Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

เนปาลเผชิญหายนะน้ำท่วมฉับพลัน!! ภัยพิบัติเนปาลยังวิกฤต ยอดดับพุ่ง 469 ราย สูญหายอีก 977 คน เร่งช่วยผู้ประสบภัยกว่า 1,500 คน ทางการระดมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

ยอดดับ 'น้ำท่วมฉับพลัน' ในเนปาล พุ่งแตะ 469 ราย

กาฐมาณฑุ, 28 ส.ค. (ซินหัว) -- สำนักงานตำรวจเนปาลรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) เพิ่มขึ้นเป็น 469 ราย เมื่อนับถึงช่วงเช้าวันศุกร์ (28 ส.ค.) ส่วนจำนวนประชาชนผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลืออยู่ที่ 1,545 คน ด้านองค์การจัดการและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติเนปาลรายงานว่าจำนวนผู้สูญหายอยู่ที่ 977 ราย เมื่อนับถึง 22.00 น. ของวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ที่มา : Xinhua

ไทยเจ้าภาพ Gastech 2026 เวทีพลังงานโลก!! ดึงผู้ร่วมงานกว่า 50,000 รายจาก 150 ประเทศ เตรียมรับผู้นำพลังงานโลก Gastech 2026 ชู LNG ไฮโดรเจน AI และระบบไฟฟ้าอนาคต จัดงาน 14-17 ก.ย. 69 ที่ไบเทค

“กระทรวงพลังงาน-ดีเอ็มจี อีเว้นท์” เตรียมเปิดฉาก “Gastech 2026” มหกรรมพลังงานครั้งยิ่งใหญ่
ดึงผู้บริหาร C-Level ทั่วโลกปลุกกรุงเทพฯ หนุนคลื่นดีมานด์–การลงทุนระดับภูมิภาค ดีเดย์ 14 ก.ย. นี้

Gastech 2026 งานประชุมและนิทรรศการด้านก๊าซธรรมชาติ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจน การเดินเรือและอุตสาหกรรมทางทะเล ระบบไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงาน เตรียมจัดใหญ่ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ รับการเติบโตของดีมานด์พลังงานในเอเชีย

พบไฮไลต์สำคัญ อาทิ โปรแกรมการประชุมและสัมมนา ฟอรัมผู้กำกับดูแลด้านพลังงานระดับโลก การจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมเปิดตัว “Electrification Conference Programme” และ “AixEnergy” แพลตฟอร์มใหม่รองรับโจทย์ล่าสุดในโลกพลังงาน

คาดดึงผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 ราย จากกว่า 150 ประเทศ ต่อยอดโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจการลงทุน และการพัฒนาโครงการพลังงานระดับนานาชาติ

กรุงเทพฯ 28 สิงหาคม 2569 – กระทรวงพลังงาน (พน.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และ บริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ พร้อมพันธมิตรผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานโลก เตรียมจัดงาน “Gastech 2026” งานประชุมและนิทรรศการระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจน การเดินเรือและอุตสาหกรรมทางทะเล ระบบไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงาน ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานโลกในการขยายความร่วมมือ เร่งการลงทุน และผลักดันเทคโนโลยีและโซลูชันที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบพลังงานให้มีความมั่นคง เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และยั่งยืน พร้อมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจุบัน เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางพลังงานสำคัญของโลก จากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI นำมาสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ความต้องการพลังงานในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่า ในปี 2567 การเติบโตของดีมานด์พลังงานทั่วโลกกว่า 80% มาจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกขยายตัว 4.3% และการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วงปี 2568–2573 ขณะที่การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 108 ล้านล้านบาท

จากแนวโน้มดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้เตรียมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน Gastech 2026 เวทีสำคัญที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตพลังงาน ผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี นักลงทุน ผู้ค้าพลังงาน และผู้ประกอบการสาธารณูปโภคจากทั่วโลก เพื่อร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาระบบพลังงานให้รองรับดีมานด์ล่าสุด ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรุงเทพมหานครถือเป็นจุดหมายการจัดงานที่ตอบโจทย์การรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำพลังงานโลก ด้วยทำเลเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน LNG ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยการจัดงาน Gastech ในปีนี้มีวิทยากรกว่า 800 ราย การประชุมกว่า 200 รายการ และ 18 โปรแกรมเฉพาะทาง ที่จะร่วมเจาะลึกระบบพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุนที่จำเป็นสำหรับอนาคต

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “จากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเอเชีย การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างพันธมิตรระยะยาว จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประชากรหลายพันล้านคนทั่วภูมิภาค โดย Gastech 2026 จะเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวมผู้นำด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางระบบพลังงานแห่งอนาคต อันเป็นรากฐานของความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมของเอเชียในระยะยาว”

ภายในงาน Gastech ประกอบด้วยการจัดการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Conference) โดยมีรัฐมนตรีด้านพลังงาน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและพิจารณานโยบาย ความร่วมมือ และกรอบการลงทุนที่จำเป็นต่อการสนับสนุนการเติบโตในระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่ความมั่นคงทางพลังงาน การกระจายแหล่งอุปทาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือด้านกฎระเบียบ ไปจนถึงบทบาทของพลังงานในการขับเคลื่อนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจสำหรับทั้งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา-กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

ทั้งนี้ Gastech ยังรวมตัวผู้บริหารระดับสูงจากธุรกิจพลังงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนาระดับผู้นำ พร้อมเปิดโอกาสให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือ การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานที่ซับซ้อน นำโดย ดร. นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารจากองค์กรพลังงานชั้นนำระดับโลก อาทิ ปิโตรนาส, INPEX, Woodside Energy, ExxonMobil, Chevron Global Gas ฯลฯ

หนึ่งในไฮไลต์ใหม่ของการจัดงานปีนี้คือ Electrification Strategic Conference Programme หรือการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ด้านระบบไฟฟ้า ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเจาะลึกเทคโนโลยี ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป และแนวทางการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ สนับสนุนความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ AI ผ่านการนำเสนอแนวทางที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น ควบคู่กับการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการ

นอกจากนี้ยังมีการจัด Global Energy Regulators Forum ที่รวบรวมหน่วยงานกำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำภาคอุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนากรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ซึ่งจะเอื้อต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เร่งการพัฒนานวัตกรรม และสนับสนุนให้ระบบพลังงานมีความมั่นคง เชื่อถือได้ และเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ Japan Energy Programme จะเจาะลึกการปรับยุทธศาสตร์ LNG ของญี่ปุ่น แนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้า และประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนผลกระทบต่อทิศทางของตลาดพลังงานในเอเชียและตลาดโลก

พร้อมกันนี้ ในปีนี้ยังมีการเปิดตัว AixEnergy อีกหนึ่งแพลตฟอร์มใหม่ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับ Gastech การรวมตัวของผู้นำจากภาคพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเจาะลึกโอกาสสำคัญ จากเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง AI และภาคพลังงาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาพลังงานเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และประสิทธิผลในการดำเนินงานของระบบพลังงาน

Gastech 2026 ยังเปิดพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากหน่วยงานด้านพลังงานชั้นนำทั่วโลก ซึ่งจะเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้จัดหาพลังงาน ผู้ซื้อ ผู้ประกอบการสาธารณูปโภค ผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยีจากนานาประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถต่อยอดการหารือเชิงยุทธศาสตร์สู่โอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การรวมตัวของทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่พลังงาน จะช่วยต่อยอดการหารือสู่ข้อตกลงทางธุรกิจและการลงทุนที่เป็นรูปธรรม โดยสะท้อนจากความสำเร็จของการจัดงาน Gastech 2025 ในปีก่อนหน้า ซึ่งสนับสนุนการเกิดข้อตกลงทางธุรกิจและการลงทุนมูลค่ากว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือในอุตสาหกรรมพลังงานโลก

สำหรับการจัดงานในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ในฐานะพันธมิตรด้านการจัดงาน Chevron, ExxonMobil และ Shell ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน (Co-hosts) โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) เป็นพันธมิตรระดับประเทศ พร้อมด้วย บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมเป็นผู้สนับสนุนระดับประเทศ

นายคริสโตเฟอร์ ฮัดสัน ประธานบริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ กล่าวว่า “ทิศทางของตลาดพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมในเอเชียและทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น กำลังสร้างทั้งความต้องการและรูปแบบการใช้พลังงานใหม่ ๆ Gastech จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคพลังงาน เทคโนโลยี สาธารณูปโภค และการลงทุน ได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน เพื่อผลักดันการหารือไปสู่ความร่วมมือ การลงทุน และโครงการที่เกิดขึ้นจริง ด้วยศักยภาพของภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพฯ จึงเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับการหารือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นพลังงานของภูมิภาคในครั้งนี้”

ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดงาน และลงทะเบียนสำหรับผู้ชมเข้างานและสื่อมวลชนได้ทางเว็บไซต์ www.gastechevent.com

นักท่องเที่ยวอิสราเอลแห่บินภูเก็ต!! นทท.อิสราเอลโต52%ปี69 ยอดเดินทางทะลุ1,200%เทียบโควิด มีสายการบินตรง2สายจากอิสราเอล บินสม่ำเสมอเกือบทุกสัปดาห์

แห่บินภูเก็ต นทท.อิสราเอล ก.ค.69 พุ่ง 52% สูงทะยาน 1,200% บวกทะลุ!

ยุคก่อนโควิด เป็นกลุ่มนทท.ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นมาก เป็นตลาดนทท.ที่น่าจับตามอง เพราะโตสูงสุดกว่านทท.จากประเทศอื่นๆ ปัจจุบัน มีสายการบินของอิสราเอล ที่บินตรงมายังเกาะภูเก็ต 2 สายการบิน คือ แอลอัล อิสราเอลแอร์ไลน์ (El Al Israel Airlines) ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติ และสายการบินหลักของประเทศอิสราเอล และ อาร์เคีย อิสราเอล แอร์ไลน์ส (Arkia Israeli Airlines) เป็นสายการบินพาณิชย์ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศอิสราเอล บินตรงมายังภูเก็ต ในทุกๆ ประมาณ 4 วัน/สัปดาห์

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1410954267822078&id=100067225537993&rdid=mHlHf75fQP9vdty5#

นักกรีฑาสูงวัยไทยสุดแกร่ง!! ‘ตาสว่าง’ ผงาดทองโลก รุ่น 100 ปีขึ้นไป พร้อมทำสถิติใหม่ ขว้างจักร 7.59 เมตร คว้าแชมป์โลกที่เกาหลีใต้

การแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุชิงแชมป์โลก 2026 World Masters Athletics Championships Daegu ที่เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม-3 กันยายน 2569 ซึ่งการแข่งขันรายการนี้มีทัพนักกรีฑาผู้สูงอายุของไทยลงชิงชัยทั้งสิ้น 48 คน ซึ่งขณะนี้ทัพนักกรีฑาไทยทำผลงานคว้าไปแล้ว 2 เหรียญทองจาก”ป้าปาน” สมสง่า บุญนอก และ สายเนตร ศรีสมพงษ์ และ 2 เหรียญทองแดงจากได้จาก ศิริพรรณ จันทร์พรามหณ์ และ ณัฐพล นามกันหา และเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 69 เป็นวันที่ 5 ของการชิงชัย มีนักกีฬาไทยลงแข่งขันกันหลายรายการ

แต่อีเว้นต์ที่เป็นไฮไลน์และได้รับความสนใจจากคนเกาหลีใต้นักกีฬาชาติอื่นๆ มากที่สุดคือ ขว้างจักร รุ่นอายุ 95 ปีชาย ที่มี ตาสว่าง จันทร์พราหมณ์ นักกรีฑาที่มีอายุมากที่สุดในโลกย่าง 107 ปีลงชิงชัย

สำหรับการแข่งขันในชิงแชมป์โลก 2026 รุ่นอายุที่ ตาสว่าง ลงแข่งคือ 100 ปี แต่เนื่องจากมี ตาสว่าง เพียงแค่คนเดียวที่ลงแข่งขัน และหากตาสว่าง ปฏิบัติตามกติกาการแข่งขันได้อย่างถูกต้อง ก็จะได้รับเหรียญทองไปครอง โดย ตาสว่าง ใช้จักรที่มีน้ำหนัก 1 กก.เท่ากับนักกีฬาคนอื่นๆ โดยตาสว่าง ทำสถิติดีที่สุดคือ 7.59 เมตร ทำลายสถิติโลกของตัวเองในรุ่นอายุ 100 ปีขึ้นไป โดยของเดิมที่ ตาสว่าง ทำไว้คือ 7.50 เมตร จากการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ไต้หวัน 2025 คว้าเหรียญทองแรกให้กับตัวเอง โดยตาสว่าง จะมีโปรแกรมแข่งขันอีกครั้งในวันที่ 29 ส.ค. 69 ในประเภทพุ่งแหลน

หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขัน มร. ชูคยองโฮ นายกเทศมนตรีเมืองแดกู ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน จะจัดพิธีมอบรางวัลพิเศษสำหรับนักกีฬาที่มีอายุมากที่สุด ให้แก่คุณตาในวันที่ 29 สิงหาคม 2569

นอกจากตาสว่าง ที่สามารถคว้าเหรียยญทองมาครองได้แล้ว “ป้าปาน” สมสง่า บุญนอก ที่เพิ่งผงาดคว้าแชมป์โลกวิ่งข้ามรั้ว 80 เมตรรุ่นอายุ 70-74 ปี พร้อมทำลายสถิติโลก ลงสนามแข่งในรายการกระโดดไกล อีเว้นต์นี้ “ป้าปาน” กระโดดทำสถิติขับเคี่ยวมากับ ไรจา ฮิลเดน จากฟินแลนด์ และปรากฏว่า เมื่อกระโดดครบ 6 ครั้ง สถิติที่ดีที่สุดของ “ป้าปาน”คือ 3.64 เมตร พ่ายให้กับ ไรจา ไปเพียงแค่ 0.04 เมตรเท่านั้น ส่งผลให้ ป้าปาน คว้าเหรียญเงินมาครอง ด้วยสถิติ 3.64 เมตร ในขณะที่ ไรจา คว้าแชมป์โลกมาครองด้วยสถิติ 3.68 เมตร ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ ซู เยโอแมนส์ (เยอรมนี) 3.21 เมตร

ส่วนการแข่งขันกระโดดสูง รุ่นอายุ 55-59 ปีชาย ไทยส่ง สมนึก วงศ์สมิง ลงชิงชัย กับนักกีฬาอีก 8 คน ปรากกฏว่า สมนึก กระโดดได้ 1.60 เมตร คว้าอันดับ 2 มาครอง โดยแชมป์ตกเป็นของ แมทเทียส ซันเนบอร์น จากสวีเดน สถิติ 1.65 เมตร และอันดับ 3 ตกเป็นของ จาอูเม วิลา (สเปน) 1.60 เมตร (ไทยได้อันดับ 2 เนื่องจากอายุมากกว่าอันดับ3)

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10377113

ภาพมุมสูงเผยพื้นที่โคลนถล่มด่านจี๋หลง!! จีนส่ง ฮ.ทหารบินวนเหนือด่านจี๋หลง สำรวจความเสียหายหลังโคลนถล่มรุนแรง เปิดปฏิบัติการค้นหาและสำรวจพื้นที่ภัยพิบัติ เร่งประเมินเส้นทางกู้ภัย–อพยพผู้ประสบภัย

จี๋หลง, 27 ส.ค. (ซินหัว) -- ภาพมุมสูงจากพื้นที่เกิดเหตุโคลนถล่มบริเวณด่านจี๋หลง ซึ่งเป็นด่านบกแห่งสำคัญที่เชื่อมต่อจีนกับเนปาล ในเขตปกครองตนเองซีจ้างทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำของกองบินทหารบกประจำเขตทหารซีจ้าง เดินทางถึงน่านฟ้าเหนือด่านจี๋หลงตอน 13.02 น. ของวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ก่อนบินวนค้นหาผู้ประสบภัย สำรวจความเสียหาย และประเมินเส้นทางสำหรับปฏิบัติการกู้ภัยและอพยพผู้ประสบภัย 

ที่มา : Xinhua

‘รศ. ดร.สุรศักดิ์’ นักวิชาการ มธ. ชี้ BOI คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ปรับเกณฑ์ BOI คุมดาต้าเซ็นเตอร์ น้ำ-ไฟ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เร่งกำหนดนโยบายชัดเจน ปัจจุบันกฎหมายยังคลุมเครือเสี่ยงผลกระทบพลังงาน ต้องปรับกฎ EIA-โรงงานให้สอดคล้องธุรกิจใหม่

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ ปรับหลักเกณฑ์อนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อควบคุมผลกระทบด้านน้ำ - ไฟฟ้า - สิ่งแวดล้อม เป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ช่วยได้ระดับหนึ่ง พร้อมจี้ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางนโยบาย - แนวปฏิบัติที่ชัดเจน เหตุ กฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบความมั่นคงทางพลังงาน - ความคุ้มค่า - ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

รศ. ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลออกระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และปรับแนวทางการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา จำเป็นต้องเร่งออกกรอบนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร็ว

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) BOI ฯลฯ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งควบคุมได้เพียงระดับหนึ่งและยังมีข้อจำกัดจากความคลุมเครือของกฎระเบียบในบางจุด

ทั้งนี้ ตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดของระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการหรือกิจกรรมตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการประกาศกำหนดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของกิจการ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า หรือปริมาณการใช้น้ำ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานหรือน้ำในปริมาณสูงจึงไม่ได้เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA เพียงเพราะมีการใช้ทรัพยากรในระดับสูง ทว่า ก็อาจเข้าข่ายได้จากลักษณะ ขนาด ที่ตั้ง หรือองค์ประกอบอื่นของโครงการตามหลักเกณฑ์ EIA ที่มีอยู่

นอกจากนี้ จะมีข้อจำกัดเรื่องที่กิจการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 เนื่องจากกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นโรงงานจำพวกใดจำพวกหนึ่งตามกฎหมายโดยเฉพาะ รวมถึงยังมีเรื่องการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ขออนุญาตใช้น้ำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละขนาด โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน ยังอาจไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องขออนุญาตใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมโดยตรง เนื่องจากขาดความชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงานจำพวกที่ต้องขออนุญาตใช้น้ำหรือไม่

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า การขาดนโยบายที่ชัดเจนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีหลายแหล่งข่าวประเมินว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง โดยกิจการประเภทนี้มีการดึงไฟฟ้าไปใช้สูงมากในบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนศูนย์ที่อนุญาตในแต่ละพื้นที่ ปริมาณการใช้พลังงาน และระบบการจ่ายไฟ

รวมถึงทำให้เกิดความกังวลถึงพื้นที่เป้าหมายอย่าง 3 จังหวัดนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานของอุตสาหกรรมเดิม และ New S-Curve ที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว หากมีดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไปเพิ่มโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาแย่งชิงทรัพยากร เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มจนเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ หรือปัญหาการจัดหาพลังงานสะอาดที่ไม่ครอบคลุม จนต้องส่งไฟฟ้ามาจากพื้นที่ไกลๆ อาจทำให้เกิดความจำเป็นในการลงทุนขยายระบบผลิต ระบบส่ง และสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงมีต้นทุนและการสูญเสียในระบบส่งเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในที่สุด

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในระยะสั้น กฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจเพียงพอในระดับหนึ่ง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์การอนุมัติตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การปรับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มากที่ปล่อยความร้อนสูงและใช้น้ำมาก ต้องทำ EIA รวมถึงควรกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดที่กำหนดมีหน้าที่รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ปริมาณการใช้น้ำ ตลอดจนสัดส่วนพลังงานสะอาด รวมทั้งผลกระทบด้านความร้อน เสียง น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกรอบนโยบายเดิมเริ่มรับมือไม่ไหว รัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณาออกกฎหมายเฉพาะมากำกับดูแลเป็นการเฉพาะเจาะจง

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แม้ในด้านหนึ่งการออกระเบียบคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ จะแสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ก็มีความกังวลว่าโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงเป็นกรรมการ รวมทั้งมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เป็นฝ่ายเลขานุการ จึงน่ากังวลว่าการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการออกมาตรฐานและแนวทางกำกับจะมีความล่าช้าหรือไม่ ตลอดจนกังวลว่ารัฐบาลอาจมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปที่การส่งเสริมการลงทุนจนอาจมองข้ามความสำคัญของการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบ ซึ่งหากปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลล่าช้า จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งระบบพลังงานและความเชื่อมั่นของประเทศ

ยูเครน เจอโจทย์การคลังใหญ่!! สงครามยืดเยื้อกดดันการคลังยูเครน หนี้สาธารณะ 2.1 แสนล้านดอลลาร์ ภาระเฉลี่ย 8,500 ดอลลาร์ ต่อคน ท่ามกลางการพึ่งพาเงินช่วยเหลือตะวันตก

ภาระหนี้ของยูเครนพุ่งสูง เฉลี่ยราว 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อประชากร 1 คน

หนี้สาธารณะของยูเครนอยู่ที่ 211,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ตามข้อมูลที่สำนักข่าว Sputnik นำมาวิเคราะห์

เดนิส อูลยูติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนโยบายสังคมของยูเครน เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า จำนวนประชากรของประเทศลดลงเหลือประมาณ 22–25 ล้านคน

จากตัวเลขดังกล่าว การวิเคราะห์ของ Sputnik ระบุว่า หากนำหนี้สาธารณะของยูเครนมาเฉลี่ยต่อประชากร จะเท่ากับว่า ประชากรยูเครนแต่ละคนมีภาระหนี้ของรัฐอยู่ที่ประมาณ 8,460 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลเคียฟกำลังพึ่งพาเงินสนับสนุนจากภายนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อประคับประคองงบประมาณของประเทศ ขณะที่แพ็กเกจความช่วยเหลือชุดใหม่จากสหภาพยุโรปสำหรับยูเครนยังติดอยู่ในการหารือที่ยืดเยื้อ

ขณะเดียวกัน ประเทศตะวันตกได้ออกมาเตือนยูเครนหลายครั้งว่า ยูเครนจำเป็นต้องเร่งเพิ่มความพยายามในการหาแหล่งเงินทุนด้วยตนเองอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภายนอกมากเกินไป

ที่มา : Sputnik

“สวนนงนุชพัทยา” เปิดให้คนเกิดกันยายนเข้าฟรี! วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ พร้อมชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ เด็ก ผู้สูงอายุ เข้าชมฟรีทุกวัน เปิดเมืองอียิปต์ สวนกว่า 60 แห่ง

“วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ” สวนนงนุชพัทยามอบความสุข คนเกิดเดือนกันยายนเที่ยวฟรี

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ชวนครอบครัวไทยออกมาสร้างความทรงจำร่วมกันในเดือนแห่งความสุข จัดโปรโมชั่นพิเศษ “วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ” มอบสิทธิ์ เข้าชมสวนนงนุชพัทยาฟรี สำหรับคนไทยที่เกิดในเดือนกันยายน พร้อมสิทธิพิเศษ เข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โปรโมชั่นดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่1-30 กันยายน 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยแบบ Walk-in เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานยืนยันเดือนเกิดแก่เจ้าหน้าที่บริเวณจุดจำหน่ายบัตรผ่านประตู ก็สามารถรับบัตรผ่านประตูฟรี สิทธิพิเศษอื่นเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร(ที่เดินทางมากับครอบครัว) และผู้พิการ เข้าชมฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีทุกวันศุกร์ และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีตลอดทั้งปีโดยไม่มีเงื่อนไข

อีกหนึ่งประสบการณ์สำหรับครอบครัวคือ พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ แหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมพระพุทธรูป เหรียญ และวัตถุมงคลที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมีอายุหลายร้อยปี ถ่ายทอดเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่และเด็ก ๆ สามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น

บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ สวนนงนุชพัทยามอบประสบการณ์ท่องเที่ยวสำหรับทุกวัย ทั้งสวนสวยมากกว่า 60 สวน รวบรวมพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกกว่า 18,000 ชนิด หุบเขาไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว ล่าสุดสร้างเมืองอียิปต์ และกิจกรรมสำหรับครอบครัว อาทิ ให้อาหารปลาช่อนยักษ์ คาเฟ่แมว ให้อาหารเนื้อทราย และนั่งรถชมสวน พร้อมชม “นงนุชโชว์” การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงน้องช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบเติมเต็มหนึ่งวันของครอบครัวให้มีทั้งธรรมชาติ ความสนุก การเรียนรู้ และวัฒนธรรมไทยอยู่ในสถานที่เดียวกัน เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม: www.nongnoochpattaya.com

‘อรรถวิชช์’ ยื่นผลตรวจเหล็ก!! ถึงผู้ว่า สตง. จี้ตรวจสอบตึกถล่มให้โปร่งใส ชี้ผลตรวจพบเหล็ก IF ไม่ผ่านมาตรฐาน สตง.ใช้งบปีละกว่า 3 พันล้าน แต่ถูกตั้งคำถามปฏิเสธตรวจเอกสารเหล็กเพราะไม่ใช่การเงิน

“อรรถวิชช์” ยื่นผลตรวจเหล็กตกมาตรฐานถึงผู้ว่า สตง. จี้ตรวจสอบอย่างโปร่งใส ซัด! ใช้งบปีละกว่า 3 พันล้าน แต่ปฏิเสธตรวจเอกสารเพราะไม่ใช่เอกสารการเงิน 

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในที่ประชุมสภาฯ ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปีของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พร้อมเรียกร้องให้ สตง.ตรวจสอบความคุ้มค่าโครงการก่อสร้างอาคาร สตง.ที่ถล่มเมื่อเดือน มี.ค. 2568 หลังคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ได้ทำหนังสือถึง สตง. เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 ขอผลตรวจเหล็กจากกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งส่งตรวจโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (สลท.) แต่ได้รับคำตอบจากนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินว่า “ไม่ใช่เอกสารเกี่ยวกับการตรวจสอบการเงิน จึงไม่มีอำนาจขอเอกสารดังกล่าว”

ขณะที่ผลการตรวจเหล็กจากการเก็บตัวอย่าง 2 ครั้ง พบว่า เหล็ก EF ผ่านมาตรฐาน แต่เหล็ก IF ไม่ผ่านมาตรฐาน ซึ่ง ดร.อรรถวิชช์ ย้ำว่า “ไม่ได้หมายความว่าเหล็ก IF ทุกเส้นไม่ได้มาตรฐาน แต่กรณีที่ใช้ในโครงการ สตง. มีผลตรวจจากหน่วยงานรัฐแล้วว่าไม่ผ่านมาตรฐาน”

อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเหล็กเป็นสาเหตุของอาคารถล่มหรือไม่ แต่เมื่อมีผลตรวจจากหน่วยงานรัฐระบุว่าเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน สตง.ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปตรวจสอบต่อ และพิจารณาเรียกร้องความเสียหายจากคู่สัญญา เนื่องจากเงื่อนไขการจัดซื้อกำหนดให้เหล็กต้องมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หากตรวจสอบภายหลังแล้วพบว่าไม่ผ่านมาตรฐาน ย่อมเป็นประเด็นที่ สตง.ต้องดำเนินการ

ด้านนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ชี้แจงกรณีตึก สตง.ถล่มเมื่อปี 2568 ว่า สตง.ได้ทำหนังสือขอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างตึกดังกล่าวแล้ว แต่ได้รับการชี้แจงว่า เอกสารอยู่ในสำนวนคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จึงไม่สามารถมอบให้บุคคลอื่นได้ ส่งผลให้ สตง.ไม่มีข้อมูลดังกล่าว และไม่สามารถส่งเอกสารตามที่คณะกรรมาธิการฯ ร้องขอได้ โดยพร้อมยินดีรับมอบเอกสารผลการตรวจสอบเหล็กจากกระทรวงอุตสาหกรรมที่ ดร.อรรถวิชช์ นำมาให้ เพื่อนำไปประกอบการตรวจสอบของ สตง.ต่อไป

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปรายเสร็จสิ้น ดร.อรรถวิชช์ ได้เดินไปยังหน้าบัลลังก์ในห้องประชุมสภาฯ เพื่อยื่นเอกสารผลการตรวจสอบเหล็กจากสถานที่เกิดเหตุอาคาร สตง.ถล่ม ซึ่งเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2568 ถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อประกอบการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องโปร่งใสในการดำเนินการของ สตง.

28 สิงหาคม 2428 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ สวรรคต สิ้น ‘วังหน้า’ พระมหาอุปราชองค์สุดท้าย ทรงพระปรีชาด้านนาฏกรรมและช่าง สวรรคตปี 2428 พระวัย 48 พรรษา

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ผู้ทรงเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ได้สวรรคต ในวันนี้เมื่อ 138 ปีก่อน นับเป็น ‘วังหน้า’ องค์สุดท้าย

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ประสูติแต่ ‘เจ้าคุณจอมมารดาเอม’ เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 10 ตรงกับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2381

เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระอิสริยยศที่ ‘หม่อมเจ้า’ โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระนามว่า ‘ยอร์ช วอชิงตัน’ ตามชื่อของ ‘จอร์จ วอชิงตัน’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนแรก
คนทั่วไปออกพระนามว่ายอด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามให้ใหม่ว่า ‘พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร’ และได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เมื่อปี 2404 และได้รับพระราชทานอุปราชาภิเษกเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 5

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงเป็นเจ้านายที่มีความสามารถหลายด้าน ด้านนาฏกรรม ทรงพระปรีชา เล่นหุ่นไทย หุ่นจีน เชิดหนัง และงิ้วด้านการช่าง ทรงชำนาญเครื่องจักรกล ทรงต่อเรือกำปั่น ทรงทำแผนที่แบบสากล ทรงสนพระทัยในแร่ธาตุ ถึงกับทรงสร้างโรงถลุงแร่ไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ. 2426 ทรงได้รับประกาศนียบัตรจากฝรั่งเศส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาช่าง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ก็ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

เพราะในขณะนั้นพระราชโอรสพระองค์โต คือ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ยังทรงพระเยาว์เพียง 12 พรรษา ทำให้เสี่ยงต่อการถูกแย่งชิงราชบัลลังก์ ฝ่ายเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้เสนอให้ทรงแต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็น ‘กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ’ เมื่อ พ.ศ. 2410 แต่ไม่ได้ตั้งให้เป็นวังหน้า

จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคต 1 วัน ได้มีการประชุมพระญาติวงศ์และขุนนาง ที่ประชุมจึงตกลงที่จะแต่งตั้ง กรมหมื่นบวรวิไชยชาญเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ตามคำเสนอของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ โดยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมา ขณะนั้นมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา

บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์จึงอัญเชิญกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นทรงดำรงตำแหน่งวังหน้า นับเป็น ‘วังหน้า’ พระองค์ที่ 6 และพระองค์สุดท้าย ทรงเป็นวังหน้าพระองค์แรกที่พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงแต่งตั้ง

ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงมีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี โดยคบค้าสนิทสนมกับ โทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ
ประกอบกับในสมัยนั้น อังกฤษคุกคามสยาม ถึงขั้นเรียกเรือรบมาปิดปากแม่น้ำ ทางวังหลวงจึงหวาดระแวง จนทำให้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นที่ตึกดินในวังหลวง ไฟไหม้ลุกลามไปถึงพระบรมมหาราชวัง

การนี้ ทางวังหลวงเข้าใจว่า ‘วังหน้า’ เป็นผู้วางระเบิด และไม่ส่งคนมาช่วยดับไฟ ส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ก็เสด็จหลบหนีไปอยู่ในสถานกงสุลอังกฤษไม่ยอมเสด็จออกมา
เหตุการณ์ตึงเครียดนี้กินเวลาถึงสองสัปดาห์ จนกระทั่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เดินทางกลับจากราชบุรีเข้ามาไกล่เกลี่ย

โดยฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสถือว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการเมืองภายในของสยาม และไม่ได้เข้ามาก้าวก่าย

ต่อมา กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เสด็จทิวงคตเมื่อวันศุกร์ เดือน 9 แรม 3 ค่ำ ปีระกา จุลศักราช 1247 หรือวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428 พระชนมายุ 48 พรรษา

พระราชทานเพลิง ณ พระเมรุท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2429 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใด ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง
จนถึงปีจอ พ.ศ. 2429 จึงทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็นสยามมกุฎราชกุมารและยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช ตั้งแต่นั้นมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top