Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

บพท. ดันน้ำผึ้งไทย!! ยกระดับน้ำผึ้งสู่ซูเปอร์แบรนด์ ทลายข้อจำกัดมาตรฐานสากล แก้ไขปัญหาน้ำผึ้งปลอม ส่งเสริมเกษตรกรและตลาดโลก


ยกระดับน้ำผึ้งไทยสู่ซูเปอร์แบรนด์ระดับโลก

บพท. หนุนกลุ่ม SIE คลัสเตอร์ชันโรง สร้างความเข้มแข็งและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมน้ำผึ้งไทย ทลายข้อจำกัดมาตรฐานน้ำผึ้งสากล ฝ่าวิกฤตน้ำผึ้งปลอม ผลักดันน้ำผึ้งไทยให้โลดแล่นในตลาดน้ำผึ้งโลก ชูบทบาทผึ้งไทยในฐานะ Game Changer พลิกโฉมประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจมูลค่าสูง

“ผึ้ง” เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นที่มีความหลากหลายของของพืชพรรณสูง ทำให้มีสายพันธุ์ผึ้งท้องถิ่นถึง 5 ชนิดจาก 8 ชนิดในทวีปเอเชีย ได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งพันธุ์ ผึ้งมิ้ม ผึ้งม้าน และชันโรงอีกกว่า 34 สายพันธุ์ ด้วยปัจจัยความหลากหลายทางชีวภาพนี้ ทำให้น้ำผึ้งไทยมีคาแรคเตอร์และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับทักษะการทำเกษตรแม่นยำของคนไทย ยิ่งส่งเสริมให้ผลผลิตมีคุณภาพสูง ทว่าปัจจุบันน้ำผึ้งไทยยังคงเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานการส่งออก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Bee Park) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และประธานภูมิภาคเอเชีย สมาคมผู้เลี้ยงผึ้งนานาชาติ  (International Federation of Beekeepers’ Association: Apimondia) สมาคมผึ้งโลกมีอายุกว่า 129 ปี กล่าวว่า “แม้ตลาดน้ำผึ้งโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กลับคุ้นเคยและนิยมน้ำผึ้งพันธุ์ฝรั่งมากกว่า สาเหตุสำคัญมาจาก “มาตรฐานน้ำผึ้งสากล” ซึ่งถูกกำหนดขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลจากผึ้งพันธุ์ฝรั่ง ทำให้น้ำผึ้งไทยซึ่งมีกรดธรรมชาติสูงและมีเอนไซม์ที่แตกต่าง มักถูกประเมินว่า ‘ไม่ผ่านเกณฑ์’ ทั้งที่เป็นน้ำผึ้งคุณภาพดี”

นอกจากปัญหาด้านมาตรฐานดังกล่าว อุตสาหกรรมน้ำผึ้งโลกยังประสบปัญหา “น้ำผึ้งปลอม” ที่เข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดและดึงราคาน้ำผึ้งแท้ให้ต่ำลง ทำให้น้ำผึ้งถูกรับซื้อในลักษณะ ‘เหมาจ่าย’ โดยไม่มีการคัดแยกเกรดคุณภาพ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตน้ำผึ้งแท้ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าต้องแบกรับภาระหนักและมองว่าการนำน้ำผึ้งแท้ไปแข่งขันในกลไกราคาตลาดทั่วไปไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

ยิ่งไปกว่านั้น แม้พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาบริโภคน้ำผึ้งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและยารักษาโรคมากขึ้น แต่น้ำผึ้งไทยกลับยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ตามศักยภาพอย่างเต็มที่ เนื่องจากข้อมูลเชิงลึกด้านโภชนาการของน้ำผึ้งไทยยังไม่ถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ ขาดเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่จะมาชี้วัดคุณค่า และขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตต้นทาง ทำให้ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นและความเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริง น้ำผึ้งไทยจึงถูกด้อยค่าให้เป็นเพียง “น้ำตาลราคาถูก” แทนการถูกยอมรับในฐานะ“ซูเปอร์ฟู้ด”(Superfood) ที่มีคุณค่าและมูลค่าสูง

คณะวิจัยโครงการ “การสร้างความเข้มแข็งและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าแบบองค์รวมของผลผลิตของชันโรงในประเทศไทย” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้การกำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) จึงเห็นถึงการสร้างองค์ความรู้ในด้านต่างๆ พร้อมไปกับการสร้างความร่วมมือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้น้ำผึ้งเขตร้อน และชันโรง ซึ่งคุณลักษณะที่โดดเด่นและแตกต่างจากน้ำผึ้งทั่วไป มีหมวดมาตรฐานเฉพาะของตนเอง เพื่อยอมรับในระดับสากล ที่จะทำให้ไทยมีรายได้จากการส่งออกน้ำผึ้งมากขึ้น

แต่การจะไปถึงเป้าหมายระดับโลกได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความเข้มแข็งจากภายใน คณะวิจัยจึงสร้างกลไกการขับเคลื่อนงานโดยใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อพัฒนามาตรฐานน้ำผึ้งไทย ผ่านการสร้างมาตรฐานแบบมีส่วนร่วมแบบยั่งยืนที่เรียกว่า 7S3A โดยมีแกนหลักคือ 1.) Standard (มาตรฐาน) สนับสนุนให้เกษตรกรปรับตัวเข้าสู่ระบบฟาร์มมาตรฐาน (GAP) และมาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัย (GMP) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สะอาดและตรวจสอบย้อนกลับได้ 2) Specialty (เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น) ดึงจุดเด่นด้านรสชาติ สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และสรรพคุณทางยาของน้ำผึ้งแต่ละท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ 3) Sustainability (ความยั่งยืน) ประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมกระบวนการผลิตที่เอื้อต่อระบบนิเวศ ตลอดจนการสร้างหลักประกันรายได้ที่เป็นธรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพกระบวนการผลิตน้ำผึ้งไทย

ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคัดเกรดน้ำผึ้ง หรือ “ดัชนีชี้วัดน้ำผึ้งเขตร้อน” (Tropical Honey Index: THI) ในการคัดเกรดน้ำผึ้งตามคุณค่าทางชีวภาพ ช่วยคัดแยกน้ำผึ้งเกรดพรีเมียมออกจากน้ำผึ้งคุณภาพต่ำ และที่สำคัญคือช่วยคัดน้ำผึ้งปลอมออกจากระบบได้ ซึ่งจะสามารถยกระดับราคาน้ำผึ้งไทยให้สูงขึ้นตามเกรดคุณภาพ ทั้งยังส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์มี ‘มาตรฐานร่วม-เรื่องเล่าร่วม-สัญลักษณ์ร่วม’ ภายใต้แนวคิด “มัลติแบรนด์” (Multi-Brand) เพื่อสร้างภาพจำที่แข็งแกร่งให้แก่น้ำผึ้งไทยในสายตาประชาคมโลก

 “การใช้ดัชนีชี้วัดน้ำผึ้งเขตร้อน (THI) คัดกรองน้ำผึ้งปลอมออกไป จะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงและความเชื่อมั่นต่อน้ำผึ้งไทยให้กลับคืนมา หากเราเรียกความมั่นใจนี้กลับมาได้ มูลค่าการส่งออกที่ปัจจุบันอยู่ระดับพันล้านบาท จะขยายตัวและสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้อีกมาก” รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ กล่าว 

ท้ายที่สุดแล้ว การผลักดันน้ำผึ้งไทยให้ก้าวขึ้นเป็น “ซูเปอร์แบรนด์ระดับโลก” จะมีส่วนช่วยขยายฐานผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์น้ำผึ้งไทย โดยเปลี่ยนน้ำผึ้งจากสินค้าทางการเกษตรสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินของคนไทย เพราะเมื่อเราตระหนักถึงคุณประโยชน์และเห็นคุณค่าที่แท้จริงของน้ำผึ้ง นอกจากระบบเศรษฐกิจจะเติบโตแล้ว ยังสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน รวมทั้งระบบนิเวศที่ได้รับการฟื้นฟู

“ผึ้ง” จึงไม่ใช่แค่นักผสมเกสร แต่จะเป็น “Game Changer” หรือ “ตัวเปลี่ยนเกม” ที่สำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและนำพาประเทศไทยสู่ยุค “เศรษฐกิจมูลค่าสูง” ได้จริง 

ทุนศึกษาเพิ่มโอกาส!! ต้นทุนเรียนสูงขึ้นทั่วโลก ทุนไม่ได้เพียงช่วยเหลือเงิน แต่เป็นแรงใจสู่อนาคต เคทีซีช่วยสนับสนุนทุนข่าวเศรษฐกิจ

เมื่อ “ต้นทุนการเรียนรู้” สูงขึ้น

ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่แค่เงินช่วยเหลือ แต่คือโอกาสที่ส่งต่อได้

ในวันที่โลกการเรียนรู้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือหนังสือเรียนอีกต่อไป เด็กและเยาวชนต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี แพลตฟอร์มออนไลน์ ประสบการณ์จริง และทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต แต่ในเวลาเดียวกัน “ต้นทุนของการเรียนรู้” ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายครอบครัวต้องแบกรับตลอดปีการศึกษา

เมื่อภาระค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อครัวเรือน ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือระยะสั้น แต่เป็นแรงประคองที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งสามารถเดินหน้าต่อในเส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และช่วยให้ครอบครัวมีพื้นที่ในการวางแผนอนาคตของบุตรหลานได้ดีขึ้น แม้จะอยู่ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับครอบครัวที่มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอยู่ในหลายกลุ่มอาชีพ รวมถึงครอบครัวคนทำงานข่าวที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ติดตามความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีบทบาทไม่ต่างจากพ่อแม่ในอาชีพอื่นที่ต้องดูแลอนาคตทางการศึกษาของลูก

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาคนมาอย่างต่อเนื่อง จึงร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และส่งต่อกำลังใจให้กับครอบครัวคนข่าวที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจของประเทศ

นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” กล่าวว่า วันนี้ต้นทุนของการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ค่าเล่าเรียน แต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกอนาคต เคทีซีเชื่อว่าความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คือรากฐานสำคัญของการเติบโตทั้งในระดับบุคคลและสังคม การสนับสนุนทุนการศึกษาอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่บางครั้งโอกาสเล็ก ๆ นี้ สามารถต่อยอดเป็นความมั่นใจและอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้อย่างมีความหมาย

ด้านนางสาวพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวว่า สมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาของบุตรสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของอนาคต โดยโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมฯ ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี และในปี 2569 ได้มอบทุนการศึกษารวม 61 ทุน เพื่อช่วยสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวสมาชิก

ขณะที่นางสาวมาสุทธิ ตั้งภควัตกุล ตัวแทนสมาชิกสมาคมฯ สะท้อนว่า ในวันที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อหลายครอบครัว ทุนการศึกษาที่ได้รับไม่ได้ช่วยเพียงแบ่งเบาค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นกำลังใจที่ทำให้ครอบครัวคนข่าวรู้สึกว่า ยังมีผู้เห็นความสำคัญของการศึกษาและพร้อมร่วมสนับสนุนอนาคตของบุตรหลานสมาชิก

ท้ายที่สุด ทุนการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่แค่วันที่ได้รับมอบ และการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่เพียงในห้องเรียน แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของกำลังใจ ความหวัง และโอกาสที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งเดินต่อไปได้ไกลขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า การสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน คือการลงทุนระยะยาวที่ส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมในอนาคต

‘ปูติน–โตคาเยฟ’ ย้ำสัมพันธ์พิเศษ!! ชูสัมพันธ์รัสเซีย–คาซัคสถานแน่นแฟ้น การค้าไตรมาสแรกปี 2026 โตเกิน 9% ดันการค้าทะลุระดับสูงสุดใหม่ใกล้ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ‘โตคาเยฟ’ ลั่นเดินหน้าพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ต่อ

บนพื้นฐานของหลักการแห่งความเสมอภาค ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและคาซัคสถานกำลังเติบโตและพัฒนาอย่างมีพลวัต ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียกล่าวย้ำ

ปูตินระบุว่า ทั้งสองประเทศประสานความร่วมมือกันในทุกด้านของความสัมพันธ์ทวิภาคี
“เราทำงานร่วมกันในทุกมิติ” ปูตินกล่าวระหว่างการหารือ โดยเน้นย้ำถึงขอบเขตความร่วมมือที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า ขณะนี้มีชุดข้อตกลงความร่วมมือทวิภาคีจำนวนมากที่พร้อมสำหรับการลงนามแล้ว

การค้ารัสเซีย-คาซัคสถาน เพิ่มขึ้นกว่า 9% ในไตรมาสแรกของปี 2026

การค้าระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถานเพิ่มขึ้นมากกว่า 9% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าว
“เมื่อปีที่แล้ว มูลค่าการค้าอยู่ที่มากกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์ และในปีนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 9% ในไตรมาสแรก” ปูตินกล่าว

หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถานตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรภาพ

นอกจากนี้ ปูตินยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของแถลงการณ์ร่วมที่กำหนดหลักการ 7 ประการแห่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ซึ่งทั้งสองประเทศมีกำหนดจะรับรองร่วมกันในวันพฤหัสบดี

ในการหารือกับประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ปูตินได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประการแรก มอสโกและอัสตานาได้เตรียมชุดข้อตกลงความร่วมมือจำนวนมากไว้สำหรับลงนาม
ประการที่สอง คาซัคสถานยังคงเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของรัสเซียและประการที่สาม ความร่วมมือของทั้งสองประเทศภายใต้สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ถือเป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศที่สร้างสรรค์

ยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวก่อนหน้านี้ว่า หลักการทั้ง 7 ประการครอบคลุมมิติสำคัญของความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถาน ไม่เพียงในระดับรัฐต่อรัฐ แต่ยังรวมถึงในระดับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนด้วย

หลักการข้อแรกคือ ประวัติศาสตร์ร่วมกันและการมองทำความเข้าใจประวัติศาสตร์นั้นอย่างมีความรับผิดชอบ บนจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี” อูชาคอฟกล่าว พร้อมเสริมว่า หลักการ

ข้อที่สองคือ ความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมการบูรณาการยูเรเชีย และการสร้างพื้นที่ระดับภูมิภาคเพื่อความร่วมมือ ความมั่นคง และการเจรจา”

หลักการข้อที่สาม กำหนดให้พรมแดนที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกันเป็น “พื้นที่แห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือ
หลักการข้อที่สี่ มุ่งเน้นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
และหลักการข้อที่ห้า ครอบคลุม “ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมในฐานะมรดกร่วม คุณค่าดั้งเดิม และความใกล้ชิดทางอารยธรรม”

“หลักการข้อที่หกคือ เยาวชน การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา และความร่วมมือด้านกีฬา” อูชาคอฟกล่าวเสริม
“และสุดท้าย หลักการข้อที่เจ็ดคือ วิสัยทัศน์ร่วมกันต่ออนาคต” เขากล่าวสรุป

รัสเซียครองอันดับ 1 ด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจคาซัคสถาน

ประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ของคาซัคสถานกล่าวว่า ขณะนี้รัสเซียเป็นผู้นำด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจคาซัคสถาน และอัสตานาจะเดินหน้าความร่วมมือในทิศทางนี้ต่อไป
“ปัจจุบัน รัสเซียเป็นผู้นำด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจของเรา คิดเป็น 29,000 ล้านดอลลาร์ และเราจะยังคงทำงานในทิศทางนี้ต่อไป” โตคาเยฟกล่าว

ประธานาธิบดีคาซัคสถานยังกล่าวว่า การค้าระหว่างคาซัคสถานกับรัสเซียกำลังเติบโต และจะไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ในไม่ช้า
“แม้สถานการณ์โลกจะท้าทาย ความร่วมมือของเรา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ยังคงพัฒนาอย่างประสบความสำเร็จ และมูลค่าการค้าก็กำลังเติบโต... มูลค่าการค้าระหว่างคาซัคสถานและรัสเซียกำลังแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราว 30,000 ล้านดอลลาร์” โตคาเยฟกล่าวระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีปูติน

ผู้นำคาซัคสถานยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัสเซียและคาซัคสถานมีโครงการร่วมกัน 177 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมราว 53,000 ล้านดอลลาร์

โตคาเยฟกล่าวเสริมว่า คาซัคสถานจะเดินหน้ากระชับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ประธานาธิบดีโตคาเยฟยังเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างอัสตานาและมอสโกว่า ทั้งสองเมืองหลวงประสานงานกันแทบทุกประเด็นระดับโลก
“เราปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกันในเกือบทุกประเด็นระหว่างประเทศ” เขากล่าวระหว่างพบกับปูติน

ผู้นำคาซัคสถานยังกล่าวชื่นชมการเยือนอัสตานาของปูตินว่าเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์พิเศษที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน
“ผมถือว่าการเยือนครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่างรัฐของเรา ในจิตวิญญาณของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และพันธมิตรอย่างรอบด้าน สำหรับคาซัคสถาน ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและใกล้ชิดกับรัสเซียมีความสำคัญสูงสุด” โตคาเยฟกล่าว

ผู้นำคาซัคสถานย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะผันผวนเพียงใด ทั้งสองประเทศยังคงเดินหน้าความร่วมมืออย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังได้รับแรงส่งใหม่
“แม้สถานการณ์โลกจะยากลำบาก แต่ความร่วมมือของเรา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ กำลังพัฒนาไปอย่างประสบความสำเร็จ และปริมาณการค้าก็กำลังเพิ่มขึ้น” โตคาเยฟกล่าว

ที่มา : Sputnik

29 พฤษภาคม ของทุกปี “วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ” วันแห่งการขอบคุณผู้เสียสละและกล้าหาญเพื่อสันติภาพของโลก รำลึกผู้ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สู่อนาคตที่ต้องปรับตัวและเข้มแข็งขึ้น

29 พฤษภาคม “วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ” วันแห่งการขอบคุณผู้เสียสละและกล้าหาญเพื่อสันติภาพของโลก

วันที่ 29 พฤษภาคมของทุกปี เป็น วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ หรือ International Day of United Nations Peacekeepers วันที่องค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นเพื่อยกย่องและขอบคุณเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ผู้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลกด้วยความเสียสละ ความกล้าหาญ และความเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งรำลึกถึงผู้ที่สละชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติ

ที่มาของวันสำคัญนี้เริ่มจากการที่ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีมติ 57/129 กำหนดให้วันที่ 29 พฤษภาคม เป็นวันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ โดยเลือกวันนี้เพื่อระลึกถึงวันที่ในปี 1948 ซึ่งเป็นวันที่ภารกิจรักษาสันติภาพแรกของสหประชาชาติ คือ United Nations Truce Supervision Organization (UNTSO) เริ่มปฏิบัติการในปาเลสไตน์

ความสำคัญของวันดังกล่าวไม่ได้อยู่เพียงการจัดพิธีรำลึก แต่คือการย้ำให้โลกเห็นว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พวกเขาต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สงคราม พื้นที่เปราะบางหลังความขัดแย้ง หรือพื้นที่ที่สังคมกำลังบอบช้ำจากความรุนแรง เพื่อช่วยประคับประคองสถานการณ์ ปกป้องพลเรือน ลดความสูญเสีย และเปิดทางให้สังคมเหล่านั้นกลับไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

สหประชาชาติอธิบายว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพไม่ได้มีแค่ทหารติดอาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ตำรวจและบุคลากรพลเรือน ที่ทำหน้าที่หลากหลาย ตั้งแต่การดูแลความมั่นคง สนับสนุนการหยุดยิง ช่วยจัดการเลือกตั้ง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ฟื้นฟูสถาบันของรัฐ ไปจนถึงช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามให้กลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง

เมื่อมองในภาพใหญ่ ภารกิจของเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพคือการทำงานในจุดที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พวกเขาต้องเผชิญทั้งอันตรายจากอาวุธ ความเสี่ยงทางการเมือง ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ และความเปราะบางของสังคมในพื้นที่จริง จึงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า การปฏิบัติงานของคนกลุ่มนี้คือหนึ่งในรูปธรรมของการอุทิศตนเพื่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง

อีกด้านหนึ่ง วันที่ 29 พฤษภาคมยังเป็นวันแห่งการรำลึกถึงเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สหประชาชาติระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1948 มีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพเสียชีวิตในภารกิจแล้วมากกว่า 3,500 คน และในสารของเลขาธิการสหประชาชาติยังระบุว่า ตั้งแต่ปี 1948 เป็นต้นมา มีผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติมาแล้วมากกว่า 2 ล้านคน ใน 71 ภารกิจ ทั่วโลก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การรักษาสันติภาพไม่ใช่แนวคิดเชิงอุดมคติที่สวยงามอย่างเดียว แต่เป็นงานจริงที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยงและบางครั้งต้องแลกด้วยชีวิต เจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องจากครอบครัวไปปฏิบัติงานในดินแดนห่างไกล เพื่อคุ้มครองชีวิตของผู้คนที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพถูกใช้ทั้งเพื่อ “ขอบคุณ” และเพื่อ “ระลึกถึง”

ในแต่ละปี สหประชาชาติยังใช้วันดังกล่าวเพื่อสื่อสารประเด็นร่วมสมัยของภารกิจรักษาสันติภาพด้วย สำหรับปี 2025 สหประชาชาติระบุธีมว่า “The Future of Peacekeeping” และ “Fit for the Future, Building Better Together” ซึ่งสะท้อนว่าภารกิจรักษาสันติภาพในอนาคตจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งสงครามที่ซับซ้อนขึ้น ภัยคุกคามข้ามชาติ เทคโนโลยี และความคาดหวังของประชาคมโลกที่เปลี่ยนไป

สำหรับสังคมโลก วันที่ 29 พฤษภาคมจึงไม่ใช่เพียงวันพิธีการขององค์การระหว่างประเทศ แต่เป็นวันที่เตือนให้มนุษย์ตระหนักว่า “สันติภาพ” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง และไม่ได้คงอยู่ได้ด้วยถ้อยคำเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากที่พร้อมทำงานอยู่ในแนวหน้า ท่ามกลางความเสี่ยง ความเหน็ดเหนื่อย และความไม่แน่นอน เพื่อปกป้องชีวิตของผู้อื่นและช่วยประคองโลกให้ไม่ถลำสู่ความรุนแรงมากไปกว่านี้.

ดังนั้น 29 พฤษภาคม วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ จึงเป็นวันที่ควรค่าแก่การรำลึกอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันแห่งการขอบคุณผู้ที่อุทิศตนด้วยความกล้าหาญในภารกิจเพื่อสันติภาพ และเป็นวันที่โลกต้องไม่ลืมว่า เบื้องหลังคำว่า “สันติภาพ” ยังมีเจ้าหน้าที่อีกจำนวนมากที่กำลังทำงานอย่างเสียสละอยู่ในพื้นที่อันตรายทั่วโลกทุกวัน

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/peacekeepers-day?

“MOSH” ดันเครื่องเขียน!! เปิดตัว 'ปอนด์-ภูวินทร์' เสริมพลังบวกผ่านแบรนด์ ขยายฐานลูกค้าใหม่ทั่วเอเชีย หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 โตต่อเนื่อง


“MOSHI” เปิดตัว ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ กับบทบาท Friend of Moshi Moshi

ชูคอนเซปต์ ‘Moshi Moshi School of Friendship’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์

หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 ให้โตต่อเนื่อง

‘บมจ. โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น’ หรือ MOSHI เดินเกมรุกตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ในปี 2569 เปิดตัว Friend of Moshi Moshi ในกลุ่มสินค้าเครื่องเขียน (Stationery) เป็นครั้งแรก คว้าตัวคู่ศิลปินนักแสดงชายชื่อดัง ‘คุณปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์’ และ ‘คุณภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน’ หรือ ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ จากสังกัดจีเอ็มเอ็มทีวี (GMMTV) ที่มีความสามารถรอบด้าน มาร่วมส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านภาพลักษณ์ที่สดใส เป็นธรรมชาติ และฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นทั้งในไทยและต่างประเทศ จากผลงานซีรีส์ล่าสุดที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเรื่อง ‘มีสติหน่อยคุณธีร์ Me and Thee’

นางสาวบุณยวีร์ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) หรือ MOSHI ผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า กลยุทธ์สำคัญในปี 2569 บริษัทฯ ต้องการตอกย้ำและปลุกกระแสความนิยมในกลุ่มสินค้าเครื่องเขียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหัวใจหลักของ MOSHI ให้คึกคักและมีสีสันมากยิ่งขึ้น โดยแนวคิดหลักในครั้งนี้บริษัทฯ ตั้งใจชู ‘พลังคู่ (Partner)’ ของ ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ เนื่องจากทั้งสองคนมีเคมีที่เข้ากันได้อย่างลงตัว และความน่ารักของทั้งคู่เวลาอยู่ด้วยกัน สิ่งนี้เป็นประกายความสุขที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดใจผู้บริโภค เรียกว่ามีความแตกต่างแต่เข้าถึงง่าย ซึ่งตรงกับ DNA ของแบรนด์ การจับคู่ในแคมเปญนี้จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการบอกเล่าเรื่องราวความน่ารักของเครื่องเขียน Moshi Moshi เพื่อเป็นประกายความสุขที่ดึงดูดใจผู้บริโภค

การร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดในการขยายฐานลูกค้าได้อย่างตรงจุด จากเดิมที่ MOSHI มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาอยู่แล้ว แต่ด้วยคาแรกเตอร์และพลังขับเคลื่อนของศิลปินทั้งสองจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความสากลมากยิ่งขึ้น ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.) การขยายฐานลูกค้าใหม่ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Younger Generation) 2.) การสร้าง Brand Awareness ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มแฟนคลับที่มีฐานผู้ติดตามในระดับเอเชียค่อนข้างสูง อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น 3.) การสร้าง Engagement ร่วมกับผู้บริโภค ผ่านผลิตภัณฑ์ กิจกรรมตลาด และการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย (Social Media Communication) ทั้งหมดนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 มากยิ่งขึ้น

สำหรับสินค้ากลุ่มเครื่องเขียนของ MOSHI ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่สวยงามและฟังก์ชันที่ครบครัน มีตั้งแต่ไอเทมพื้นฐาน เช่น สมุด ปากกา ดินสอ ไปจนถึงไอเทมไลฟ์สไตล์สุดฮิตอย่าง เฟรมการ์ด ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างกระแสตอบรับที่ดีในกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ถ่ายทอดความพิเศษผ่าน Brand Film ภายใต้คอนเซปต์ ‘Moshi Moshi School of Friendship’ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสดใส ผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่จะย้อนเวลากลับไปสู่วัยเรียนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสนุกสนาน ความฟิน และความทรงจำดีๆ ผ่านไอเทมเครื่องเขียนสุดน่ารัก โดยดึงเคมีที่เป็นธรรมชาติของปอนด์และภูวินทร์ มาถ่ายทอดผ่านเนื้อหาและกิจกรรมต่างๆ ที่มีการร้อยเรียงเรื่องราวและกิมมิกที่ล้อไปกับซีรีส์ที่แฟนๆ ประทับใจ เพื่อเปลี่ยนการซื้อเครื่องเขียนธรรมดาให้กลายเป็นโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความสุข ความคิดถึง และความอบอุ่นหัวใจ โดยจัดเต็มเป็นเรื่องราวให้แฟนๆ ได้ติดตามกัน ซึ่งแต่ละตอนจะมีกิมมิกและความฟินที่แตกต่างกันออกไป ชวนให้อมยิ้มและคิดถึงรักแรกในวัยเรียน

“เราตั้งใจทำให้ Moshi Moshi เป็นแบรนด์เครื่องเขียนอันดับหนึ่งที่ครองใจลูกค้าและแฟนๆ อย่างยั่งยืนด้วยการสร้าง ‘Brand Love’ ผ่านเรื่องราวและความผูกพันในแคมเปญนี้ จะช่วยให้แบรนด์เข้าไปนั่งในใจของผู้บริโภค ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมที่เป็นนักเรียน-นักศึกษา รวมถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่อย่าง First Jobber และแฟนคลับต่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นความสำเร็จในเชิงธุรกิจ ช่วยผลักดันให้ยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง” นางสาวบุณยวีร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เตรียมกิจกรรมสุดฟินที่จะมาแจกความสดใส และสร้างความสนุกสนานให้แฟนๆ และลูกค้าของ Moshi Moshi จึงอยากเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจปักหมุดรอติดตามแคมเปญใหญ่ในครั้งนี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage Moshi Moshi: https://www.facebook.com/moshimoshi.jp

“จีน” ไฟเขียวส่งเมล็ดกาแฟ!! จีนอนุญาตส่งออกจาก 53 ประเทศ เริ่ม 20 ก.ค. 2569 เน้นแอฟริกาเป็นตลาดใหม่ เร่งเปิดทางการค้าเกษตร

จีนไฟเขียว 'เมล็ดกาแฟ' จาก 53 ประเทศในแอฟริกา ส่งออกสู่ตลาดจีน

สำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนประกาศว่าจีนจะอนุญาตให้เมล็ดกาแฟที่ผ่านเกณฑ์จาก 53 ประเทศในแอฟริกาที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เข้าสู่ตลาดจีนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. 2026 เป็นต้นไป โดยเมล็ดกาแฟ ซึ่งเป็นผลผลิตการเกษตรที่มีเอกลักษณ์และเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในแอฟริกา เป็นสินค้าเกษตรประเภทที่ 2 ของแอฟริกาที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ตลาดจีนอย่างเต็มรูปแบบภายใต้มาตรการกักกันโรค ต่อจากพริกแห้ง

สำนักบริหารฯ เผยว่าประเทศในแอฟริกาหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงเอธิโอเปียและบุรุนดี ได้รับการอนุมัติให้ส่งออกเมล็ดกาแฟไปยังจีนแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น มอริเชียส แองโกลา โตโก กินี ไลบีเรีย และเซาตูเมและปรินซิปีได้ยื่นคำขอส่งออกแล้ว

หลังจากประเมินระบบการผลิตเมล็ดกาแฟและกรอบงานควบคุมความเสี่ยงจากศัตรูพืชในแอฟริกาอย่างรอบด้านแล้ว สำนักบริหารฯ ได้ออกข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยยกเลิกแนวปฏิบัติเดิมที่ต้องเจรจาข้อตกลงกักกันทวิภาคีแยกต่างหากกับแต่ละประเทศผู้ยื่นคำขอส่งออก และปรับปรุงขั้นตอนการเข้าถึงให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

กลุ่มคนวงในอุตสาหกรรมระบุว่าการเข้าถึงตลาดอย่างเต็มรูปแบบภายใต้มาตรการกักกันโรค ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบที่ชายแดน เนื่องจากสินค้าทุกรายการต้องเป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในประกาศของสำนักบริหารฯ ฉบับที่ 68 ปี 2026 อีกทั้งสำนักบริหารฯ จะยังคงดำเนินการตามมาตรการ "ช่องทางสีเขียว" เพื่อนำสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากแอฟริกาเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

‘สีหศักดิ์’ พบ ‘หวัง อี้’ !! ไทย–จีน ชูพหุภาคีนิยมกลางเวทีนิวยอร์ก เดินหน้าเสริมบทบาทยูเอ็นและธรรมาภิบาลโลก ย้ำจีนพร้อมแสดงบทบาทสร้างสรรค์ หนุนไทย–กัมพูชาแก้ข้อพิพาทชายแดนด้วยสันติวิธี

นายหวัง อี้ พบปะกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้พบปะกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่นครนิวยอร์ก นอกรอบการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

นายหวัง อี้ กล่าวขอบคุณนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่เข้าร่วมการประชุมระดับสูงครั้งนี้เป็นการเฉพาะ โดยระบุว่า ทั้งจีนและไทยต่างเป็นผู้ปกป้องและผู้ปฏิบัติพหุภาคีนิยม และเป็นผู้มีส่วนร่วมและผู้ได้รับประโยชน์จากระบบธรรมาภิบาลโลก ฝ่ายไทยได้เสนอ “การทูตไทย 2.0” ที่มียุทธศาสตร์ มองการณ์ไกล และยั่งยืนยิ่งขึ้น และฝ่ายจีนยินดีที่ฝ่ายไทยมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ ร่วมกันมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูและเสริมสร้างบทบาทของสหประชาชาติ ส่งเสริมการปฏิรูปและปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลโลก และทำคุณูปการต่อสันติภาพและการพัฒนาของมนุษยชาติ ฝ่ายจีนชื่นชมฝ่ายไทยยึดมั่นในหลักการจีนเดียว และยินดีที่จะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับฝ่ายไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายควรเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์จีน-ไทยฉบับใหม่ วางแผนความร่วมมืออย่างครอบคลุมในด้านต่างๆ และผลักดันให้การสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันได้เกิดความสำเร็จใหม่ๆ ฝ่ายจีนสนับสนุนฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชายึดมั่นในการเจรจาและปรึกหารือ เสริมสร้างความมั่นคงของการหยุดยิง ฟื้นฟูความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างเป็นขั้นตอน และแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ฝ่ายจีนยินดีที่จะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อไป

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวว่า ฝ่ายจีนริเริ่มจัดการประชุมระดับสูงครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ สถานการณ์อิหร่านไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วย โลกต้องการกฎเกณฑ์ ไม่ใช่เอกภาคีนิยม และการร่วมกันปกป้องอำนาจของสหประชาชาติเป็นสิ่งที่เร่งด่วนอย่างยิ่งในขณะนี้ ฝ่ายไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวโดยตลอด และยินดีที่จะกระชับการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับฝ่ายจีน เสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ และส่งเสริมการสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกันให้ลึกซึ้งและเป็นรูปธรรมยึ่งขึ้น ฝ่ายไทยชื่นชมความพยายามของจีนในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และจะยังคงรักษาการเจรจาและการสื่อสารกับฝ่ายกัมพูชาต่อไป เพื่อบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440681953/posts/1409799971178012/?rdid=CsOIBSfkOP339eu1#

‘เอกนัฏ’ สั่งลุยสุดซอย!! กระทรวงพลังงานบุกคลังน้ำมันสมุทรปราการ อายัดไบโอดีเซลปลอมปน 5.2 ล้านลิตร ขยายผลเครือข่ายคลังน้ำมันข้ามจังหวัด จ่อคดีอาญา–ส่ง DSI หากเข้าข่าย

“เอกนัฏ” ส่ง “ทีมสุดซอย” อายัดน้ำมันไบโอดีเซล ปลอมปน 5.2 ล้านลิตร ส่ง CIB ดำเนินคดีคลังน้ำมันสมุทรปราการ เชื่อมโยงคลังน้ำมันอ่างทอง  ย้ำพบทำผิดกฎหมาย จัดการขั้นเด็ดขาดทุกราย

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบหมาย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมสุดซอย กระทรวงพลังงาน) พร้อมด้วย พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ที่ปรึกษาคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพฒน์ ผกก. 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พลังงานจังหวัดสมุทรปราการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ คลังน้ำมันของบริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.ท้ายบ้าน อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ  หลังจากผลทดสอบคุณภาพน้ำมันไบโอดีเซลมีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด  

น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า  สืบเนื่องจากการลงพื้นที่ขยายผลตรวจสอบคลังน้ำมันทั่วประเทศของชุดปฏิบัติการสุดซอยเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการประกอบกิจการคลังน้ำมันและเก็บตัวอย่างไบโอดีเซล (B100) จำนวน 5 ตัวอย่าง จากถังเก็บน้ำมัน จำนวน 5 ถัง ของบริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งมีปริมาณน้ำมันที่อยู่ในถังขณะจัดเก็บทั้งหมด รวม 5,226,214 ลิตร เพื่อทำการตรวจสอบคุณภาพว่ามีลักษณะและคุณภาพตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือไม่ 

.

โดย ผลทดสอบคุณภาพตัวอย่างไบโอดีเซล จำนวน 5 ตัวอย่าง ของบริษัทดังกล่าว พบมีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด เข้าข่าย ไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 25 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 อีกทั้งมีปริมาณครอบครองตั้งแต่ 200 ลิตรขึ้นไป โดยมีบทกำหนดโทษตาม มาตรา 49 วรรคสอง ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดย น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากเจ้าหน้าที่มายึดอายัดน้ำมันไบโอดีเซลที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งหมดแล้ว พลังงานจังหวัดสมุทรปราการยังได้แจ้งความดำเนินคดีอาญากับบริษัทและกรรมการบริษัท กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) หรือ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อตรวจสอบขยายผล หากเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ จะส่งให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า บริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด มีความเชื่อมโยงกับ บริษัท ทริลเลียนออยล์ จำกัด จ.อ่างทอง และในขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีกับ บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง

“ตามนโยบายของ นายเอกนัฏ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบทีมสุดซอยตรวจสอบทุกคลังน้ำมัน หากพบการกระทำผิดกฎหมายให้ดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด เพื่อจัดการเครือข่ายและผู้อยู่เบื้องหลังการกักตุน เก็งกำไร ลักลอบปลอมปนน้ำมันอย่างเด็ดขาด”น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าว

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

“นี่ไม่ใช่กีฬาหมู่บ้าน หรือกีฬาโรงเรียน ตะกร้อจะโตในระดับโลก ต้องมืออาชีพและเคารพกติกา”

“นี่ไม่ใช่กีฬาหมู่บ้าน หรือกีฬาโรงเรียน ตะกร้อจะโตในระดับโลก ต้องมืออาชีพและเคารพกติกา”

ดาโต๊ะ อับดุล ฮาลิบ สุไลมาน

รองประธานสมคมเซปักตะกร้อมาเลเซีย (PSM)

ที่มา : https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1534252998060527/?rdid=0PmXSHVyshVyLt2B#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top