดระวังและจะกำกับดูแลตรวจสอบการประกอบกิจการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งจะดำเนินการลงพื้นที่เพื่อชี้แจงประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้เคียงได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงต่อไป

มีโอกาสชมนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านผ้าไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว

มีโอกาสชมนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านผ้าไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงตั้งใจสวมใส่ผ้าไทยทุกวันตลอดสัปดาห์การประชุม เพื่อแสดงความเคารพต่อพระองค์และชื่นชมวัฒนธรรมไทย พร้อมกล่าวด้วยอารมณ์ขันว่า แม้การประชุมจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังมีชุดผ้าไทยสำรองเหลืออยู่อีกด้วย

ชื่นชมการนำผ้าทอจากชุมชนต่าง ๆ ของไทยมาจัดแสดงภายในห้องประชุม ซึ่งช่วยเตือนให้ผู้เข้าร่วมประชุมตระหนักว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับบทบาทของ IMF ในปัจจุบันที่ปรับตัวให้ใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกมากขึ้น

แม้ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่คาดหวังว่าจะยังคงอยู่ คือ รอยยิ้มของคนไทยในฐานะดินแดนแห่งรอยยิ้ม

"นางคริสตาลินา กอร์เกียร์วา" กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF กล่าวชื่อชมประเทศไทย แนวภาพตามตัวอย่าง

เครดิต สำนักข่าวไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top