Friday, 5 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

การบินไทยลุยต่อ!! ฉลอง 33 ปี Royal Orchid Plus เปิดตัวแคมเปญ Rise to GOLD ตอบโจทย์สมาชิกพร้อมสิทธิพิเศษ ขยายประสบการณ์สมาชิกเต็มรูปแบบ

การบินไทยเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปี Royal Orchid Plus มอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์เหนือระดับแก่สมาชิกตลอดปี 2569

กรุงเทพฯ 25 พฤษภาคม 2569 – บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ฉลองครบรอบ 33 ปี โปรแกรมสะสมไมล์ Royal Orchid Plus (ROP) ด้วยการยกระดับประสบการณ์สมาชิก ROP ผ่านการเปิดตัวสิทธิประโยชน์ กิจกรรมพิเศษ และประสบการณ์รูปแบบใหม่ตลอดปี 2569 เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการเดินทางและไลฟ์สไตล์ของสมาชิกยุคใหม่ โดยมี คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฯ พร้อมด้วย คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ร่วมในงานแถลงข่าว ณ ห้องออเธอร์ส เลานจ์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวแคมเปญ “Rise to GOLD” ซึ่งมุ่งเปิดโอกาสให้สมาชิก Royal Orchid Plus ระดับ Silver สามารถก้าวสู่สถานะ Gold Member ได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมรับเอกสิทธิ์ การเดินทางระดับพรีเมียม อาทิ การเข้าใช้ห้องรับรองพิเศษ น้ำหนักสัมภาระเพิ่มเติม และสิทธิประโยชน์จากเครือข่าย Star Alliance ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สมาชิก ทั้งกลุ่มที่เดินทางอย่างต่อเนื่อง สมาชิกที่เคยถือสถานะ Gold รวมถึงสมาชิกที่อยู่ในช่วงใกล้ถึงสถานะ Gold     

ภายในงาน มีการจัดเวทีเสวนาพิเศษ โดยผู้บริหารจากการบินไทย ร่วมพูดคุยถึงแนวคิด ทิศทาง และการพัฒนา Royal Orchid Plus ในอนาคต พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ หรือ “บาส”

จากช่อง Go Went Go ที่ร่วมแบ่งปันมุมมองในฐานะนักเดินทางและสมาชิก Royal Orchid Plus ถึงประสบการณ์การเดินทางและไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่

นอกจากนี้ การบินไทยยังเตรียมสิทธิประโยชน์และกิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus ตลอดทั้งปี อาทิ โปรโมชันร่วมกับ Mastercard ที่มอบ Bonus Miles เพิ่มเติมสำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมรายการ สิทธิประโยชน์จากพันธมิตรทางการเงิน กิจกรรมในงาน “รักคุณเท่าฟ้า” รวมถึงสิทธิพิเศษส่วนลดค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด 30% สำหรับการแลกบัตรโดยสารรางวัลชั้นประหยัดในเส้นทางบินระหว่างประเทศของการบินไทย

ขณะเดียวกัน Royal Orchid Plus ได้ขยายประสบการณ์ของสมาชิกสู่มิติใหม่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงโปรแกรมสะสมไมล์ แต่เป็น ecosystem ที่เชื่อมโยงการเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ที่มีความหมายสำหรับสมาชิก ผ่านกิจกรรมและความร่วมมือพิเศษ เช่น  GDH Concert ซึ่งสมาชิกสามารถรับโบนัสไมล์และสิทธิประโยชน์พิเศษจากกิจกรรมได้ รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus ที่จะจัดขึ้นภายในปีนี้

โดยสมาชิกสามารถร่วมกิจกรรมและรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการขยายสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวผ่าน Royal Orchid Holidays (ROH) ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถนำไมล์สะสมมาใช้แลกแพ็กเกจท่องเที่ยวและบริการต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทย กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปี ของการบินไทย ครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus และครบรอบ 55 ปีของ Royal Orchid Holidays เราได้เตรียมกิจกรรมและสิทธิประโยชน์พิเศษมากมาย เพื่อขอบคุณสมาชิก Royal Orchid Plus ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการบินไทยมาอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus ให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแคมเปญ Rise to GOLD และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นปีนี้ สะท้อนความตั้งใจของการบินไทยในการมอบประสบการณ์และคุณค่าที่มากยิ่งขึ้นให้แก่สมาชิกทุกคน”

ทั้งนี้ สมาชิก Royal Orchid Plus สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com หรือช่องทางสื่อสารของการบินไทยและ Royal Orchid Plus การบินไทยยังคงมุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทั้งการสะสมไมล์ การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างคุณค่าและความประทับใจให้แก่สมาชิกในทุกการเดินทาง

31 พฤษภาคม 2569 “วันวิสาขบูชา” วันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา น้อมรำลึกวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

31 พฤษภาคม วันวิสาขบูชา

วันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา น้อมรำลึกวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ตรงกับ “วันวิสาขบูชา” หนึ่งในวันสำคัญที่สุดทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกพร้อมใจกันน้อมรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นศาสดาเอกของโลก และเป็นผู้ค้นพบหนทางแห่งการดับทุกข์ เพื่อนำมาสั่งสอนมนุษยชาติให้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา เมตตา และความไม่ประมาท

วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี หรือหากปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 โดยคำว่า “วิสาขบูชา” หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ อันเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ 3 ประการในพระชนมชีพของพระพุทธเจ้า ได้แก่ วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ซึ่งล้วนเกิดขึ้นตรงกับวันเพ็ญเดือนวิสาขะเช่นเดียวกัน แม้จะต่างวาระและต่างช่วงเวลา แต่ถือเป็นความมหัศจรรย์ที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้ความเคารพศรัทธาสืบมาอย่างยาวนาน

เหตุการณ์แรกคือ “วันประสูติ” เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ณ ลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ พระองค์ประสูติในราชสกุลศากยะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา ก่อนที่ต่อมาจะทรงละทิ้งความสุขสบายทางโลก เพื่อแสวงหาความจริงของชีวิต และหนทางที่จะนำพามนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์

เหตุการณ์ที่สองคือ “วันตรัสรู้” หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช และบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงค้นพบทางสายกลาง ไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนเกินไป จนกระทั่งตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เมืองพุทธคยา โดยทรงค้นพบหลักอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค อันเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา

เหตุการณ์ที่สามคือ “วันปรินิพพาน” เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระธรรมคำสอนตลอด 45 พรรษา พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา ขณะมีพระชนมายุ 80 พรรษา แม้พระวรกายจะดับสูญไปตามสังขาร แต่พระธรรมคำสอนของพระองค์ยังคงเป็นแสงสว่างนำทางจิตใจของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ วันวิสาขบูชาจึงมิใช่เพียงวันสำคัญทางศาสนาในเชิงพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่เตือนใจให้มนุษย์ทุกคนย้อนกลับมาพิจารณาชีวิตของตนเอง ว่าเรากำลังดำเนินชีวิตอยู่บนความประมาทหรือไม่ เรากำลังตกอยู่ใต้อำนาจของความโลภ ความโกรธ และความหลงมากเพียงใด และเราจะสามารถใช้สติปัญญาเพื่อลดละสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

ในประเทศไทย วันวิสาขบูชาถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและเป็นวันหยุดราชการ พุทธศาสนิกชนมักเดินทางไปวัดเพื่อทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล เจริญจิตภาวนา และร่วมพิธีเวียนเทียนในช่วงค่ำ โดยการเวียนเทียนจะกระทำรอบพระอุโบสถหรือพระเจดีย์จำนวน 3 รอบ เพื่อระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

การเวียนเทียนในวันวิสาขบูชาไม่ใช่เพียงการเดินถือดอกไม้ ธูป และเทียน แต่เป็นสัญลักษณ์ของการนำแสงสว่างแห่งธรรมเข้าสู่จิตใจ เทียนที่จุดสว่างเปรียบเสมือนปัญญาที่ช่วยขจัดความมืดมน ดอกไม้เตือนใจถึงความไม่เที่ยงของชีวิต เพราะแม้ดอกไม้จะงดงามเพียงใด สุดท้ายก็ต้องร่วงโรย ส่วนธูปเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงคุณงามความดีและกลิ่นหอมแห่งศีลธรรม

วันวิสาขบูชายังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก เนื่องจากเห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ส่งเสริมสันติภาพ ความเมตตา การไม่เบียดเบียน และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สอดคล้องกับการสร้างสังคมโลกที่มีความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน

ในยุคปัจจุบันที่โลกเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความขัดแย้ง และการแข่งขัน วันวิสาขบูชายิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นวันที่ชวนให้ผู้คนหยุดทบทวนตนเอง ลดความยึดติดในวัตถุ ลดการเบียดเบียนกัน และหันมาให้ความสำคัญกับความสงบภายในใจ หลักธรรมของพระพุทธเจ้ายังคงทันสมัยอยู่เสมอ เพราะเป็นคำสอนที่มุ่งให้มนุษย์เข้าใจความจริงของชีวิต และดำเนินชีวิตด้วยสติ

หัวใจสำคัญของวันวิสาขบูชา คือการน้อมนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลักการเหล่านี้เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา และสามารถนำไปปฏิบัติได้โดยไม่จำกัดเพศ วัย อาชีพ หรือสถานะทางสังคม

การทำบุญในวันวิสาขบูชาจึงไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงการไปวัดหรือประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีเมตตาต่อผู้อื่น การให้อภัย การพูดจาด้วยความสุภาพ การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก การไม่เอาเปรียบผู้อื่น และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกการกระทำ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา ซึ่งถือเป็นการบูชาที่มีคุณค่ายิ่ง

วันที่ 31 พฤษภาคม วันวิสาขบูชา จึงเป็นโอกาสสำคัญที่พุทธศาสนิกชนจะได้กลับมาทบทวนความหมายของชีวิต และน้อมนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักในการดำเนินตน ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธรรมะยังคงเป็นหลักยึดที่ช่วยให้มนุษย์ไม่หลงทาง และสามารถใช้ชีวิตด้วยความสงบ สุขุม และมีปัญญา

วันวิสาขบูชา จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่เป็นวันแห่งการตื่นรู้ เป็นวันที่เตือนให้เราทุกคนเห็นคุณค่าของความดี ความจริง และความไม่ประมาท เพื่อก้าวเดินบนเส้นทางชีวิตอย่างมีสติ และสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยเมตตา สันติ และความเข้าใจร่วมกัน

ปลดล็อกไรเดอร์เข้า ม.33 นักวิชาการคณะสังคมสงเคราะห์ มธ. ชี้รัฐต้องพิสูจน์สถานะ “ลูกจ้าง”ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ นักวิชาการจี้รัฐใช้ ICSE-18 พิสูจน์สถานะจ้างงาน

เปิดข้อเสนอ 1 ปี ทำได้จริง พิสูจน์สถานะจ้างงานไรเดอร์ ปลดล็อกแรงงานแพลตฟอร์มเข้า ม.33

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นใน 1 ปี ตามที่รัฐบาลประกาศสร้างความคุ้มครอง “แรงงานแพลตฟอร์ม-ไรเดอร์” คือการพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าเป็น “ลูกจ้าง” ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ แนะจำแนกตามหลักการ ICSE-18 พร้อมตรากฎหมายรองรับสถานะ และใช้เกณฑ์ EU ขยายความคุ้มครอง เชื่อหากทำสำเร็จจะช่วยดันเข้าประกันสังคม ม.33 คืนสิทธิ-สวัสดิการ ทันที

ผศ. ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” คือรูปธรรมขั้นต่ำที่ควรเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้จริงในระยะเวลา 1 ปี ตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 ว่าจะสร้างความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ ด้วยการหาทางเปิดช่องให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งแน่นอนว่า หากดำเนินการสำเร็จจะนำมาสู่สิทธิและสวัสดิการที่เป็นธรรมให้กับแรงงานกลุ่มนี้

ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์นั้น สามารถดำเนินการตามหลักการบริหารแรงงานและสถิติแรงงานของ ICSE-18: Status in Employment according to type of authority ที่จำแนกแรงงานออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. แรงงานอิสระ/ไม่ต้องพึ่งพิง (แรงงานนอกระบบ) 2. แรงงานไม่อิสระ/ต้องพึ่งพิง (ลูกจ้าง) ซึ่งแรงงานแพลตฟอร์มที่รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เช่น ไรเดอร์ พนักงานทำความสะอาด ฯลฯ มีความสัมพันธ์การจ้างงานชัดเจน เพราะได้รับงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับรายได้จากบริษัทแพลตฟอร์ม จึงถือเป็นแรงงานไม่อิสระ หรือเป็นลูกจ้างอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นลูกจ้างประเภทไหนคงต้องมาพิจารณากันอีกที

“การจำแนกสถานะของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ที่ไม่ถูกต้อง คือนิยามให้เป็นแรงงานนอกระบบ ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิการทำงานและสวัสดิการตามที่ควรจะเป็น เขาจึงเหลือทางเลือกแค่การประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 40 ในระบบประกันสังคม ที่จ่ายสมทบเพียง 2 ฝ่าย คือผู้ประกันตนและรัฐ ส่วนผู้ประกอบการไม่มีส่วนร่วม ซึ่งแตกต่างจากมาตรา 33 ที่เป็นการประกันภาคบังคับ และร่วมจ่ายสมทบทั้ง 3 ฝ่าย ดังนั้นการให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าประกันสังคมมาตรา 40 จึงไม่ถูกต้อง และถือเป็นการบิดเบือนสิทธิสวัสดิการของแรงงาน ด้วยการอำพรางความสัมพันธ์การจ้างงาน ซึ่งที่จริงแล้วบริษัทแพลตฟอร์มควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า หลังจากพิสูจน์สถานะการจ้างงานแล้ว สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องดำเนินการต่อคือ การตรากฎกระทรวงตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อรองรับสถานะของไรเดอร์ให้ได้รับการคุ้มครองแรงงานไม่แตกต่างจากลูกจ้างใน พ.ร.บ. นี้ หรือจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยต้องกำหนดขอบเขตเนื้อหาให้ครอบคลุมถึงแรงงานแพลตฟอร์มทั้งการทำงานแพลตฟอร์มบนพื้นที่ทางกายภาพ และการทำงานออนไลน์ และหลีกเลี่ยงการใช้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระของกระทรวงแรงงาน มาเป็นแนวทาง เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการกำหนดสถานะการทำงานที่ผิดพลาด ส่งผลให้ไรเดอร์ถูกจำแนกอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ และแรงงานรับงานไปทำที่บ้านอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ

“การออกแบบกฎหมายสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มต้องมองภาพที่กว้างมากกว่าคุ้มครองเฉพาะไรเดอร์ แต่ยังแรงงานแพลตฟอร์มกลุ่มอื่น เช่น งานสร้างสรรค์และงานต่างๆ ที่รับจ้างผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ หรือ Web-based digital platforms แรงงานกลุ่มนี้ถูกพูดถึงค่อนข้างน้อย และมองไม่ค่อยเห็นกันในสังคมไทยเวลานี้” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

พร้อมกันนี้ กระทรวงแรงงานควรพิจารณาการขยายความคุ้มครองสิทธิแรงงานแพลตฟอร์มในรูปแบบของกฎหมาย โดยอิงจากหลักการของข้อบังคับสหภาพยุโรปว่าด้วยงานแพลตฟอร์ม (EU Platform Work Directive) ที่มีผลให้ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ต้องจัดทำกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มภายในวันที่ 2 ธ.ค. 2569 ซึ่งจะทำให้เห็นความชัดเจนของนิยามสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงตามร่างอนุสัญญาและข้อแนะว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Decent work in the platform economy) ที่จะพิจารณาต่อเนื่องจากปี 2568 ในการประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สมัยที่ 114 ในวันที่ 1 - 12 มิ.ย. 2569 นี้

ทั้งนี้ หากสามารถยืนยันเรื่องสถานะของการจ้างงานแรงงานแพลตฟอร์มได้แล้วว่าเป็นลูกจ้าง จะทำให้ไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์มเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทันที ซึ่งกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ควรพัฒนาระบบประกันสังคมให้สอดคล้องกัน เช่น การพิสูจน์สถานะลูกจ้างโดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ อาทิ ชั่วโมงการทำงาน ว่าเป็นการทำงานเต็มเวลา (Full-time) หรือเป็นงานบางเวลา ตลอดจนการทำให้บริษัทแพลตฟอร์มต้องมีส่วนร่วมในกองทุนเงินทดแทน เนื่องจากงานของไรเดอร์มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์มแล้ว รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรพิจารณาแก้ไขปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย เช่น การคุ้มครองการบาดเจ็บจากการทำงานของกองทุนเงินทดแทน การกำหนดมาตรฐานค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างเพื่อดำรงชีวิต (Living Wage) การสร้างหลักประกันทางรายได้เมื่อเกิดการว่างงานในกรณีของการหางานใหม่และการลาคลอด การขยายการออมเพื่อการเกษียณของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การยกระดับสิทธิของแรงงานผ่านการจัดตั้งสหภาพ การเป็นตัวแทน และกลไกของการเจรจาต่อรองร่วม ฯลฯ

เรือนจำลำปาง ฟื้นฟูสูงวัย!! ลดผิดซ้ำผู้ต้องขังสูงอายุ ร่วมศูนย์การศึกษาสร้างทักษะ จัดคู่มือและโรงเรียนอบรม เพิ่มความพร้อมกลับสู่สังคม

ฟื้นทักษะชีวิตหลังกำแพงคืนคุณค่า ‘ผู้ต้องขังสูงวัย’ ลดผิดซ้ำหลังพ้นโทษ

ราว 1 ใน 3 หรือมากกว่า 30% ของผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวกลับสู่สังคม จะมีการกระทำผิดซ้ำในช่วง 3 ปีหลังพ้นโทษ สถิติดังกล่าวที่กรมราชทัณฑ์เก็บรวบรวมไว้ สะท้อนถึงความเปราะบางของตัวผู้ต้องขัง และสังคมไทย

ฐานความผิดที่มีการทำซ้ำสูงสุด 5 อันดับแรก จำนวนเกินครึ่ง หรือ 66.75% คือคดียาเสพติด รองลงมาคือคดีเกี่ยวกับทรัพย์ 13.51% คดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 6.37% คดีเกี่ยวกับเพศ 2.27% นอกจากนั้นเป็นคดีอื่นๆ อีก 9% โดยข้อมูลบ่งชี้ว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำ ส่วนหนึ่งคือการขาดทักษะชีวิตและทักษะทางสังคม ไม่สามารถจัดการปัญหา บริหารความเครียด ตลอดจนวางแผนชีวิตได้

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนแต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ “มุมมองต่อตัวเองและสังคมที่เปลี่ยนไป” โดยเฉพาะกับผู้ต้องขังที่เป็นผู้สูงอายุ กล่าวคือจากเดิมที่ทักษะต่างๆ ของผู้สูงอายุจะเสื่อมถอยลงตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอยู่แล้ว เมื่อถูกคุมขัง ยิ่งทำให้ความเสื่อมถอยเหล่านั้นรุนแรงขึ้น

หนำซ้ำในผู้ต้องขังบางรายที่อยู่ในเรือนจำเป็นเวลานาน แม้ว่าช่วงวัยยังไม่ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้อายุตามคำนิยาม หากแต่สมรรถนะและสมรรถภาพกลับเสื่อมถอยจนทัดเทียมผู้สูงอายุ เช่น การประมวลผลชะลอลง การตอบคำถามช้าลง ตลอดจนมีมุมมองทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่นแตกต่างออกไปด้วย

แน่นอนว่าสถานการณ์ข้างต้นนี้เกิดขึ้นกับเรือนจำทุกแห่งทั่วประเทศไม่มีข้อยกเว้น แต่ในกรณีของ “เรือนจำกลางลำปาง” ซึ่งมีผู้ต้องขังสูงอายุ 80-100 คน จากผู้ต้องขังทั้งหมด 2,000 คน กำลังมีความพยายามทวนกระแสดังกล่าว ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อร่วมกันค้ำยัน ช่วยพยุงผู้ต้องขังให้มีความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม ควบคู่กับการลดการกระทำความผิดซ้ำ

เครื่องมือที่เรือนจำกลางลำปางนำมาใช้นอกเหนือจากกลไกกิจกรรม คือ “คู่มือการประกอบการชีวิต – ประกอบการอาชีพ” สำหรับกลุ่มผู้ต้องขังก่อนปล่อย 6 เดือน – 1 ปี ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ร่วมพัฒนาขึ้น มีจุดเน้นที่การฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้สูงอายุ และการเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง (Empowerment) ก่อนกลับสู่สังคม

ควบคู่กับการตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุในเรือนจำกลาง” โรงเรียนผู้สูงอายุในเรือนจำแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ออกแบบหลักสูตรบนฐานของความต้องการของผู้ต้องขัง ผสานกับการพัฒนาทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ เช่น กฎหมายและสิทธิประโยชน์ผู้สูงอายุ สถานการณ์สังคม และเศรษฐกิจในปัจจุบัน ด้านวิชาชีพ เช่น การทำอาหารคาวหวาน และวิธีการถนอมอาหาร การจัดงานให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ และด้านวิชาชีวิต เช่น การปรับตัวเข้าสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม การดูแลตัวเองในทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ

ชัดเจนว่า การผนึกความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อคลี่คลายปัญหาด้วยองค์ความรู้และวิชาการ คือแนวทางที่เรือนจำกลางลำปางเลือกใช้ และการเข้ามาของหุ้นส่วนการพัฒนาอย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ก็มีพลังมากพอที่จะชักชวนภาคีเครือข่ายในพื้นที่เข้ามาทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย

จึงสามารถต่อยอดเป็นโครงการอีกจำนวนมาก อาทิ ร่วมกับศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ จ.ลำปาง จัดทำแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสูงอายุเรือนจำกลาง เสริมศักยภาพทางความคิดของผู้ต้องขังในเรือนจำ ผ่านการฝึกอบรมการปฏิบัติการต่างๆ ให้กับบุคลากร และเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ จนเกิดเป็น Core team หรือกลุ่มสหวิชาชีพในเรือนจำ ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟู และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสูงอายุ ตลอดจนการจัดตั้งกลุ่ม Buddy support เป็นคู่หูในการประเมินสภาพสุขภาพกายใจของผู้ต้องขังร่วมกับ Core team

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาและจัดทำหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ของโรงเรียนผู้สูงอายุ เรือนจำกลางลำปาง ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการกำลังใจในพระราชดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และกระทรวงยุติธรรม โดยเพิ่มมิติในด้านการพัฒนาศักยภาพด้านจิตใจ และมุมมองความเป็นมนุษย์เข้าไป เพื่อให้ผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับการฝึกอบรมในหลักสูตร มีความพร้อมทั้งทางวิชาชีพ และสภาพจิตใจ ก่อนกลับคืนสู่สังคม

“การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายส่งผลให้ผู้ต้องขังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น มีสุขภาพจิตที่ดี มีชีวิตชีวา ค่าความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) ของผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นทำให้เรือนจำกลางลำปาง กลายมาเป็นพื้นที่ที่สามารถดึงศักยภาพของผู้ต้องขังสูงอายุ” ผศ. ดร.ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ระบุ

ไม่เพียงแค่การทำงานโดยตรง หากแต่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ยังได้สังเคราะห์องค์ความรู้จากประสบการณ์เป็นงานวิชาการหัวข้อ “การพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแห่งการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ต้องขังสูงวัย” โดย ผศ.อารีรัตน์ อดิศัยเดชรินทร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) และโครงการพัฒนาเรือนจำต้นแบบการจัดสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังสูงอายุ โดย ผศ. ดร.ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ได้มีเรือนจำมาศึกษาเพื่อเป็นโมเดลต้นแบบในการนำไปปรับใช้จำนวนมาก

ผศ. ดร.ปุณิกา บอกว่า เป้าหมายสูงสุดของการขับเคลื่อน คือการทำให้ระบบและโปรแกรมต่างๆ ขยับไปสู่การก่อร่างขึ้นในทุกเรือนจำ เพื่อให้ผู้ต้องขังสูงวัยทั่วประเทศได้รับการฟื้นฟูจิตใจอย่างเหมาะสม พร้อมกลับคืนสู่สังคม ลดการก่อเหตุซ้ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากแต่ละเรือนจำมีผู้ต้องขังที่มีความเปราะบางแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงวัย ผู้พิการ LGBTQ+ แม่ลูกอ่อน ฯลฯ ดังนั้นโปรแกรมในการฟื้นฟู หรือการดูแลสุขภาพจิตจึงจะทำแบบเหมารวมไม่ได้ ต้องมีการออกแบบตามความจำเพาะ ซึ่งขณะนี้ มธ. ได้นำเสนอแนวทางให้กับกระทรวงยุติธรรมไปแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อดำเนินการในระดับนโยบาย

ขณะเดียวกัน แม้จะมีการผลักดันจนเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลายส่วน แต่การขับเคลื่อนใน จ.ลำปาง ก็ยังจะทำงานต่อไป หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาระบบเตรียมความพร้อมให้กับครอบครัวก่อนผู้ต้องขังกลับสู่สังคม โดยร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง (พม.จ.ลำปาง) พร้อมกับเชื่อมโยงไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เข้ามามีบทบาทในการช่วยดูแลด้วย

ThaiBev ดันซัพพลายเชนยั่งยืน ผสานเทคโนโลยีและข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพ เป้าหมาย Net Zero 2030 เพิ่มพลังงานหมุนเวียน นวัตกรรม Triple O ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สมุยโมเดลแก้โลจิสติกส์บนเกาะสู่อนาคตดิจิทัล

ข้อมูลอัจฉริยะ เสริมพลังซัพพลายเชนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือระหว่าง ThaiBev x TCC Technology x CMKL University

เมื่อเร็ว ๆ นี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group ได้จัดเวที opentalk ช่วงพิเศษ เพื่อเปิดมุมมองให้ทุกท่านเห็นว่า “การพลิกโฉมซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล” สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน การสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว และความยั่งยืนได้อย่างไร โดยได้รับเกียรติจากคุณอรทัย พูลทรัพย์ Chief of Supply Chain Thailand บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (ThaiBev) มาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และประสบการณ์ในการบริหารซัพพลายเชนที่มีความซับซ้อน พร้อมถ่ายทอดแนวทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง TCC Technology (TCCtech) และ CMKL University

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้านซัพพลายเชน

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณอรทัย พูลทรัพย์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลภาพรวมซัพพลายเชนของ ThaiBev ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต ไปจนถึงการกระจายสินค้าแบบครบวงจร จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ซัพพลายเชนของ ThaiBev แตกต่างคือ แนวคิด “การหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์” หรือการนำบรรจุภัณฑ์กลับมารีไซเคิลหลังการบริโภค โดยโครงสร้างซัพพลายเชนได้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ การจัดซื้อ การผลิต การจัดการบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียน และการบริหารจัดการของเสีย ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และเป็นรากฐานของกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ความสำเร็จนี้ยังเกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับ TCC Technology (TCCtech) ในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ที่ช่วยวางแพลนและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายซัพพลายเชน: มุ่งสู่ Net Zero และ Circularity

กลยุทธ์ซัพพลายเชนของ ThaiBev สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนระดับโลก โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีแหล่งกำเนิดจากซัพพลายเออร์ ด้วยจำนวนซัพพลายเออร์มากกว่า 3,000 ราย การจัดการในส่วนนี้จึงต้องอาศัยทั้งความร่วมมือ ดูแล และการมองเห็นข้อมูลตลอดห่วงโซ่คุณค่า ขณะเดียวกัน ThaiBev ยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมีความคืบหน้าอยู่ที่ประมาณ 40% อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการบรรลุการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ 100% ภายในปี 2030 ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) ในระดับสากล แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้ผลิต จากเดิมที่รับผิดชอบเพียงกระบวนการผลิต ไปสู่การรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการบริโภคอย่างครบถ้วนในทุกด้าน

คุณอรทัยยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่เดิม ตัวอย่างเช่น “ซาเล้ง” ที่เปรียบเสมือนระบบการเก็บรวบรวมของที่ใช้แล้วที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด โดยระบบนี้ทำงานในลักษณะของเครือข่าย ที่ช่วยสนับสนุนการจัดการของที่ใช้แล้วผ่านการเก็บรวบรวมและคัดแยกวัสดุ ทำให้สามารถนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์

ข้อมูลคือหัวใจของการขับเคลื่อน

เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดย “ข้อมูล” ได้กลายเป็นหัวใจหลักของการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งคุณอรทัยได้กล่าวถึงความร่วมมือกับ TCC Technology (TCCtech) ได้มีการพัฒนาแดชบอร์ด รวมถึงระบบติดตามผลดิจิทัลมาใช้ในการดูแลประสิทธิภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ โดยอาศัยเซนเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้สามารถมองเห็นประสิทธิภาพของระบบได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถตรวจจับปัญหาได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนมีระบบเทคโนโลยีที่เชื่อมข้อมูลและระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ การบูรณาการดังกล่าวช่วยให้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวขององค์กรในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นวัตกรรม “Triple O”: ผสาน Data, Robotics และ AI

“Triple O” คือหนึ่งในตัวอย่างนวัตกรรมที่โดดเด่นในการจัดการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนในระดับกิจกรรมที่มีขนาดใหญ่ด้วยปริมาณแก้วเกือบล้านตัน และปริมาณเศษกระดาษ 2 แสนตันต่อปี

Oasis – Data-Driven Precision

“O” แรก Oasis เสมือนเทน้ำลงทะเลทราย แม้จะรู้สถานที่ขายแต่ไม่รู้ว่าหลังบริโภควัสดุที่เหลือใช้หายไปอยู่ที่ไหน ดังนั้น จึงได้มีการนำเทคโนโลยีและข้อมูลGPS มาทำการวิเคราะห์และทำการจับคู่เพื่อระบุ white space ระหว่างร้านค้าและสถานที่ขาย จาก Insight ที่ได้ทำให้ทีมงานสามารถระบุปริมาณขายและจำนวนการส่งคืนบรรจุภัณฑ์ และดำเนินมาตรการจัดการได้อย่างเหมาะสมและตรงจุดในแต่ละสถานที่

Octopus – Robotics

“O” ที่สอง Octopus มีลักษณะเหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์ คือการนำหุ่นยนต์(แขนกล) ที่ต้องออกแบบเป็นพิเศษ แตกต่างจากเครื่องทั่วไป ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการคัดเลือกวัสดุที่มีความหลากหลาย ซับซ้อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ พร้อมช่วยทุ่นแรง ลดภาระและช่วยให้คนสามารถทำงานได้สะดวกสบายขึ้น

Oracle – AI-Powered Intelligence

“O” ที่สาม Oracleเป็นชื่อได้จากเรื่องราวของกรีกโบราณ ผู้ที่สามารถทำนายเหตุการณ์อนาคตได้อย่างถูกต้อง ในที่นี้เปรียบกับการนำเอาเทคโนโลยีการจดจำภาพ (image recognition) คือเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยจดจำ วิเคราะห์ และเข้าใจ สามารถแยกแยะ จำแนกประเภทขวดที่ใช้แล้วได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพใช้งานจริงที่มีรูปทรงที่หลากหลาย ลดการสูญเสียวัสดุ และเพิ่มศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด ขั้นตอนนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำ AI มาใช้ โดย ThaiBev ได้พัฒนา ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ TCC Technology และ CMKL University โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า พันธมิตรด้านนวัตกรรมเหล่านี้ สามารถช่วยแปลงความท้าทายทางธุรกิจให้กลายเป็นโซลูชันดิจิทัลที่สามารถขยายผลได้ในระดับองค์กร

เศรษฐกิจหมุนเวียน: สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ ThaiBev สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง รองรับพันธมิตรกว่า 3,000–4,000 ราย และผู้คนอีกกว่าแสนชีวิต ซึ่งรวมถึงผู้รีไซเคิล ผู้เก็บรวบรวมวัสดุ และผู้ประกอบการรายย่อย  สำหรับหลายๆคน เครือข่ายนี้เป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงและช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม การนำกลับมาใช้ซ้ำและการรีไซเคิลช่วยลดความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบใหม่และลดการใช้พลังงาน ตัวอย่างเช่น การนำขวดแก้วกลับมาใช้ซ้ำช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ของเสียจากกระบวนการผลิตยังถูกนำไปแปรรูปเป็นพลังงานหมุนเวียนและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร

“Samui Model (สมุยโมเดล)” เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมเชิงกระบวนการ ซึ่งออกแบบมา เพื่อแก้ไขความท้าทายด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่เกาะ โดยใช้แนวคิดการขนส่งขากลับด้วยการนำรถบรรทุกที่ว่างจากการส่งสินค้า มาใช้ขนส่งวัสดุรีไซเคิลกลับสู่แผ่นดินใหญ่ แนวทางนี้ช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมวัสดุรีไซเคิล โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงกระบวนการทำงาน สามารถสร้างมูลค่าใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มจำนวนมาก ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวได้ขยายไปยังหลายพื้นที่ตามเกาะต่างๆ และยังคงเดินหน้าขยายผลในระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทั้งผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและรายได้ให้กับชุมชน

ก้าวสู่อนาคตของซัพพลายเชนดิจิทัล

สุดท้ายนี้ คุณอรทัยได้เน้นย้ำว่า แม้เทคโนโลยีและข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับวิธีที่องค์กรนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้ โดยต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่เหมาะสม แนวคิดที่ถูกต้อง และความสามารถในการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการดำเนินการที่มีความหมาย เทคโนโลยีจึงต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถปรับตัวสู่ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความพร้อมในการรับมือกับความซับซ้อน ขับเคลื่อนนวัตกรรม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

30 พฤษภาคม 2484 อีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เป็นวันสวรรคต ‘พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ปิดฉากกษัตริย์ผู้เผชิญยุคเปลี่ยนผ่านของสยาม แต่พระนามยังอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ปิดฉากพระชนมชีพกษัตริย์ผู้ยืนอยู่กลางจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทย

วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ณ ประเทศอังกฤษ ขณะมีพระชนมายุ 48 พรรษา หลังทรงสละราชสมบัติและประทับอยู่ต่างแดนเป็นเวลาหลายปี เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากพระชนมชีพของพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญ ผู้ทรงอยู่ท่ามกลางห้วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของการเมืองไทยสมัยใหม่

รัชกาลที่ 7 ทรงมีสถานะพิเศษอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ เพราะพระองค์ทรงเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของสยามภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และในขณะเดียวกันก็ทรงเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์แรกภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ชีวิตและรัชสมัยของพระองค์จึงผูกพันโดยตรงกับจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ของชาติไทย

ก่อนถึงวันเสด็จสวรรคต พระองค์ทรงเผชิญสถานการณ์ทางการเมืองที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ภายหลังการอภิวัฒน์ 2475 พระองค์ทรงพยายามประคับประคองบ้านเมืองท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจและความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเก่ากับแนวคิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ความไม่ลงรอยกันทางการเมืองและความขัดแย้งกับคณะผู้ก่อการ ทำให้พระองค์ตัดสินพระราชหฤทัย สละราชสมบัติ ในเวลาต่อมา

สถาบันพระปกเกล้าระบุว่า หลังทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระองค์ยังคงประทับอยู่ที่ Knowle House ในประเทศอังกฤษ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก่อนจะประทับอยู่ที่นั่นต่อไปจนถึงวันเสด็จสวรรคตในวันที่ 30 พฤษภาคม 2484 นี่จึงทำให้การสิ้นพระชนมชีพของพระองค์เกิดขึ้น بعيدจากมาตุภูมิ ซึ่งยิ่งเพิ่มมิติแห่งความอาลัยและความรู้สึกสะเทือนใจในทางประวัติศาสตร์.

Britannica ระบุว่า พระองค์เสด็จสวรรคตที่ Cranleigh, Surrey, England เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 1941 และทรงได้รับการจดจำในฐานะกษัตริย์ผู้ไม่เคยคาดหมายว่าจะได้ครองราชย์ แต่กลับต้องเผชิญบทบาทหนักหน่วงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการสูญเสียพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง หากยังสะท้อนถึงการสิ้นสุดของชีวิตผู้ซึ่งแบกรับภาระของยุคสมัยอันสับสน รัชกาลที่ 7 มิได้ทรงอยู่ในช่วงเวลาสงบมั่นคงของบ้านเมือง หากแต่ทรงอยู่ในยุคที่ระบอบการเมืองเดิมกำลังสั่นคลอน และระบอบใหม่ยังไม่ลงตัว ชีวิตของพระองค์จึงเป็นดังภาพสะท้อนของ “รอยต่อประวัติศาสตร์” อย่างแท้จริง

ในอีกด้านหนึ่ง พระราชประวัติของรัชกาลที่ 7 ยังทำให้พระองค์เป็นบุคคลที่ได้รับการศึกษาทบทวนอยู่เสมอในแวดวงประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะพระองค์ทรงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ นักวิชาการจำนวนมากมองว่า พระองค์ทรงพยายามหาทางประนีประนอมและปรับตัวตามสถานการณ์ แต่ข้อจำกัดของยุคสมัยและความตึงเครียดทางการเมืองทำให้พระองค์ไม่อาจประคับประคองสถานการณ์ได้อย่างที่ทรงปรารถนา

ภายหลังการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้ทรงจัดพิธีถวายพระเพลิงอย่างเรียบง่ายที่ Golders Green ทางตอนเหนือของลอนดอน ก่อนจะทรงพำนักอยู่ในอังกฤษต่อ และในปี พ.ศ. 2492 จึงได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างสมพระเกียรติ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความผูกพันของพระองค์กับมาตุภูมิ แม้ปลายพระชนมชีพจะสิ้นสุดลงในต่างแดน.

ดังนั้น วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ปิดฉากพระชนมชีพของพระมหากษัตริย์ผู้ยืนอยู่กลางจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของบ้านเมือง และทิ้งไว้ซึ่งคำถาม บทเรียน และความทรงจำอันลึกซึ้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

“ดีอาร์คองโก” สกัดอีโบลา!! ผู้ติดเชื้อสะสมพุ่งเกินพัน ใช้สายพันธุ์บุนดีบูโยระบาด 13 เขตสุขภาพได้รับผลกระทบ WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ

เมื่อวันพุธ (27 พ.ค.) กระทรวงสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกหรือดีอาร์คองโก (DR Congo) รายงานว่าจำนวนผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสอีโบลาภายในประเทศสะสมอยู่ที่ 1,077 ราย หากอ้างอิงตัวเลขที่นับถึงวันอังคาร (26 พ.ค.) ขณะหลายจังหวัดทางตะวันออกยังคงเผชิญการระบาดอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่าดีอาร์คองโกมีผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาที่ได้รับการยืนยัน 121 ราย และผู้เสียชีวิตต้องสงสัยติดเชื้อ 238 ราย นับตั้งแต่ประกาศการระบาดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. โดยการระบาดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเขตอนามัย 13 แห่งทั่วจังหวัดทางตะวันออก ได้แก่ อิตูรี กีวูเหนือ และกีวูใต้ ซึ่งอิตูรียังคงเป็นศูนย์กลางการระบาด

การแพร่ระบาดครั้งนี้ถือเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ครั้งที่ 17 ของดีอาร์คองโก โดยผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการระบุว่าเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโย (Bundibugyo) ซึ่งค่อนข้างหายาก เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดเป็นหลัก

อนึ่ง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) เมื่อวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ต่อมาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกาได้ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคงทางสาธารณสุขระดับทวีป

ที่มา : Xinhua

BWG ลุยเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก 'ศรีไทยซุปเปอร์แวร์' และ 'วัดจากแดง' ขับเคลื่อนโครงการ "ส่งขยะกลับบ้าน" รวบรวมชุดยูนิฟอร์ม 681 กก. ขยะกำพร้า เปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนใช้ในอุตสาหกรรม

BWG ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ - วัดจากแดง”

สานต่อโครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” เปลี่ยนยูนิฟอร์มเก่าสู่พลังงานทดแทน

บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ผู้ให้บริการบริหารและจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ร่วมกับ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) และ วัดจากแดง เดินหน้าขับเคลื่อนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะกำพร้าที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ตามปกติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ล่าสุด โครงการฯ ได้ดำเนินการรวบรวมชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่เสื่อมสภาพและไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขยะกำพร้า ปริมาณรวมทั้งสิ้น 681 กิโลกรัม จากบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพันธมิตรในภารกิจรักษ์โลก โดยมีวัดจากแดงเป็นจุดศูนย์กลางในการรวบรวมและนำส่งขยะกำพร้าเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในรูปแบบพลังงานทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการการทำงานระหว่างภาคธุรกิจและภาคสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนขยะกำพร้าให้เป็นพลังงาน ไม่เพียงแต่เป็นการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปสู่กระบวนการฝังกลบ (Zero Waste to Landfill) แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว

บพท. ดันน้ำผึ้งไทย!! ยกระดับน้ำผึ้งสู่ซูเปอร์แบรนด์ ทลายข้อจำกัดมาตรฐานสากล แก้ไขปัญหาน้ำผึ้งปลอม ส่งเสริมเกษตรกรและตลาดโลก


ยกระดับน้ำผึ้งไทยสู่ซูเปอร์แบรนด์ระดับโลก

บพท. หนุนกลุ่ม SIE คลัสเตอร์ชันโรง สร้างความเข้มแข็งและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมน้ำผึ้งไทย ทลายข้อจำกัดมาตรฐานน้ำผึ้งสากล ฝ่าวิกฤตน้ำผึ้งปลอม ผลักดันน้ำผึ้งไทยให้โลดแล่นในตลาดน้ำผึ้งโลก ชูบทบาทผึ้งไทยในฐานะ Game Changer พลิกโฉมประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจมูลค่าสูง

“ผึ้ง” เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นที่มีความหลากหลายของของพืชพรรณสูง ทำให้มีสายพันธุ์ผึ้งท้องถิ่นถึง 5 ชนิดจาก 8 ชนิดในทวีปเอเชีย ได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งพันธุ์ ผึ้งมิ้ม ผึ้งม้าน และชันโรงอีกกว่า 34 สายพันธุ์ ด้วยปัจจัยความหลากหลายทางชีวภาพนี้ ทำให้น้ำผึ้งไทยมีคาแรคเตอร์และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับทักษะการทำเกษตรแม่นยำของคนไทย ยิ่งส่งเสริมให้ผลผลิตมีคุณภาพสูง ทว่าปัจจุบันน้ำผึ้งไทยยังคงเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานการส่งออก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Bee Park) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และประธานภูมิภาคเอเชีย สมาคมผู้เลี้ยงผึ้งนานาชาติ  (International Federation of Beekeepers’ Association: Apimondia) สมาคมผึ้งโลกมีอายุกว่า 129 ปี กล่าวว่า “แม้ตลาดน้ำผึ้งโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กลับคุ้นเคยและนิยมน้ำผึ้งพันธุ์ฝรั่งมากกว่า สาเหตุสำคัญมาจาก “มาตรฐานน้ำผึ้งสากล” ซึ่งถูกกำหนดขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลจากผึ้งพันธุ์ฝรั่ง ทำให้น้ำผึ้งไทยซึ่งมีกรดธรรมชาติสูงและมีเอนไซม์ที่แตกต่าง มักถูกประเมินว่า ‘ไม่ผ่านเกณฑ์’ ทั้งที่เป็นน้ำผึ้งคุณภาพดี”

นอกจากปัญหาด้านมาตรฐานดังกล่าว อุตสาหกรรมน้ำผึ้งโลกยังประสบปัญหา “น้ำผึ้งปลอม” ที่เข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดและดึงราคาน้ำผึ้งแท้ให้ต่ำลง ทำให้น้ำผึ้งถูกรับซื้อในลักษณะ ‘เหมาจ่าย’ โดยไม่มีการคัดแยกเกรดคุณภาพ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตน้ำผึ้งแท้ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าต้องแบกรับภาระหนักและมองว่าการนำน้ำผึ้งแท้ไปแข่งขันในกลไกราคาตลาดทั่วไปไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

ยิ่งไปกว่านั้น แม้พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาบริโภคน้ำผึ้งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและยารักษาโรคมากขึ้น แต่น้ำผึ้งไทยกลับยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ตามศักยภาพอย่างเต็มที่ เนื่องจากข้อมูลเชิงลึกด้านโภชนาการของน้ำผึ้งไทยยังไม่ถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ ขาดเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่จะมาชี้วัดคุณค่า และขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตต้นทาง ทำให้ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นและความเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริง น้ำผึ้งไทยจึงถูกด้อยค่าให้เป็นเพียง “น้ำตาลราคาถูก” แทนการถูกยอมรับในฐานะ“ซูเปอร์ฟู้ด”(Superfood) ที่มีคุณค่าและมูลค่าสูง

คณะวิจัยโครงการ “การสร้างความเข้มแข็งและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าแบบองค์รวมของผลผลิตของชันโรงในประเทศไทย” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้การกำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) จึงเห็นถึงการสร้างองค์ความรู้ในด้านต่างๆ พร้อมไปกับการสร้างความร่วมมือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้น้ำผึ้งเขตร้อน และชันโรง ซึ่งคุณลักษณะที่โดดเด่นและแตกต่างจากน้ำผึ้งทั่วไป มีหมวดมาตรฐานเฉพาะของตนเอง เพื่อยอมรับในระดับสากล ที่จะทำให้ไทยมีรายได้จากการส่งออกน้ำผึ้งมากขึ้น

แต่การจะไปถึงเป้าหมายระดับโลกได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความเข้มแข็งจากภายใน คณะวิจัยจึงสร้างกลไกการขับเคลื่อนงานโดยใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อพัฒนามาตรฐานน้ำผึ้งไทย ผ่านการสร้างมาตรฐานแบบมีส่วนร่วมแบบยั่งยืนที่เรียกว่า 7S3A โดยมีแกนหลักคือ 1.) Standard (มาตรฐาน) สนับสนุนให้เกษตรกรปรับตัวเข้าสู่ระบบฟาร์มมาตรฐาน (GAP) และมาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัย (GMP) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สะอาดและตรวจสอบย้อนกลับได้ 2) Specialty (เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น) ดึงจุดเด่นด้านรสชาติ สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และสรรพคุณทางยาของน้ำผึ้งแต่ละท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ 3) Sustainability (ความยั่งยืน) ประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมกระบวนการผลิตที่เอื้อต่อระบบนิเวศ ตลอดจนการสร้างหลักประกันรายได้ที่เป็นธรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพกระบวนการผลิตน้ำผึ้งไทย

ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคัดเกรดน้ำผึ้ง หรือ “ดัชนีชี้วัดน้ำผึ้งเขตร้อน” (Tropical Honey Index: THI) ในการคัดเกรดน้ำผึ้งตามคุณค่าทางชีวภาพ ช่วยคัดแยกน้ำผึ้งเกรดพรีเมียมออกจากน้ำผึ้งคุณภาพต่ำ และที่สำคัญคือช่วยคัดน้ำผึ้งปลอมออกจากระบบได้ ซึ่งจะสามารถยกระดับราคาน้ำผึ้งไทยให้สูงขึ้นตามเกรดคุณภาพ ทั้งยังส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์มี ‘มาตรฐานร่วม-เรื่องเล่าร่วม-สัญลักษณ์ร่วม’ ภายใต้แนวคิด “มัลติแบรนด์” (Multi-Brand) เพื่อสร้างภาพจำที่แข็งแกร่งให้แก่น้ำผึ้งไทยในสายตาประชาคมโลก

 “การใช้ดัชนีชี้วัดน้ำผึ้งเขตร้อน (THI) คัดกรองน้ำผึ้งปลอมออกไป จะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงและความเชื่อมั่นต่อน้ำผึ้งไทยให้กลับคืนมา หากเราเรียกความมั่นใจนี้กลับมาได้ มูลค่าการส่งออกที่ปัจจุบันอยู่ระดับพันล้านบาท จะขยายตัวและสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้อีกมาก” รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ กล่าว 

ท้ายที่สุดแล้ว การผลักดันน้ำผึ้งไทยให้ก้าวขึ้นเป็น “ซูเปอร์แบรนด์ระดับโลก” จะมีส่วนช่วยขยายฐานผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์น้ำผึ้งไทย โดยเปลี่ยนน้ำผึ้งจากสินค้าทางการเกษตรสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินของคนไทย เพราะเมื่อเราตระหนักถึงคุณประโยชน์และเห็นคุณค่าที่แท้จริงของน้ำผึ้ง นอกจากระบบเศรษฐกิจจะเติบโตแล้ว ยังสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน รวมทั้งระบบนิเวศที่ได้รับการฟื้นฟู

“ผึ้ง” จึงไม่ใช่แค่นักผสมเกสร แต่จะเป็น “Game Changer” หรือ “ตัวเปลี่ยนเกม” ที่สำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและนำพาประเทศไทยสู่ยุค “เศรษฐกิจมูลค่าสูง” ได้จริง 

ทุนศึกษาเพิ่มโอกาส!! ต้นทุนเรียนสูงขึ้นทั่วโลก ทุนไม่ได้เพียงช่วยเหลือเงิน แต่เป็นแรงใจสู่อนาคต เคทีซีช่วยสนับสนุนทุนข่าวเศรษฐกิจ

เมื่อ “ต้นทุนการเรียนรู้” สูงขึ้น

ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่แค่เงินช่วยเหลือ แต่คือโอกาสที่ส่งต่อได้

ในวันที่โลกการเรียนรู้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือหนังสือเรียนอีกต่อไป เด็กและเยาวชนต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี แพลตฟอร์มออนไลน์ ประสบการณ์จริง และทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต แต่ในเวลาเดียวกัน “ต้นทุนของการเรียนรู้” ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายครอบครัวต้องแบกรับตลอดปีการศึกษา

เมื่อภาระค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อครัวเรือน ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือระยะสั้น แต่เป็นแรงประคองที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งสามารถเดินหน้าต่อในเส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และช่วยให้ครอบครัวมีพื้นที่ในการวางแผนอนาคตของบุตรหลานได้ดีขึ้น แม้จะอยู่ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับครอบครัวที่มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอยู่ในหลายกลุ่มอาชีพ รวมถึงครอบครัวคนทำงานข่าวที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ติดตามความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีบทบาทไม่ต่างจากพ่อแม่ในอาชีพอื่นที่ต้องดูแลอนาคตทางการศึกษาของลูก

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาคนมาอย่างต่อเนื่อง จึงร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และส่งต่อกำลังใจให้กับครอบครัวคนข่าวที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจของประเทศ

นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” กล่าวว่า วันนี้ต้นทุนของการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ค่าเล่าเรียน แต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกอนาคต เคทีซีเชื่อว่าความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คือรากฐานสำคัญของการเติบโตทั้งในระดับบุคคลและสังคม การสนับสนุนทุนการศึกษาอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่บางครั้งโอกาสเล็ก ๆ นี้ สามารถต่อยอดเป็นความมั่นใจและอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้อย่างมีความหมาย

ด้านนางสาวพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวว่า สมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาของบุตรสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของอนาคต โดยโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมฯ ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี และในปี 2569 ได้มอบทุนการศึกษารวม 61 ทุน เพื่อช่วยสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวสมาชิก

ขณะที่นางสาวมาสุทธิ ตั้งภควัตกุล ตัวแทนสมาชิกสมาคมฯ สะท้อนว่า ในวันที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อหลายครอบครัว ทุนการศึกษาที่ได้รับไม่ได้ช่วยเพียงแบ่งเบาค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นกำลังใจที่ทำให้ครอบครัวคนข่าวรู้สึกว่า ยังมีผู้เห็นความสำคัญของการศึกษาและพร้อมร่วมสนับสนุนอนาคตของบุตรหลานสมาชิก

ท้ายที่สุด ทุนการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่แค่วันที่ได้รับมอบ และการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่เพียงในห้องเรียน แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของกำลังใจ ความหวัง และโอกาสที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งเดินต่อไปได้ไกลขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า การสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน คือการลงทุนระยะยาวที่ส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top