Tuesday, 20 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

องค์กรนานาชาติ ค้านยกเลิกภาษีบาป!! Movendi สนับสนุนภาษีเฉพาะสุราสูบ ชี้ เป็นโมเดลนวัตกรรมโลกที่ต้องรักษา หวั่นงบประมาณถูกแทรกแซงภาคธุรกิจ ไทยรณรงค์งดเหล้าต่อเนื่อง 25 ปี

ภาคประชาสังคมนานาชาติ ค้านยกเลิก Earmarked Tax ร้องไทยทบทวนปมภาษีบาป
องค์กรภาคประชาสังคมนานาชาติ Movendi International แถลงการณ์คัดค้านการยกเลิกระบบภาษีเฉพาะ (Earmarked Tax) เรียกร้องรัฐบาลไทยทบทวน หวั่นผลกระทบจากสุรายาสูบเพิ่มถูกแทรกแซงจากธุรกิจสุรายาสูบ ย้ำไทยคือโมเดลนวัตกรรมของโลก

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2569 องค์กรภาคประชาสังคมนานาชาติ Movendi International ซึ่งเป็นขบวนการภาคประชาชนระดับโลกที่เป็นอิสระ มีองค์กรสมาชิกกว่า 140 องค์กร ในกว่า 50 ประเทศ ได้จัดการประชุมระดับโลก (World Congress) ครั้งที่ 71 ระหว่างวันที่ 3-6 ต.ค. 2569 ณ เมืองครานสก้ากอรา ประเทศสโลวีเนีย โดยมีองค์กรสมาชิกส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมจำนวน 51 องค์กร ที่ประชุมได้มีมติรับรองแถลงการณ์คัดค้านและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติกระบวนการยกเลิกระบบภาษีเฉพาะ (Earmarked Tax) เพื่อปกป้องความเป็นอิสระและประสิทธิภาพของระบบสร้างเสริมสุขภาพ

นางจูเลียต เนมูกาซา (Juliet Namukasa) ประธาน Movendi International คนใหม่ กล่าวว่า ความสำเร็จของประเทศไทยได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก และได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นตัวอย่างนวัตกรรมทางการเงินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โมเดลของไทยคือการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม 2% จากผลิตภัณฑ์ที่ทำลายสุขภาพอย่างสุราและยาสูบ ส่งตรงไปยังสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อสังคมไทยตลอด25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทางองค์กร Movendi ได้รับทราบและชื่นชมความก้าวหน้าและผลสำเร็จต่างๆ โดยเฉพาะรางวัลเนลสันเมเดล่า ปี 2564 ที่ สสส. ได้รับ นับเป็นรางวัลสูงสุดของการทำงานด้านสร้างเสริมสุขภาพ

นางจูเลียต กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะมีนโยบายนำระบบงบประมาณภาษีเฉพาะนี้กลับเข้าสู่งบประมาณปกติ จะทำให้ระบบการปกป้องสุขภาพของประชาชนตกอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของนโยบายรัฐบาลและพรรคการเมือง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และเปิดโอกาสให้ถูกแทรกแซงจากกลุ่มอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ ยาสูบ และอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาของการสร้างเสริมสุขภาพทั่วโลกที่ทุกรัฐบาลมักจะละเลย เพราะมองว่าเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล และเน้นให้กระทรวงสาธารณสุขไปรักษาเมื่อป่วยแล้ว เช่น โรคที่เกิดจากพฤติกรรม NCDs เป็นสาเหตุทำให้คนไทยเสียชีวิตสูงถึงกว่า 400,000 รายต่อปีนั้น

รวมทั้ง อุบัติเหตุดื่มแล้วขับ ความรุนแรง และปัญหาสุขภาพจิต ล้วนมีแรงกระตุ้นจากการตลาดของธุรกิจที่กระตุ้นพฤติกรรมเสี่ยง จึงต้องใช้การป้องกันมากกว่ารักษา โดยเฉพาะต้องมีกฎหมายที่ควบคุมการตลาด กฎหมายจำกัดการดื่มการสูบ และมาตรการเพิ่มราคาหรือขึ้นภาษี

แม้รัฐบาลทั่วโลกมักจะไม่ใช้ แต่ในหลักวิชาการขององค์กาอนามัยโลกแล้วถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการลดผลกระทบ โดยเครือข่ายภาคประชาสังคมจะเป็นกลไกสำคัญที่ร่วมกับรัฐบาลในการลดปัญหานี้ ดังนั้น ที่ประชุมใหญ่ขององค์กรจึงมีมติแถลงการณ์ไปยังนายกรัฐมนตรี และสื่อมวลชนถึงความห่วงใย และขอให้ยกเลิกนโยบายที่ส่งผลเสียต่อระบบสุขภาพของไทยดังกล่าว

ด้านนายธีระ วัชรปราณี กรรมการบริหารขององค์กร Movendi International และผู้แทนจากเครือข่ายงดเหล้า (Stop Drink Network) กล่าวว่า เครือข่ายงดเหล้าเป็นสมาชิกของ Movendi ตั้งแต่ปี 2557 (เดิมใช้ชื่อ IOGT International) โดยได้ร่วมกันผลักดันนโยบายการควบคุมแอลกอฮอล์ ยาสูบ และยาเสพติดในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยตนเองได้รับการยอมรับให้เป็นกรรมการบริหารขององค์กรในชุดปัจจุบันในตัวแทนภูมิภาคเอเชียอีกสมัย ปี 2569-2573 หลังจากที่ได้เป็นกรรมการมาแล้ว 2 ครั้ง ปี 2557-2561 และ 2565-2069 เป็นเพราะว่าผลงานของเครือข่ายฯ เป็นที่ประจักษ์ต่อนานาชาติ โดยเฉพาะการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก สสส. ซึ่งสอดคล้องกับองค์กร Movendi International ที่มีการก่อตั้งยาวนานกว่า ตั้งแต่ปี คศ. 1851 รวม 175ปี มาแล้ว

นายธีระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายงดเหล้าได้รับงบประมาณจาก สสส. ตั้งแต่ปี 2546 เริ่มด้วยการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาต่อเนื่องทุกปี รณรงค์งานเทศกาลประเพณีให้ปลอดภัยควบคุมแอลกอฮอล์กว่า 200 งาน ส่งเสริมชุมชนสู้เหล้าและช่วยเหลือทำให้คนเลิกเหล้าเป็น "คนหัวใจเพชร" กว่า 300 ชุมชน ด้านเด็กเยาวชนจะเน้นพัฒนา Mindset ผู้ใหญ่ ได้แก่ ผู้บริหารการศึกษา ครู และโค้ชกีฬาฟุตซอล เพื่อเป็นผู้นำแบบอย่าง และสร้างความปลอดภัยสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งโดยมีครูเข้าร่วมกว่า 2,000 คน และโค้ชกว่า 250 คน

รวมถึงมีโครงการแข่งขันฟุตซอลเยาวชนชายอายุไม่เกิน 15 ปีที่ใหญ่ที่สุด สร้างโอกาสให้น้องๆ กว่า 1,100 ทีม โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลให้มีประสบการณ์และทัศนคติการใช้ชีวิตที่ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน นอกจากนั้น เครือข่ายงดเหล้ายังเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี 2551 และฉบับแก้ไขปี 2568 เพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน เช่น การห้ามขายเหล้าในรถไฟและสถานีรถไฟ ซึ่งขับเคลื่อนจากกรณีน้องผู้หญิงถูกคนเมาทำร้ายบนรถไฟ เมื่อมีกฎหมายบังคับใช้ ปัญหาก็ลดลงและมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงการห้ามขายเบียร์แบบกดอัตโนมัติในร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในการเดินทางเข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมการบริหารองค์กร Movendi ตนเองได้นำเสนอผลงานรณรงค์ “งดเหล้าเข้าพรรษา” ของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ต่อที่ประชุมระดับโลก

โดยแสดงให้เห็นว่า การรณรงค์งดดื่มแบบชั่วคราวในช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ทั้งจากผลวิจัยข้อมูลการจำหน่ายสุราจากสรรพสามิตย้อนหลัง 23 ปี พบว่า ในช่วงรณรงค์การบริโภคต่อหัวลดลง 9.97% และจากผลการสำรวจประเมินการรณรงค์ในช่วงปี พ.ศ. 2558–2568 พบว่ามีประชาชนที่งดดื่มตลอด 3 เดือน งดดื่มบางช่วง หรือปรับลดปริมาณการดื่ม รวมเฉลี่ยปีละกว่า 10 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเป็นแนวทางที่มีลักษณะคล้ายกับการรณรงค์งดดื่มชั่วคราวในต่างประเทศ เช่น Dry January, Dry July และ Ocsober แต่การรณรงค์ของไทยมีระยะเวลาต่อเนื่องถึง 3 เดือน และมีการศึกษาประเมินผลอย่างเป็นระบ

ที่มา : https://www.hfocus.org/content/2026/10/39852

นิด้าโพลเปิดสำรวจ “น้ำท่วม กทม. ใครน่าชื่นชม”!! หลังน้ำท่วมปลายกันยายน เปิดประเด็นคนกรุงชื่นชมใครมากที่สุด ผลสำรวจเผยน้ำท่วมกทม. ตั้งแต่ 5-7 ต.ค. 69 ครอบคลุม 50 เขตทั่วเมือง ประชาชนชื่นชมฝ่ายใดบ้าง

“น้ำท่วม กทม. ใครน่าชื่นชม”

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “น้ำท่วม กทม. ใครน่าชื่นชม” ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

ปมจัดจ้างรายการ “กรุณา” ร้อน!! อดีตผู้บริหาร TPBS ชี้งบ 25 ล้าน ต้องตอบเรื่องความคุ้มค่า งบจัดซื้อปีแรก 4.7 ล้าน ค่าเฉลี่ยตอนละ 2.4 แสน เตือนอย่าใช้เงินภาษีสร้างอุปถัมภ์

เป็นเรื่อง! อดีตผู้บริหาร TPBS ชำแหละรายการ “กรุณา” 2 ปี 25 ล้าน เตือนอย่าใช้ภาษีสร้างระบบอุปถัมภ์

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักโทรทัศน์ และอดีตผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอส ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดจ้างผลิตรายการ Flashpoint จุดร้อนโลก ซึ่งดำเนินรายการโดย กรุณา บัวคำศรี หลังมีการเปิดเผยเอกสารจัดซื้อจัดจ้างที่ระบุวงเงินไตรมาสแรกปี 2569 จำนวน 4,675,900 บาท สำหรับ 19 ตอน เฉลี่ยตอนละ 246,100 บาท

นายธีรัตถ์ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปี บริษัทของกรุณาได้รับค่าตอบแทนจากการผลิตรายการดังกล่าวรวมประมาณ 25 ล้านบาท ทั้งที่เนื้อหารายการส่วนใหญ่เป็นการนำภาพข่าวต่างประเทศมาตัดต่อ เรียบเรียงบท และลงเสียงใหม่ โดยแทบไม่ปรากฏการลงพื้นที่ผลิตผลงานต้นฉบับ หรือ Original Production

อดีตผู้บริหารไทยพีบีเอสชี้ว่า การจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงในช่วง 3–6 เดือนแรกอาจมีเหตุผลรองรับ แต่เมื่อผลิตต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ปี สถานีควรทบทวนความคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อไทยพีบีเอสมีการจัดซื้อภาพข่าวจากต่างประเทศอยู่แล้ว

นายธีรัตถ์เปรียบเทียบว่า งบประมาณราว 250,000 บาท สามารถจ้างทีมข่าวต่างประเทศทำงานเต็มเวลาได้ทั้งเดือน แทนที่จะจ่ายเพื่อผลิตรายการความยาวเพียง 25 นาที พร้อมเสนอให้เปลี่ยนรูปแบบเป็นการจ้างกรุณาเขียนบท ลงเสียง และควบคุมการผลิต โดยใช้ทรัพยากรของสถานีในอัตราไม่เกินตอนละ 60,000 บาท

ส่วนการเดินทางไปถ่ายทำต่างประเทศ สามารถพิจารณาอนุมัติเป็นรายโครงการ หรือเปิดประมูลแข่งขันเพื่อความโปร่งใสและบริหารต้นทุนให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้จำนวนมาก
นายธีรัตถ์ทิ้งท้ายว่า แม้แต่การใช้เงินของบริษัทเอกชนยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ยิ่งเป็นเงินภาษีประชาชนยิ่งต้องรอบคอบ พร้อมเตือนว่า “อย่าให้การที่มีเงินในมือเป็นการเอาไปสร้างระบอบอุปถัมภ์”

การออกมาแสดงความคิดเห็นครั้งนี้จึงเป็นการตั้งคำถามจากอดีตผู้บริหารภายในองค์กรเอง ถึงความคุ้มค่าและรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างรายการที่ใช้เงินสาธารณะ โดยเฉพาะการว่าจ้างแบบเฉพาะเจาะจงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

ที่มา : https://www.facebook.com/100064439212441/posts/1639061788251779/?rdid=4UXo4Jlh7SCem5FG#

EVAT ดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยสู่อนาคต!! สมาคมไฟฟ้าจัดเวทีแลกเปลี่ยน เสวนาขับเคลื่อนสู่ Net Zero เน้นพัฒนาความสามารถแข่งขัน ชูแผน Keep-Fix-Build ต่อยอดอุตสาหกรรม

EVAT จัดเวที Member Engagement แลกเปลี่ยนมุมมอง “EV สู่ Net Zero” และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) จัดกิจกรรม EVAT Member Engagement ภายใต้หัวข้อ “เวทีความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” ณ อาคารเคเอ็กซ์ (KX) เพื่อเปิดพื้นที่ให้สมาชิกและผู้เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยได้รับเกียรติจาก คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวต้อนรับและแนะนำวัตถุประสงค์ของงาน

ภายในงานมีการเสวนา “EV สู่ Net Zero: ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ” โดยคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (คุณศุภจี สุธรรมพันธ์) และอดีตประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ พร้อมด้วย คุณพฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีคุณสยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ EVAT ดำเนินรายการ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผ่านแนวคิด Keep – Fix – Build เพื่อระบุจุดแข็งที่ควรรักษา ประเด็นที่ควรปรับปรุง และความสามารถหรือระบบใหม่ที่ควรพัฒนาขึ้น
EVAT ขอขอบคุณวิทยากร สมาชิก และผู้เข้าร่วมทุกท่านที่ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้

นงนุชพัทยา สืบสานศรัทธา เปลี่ยนธงมนตรา 9 ต้น เชื่อมวัฒนธรรมไทย–ภูฏาน–ทิเบต–เนปาล ร่วมอธิษฐานส่งพลังเมตตา ให้แคล้วคลาดจากภัยธรรมชาติ

นงนุช เวิลด์ พัทยา สืบสานศรัทธาหิมาลัย เปลี่ยนธงมนตรา 9 ต้น เชื่อมวัฒนธรรมไทย–ภูฏาน–ทิเบต–เนปาล

ร่วมอธิษฐานให้แคล้วคลาดจากภัยพิบัติ ส่งพลังเมตตาและความปรารถนาดีถึงผู้ประสบภัยธรรมชาติ

วันที่ 10 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ นงนุช เวิลด์ พัทยา (สวนนงนุชพัทยา) จังหวัดชลบุรี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมประกอบพิธีเปลี่ยนธงมนตราจำนวน 9 ต้น เพื่อสืบสานคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัย ทั้งเนปาล ทิเบต และภูฏาน พร้อมร่วมอธิษฐานให้ประชาชนแคล้วคลาดจากภัยอันตราย และส่งความปรารถนาดีถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ภายในพิธีได้นิมนต์พระครูเกษมกิจโสภณ พร้อมคณะสงฆ์รวม 9 รูป ประกอบพิธีเจิมแป้ง ปิดทอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงมนตราทั้ง 9 ผืน เพื่อความเป็นสิริมงคลตามคติความเชื่อ โดยมีคณะผู้บริหารเข้าร่วมพิธี

นายกัมพล กล่าวถึงความสำคัญของพิธีในครั้งนี้ว่า “ช่วงเวลาที่หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ สิ่งสำคัญคือความห่วงใยและกำลังใจที่เรามีให้กัน ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักและเตรียมพร้อมรับมือ นงนุช เวิลด์ พัทยา ให้ความสำคัญกับการวางแผนระบบระบายน้ำให้สอดคล้องกับธรรมชาติและการจัดสวน ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันการเปลี่ยนธงมนตราในวันนี้ นอกจากเป็นการสืบสานวัฒนธรรมและความเชื่อแล้ว ยังเป็นโอกาสที่พวกเราจะได้ร่วมกันอธิษฐาน ขอให้ประชาชนทุกคนแคล้วคลาดจากภัยอันตราย ผู้ที่กำลังประสบความเดือดร้อนขอให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้โดยเร็ว และขอให้ทุกครอบครัวมีความสุขและความปลอดภัย”

ธงมนตราเป็นผืนผ้าที่จารึกบทสวดภาวนาและถ้อยคำมงคลตามความเชื่อของชาวพุทธในภูมิภาคหิมาลัย เชื่อกันว่าเมื่อสายลมพัดผ่านผืนธง จะเป็นการส่งต่อบทสวดภาวนา ความเมตตา และความปรารถนาดีไปสู่สรรพชีวิต ธงมนตราจึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางศาสนา แต่ยังสะท้อนแนวคิดเรื่องความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

นอกจากนี้ ธงมนตรายังประกอบด้วยสีสำคัญ 5 สี ซึ่งในคติความเชื่อบางสายอธิบายถึงธาตุแห่งธรรมชาติ ได้แก่ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีขาวแทนธาตุโลหะ สีแดงแทนธาตุไฟ สีเขียวแทนธาตุไม้ และสีเหลืองแทนธาตุดิน สะท้อนความสัมพันธ์และความสมดุลของธรรมชาติ โดยความหมายของสีและธาตุอาจแตกต่างกันไปตามประเพณีความเชื่อในแต่ละพื้นที่

พิธีเปลี่ยนธงมนตราในครั้งนี้จึงเป็นทั้งการสืบสานวัฒนธรรมแห่งศรัทธา และการส่งต่อความห่วงใยถึงผู้คนที่กำลังเผชิญความยากลำบากจากภัยธรรมชาติ ผ่านการร่วมอธิษฐานให้ทุกชีวิตมีความปลอดภัยและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ พร้อมสะท้อนแนวคิดของนงนุช เวิลด์ พัทยา ที่ให้ความสำคัญทั้งการอนุรักษ์วัฒนธรรม การดูแลธรรมชาติ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ประวัติสนามบินบ้านเกิน สปป ลาว ไทม์ไลน์จากอดีตถึงปัจจุบัน

ประวัติสนามบินบ้านเกิน สปป ลาว ไทม์ไลน์จากอดีตถึงปัจจุบัน

ข้อมูลถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 (2026)

สนามบินบ้านเกิน (Ban Keun Airport) ในแขวงเวียงจันทน์ อยู่ทางเหนือของนครหลวงเวียงจันทน์ประมาณ 50 กิโลเมตร ใกล้แม่น้ำงืม จากลานบินที่ Air America ใช้ในยุคสงครามภายใต้รหัส Lima Site 44 ปัจจุบันได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกการบินทางทหารร่วมจีน–ลาว

ช่วงเวลา เหตุการณ์และบทบาท

ก่อนทศวรรษ 1960

ก่อน พ.ศ. 2503 ยังไม่พบหลักฐานยืนยันปีสร้างสนามบินครั้งแรกหรือผู้ก่อสร้าง จึงไม่ควรระบุปีเริ่มต้นอย่างแน่นอน

ทศวรรษ 1960–1970

พ.ศ. 2503–2510 เป็นต้นมา ใช้รหัส Lima Site 44 หรือ LS-44 ในเครือข่ายลานบินยุคสงครามลาวและสงครามเวียดนาม Air America ซึ่ง CIA ถือครองอย่างลับ ๆ ใช้ขนส่งกำลังพลและเสบียง ลานบินเดิมมีลักษณะเรียบง่าย [2, 3]

ค.ศ. 1968

พ.ศ. 2511 มีหลักฐานว่าเฮลิคอปเตอร์ Air America ใช้บ้านเกินเป็นจุดขนส่งทหารม้งที่สหรัฐฯ สนับสนุนไปยังพื้นที่สู้รบ ตามข้อมูลนักประวัติศาสตร์ Joachim Leeker ที่ Reuters อ้างถึง ปีนี้เป็นหลักฐานการใช้งาน ไม่ใช่ปีสร้าง

หลังสงคราม

ถึงก่อนการพัฒนาใหม่ รายงานย้อนหลังระบุว่าสนามบินยุติการใช้งานอย่างแข็งขันหลังความขัดแย้ง แต่วันปิดและประวัติการใช้งานต่อเนื่องยังไม่ชัดเจน ภาพดาวเทียมก่อนโครงการใหม่แสดงลานบินดินและพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ

ปลาย ค.ศ. 2025 -ปลาย พ.ศ. 2568

ภาพดาวเทียมที่ Reuters ตรวจสอบชี้ว่าเริ่มก่อสร้างสนามบินใหม่ มีรันเวย์ลาดยาง ทางขับขนาน ลานจอด และอาคารต่าง ๆ ขนาดใหญ่กว่าลานบินเดิมอย่างมาก

29 กันยายน 2026 - 29 กันยายน 2569

เปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน–ลาว และสถาบันการบินมิตรภาพจีน–ลาว กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่าร่วมดูแลและดำเนินงานโดยทั้งสองประเทศ เพื่อฝึกนักบินกองทัพอากาศลาว

30 กันยายน–6 ตุลาคม 2026 พ.ศ. 2569

ภาพดาวเทียมวันที่ 30 กันยายน ซึ่ง Reuters รายงานเมื่อ 6 ตุลาคม แสดงเครื่องบิน 8 ลำที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าเป็น K-8/JL-8 และยานพาหนะสนับสนุนมากกว่า 24 คัน ขณะยังมีงานก่อสร้าง ภาพไม่ยืนยันผู้ครอบครองแต่ละลำ

ปัจจุบัน ณ 9 ตุลาคม 2026 9 ตุลาคม 2569

เปิดใช้งานเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกการบินทางทหารร่วมจีน–ลาว CNN รายงานรันเวย์ยาวประมาณ 2,000 เมตร พร้อมทางขับและลานจอด ส่วนการประจำกำลังระยะยาวและขอบเขตการใช้งานในอนาคตยังไม่ชัดเจน

ข้อควรเข้าใจเกี่ยวกับสถานะปัจจุบัน

ชื่อที่ประกาศอย่างเป็นทางการคือศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน–ลาว ส่วนคำว่า “ฐานทัพจีนถาวร” เป็นการตีความของนักวิเคราะห์บางราย ยังไม่มีรายละเอียดสาธารณะที่ยืนยันการประจำกำลังถาวรหรือสิทธิใช้พื้นที่แต่เพียงผู้เดียว จีนระบุว่าศูนย์มุ่งฝึกนักบินลาวและไม่ได้มุ่งต่อต้านประเทศที่สาม

แหล่งอ้างอิง

กระทรวงกลาโหมจีน 30 กันยายน 2026

China-Laos Joint Support and Training Center Opens at Ban Keun Airport

https://eng.mod.gov.cn/2025xb/N/JE/16490653.html

Reuters เผยแพร่ซ้ำโดย Gulf Times 2 ตุลาคม 2026

China carves new military presence in Southeast Asian neighbour

https://www.gulf-times.com/article/734639/international/china/china-carves-new-military-presence-in-southeast-asian-neighbour

Reuters เผยแพร่ซ้ำโดย Internazionale 6 ตุลาคม 2026

Attack aircraft, military vehicles visible at new China-Laos base, satellite images show

https://www.internazionale.it/ultime-notizie-reuters/2026/10/06/exclusive-attack-aircraft-military-vehicles-visible-at-new-china-laos-base-satellite-images-show

CNN เผยแพร่ซ้ำโดย KVIA 8 ตุลาคม 2026

This old CIA airfield is now a Chinese base

https://kvia.com/news/us-world/cnn-world/2026/10/08/this-old-cia-airfield-is-now-a-chinese-base/

Lowy Institute 8 ตุลาคม 2026

What to make of China’s new air facility in Laos

https://www.lowyinstitute.org/the-interpreter/what-to-make-of-china-s-new-air-facility-in-laos

South China Morning Post กันยายน 2026

China takes strategic military step overseas with new Laos air force centre

https://www.scmp.com/news/china/military/article/3369253/china-expands-overseas-military-presence-new-laos-air-force-centre

Traveloka เผยอันดับท็อป 10 ชิงเต่าและต้าเหลียนมาแรง เจียหยางโดดเด่นในนักท่องเที่ยวไทย เฉิงตูล้นความนิยมต่อเนื่อง เมืองจีนหลากหลายตอบโจทย์นักเดินทาง

Traveloka เผย ชิงเต่าติดอันดับ 10 จุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด

ชิงเต่าขยับขึ้นมาติด 10 อันดับจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด ขณะที่ต้าเหลียนก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนเจียหยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ให้บริการภูมิภาคเฉาซาน ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยในสัดส่วนที่สูงกว่าตลาดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เฉิงตูยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทย และเมืองต่าง ๆ ในจีนที่คนไทยเลือกเดินทางไปก็มีความหลากหลายมากขึ้นจากปีก่อน

ชิงเต่าและต้าเหลียนมาแรง ขณะที่เจียหยางได้รับความสนใจจากคนไทยอย่างโดดเด่น
ข้อมูลจาก Traveloka ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 ชิงเต่า เมืองชายฝั่งที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมเยอรมันและทางเดินเลียบชายทะเล ขยับขึ้น 11 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 8 ของจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด โดยคนไทยจองเดินทางไปชิงต้ามากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้ง 5 ตลาดที่ Traveloka ติดตามมากกว่า 2 เท่า ขณะที่ต้าเหลียนก็ขยับขึ้น 13 อันดับในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน คนไทยจองการเดินทางไปยังเจียหยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ให้บริการเมืองเฉาโจวและซัวเถาในภูมิภาคเฉาซาน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องอาหารที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการดื่มชา มากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน นับเป็นเมืองที่ได้รับความสนใจจากนักเดินทางมากที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองใดเมืองหนึ่งในทุกตลาดที่ Travelokaติดตาม ขณะที่เฉิงตูยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยนิยมมากที่สุด โดยอยู่ในอันดับ 3 และมีสัดส่วนการจองสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้ง 5 ตลาดประมาณ 1.5 เท่า

นักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลือกเมืองต่าง ๆ ในจีนมากขึ้น
แนวโน้มการเลือกจุดหมายปลายทางที่หลากหลายมากขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนแนวโน้มที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งนักเดินทางหันไปจองเมืองต่าง ๆ ในจีนมากขึ้น แม้แต่ละตลาดจะมีเมืองที่ได้รับความนิยมแตกต่างกันออกไป

ใน 5 ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Traveloka ติดตาม พบว่า ยอดธุรกรรมรวมทั้งเที่ยวบินและที่พักไปยัง 15 “เมืองระดับเฟิร์สเทียร์แห่งใหม่ (New First-Tier)” ของจีนตามการจัดอันดับของแพลตฟอร์มข้อมูลของ Yicai ซึ่งรวมถึงเฉิงตู ฉงชิ่ง หางโจว ชิงเต่า ซีอาน และอู่ฮั่น เติบโตมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับธุรกรรมไปยังเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เซินเจิ้น และกว่างโจว ในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน สัดส่วนการจองไปยัง “เมืองระดับเฟิร์สเทียร์แห่งใหม่” ต่อการจองทั้งหมดในจีนบน Travelokaก็เพิ่มขึ้น 5 จุดเปอร์เซ็นต์

อเล็กซ์ จุง (Alex Jung) หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Traveloka กล่าวว่า “จีนไม่ได้มีเพียงเส้นทางท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ สำหรับนักเดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกต่อไป แม้เมืองปลายทางยอดนิยมที่คุ้นเคยยังคงมีความสำคัญ แต่นักเดินทางในแต่ละตลาดกำลังให้ความสนใจกับเมืองปลายทางที่แตกต่างกันออกไป Traveloka นำความเข้าใจในพฤติกรรมของนักเดินทางในแต่ละตลาดมาผสานเข้ากับตัวเลือกสายการบินและที่พักที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้นักเดินทางค้นพบและวางแผนการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ ในจีนได้ง่ายขึ้นในที่เดียว”

Traveloka ร่วมเดินทางไปกับคนไทยในการค้นพบจีน
เพื่อตอบรับความต้องการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น Traveloka เดินหน้ากระชับความร่วมมือกับสายการบินของจีน เพื่อเพิ่มทางเลือกเที่ยวบินและนำเสนอค่าโดยสารราคาพิเศษให้แก่ผู้ใช้งาน โดยมีสายการบินพันธมิตร ได้แก่ China Southern, China Eastern, Air China, Xiamen Airlines, Hainan Airlines, Juneyao Airlines, Shenzhen Airlines และSpring Airlines

Traveloka จัดแคมเปญ 10.10 Epic Sale ตั้งแต่วันที่ 1–10 ตุลาคม สำหรับประเทศไทย นักเดินทางสามารถรับส่วนลดเที่ยวบินไปจีนสูงสุด 10,100 บาท พร้อมคูปองส่วนลดสูงสุด 50% สำหรับการจองทั่วทั้งแพลตฟอร์ม และส่วนลดสูงสุด 1,010บาทสำหรับโรงแรมและกิจกรรมท่องเที่ยว

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ คว้า 5 รางวัล ครองตำแหน่งบริษัทน่าทำงานสูงสุด 6 ปีซ้อนรับเกียรติยศทอง เน้นความหลากหลายและเทคโนโลยี สร้างสถานที่ทำงานยั่งยืนทั่วเอเชีย

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ คว้า 5 รางวัลจาก HR Asia Awards 2026 รับรางวัลบริษัท ที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย 6 ปีซ้อน พร้อมเกียรติยศระดับทอง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ จำกัด (Griffith Foods Limited) ได้รับ 5 รางวัลจากเวที HR Asia Awards Thailand 2026 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ โดยได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมเกียรติยศระดับทอง (Gold Award) จากการได้รับรางวัลหลักอย่างต่อเนื่อง และรางวัลพิเศษอีก 4 สาขา

รางวัลที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ได้รับในปีนี้ ได้แก่
1.HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2026
รางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย
2.HR Asia Diversity, Equity & Inclusion Awards 2026
รางวัลด้านการส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม
3. HR Asia People Transformation Awards 2026
รางวัลด้านการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
4. HR Asia Sustainable Workplace Awards 2026
รางวัลด้านการสร้างสถานที่ทำงานอย่างยั่งยืน
5. HR Asia Tech Empowerment Awards 2026
รางวัลด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพการทำงาน
กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ได้รับรางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชียทุกปีตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2569 โดยให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การพัฒนาพนักงาน และการเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

รางวัลพิเศษอีก 4 สาขาครอบคลุมหลายด้านของการทำงาน ตั้งแต่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะของพนักงาน การเปิดรับความแตกต่างและส่งเสริมความเท่าเทียม การดำเนินงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานและการมีส่วนร่วมของพนักงาน

คุณประชาญ ประธาน - กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ จำกัด)

แนวทางการทำงานในด้านต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับในปีนี้สอดคล้องกับค่านิยม 6 ประการที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ใช้เป็นแนวทางในการทำงานร่วมกัน ได้แก่
1.สร้างอนาคตที่ดีกว่า (Make the Future Better)
2.ทำงานร่วมกันทั่วโลก (Work Together Globally)
3. รับผิดชอบเสมือนเจ้าของ (Behave like Owners)
4. สร้างความสำเร็จให้ลูกค้า (Build Customer Success)
5. ส่งมอบผลลัพธ์ (Deliver Results)
6. ปฏิบัติต่อกันเสมือนครอบครัว (Act like Family)

ค่านิยมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์สร้างร่วมกับพนักงาน ทั้งในการดูแลกัน การทำงานร่วมกัน และการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในงาน การได้รับรางวัลทั้ง 5 สาขาในปีนี้ โดยเฉพาะรางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชียเป็นปีที่ 6 แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการสร้างสถานที่ทำงานที่พนักงานมีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามพันธกิจ “We Blend Care and Creativity to Nourish the World” หรือ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก”

ทั้งนี้ กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เป็นพันธมิตรระดับโลกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ที่ให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแก่บริษัทอาหาร ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารและการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1919 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอัลซิป รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมจากความร่วมมือ ภายใต้พันธกิจ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก - We Blend Care and Creativity to Nourish the World”

ปัจจุบัน กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ดำเนินธุรกิจในกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป มีพนักงานมากกว่า 5,000 คน รวมถึงเชฟกว่า 40 คน และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารกว่า 340 คน ที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาโซลูชันที่หล่อเลี้ยงผู้คน โลก และชุมชน ความสามารถด้านผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมเครื่องปรุงรส ซอส น้ำสลัด ระบบเคลือบอาหาร และโซลูชันโปรตีนทางเลือก โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจบริการอาหาร ผู้ผลิตอาหาร ผู้แปรรูปโปรตีน และธุรกิจค้าปลีก ข้อมูลเพิ่มเติม: www.griffithfoods.com/apac

11 ตุลาคม 2540 ในหลวง ร.๙ ทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐธรรมนูญ 2540 ฉบับที่ได้รับการขนานนามว่า ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ หมุดหมายสำคัญการเมืองไทย ที่เปิดทางประชาชนมีส่วนร่วม

วันนี้ในอดีต 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงลงพระปรมาภิไธยใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีส่วนร่วม ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และการรับฟังความคิดเห็นจากสังคมทั่วประเทศ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทย โดยเพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น เช่น สิทธิชุมชน เสรีภาพทางวิชาการ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และยังวางหลักการให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง รวมถึงกำหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด พร้อมจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อคานอำนาจและตรวจสอบรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมีอายุไม่ถึง 9 ปี ก็ถูกยกเลิก หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่โค่นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ “รัฐธรรมนูญ 2540” กลายเป็นเพียงความทรงจำของความพยายามครั้งสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_87900

ฝรั่งเศสประท้วงบ่อย เพราะอะไร? เจาะปัญหาสังคม-ม็อบนักเรียน เมื่อสวัสดิการสูง ยังไม่รับประกันความเท่าเทียบ

การทำไมฝรั่งเศสประท้วงบ่อย? เมื่อสวัสดิการสูงยังไม่ตอบโจทย์ความเท่าเทียม

ภาพประชาชนเดินขบวน สหภาพแรงงานนัดหยุดงาน และนักเรียนออกมาเรียกร้องสิทธิ ปรากฏในข่าวฝรั่งเศสอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดคำถามว่า เหตุใดประเทศที่มีระบบสวัสดิการขนาดใหญ่จึงยังเผชิญความไม่พอใจทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

คำอธิบายอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ วัฒนธรรมการต่อสู้เพื่อสิทธิ และช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับคุณภาพชีวิตที่ผู้คนได้รับจริง การมีสวัสดิการมากจึงไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะหมดไป โดยเฉพาะเมื่อประชาชนรู้สึกว่าสิทธิเดิมกำลังถูกลดทอน หรือโอกาสในอนาคตยังขึ้นอยู่กับฐานะครอบครัวและพื้นที่อยู่อาศัย

ถนนคือพื้นที่ต่อรองทางการเมือง

ในฝรั่งเศส การประท้วงเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่หยั่งรากลึก ประชาชนสามารถใช้การเดินขบวนและการนัดหยุดงานเพื่อกดดันรัฐบาลระหว่างวาระเลือกตั้ง โดยมีสหภาพแรงงานและองค์กรนักเรียนนักศึกษาเป็นเครือข่ายสำคัญในการระดมผู้เข้าร่วม

ประสบการณ์ในอดีตยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการเคลื่อนไหวสามารถเปลี่ยนนโยบายได้ เช่น การประท้วงของนักศึกษาและแรงงานในปี 2006 ซึ่งทำให้รัฐบาลถอยจากนโยบายสัญญาจ้างงานสำหรับเยาวชน ประวัติศาสตร์เช่นนี้ทำให้การลงถนนเป็นเครื่องมือต่อรองที่สังคมฝรั่งเศสคุ้นเคย แม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้งก็ตาม

สวัสดิการสูง แต่ความมั่นคงไม่ได้กระจายเท่ากัน

ข้อมูล OECD ระบุว่า รายจ่ายสังคมภาครัฐของฝรั่งเศสสูงกว่า 30% ของ GDP ในปี 2022 อยู่ในกลุ่มสูงที่สุดของประเทศสมาชิก แต่ขนาดของงบประมาณเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่า ประชาชนแต่ละกลุ่มเข้าถึงบริการได้สะดวกและมีคุณภาพเพียงใด

งานศึกษาของ OECD ซึ่งเปรียบเทียบฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร พบว่าชาวฝรั่งเศสมีความพึงพอใจต่อบางด้านของระบบคุ้มครองสังคมค่อนข้างต่ำ แม้จะได้รับสิทธิประโยชน์มาก ความกังวลต่อบำนาญและการเข้าถึงบริการสุขภาพสะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนประเมินคือความมั่นคงที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงยอดรายจ่ายของรัฐ

ในมุมนี้ การประท้วงจำนวนหนึ่งจึงเป็นการปกป้องระบบสวัสดิการที่ประชาชนเห็นว่ามีคุณค่า พร้อมกับเรียกร้องให้ระบบทำงานได้ดีและเป็นธรรมมากขึ้น

ความขัดแย้งเรื่องงบประมาณ: ใครควรรับภาระ

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องเผชิญข้อจำกัดทางการคลังและแรงกดดันจากสังคมสูงวัย ระบบบำนาญฝรั่งเศสใช้เงินสมทบจากคนทำงานและนายจ้างเพื่อจ่ายให้ผู้เกษียณในปัจจุบัน จึงขึ้นอยู่กับจำนวนผู้จ่ายเงินสมทบเทียบกับผู้รับบำนาญ รายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินฝรั่งเศสในปี 2025 ระบุว่า ประเทศใช้จ่ายด้านบำนาญเกือบ 14% ของ GDP

เมื่อรัฐบาลเสนอให้ประชาชนทำงานนานขึ้นหรือควบคุมรายจ่าย ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นทันที รัฐมองถึงความยั่งยืนของระบบ ส่วนผู้คัดค้านตั้งคำถามถึงความเป็นธรรม โดยเฉพาะสำหรับคนที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อยหรือทำงานที่ใช้แรงกายหนัก ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การแบ่งภาระระหว่างคนแต่ละกลุ่มและแต่ละรุ่น

ม็อบนักเรียนสะท้อนความกังวลต่ออนาคต

การเคลื่อนไหวของนักเรียนมัธยมในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2026 ทำให้ปัญหาการศึกษากลับมาเป็นประเด็นใหญ่ ข้อเรียกร้องครอบคลุมการขาดแคลนครู ห้องเรียนแออัด อาคารเรียนทรุดโทรม และความเครียดจากระบบสมัครมหาวิทยาลัย Parcoursup ซึ่งนักเรียนบางส่วนมองว่าเพิ่มแรงกดดันและความไม่เท่าเทียม

ความไม่พอใจเหล่านี้เชื่อมโยงกับคำถามว่า เด็กทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมจริงหรือไม่ OECD ระบุว่า แม้ฝรั่งเศสใช้จ่ายต่อนักเรียนมัธยมปลายสูงกว่าค่าเฉลี่ยขององค์กร แต่การจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยนักเรียนเสียเปรียบยังมีช่องโหว่ งบประมาณรวมที่สูงจึงสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับโรงเรียนบางแห่งที่ขาดบุคลากรและการสนับสนุนได้

สำหรับผู้เข้าร่วม การออกมาเรียกร้องจึงเกี่ยวข้องทั้งกับสภาพห้องเรียนวันนี้และโอกาสเรียนต่อในวันข้างหน้า เมื่อเกิดเหตุปะทะและข้อกล่าวหาเรื่องตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ความขัดแย้งยังขยายไปสู่ประเด็นสิทธิพลเมืองและความไว้วางใจต่อรัฐด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องแยกการชุมนุมอย่างสงบออกจากการทำลายทรัพย์สินหรือใช้ความรุนแรง และพิจารณาความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายตามข้อเท็จจริง

ฝรั่งเศสจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ระบบสวัสดิการขนาดใหญ่ยังต้องเผชิญคำถามเรื่องคุณภาพ ความทั่วถึง และการแบ่งภาระอย่างเป็นธรรม การประท้วงที่เกิดขึ้นบ่อยสะท้อนทั้งความสามารถของประชาชนในการรวมตัว และความขัดแย้งที่การเจรจาทางการเมืองยังคลี่คลายไม่ได้

โจทย์ของรัฐบาลจึงมีมากกว่าการทำให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน แต่รวมถึงการทำให้ประชาชนเชื่อว่า การตัดสินใจเรื่องงบประมาณและปฏิรูปจะรักษาคุณภาพชีวิต พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีอนาคตที่มั่นคงได้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top