Monday, 19 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

นงนุช เวิลด์ พัทยา จับมือ Ctrip รุกตลาดโลก!! ชู Family Destination ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างแบรนด์ใหม่ในระดับโลก เน้นจุดหมายสำหรับครอบครัวที่พัทยา ส่งเสริมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

“นงนุช เวิลด์ พัทยา” จับมือ Ctrip รุกตลาดโลก ชู Family Destination หนุนท่องเที่ยวไทย

ผนึกการตลาดผ่าน Trip.com ขยายฐานนักท่องเที่ยว พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ใหม่ในระดับนานาชาติ

พัทยา จ.ชลบุรี วันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 10:00 น. นงนุช เวิลด์ พัทยา (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า “สวนนงนุชพัทยา” จับมือบริษัท Ctrip Travel Holding (Hong Kong) Limited ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายความร่วมมือด้านการตลาดและส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแพลตฟอร์ม Trip.com เพิ่มโอกาสเข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ใหม่ในตลาดนานาชาติ

พิธีลงนามมี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา และ นายอัลเลน เผิง (Mr. Allen Peng) ผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการพัฒนาธุรกิจสถานที่ท่องเที่ยวและทัวร์ ของ Ctrip เป็นผู้แทนทั้งสองฝ่าย โดย Ctrip จะสนับสนุนกิจกรรมการตลาด การส่งเสริมการขาย และการประชาสัมพันธ์ร่วมกันในตลาดเป้าหมาย รวมถึงศึกษาแนวทางพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เป็นการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาสร้างโอกาสใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย เราจะพัฒนาประสบการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนที่เคยมาอยากกลับมาอีก และคนที่ยังไม่เคยมาอยากเดินทางมาสัมผัส

สำหรับชื่อ “นงนุช เวิลด์ พัทยา” (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) สะท้อนการพัฒนาจากสวนพฤกษศาสตร์สู่โลกแห่งประสบการณ์สำหรับทุกคนในครอบครัว ด้วยสวนสวยมากกว่า 70 สวน หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และแหล่งเรียนรู้หลากหลาย ภายใต้แนวคิด “More Than a Beautiful Garden. A World for Every Family.” พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ “Pattaya’s Family Destination” หรือจุดหมายท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวของพัทยา ภายใต้คำขวัญ “สนุกทุกวัย เที่ยวได้ทั้งครอบครัว”

‘ดร.พลัฏฐ์’ อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

“ดร.พลัฏฐ์” อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยไทยต้องปรับแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่เน้นเพียงปริมาณเงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

ดร.พลัฏฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค พร้อมเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.พลัฏฐ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรเร่งส่งเสริม มี 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2. นวัตกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร 3. การแพทย์และสุขภาพ 4. ปิโตรเคมีมูลค่าสูงและวัสดุขั้นสูง 5. ยานยนต์แห่งอนาคต 6. อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 7. เศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI และ 8. เกษตรพรีเมียมและอุตสาหกรรมชีวภาพสร้างสรรค์ โดยมุ่งต่อยอดศักยภาพเดิมของไทยสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ ดร.พลัฏฐ์ ยังเสนอแนวทางปรับทิศทางเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ปรับสิทธิประโยชน์ FDI ให้เน้นคุณภาพการลงทุน สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก พัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม และเชื่อมโยงวัตถุดิบไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก เช่น การแปรรูปข้าว ผลไม้ ยางพารา และสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

“แนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดีที่สุดไม่ใช่การลงทุนที่นำเงินเข้าประเทศมากที่สุด แต่คือการลงทุนที่สร้างความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ที่เข้าถึงง่ายกับคนไทย” ดร.พลัฏฐ์ กล่าว

ดร.พลัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Factory Thailand” สู่ “Innovation Thailand” เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่การสร้างนวัตกรรม และจากการสร้างงานจำนวนมากสู่การสร้างงานทักษะสูงที่มีรายได้ดี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นของเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตและอนาคตที่มั่นคงของคนไทย
.
https://www.facebook.com/share/p/1QKhPBsB2Z/?mibextid=wwXIfr

https://vt.tiktok.com/ZSbEnvfRG/

https://www.instagram.com/p/DebdLaIqa8S/?cplk=aGJ5dDAxNnBncDZt

http://youtube.com/post/Ugkx4jfvKPT6QSuOMsye8yu4tFoIawA7hV28?si=aQw0xlHF2q_Mkqb2

https://www.พรรครวมไทยสร้างชาติ.net/blog/12008/ดรพลัฏฐ์-อดีตเลขาฯ-รมวพาณิชย์-แนะรัฐบาลใช้เวที-imf-world-bank-ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า-ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

Thai PBS ประกาศผู้ชนะ

Thai PBS ประกาศผู้ชนะ จ้างจัดทำ “ปฏิทินไทยพีบีเอส ปีใหม่ 2570” ในวงเงิน 84,262.50 บาท ผู้ชนะได้แก่

บริษัทอัมรินทร์ คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน)

 

กรมโรงงานฯ แจงคืบหน้าน้ำท่วมสีรุ้งปราจีนฯ !! ติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมันควบคุมการแพร่กระจาย สั่งโรงงานหยุดประกอบกิจการชั่วคราวเพื่อฟื้นฟู ผลตรวจคุณภาพน้ำไม่พบโลหะหนักอันตรายเฉียบพลัน เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำท่วมในปราจีนบุรี

กรมโรงงานฯ แจงคืบหน้าแก้น้ำท่วมสีรุ้งปราจีนบุรี ชี้กักคราบน้ำมันวงจำกัดแล้ว สั่งโรงงานเร่งฟื้นฟูด่วน เผยผลตรวจไม่มีสารโลหะหนักอันตรายเฉียบพลัน พร้อมเตือนประชาชนเลี่ยงสัมผัส

กรมโรงงานอุตสาหกรรม เผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหากรณีคราบสีรุ้งปนเปื้อนน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้ติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมันควบคุมการแพร่กระจายไว้ในวงจำกัดแล้ว พร้อมบังคับใช้กฎหมายสั่งโรงงานต้นเหตุหยุดประกอบกิจการทั้งหมดชั่วคราว เพื่อปรับปรุงแก้ไขและทำแผนฟื้นฟูโดยด่วน ขณะที่ผลตรวจคุณภาพน้ำไม่พบสารโลหะหนักที่ก่ออันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง แต่ยังคงเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสูดดม สัมผัส หรือนำน้ำไปใช้ เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม เร่งติดตามและแก้ไขปัญหากรณีคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมัน (Oil Sheen) ลอยเหนือผิวน้ำปนเปื้อนพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี จากเหตุการณ์น้ำท่วมขังช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบร่องรอยคาดว่ามาจากน้ำชะกากอุตสาหกรรมและสารปนเปื้อนไหลออกจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมและพื้นที่กำจัดบำบัดของเสียของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย สอจ.ปราจีนบุรี ได้ออกคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ให้บริษัทฯ ปิดหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรมทั้งหมดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายจากน้ำฝนชะล้าง รวมถึงสำรวจการปนเปื้อนเพิ่มเติมทั้งภายในและภายนอกโรงงาน ตลอดจนเร่งทำแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกคำสั่งตามมาตรา 39 สั่งให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดเป็นการชั่วคราว โดยกำหนดให้ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย นำวัตถุดิบและกากของเสียเข้าไปเก็บในอาคาร รวมทั้งจัดหาวิศวกรตรวจสอบรับรองความมั่นคงแข็งแรงของคันดินและอาคารโรงงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมสั่งระงับการรับสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้รับของเสียเข้ามาเพิ่มในพื้นที่

สำหรับการรับมือและสกัดกั้นมลพิษ ได้ดำเนินการติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมัน (Oil Boom) เพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ซึ่ง สอจ.ปราจีนบุรี ลงพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยงและเก็บตัวอย่างน้ำเพิ่มเติมในจุดน้ำท่วมขังแปลงเกษตรกรรมของประชาชน หน้าอาคารโรงงาน และใกล้บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม ตรวจพบค่าน้ำมันและไขมัน (FOG) และไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูงบริเวณทุ่นกักคราบน้ำมันที่ติดตั้งไว้ แม้จะมีความเป็นไปได้ที่น้ำจะไหลมาจากแหล่งกำเนิดใกล้เคียง แต่ยืนยันให้เห็นว่าทุ่นสามารถกักเก็บและจำกัดการแพร่กระจายของคราบน้ำมันไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้ขยายวงกว้างไปมากกว่าเดิม

นายพรยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและเก็บตัวอย่างน้ำ จำนวน 3 จุดสำคัญ ได้แก่ จุดที่ 1 น้ำปนเปื้อนบริเวณถังบรรจุของเสียที่ส่งมากำจัดบำบัด จุดที่ 2 บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม และจุดที่ 3 น้ำปนเปื้อนภายนอกโรงงาน เพื่อนำส่งตรวจ วัด วิเคราะห์และทดสอบปริมาณสารปนเปื้อนในตัวอย่างน้ำทางห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก กรมโรงงานอุตสาหกรรม ล่าสุด (12 ตุลาคม 2569) ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำทั้ง 3 จุด พบว่าโดยรวมมีปริมาณสารมลพิษทางน้ำส่วนใหญ่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสารมลพิษที่ตรวจพบอยู่ในปริมาณที่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงหรือไม่เป็นอันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง จากการตรวจวัดสารมลพิษที่ปนเปื้อน ทั้งรายการวิเคราะห์ทางกายภาพ (Physical) ได้แก่ สี สภาพนำไฟฟ้า ความเค็ม ของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (TSS) ของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด (TDS) พารามิเตอร์ในกลุ่มของโลหะหนักที่อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษได้ในระยะยาว และในกลุ่มของสารอินทรีย์รวมในรูปของ BOD COD Oil and Grease (FOG) และไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon: HC) โดยพบว่ามีปริมาณค่าน้ำมันและไขมัน (Oil and Grease) เกินค่ามาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 อีกทั้งยังตรวจพบปริมาณสารไฮโดรคาร์บอนซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำมันและไขมัน โดยทั้ง 2 พารามิเตอร์มีความสอดคล้องโดยตรงกับคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่น/น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนที่ไม่ละลายน้ำที่ก่อให้เกิดคราบสีรุ้ง ส่วน Total Hydrocarbons (THP/HC) เป็นพารามิเตอร์ที่ใช้ในการแยกแยะระหว่างน้ำมันที่เกิดจากสารอินทรีย์ตามธรรมชาติ เช่น กรดไขมันจากพืช/สัตว์ กับที่เกิดจากกลุ่มของผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ซึ่งพบว่ามีค่าปริมาณไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูง ทั้งบริเวณจุดที่ 2 บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม สอดคล้องกับจุดที่ 3 ภายนอกโรงงาน ชี้ให้เห็นที่มาของคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันดังกล่าว อาจเกิดจากน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วหรือเชื้อเพลิงทดแทนได้ ซึ่งเชื่อมโยงกับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์หลักของกระบวนการผลิตจากการประกอบกิจการโรงงานของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด 

ด้านผลการตรวจวัดปริมาณโลหะหนัก ทั้ง 3 จุดเก็บตัวอย่าง ส่วนใหญ่ตรวจไม่พบปริมาณโลหะหนัก แต่ในบางจุดมีการตรวจพบสารโลหะบางชนิด แต่อยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานหรือไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน และต่ำกว่าหรือไม่เกินค่าที่กำหนดตามมาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน อย่างไรก็ตาม คุณภาพน้ำผิวดินควรต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่ามีปริมาณ BOD สูงเกินกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร จัดอยู่ในแหล่งน้ำประเภทที่ 5 ไม่เหมาะสมต่อการอุปโภคบริโภค ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน

“แม้ว่าผลตรวจอยู่ในปริมาณที่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงหรือไม่เป็นอันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง แต่ขอแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหรือการสูดดมอากาศเหนือผิวน้ำ ไม่ดื่มกินโดยเด็ดขาด และไม่สัมผัสโดยตรงเป็นระยะเวลานาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สอจ.ปราจีนบุรี และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น จะยังคงเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนต่อไป” อธิบดีพรยศฯ กล่าว

‘บาส–เฟม’ คืนฟอร์มอัดคู่ไต้หวัน 2 เกมรวด!! ชนะคู่ไต้หวัน 21-18, 21-14 เข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้าย ศึกเดนมาร์ก โอเพ่น เตรียมปะทะคู่มือ 51 โลกจากมาเลเซีย ดวลศึกวัน 13 ต.ค. 69

การแข่งขันแบดมินตัน รายการ เดนมาร์ก โอเพ่น ทัวร์นาเมนต์ระดับบ 750 แข่งขันระหว่างวันที่ 13-18 ตุลาคม

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เป็นการแข่งขันในรอบแรก ประเภทคู่ผสม “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ “เฟม” ศุภิสรา เพียวสามพราน คู่มือ 5 ของโลก พบกับ อู๋ กวน ซวิน และ หลี่ เจียซิน คู่มือ 34 ของโลกจากไชนีส ไทเป

ผลการแข่งปรากฎว่า บาส-เฟม กลับมาโชว์ฟอร์มด้วยการเอาชนะไป 2 เกมรวด 21-18 และ 21-14

บาส-เฟม ผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้ายไปพบกับ ฮู ปัง รอน ไหล่ เพ่ย จิง คู่มือ 51 ของโลกจากมาเลเซียต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10435975

ข่าวดีแรงงานไทย!! กรมการจัดหางานเปิดรับชายไทยทำงาน UAE 14 อัตรา เงินเดือน 17,100 - 90,000 บาท สัญญาจ้าง 2 ปี พร้อมสวัสดิการครบ สมัครออนไลน์ถึง 25 ต.ค. นี้

ข่าวดี! กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครชายไทย ทำงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 14 อัตรา สวัสดิการครบ สมัครออนไลน์ถึง 25 ต.ค. นี้

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับนายจ้างบริษัท CROWN Emirates Company Ltd. ซึ่งประกอบกิจการผลิตกระป๋องและผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม จำนวน 5 ตำแหน่ง 14 อัตรา ได้แก่ ช่างไฟฟ้า ช่างกล พนักงานควบคุมเครื่องจักร/ช่างเครื่อง พนักงานฝ่ายผลิต และหัวหน้างาน โดยอัตราเงินเดือน เริ่มต้นตั้งแต่ 1,900 – 10,000 ดีแรมห์ หรือประมาณ 17,100 - 90,000 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) สัญญาจ้างมีระยะเวลา 2 ปี ทำงานวันละ 8 ชั่วโมงต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ นายจ้างจะดูแลที่พักพร้อมอาหาร 3 มื้อ จ่ายค่าโดยสารเครื่องบินเที่ยวไปและกลับเมื่อทำงานสิ้นสุดสัญญาจ้าง ค่ารักษาพยาบาล ค่าโอที เป็นไปตามกฎหมายแรงงานยูเออี วันลาพักผ่อน 30 วันต่อปี มีประกันคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้สนใจสามารถสมัครทางเว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ – 25 ตุลาคม 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ

นายสมาสภ์ ฯ กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งงาน และคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการจะต้องมีประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งที่สมัคร โดยทั้ง 5 ตำแหน่ง มีรายละเอียด ดังนี้
1. ตำแหน่งช่างไฟฟ้า จำนวน 4 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาไฟฟ้ากำลัง / อิเล็กทรอนิกส์
2. ตำแหน่งช่างกล จำนวน 4 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือสูงกว่า สาขาช่างยนต์/ช่างเครื่อง
3. ตำแหน่งพนักงานควบคุมเครื่องจักร/ช่างเครื่อง จำนวน 2 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือสูงกว่า สาขาช่างยนต์/ช่างเครื่อง
4. ตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิต จำนวน 3 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบมัธยมศึกษาตอนปลาย และ
5. ตำแหน่งหัวหน้างาน(แผนการผลิต) จำนวน 1 อัตรา อายุ 25 - 35 ปี จบปริญญาตรีสาขาที่เกี่ยวข้อง

“การรับสมัครครั้งนี้เป็นการจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยกรมการจัดหางาน คนหางานไม่ต้องเสีย ค่าสมัครหรือค่าบริการใด ๆ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปทำงานจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ และค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงาน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 6,700 บาท” นายสมาสภ์ ฯกล่าว

ผู้ที่มีความสนใจสามารถศึกษารายละเอียดการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หรือ เพจเฟซบุ๊ก : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 หรือ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1506 กด 2

‘วราวุธ’ สั่งลุยโรงงานกากอุตฯ ปราจีนบุรี!! สนธิกำลัง คพ.-ทสจ.ปราจีน-อบต.บ่อทอง เร่งดูดคราบน้ำมันรั่วไหลในปราจีนบุรี สั่งยึดอายัดเครื่องจักรผิดกฎหมาย ปิดคำสั่งโรงงานรีไซเคิลนอมินีทันที


"วราวุธ" เผย อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สนธิกำลัง คพ.-ทสจ.ปราจีน-อบต.บ่อทอง เร่งดูดคราบน้ำมัน สั่งยึดอายัดเครื่องจักรตามกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม

วันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรณีที่ได้สั่งการให้นายอภิรักษ์  อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินการตรวจสอบกรณีโรงงานกากอุตสาหกรรมใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี มีสารเคมีจากกากขยะรั่วไหลพร้อมกับปัญหาอุทกภัย ว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) ได้ดำเนินการติดตามการเก็บกู้คราบน้ำมันที่รั่วไหลไปกับน้ำท่วม จากโรงงานฝังกลบและโรงงานรีไซเคิลทำน้ำมันเชื้อเพลิงผสม ของ บริษัท กรีนเอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบแบบสุญญากาศ  (Vacuum) เพื่อดูดคราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำนอกบริเวณโรงงานเรียบร้อยแล้ว 

ส่วนกรณีที่ให้นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กำชับอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ตรวจสอบโรงงานต่างๆว่ามีนอมินีหรือปัญหาอื่นหรือไม่ พร้อมกับให้สนธิกำลังกับหน่วยงานอื่นเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายในทุกโรงงานอย่างละเอียด หากพิสูจน์แล้วพบผิดตามกฏหมายชัดเจนกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งปิดโรงงานได้ทันทีนั้นล่าสุด อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินการปิดประกาศ คำสั่ง ยึดอายัดวัสดุสิ่งของ เครื่องจักรและสิ่งอื่นๆ ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 จำนวน 1 ราย คือ บริษัท จี.เค.ซี.รีไซเคิล จำกัดตั้งอยู่ที่ ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี หลังจากที่ได้มีการสนธิกำลังบูรณาการหลายหน่วยงานในจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อตรวจสอบโรงงานรายนี้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 และพบการกระทำความผิดหลายข้อหา โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานควบคุมมลพิษที่ 7 สระบุรี สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง ร่วมตรวจสอบและปิดคำสั่งด้วย

ดีพร้อม เร่งพา SMEs ฝ่าวิกฤตอุทกภัย!! เปิดวงเงิน 50 ล้านฟื้นภัย เติมสภาพคล่องลูกหนี้เก่าใหม่ ส่งทีมประเมินความเสียหายพื้นที่ เสริมตลาดเพิ่มยอดขาย SMEs

ดีพร้อม เร่งพา SMEs ฝ่าวิกฤตอุทกภัย อัดมาตรการ “เงินไว ฟื้นภัยพิบัติ” วงเงิน 50 ล้านบาท เติมสภาพคล่อง - ฟื้นฟูกิจการ ส่งผู้เชี่ยวชาญ DIPROM Center ลงพื้นที่ประเมินความเสียหาย ออกแนวทางช่วยเหลือครบวงจร

กรุงเทพฯ 12 ตุลาคม 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เร่งช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ดวยมาตรการ “เงินไว ฟื้นภัยพิบัติ” ภายใต้กรอบวงเงิน 50 ล้านบาท หนุนเติมสภาพคล่องทั้งลูกหนี้รายเดิมและผู้ประกอบการรายใหม่ พร้อมส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจและประเมินความเสียหาย โดยมี DIPROM Center เป็นกลไกประสานความช่วยเหลือ ควบคู่การฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ยังคงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั้งในด้านสถานประกอบการ เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต วัตถุดิบ ตลอดจนความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม แต่ยังอาจส่งผลต่อการผลิต การส่งมอบสินค้า รายได้ และสภาพคล่องของกิจการเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงเร่งดำเนินมาตรการสินเชื่อ “เงินไว ฟื้นภัยพิบัติ” ภายใต้มาตรการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยมีกรอบวงเงิน 50 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการช่วยเหลือลูกหนี้รายเดิมและการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการภาระทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง และนำเงินทุนไปใช้ในการฟื้นฟูกิจการได้อย่างเหมาะสม

สำหรับผู้ประกอบการซึ่งเป็นลูกหนี้รายเดิมนั้น ดีพร้อมให้ความช่วยเหลือผ่านการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติเป็นเวลา 4 เดือน พร้อมลดภาระค่างวดผ่อนชำระรายเดือนลงร้อยละ 50 เป็นเวลา 6 เดือน และสามารถขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการฟื้นฟูกิจการและกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังสามารถขอรีไฟแนนซ์เงินกู้ได้ โดยวงเงินกู้ใหม่ต้องไม่เกินวงเงินกู้เดิม ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายต่อกิจการ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการฟื้นฟูและเสริมสภาพคล่อง โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ในช่วง 6 เดือนแรก พร้อมพักชำระหนี้อัตโนมัติทันทีเป็นเวลา 3 เดือน โดยมาตรการด้านการเงินดังกล่าวมุ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประคับประคองกิจการในช่วงที่ได้รับผลกระทบ มีระยะเวลาในการบริหารจัดการภาระทางการเงินและมีเงินทุนสำหรับนำไปใช้ในการฟื้นฟูกิจการ

ได้อย่างเหมาะสม

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวเพิ่มเติม นอกจากการช่วยเหลือด้านการเงินแล้ว ดีพร้อมยังให้ความสำคัญกับ

การลงพื้นที่สำรวจและประเมินปัญหาของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมี DIPROM Centerเป็นกลไกสำคัญในการประสานและให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของดีพร้อมได้อย่างรวดเร็วสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความเสียหายของแต่ละกิจการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบรุนแรงและมีความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟู ดีพร้อมจะให้ความช่วยเหลือผ่านโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ “กิจกรรมการฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติเชิงลึก (Retrofit)” เน้นการช่วยเหลือผู้ประกอบที่ได้รับผลกระทบรุนแรง และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องฟื้นฟู ผ่านการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการปรับปรุงโรงงาน เครื่องจักรและกระบวนการผลิต

เพื่อวางแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสมกับความเสียหายของแต่ละกิจการ และ “กิจกรรมการฟื้นฟูธุรกิจที่ได้ผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติเบื้องต้น (Recover)” จะเป็นการวินิจฉัยสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสถานการณ์อุทกภัยในระดับกลางถึงต่ำ เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ การให้คำปรึกษาแนะนำเบื้องต้นและการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนเพื่อให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อการส่งมอบสินค้า รายได้ เงินทุนหมุนเวียน และการจ้างงาน ตลอดจนคู่ค้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต 

“ล่าสุดดีพร้อมยังได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการด้านการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ โดยได้ดำเนินการจัดงาน DIPROM Fair 2026 เมื่อวันที่ 6 – 9 ตุลาคม 2569 ณ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม นำสินค้าและผลิตภัณฑ์มาร่วมแสดงและจัดจำหน่ายภายในงาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้บริโภค เพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้และกระตุ้นยอดขาย โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้บริโภค เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระยะต่อไป”

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญของดีพร้อม คือ การช่วยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว โดยจะเร่งส่งทีมเจ้าหน้าที่จาก DIPROM Center ลงพื้นที่ เพื่อสนับสนุนทั้งด้านการเงิน การฟื้นฟูและซ่อมแซมเครื่องจักร การปรับปรุงกระบวนการผลิต ตลอดจนการสร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาผลิต สร้างรายได้ และรักษาการจ้างงานได้อย่างต่อเนื่องพร้อมเสริมความพร้อมให้สามารถปรับตัวและรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป

สตีเบล เอลทรอน แนะปลอดภัยหลังน้ำท่วม!! 3 ขั้นตอนเช็กเครื่องใช้ไฟฟ้า เตรียมความพร้อมก่อนเข้าบ้าน หลีกเลี่ยงซ่อมเองหลังน้ำลด ทำความสะอาดระบบน้ำอย่างถูกวิธี

“สตีเบล เอลทรอน” ส่งความห่วงใยถึงผู้ประสบอุทกภัย แนะนำ 3 สเต็ป
เช็กด่วนก่อนสับสวิตช์! ดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบน้ำในบ้านให้ปลอดภัยหลังน้ำท่วม

สถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนหลายครอบครัว เมื่อระดับน้ำลดลง การตรวจสอบความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยก่อนกลับเข้าพื้นที่จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ สตีเบล เอลทรอน ร่วมส่งความห่วงใยไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมแนะนำแนวทางการตรวจสอบและดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำ เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องกรองน้ำ และปั๊มน้ำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้ารั่ว ไฟฟ้าลัดวงจร รวมถึงการปนเปื้อนของน้ำ และช่วยให้สามารถกลับมาใช้งานอุปกรณ์ภายในบ้านได้อย่างปลอดภัย

1. เตรียมความพร้อมก่อนเข้าพื้นที่บ้าน ก่อนเข้าตรวจสอบสภาพบ้านหลังน้ำท่วม ต้องทำการปิดเมนสวิตช์หรือเบรกเกอร์หลักให้เรียบร้อย หากตู้ไฟเปียกชื้นหรือถูกน้ำท่วม ควรติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่หรือช่างไฟฟ้าผู้ชำนาญช่วยตัดกระแสไฟฟ้าในบ้าน นอกจากนี้ ควรสวมถุงมือและรองเท้ายาง เพื่อลดการสัมผัสน้ำสกปรกและป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว

2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมด้วยตนเอง แม้ภายนอกตัวเครื่องจะแห้งแล้ว แต่ความชื้นและสิ่งสกปรกที่ตกค้างภายใน อาจก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้าดูดเมื่อเปิดใช้งาน จึงควรให้ช่างผู้ชำนาญตรวจสอบทั้งสภาพอุปกรณ์และความปลอดภัย ทั้งสายไฟ ระบบสายดิน และการทำงานของอุปกรณ์ตัดไฟรั่ว ก่อนทำความสะอาดและใช้งานเครื่องในลำดับต่อไป

3. ทำความสะอาดระบบน้ำก่อนใช้งานจริง เมื่อช่างประเมินว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ควรทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำตามคู่มือผลิตภัณฑ์ เพื่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น

- เครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องทำน้ำร้อน ใช้ผ้าสะอาดเช็ดฝาครอบตัวเครื่อง พร้อมล้างทำความสะอาดคราบและตะกอนบริเวณหัวฝักบัวและสายฝักบัว
- เครื่องกรองน้ำ ทำการเปลี่ยนไส้กรอง รวมถึงทำความสะอาดและฆ่าเชื้อส่วนที่สัมผัสน้ำ เช่น กระบอกไส้กรอง ท่อน้ำ และถังพักน้ำ ก่อนการใช้งาน
- ปั๊มน้ำ ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำความสะอาดโคลนหรือตะกอนที่อุดตันในระบบท่อ รวมถึงล้างและฆ่าเชื้อภายในถังเก็บน้ำก่อนนำน้ำกลับมาใช้

ไบโอเทค ลุยแท็คกิ้งนวัตกรรมกุ้ง!! เปิดตัว Hackathon ชิงรางวัลกว่าแสน ดึงนวัตกรแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมกุ้ง 5 หัวข้อเน้นพัฒนา เทคโนโลยีชีวภาพ หวังเพิ่มผลผลิต-ลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

ไบโอเทค สวทช. เปิดตัวประกวดนวัตกรรม “Hackathon Hub of Shrimp” เฟ้นไอเดียพลิกฟื้นกุ้งไทย ชิงรางวัลกว่า 1 แสนบาท ดึงพลังนวัตกรแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

(8 ต.ค. 69) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้ทุนสนับสนุนโครงการ “ศูนย์กลางองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตกุ้งของประเทศไทย” (Hub of Knowledge – Shrimp) ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย สมาคมกุ้งไทย คลัสเตอร์กุ้งกุลาดำไทย ชมรมผู้ผลิตลูกพันธุ์สัตว์น้ำ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมการค้าปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย แถลงเปิดตัวกิจกรรมแข่งขันนวัตกรรม “Hub of Shrimp - Hackathon: คิด • นวัตกรรม • ยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทย” ภายใต้แนวคิด INNOVATE TODAY, SUSTAIN TOMORROW เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืน พร้อมประกาศเปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษา สตาร์ตอัป นักวิจัย และผู้ประกอบการทั่วประเทศร่วมส่งผลงานประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดิจิทัลแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมกุ้งไทย ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2569

ดร.กัลยาณ์ แดงติ๊บ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทคมุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยกับความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อแก้ปัญหาโรค ต้นทุนการผลิต และสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมกุ้ง โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย กรมประมง เครือข่ายเกษตรกร และภาคเอกชน ขับเคลื่อนโครงการ Hub of Shrimp ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำหรับกิจกรรม Hackathon จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จากหลากหลายสาขาเรียนรู้โจทย์จากผู้ปฏิบัติงานจริง และพัฒนาแนวคิดร่วมกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ โดยมุ่งหวังให้เกิดนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่การใช้งานจริง พร้อมสร้างความร่วมมือที่ดำเนินต่อเนื่องหลังจบกิจกรรม

ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าทีมวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง ไบโอเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การจัด Hackathon ครั้งนี้มุ่งหวังให้เป็นเวทีปล่อยของและพื้นที่แห่งความร่วมมือในการดึงพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ สตาร์ตอัป และนวัตกร มาร่วมกับนักวิจัยและผู้ประกอบการในการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศ ทั้งการช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มอัตราการรอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ากุ้งไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมทั้งผลักดันงานวิจัยและเทคโนโลยีให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ เพื่อคืนตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมกุ้งไทยในระดับสากล

ด้าน นายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งระนอง ตัวแทนภาคเอกชน ทั้ง 7 องค์กร กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญปัญหารอบด้าน จึงเร่งมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ ผ่านเวทีระดมสมองอย่างเข้มข้น (Hackathon) ที่เป็นสะพานเชื่อมโจทย์ปัญหาจากหน้าฟาร์มและอุตสาหกรรมกุ้งไทยเข้ากับนักนวัตกรที่สนใจ เพื่อร่วมกันหาทางออกและพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรตลอดจนผู้ประกอบการอย่างแท้จริง สำหรับกรอบโจทย์การแข่งขันในครั้งนี้ ได้เปิดกว้างครอบคลุม 5 ด้านสำคัญของการดำเนินธุรกิจกุ้งไทย ได้แก่

1) พันธุ์กุ้ง: การพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์กุ้งที่เติบโตเร็ว ทนทานต่อโรค และปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศ

2) การเลี้ยง: นวัตกรรมระบบการเลี้ยงอัจฉริยะ เทคโนโลยีการจัดการน้ำ พลังงานสะอาด และอาหารกุ้งเพื่อเพิ่มอัตราการรอด

3) การจัดการส่งเสริมการเลี้ยง: เครื่องมือและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและเตือนภัยล่วงหน้า

4) การตลาด: การสร้างมูลค่าเพิ่ม การเชื่อมโยงตลาด และเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับ

5) การจับและการจัดการหลังจับ: นวัตกรรมยืดอายุการเก็บรักษา คุมคุณภาพ และแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า

ผู้สมัครสามารถเลือกหัวข้อที่ต้องการส่งได้ตามความสนใจ และเมื่อผ่านเข้าสู่รอบลึก ๆ จะได้ร่วมระดมสมองกับภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจนั้นโดยตรง แลกเปลี่ยนและผสานประสบการณ์ เพื่อพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้ได้จริงอย่างยั่งยืน

ดร.ปรัศนียาภรณ์ ปอศิริ นักวิจัย หัวหน้าทีมวิจัยและพัฒนาบริการด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างเข้มข้น เพื่อพาผู้เข้าแข่งขันต่อยอดไอเดียสู่การใช้งานจริง โดยทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะเริ่มต้นด้วยคอร์สออนไลน์ “กุ้ง 101” ในทุกวันเสาร์ เวลา 13:30 – 16:30 น. ระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม–7 พฤศจิกายน 2569 เพื่อปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมกุ้งไทย ก่อนนำเสนอไอเดียผ่านการแข่งขันรอบคัดเลือกทางออนไลน์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเฟ้นหา 5 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย

ทั้ง 5 ทีมจะได้เข้าร่วม Shrimp Hack Camp ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ พร้อมพัฒนาและปรับไอเดียให้พร้อมนำไปใช้ได้จริง ก่อนประชันแนวคิดในการแข่งขันรอบตัดสิน Final Pitching วันที่ 17 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการรับสมัครผู้สนใจทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียน นิสิต นักศึกษา เกษตรกร ผู้ประกอบการ บุคลากรภาครัฐ-เอกชน และประชาชนทั่วไป สมัครเข้าร่วมแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้ - 15 ตุลาคม 2569 ทาง ออนไลน์ https://forms.gle/sVk77rSqMPavaYxM7 และ ติดตามกิจกรรมข่าวสารของทาง Hub of Shrimp ได้ทาง Facebook : https://www.facebook.com/HubOfKnowledgeShrimp


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top