Tuesday, 28 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

17 มกราคม ของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช” วันแห่งศิลาจารึกเปลี่ยนประวัติศาสตร์ จากตำนานสู่หลักฐาน มรดกไทยสู่เวทีโลก ตอกย้ำคุณค่ามรดกเอกสารโลก

(17 ม.ค. 69) วันที่ 17 มกราคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" เพื่อรำลึกถึงพระมหากษัตริย์และศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของสมัยสุโขทัยและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกเอกสารของโลกโดยยูเนสโกในปี 2003

ศิลาจารึกนี้ไม่เพียงเป็นหลักฐานสําคัญที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์บ้านเมืองและการปกครองสมัยสุโขทัย แต่ยังช่วยยืนยันพัฒนาการของอักษรไทยและการสร้างรัฐในยุคนั้น และวันที่ 17 มกราคมยังเป็นวันที่เจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) เสด็จไปค้นพบจารึกในปี พ.ศ. 2376

แม้จะมีข้อถกเถียงในความแท้จริงของศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเคยถกกันในวงวิชาการ เช่นในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" จึงเป็นวันที่สะท้อนถึงการรับรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ต้องการทั้งความเคารพและการตั้งคำถามไปพร้อมกัน

ในทางปฏิบัติ จังหวัดสุโขทัยและหน่วยงานการศึกษาจะจัดกิจกรรมรำลึก เช่น พิธีสักการะบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ การแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ และงานวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้วันสำคัญนี้เป็นทั้งวันแห่งความศรัทธาและการเรียนรู้

ดังนั้น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" ไม่ใช่เพียงวันรำลึกบุคคล แต่เป็นวันของ "หลักฐาน" ที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันผ่านศิลาจารึกที่ยังมีชีวิตในแง่การตีความและการรักษาความทรงจำของชาติในโลกยุคข่าวสารรวดเร็ว

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_14628

16 มกราคม ของทุกปี กำหนดให้เป็น "วันครูแห่งชาติ" ย้ำคุณค่าครูคือรากฐานชาติ เชิดชูคนสร้างคน เทิดพระเกียรติ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน”

(16 ม.ค. 69) ทุกปีวันที่ 16 มกราคมถูกกำหนดให้เป็น "วันครูแห่งชาติ" เพื่อให้สังคมยกย่องและรำลึกถึงพระคุณครูที่สร้างคนและรองรับการเติบโตทางปัญญาของเด็กไทย ปี 2569 นี้ถือเป็นครั้งที่ 70 ของงานวันครูซึ่งจัดขึ้นโดยคุรุสภาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้ธีม "พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน" เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การจัดวันครูมีรากฐานจาก "พระราชบัญญัติครู" ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างระบบวิชาชีพครูไทยและการก่อตั้งคุรุสภา คุรุสภาจึงเป็นองค์กรกลางที่กำกับดูแลด้านจรรยาบรรณและพัฒนาครู ในปี พ.ศ. 2499 ได้มีมติให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็นวันครูแห่งชาติ โดยมีการจัดงานครั้งแรกในปี 2500

วันครูไม่ใช่เพียงพิธีการเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงความหมายเชิงสังคมที่ลึกซึ้ง ทั้งยืนยันคุณค่าและบทบาทของครูในการสร้างคน สร้างวัฒนธรรมกตัญญูของสังคม และเชิญชวนให้มองเรื่องสภาพแวดล้อมและการสนับสนุนครูเพื่อให้สามารถทำงานได้เต็มที่

สำหรับปีนี้งานวันครูทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคจัดในรูปแบบผสมผสานทั้ง on-site และออนไลน์ พร้อมกิจกรรมต่อเนื่อง สัปดาห์วันครู 11-17 มกราคม 2569 โดยมีพิธีบำเพ็ญกุศลและนิทรรศการเทิดพระเกียรติ

คำชวนที่สะท้อนความหมายของวันครูปีนี้คือ "น้อมจิตคารวะ และระลึกถึงพระคุณครู" ซึ่งเป็นความจริงใจและการกระทำที่ต่อเนื่องที่มีค่ามากกว่าของขวัญราคาแพง

ที่มา : bangkokbiznews.com/sustainability/education/1213714

ทำไม ‘ภาคใต้’ และ ‘ชุมพร’ ถึงโหวตเห็นชอบสูงผิดปกติในประชามติปี 59: โครงสร้างการเมือง + ฐานสังคมรัฐ + สนามประชามติที่ไม่แฟร์

ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. 2559 ออกมาแบบ “เห็นชอบ” ชนะทั้งประเทศ แต่ถ้าดูรายภาค–รายจังหวัด จะเห็นชัดว่ามีพื้นที่หนึ่งที่เห็นชอบ “พุ่งเกินค่าเฉลี่ย” แบบทิ้งห่าง คือภาคใต้ โดยเฉพาะ “ใต้ตอนบน” และจังหวัดอย่างชุมพรที่เห็นชอบสูงถึง 90.04% (208,068 ต่อ 23,004)
คำถามคือ ทำไม “เห็นชอบ” ถึงสูงขนาดนั้น?
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ: เพราะการโหวตครั้งนั้นไม่ใช่แค่ “ชอบ–ไม่ชอบเนื้อหา” แต่มันคือการเลือก “ข้างของระเบียบการเมือง” ในช่วงที่ประเทศถูกคุมเกม—และภาคใต้ตอนบนจำนวนมากอยู่ในกลุ่มที่เลือกความนิ่ง เลือกฝ่ายรัฐ เลือกกันการเมืองขั้วตรงข้าม มากกว่าการเสี่ยงลากประเทศยาวออกไป

1) ภาคใต้ตอนบน–ตอนกลางมี “ฐานสนับสนุนรัฐ/กองทัพ” สูงกว่าพื้นที่อื่น
บทวิเคราะห์ทางวิชาการชี้ว่า ‘ค่าย Yes’ ไม่ได้ชนะเพราะเนื้อหาดีเลิศ แต่เพราะกองทัพและเครือข่ายรัฐมีฐานสังคมหนุนอยู่จริง ทั้งชนชั้นกลาง/บน ระบบราชการ ตุลาการ มหาวิทยาลัย และทุนใหญ่ อีกทั้งมีข้อสังเกตว่า ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ กองทัพมีแรงสนับสนุนสำคัญในภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง
ถ้าภาคใต้บางส่วนเชื่อสถาบันรัฐมากกว่านักการเมือง ผลจึงถูกแปลออกมาเป็นภาษาง่ายๆ แบบนี้: โหวต “รับ” = เลือกความสงบ/ความเป็นระเบียบ และโหวต “ไม่รับ” = เสี่ยงยื้อความไม่แน่นอน

2) ชุมพร: จังหวัดตัวอย่างของ ‘ใต้ตอนบน’ ที่เข้าแพตเทิร์นรัฐนิยมชัดที่สุด
ชุมพรไม่ได้เห็นชอบสูงแบบเฉียดๆ แต่สูงแบบเกือบเอกฉันท์ 90.04% ในเชิงโครงสร้าง ชุมพรอยู่ในใต้ตอนบนที่มักถูกมองว่าเป็นโซนที่ฐานสังคมของรัฐ/ระบบราชการเข้มแข็ง เมื่อฐานความคิดหลักของพื้นที่คือ ‘รัฐต้องคุมเกมเพื่อกันการเมืองเละซ้ำ’ การโหวตรับร่างจึงกลายเป็นการโหวตแบบเลือกทีม มากกว่าการอ่านมาตรา

3) ภาคใต้ไม่ได้เป็นก้อนเดียว: ชายแดนใต้ ‘ไม่รับ’ แต่ใต้ตอนบน ‘รับท่วม’
ข้อเท็จจริงที่ทำให้ข้อสรุปนี้หนักแน่นขึ้นคือ ภาคใต้มีความต่างภายในชัดมาก จังหวัดชายแดนใต้บางจังหวัด ‘เห็นชอบ’ ต่ำ เช่น ปัตตานี 35.02% และนราธิวาส 36.04% แปลว่าไม่ใช่ ‘คนใต้รับหมด’ แต่เป็น ‘โซนใต้ตอนบน/ตอนกลาง’ ที่รับแรงมาก และชุมพรคือปลายสุดของกราฟนั้น

4) ปัจจัยที่คนชอบมองข้าม: สนามประชามติปี 59 ถูกวิจารณ์ว่า ‘ไม่เสรี ไม่แฟร์’
อีกมุมหนึ่งที่ทำให้ต้องอ่านตัวเลขอย่างระวังคือ บริบทประชามติปี 59 ถูกวิจารณ์เรื่องข้อจำกัดการรณรงค์และการวิพากษ์วิจารณ์ มีรายงานถึงการจับกุม/ดำเนินคดีต่อผู้รณรงค์หรือแสดงความเห็น การควบคุมพื้นที่ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างบรรยากาศกดทับ เมื่อสนามมันเอียง พื้นที่ที่รัฐเข้มแข็งและเครือข่ายราชการแน่น ผลก็มีแนวโน้มจะเทไปทางที่รัฐต้องการได้ง่ายกว่า

รีเซ็ตรัฐธรรมนูญใหม่

เมื่อพรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ กับคำถามที่ต้องตอบ แค่คำว่า ‘ใหม่’ ยังไม่พอ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ‘ใหม่เพื่อใคร?’

ทำไม ‘พรรคใหญ่’ ชอบคำว่า ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ มากกว่า ‘แก้เป็นมาตรา’

การเมืองไทยมีคำหนึ่งที่ได้ยินบ่อยทุกครั้งที่ประเทศติดหล่ม: “ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ”
ฟังดูเหมือนทางออกที่สวยงาม—รีเซ็ตประเทศให้เริ่มใหม่ แต่ในโลกการเมืองจริง คำนี้มี “มูลค่า” สูงมาก เพราะมันเป็นปุ่มรีเซ็ตกติกาที่กระทบอำนาจโดยตรง

ประเด็นสำคัญคือ “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” เป็นคำที่กว้าง จนแต่ละฝ่ายตีความได้ตามใจ ทำให้พรรคใหญ่จำนวนหนึ่งชอบคำนี้ในฐานะเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าเลือกเส้นทางที่ตรงไปตรงมาอย่าง “แก้รายมาตรา” ที่ต้องตอบให้ชัดว่าแก้อะไรและเพื่อใคร

1) เพราะ ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ คือแพ็กเกจต่อรองที่ใหญ่ที่สุด
การแก้รายมาตราเป็นงานละเอียด ต้องบอกให้ชัดว่าแก้มาตราไหน เปลี่ยนอะไร ผลดี-ผลเสียคืออะไร และใครได้-ใครเสีย
แต่ “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” ไม่ต้องตอบละเอียดตั้งแต่ต้น เพราะยังไม่รู้เนื้อหา พรรคใหญ่จึงใช้มันเป็นแพ็กเกจต่อรองได้ เช่น ต่อรองกับพรรคร่วม/กลุ่มการเมือง/ฐานเสียงว่า “ค่อยไปคุยกันทีหลังในกรรมาธิการ/สภาร่างฯ”
พูดแบบง่ายๆ: คำนี้ให้พื้นที่ดีลมากกว่าคำว่า “แก้รายมาตรา” ที่ตรวจสอบง่ายและปิดช่องพูดกว้าง

2) เพราะมันเป็น ‘ทางลัด’ ที่ทำให้เปลี่ยนหลายเรื่องพร้อมกัน
รัฐธรรมนูญไม่ได้มีแค่เรื่องสิทธิหรือโครงสร้างรัฐสภา แต่มันแตะระบบอำนาจทั้งชุด เช่น ระบบเลือกตั้ง โครงสร้าง/ที่มา/อำนาจขององค์กรตรวจสอบ กระบวนการแต่งตั้งและถ่วงดุล รวมถึงขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ
หากแก้รายมาตรา คุณจะได้ทีละชิ้น และถูกจับตาทีละประเด็น แต่ถ้าทำใหม่ทั้งฉบับ คุณสามารถจัดชุดใหม่ได้พร้อมกันหลายส่วน และผลรวมมันมหาศาลกว่า

3) เพราะ ‘ฉบับใหม่’ เป็นคำขวัญที่ขายง่ายกว่านโยบายปากท้อง
การหาเสียงด้วย “รัฐธรรมนูญใหม่” มีข้อดีทางการตลาดการเมือง: ย่อให้เหลือประโยคเดียวได้ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าแก้เกมใหญ่ และโยนความผิดไปที่ “กติกา” ได้ทันทีเมื่อแก้เศรษฐกิจยาก
ในภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นโจทย์หนัก คำว่า “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” ทำหน้าที่เป็นธงรวมมวลชนที่ใช้เรียกพลังได้เร็ว แม้รายละเอียดจริงยังไม่ชัด

4) เพราะมันช่วย ‘ล้างกระดานความเสี่ยง’ ที่ผูกกับนักการเมืองบางกลุ่ม
ประเด็นที่คนจำนวนหนึ่งกังวลไม่ใช่แค่ชอบ/ไม่ชอบฉบับเดิม แต่คือคำถามว่า การทำใหม่ทั้งฉบับจะกลายเป็นการรีเซ็ตด่านตรวจสอบบางอย่างหรือไม่
ย้ำให้ชัด: นี่ไม่ใช่การกล่าวหาว่า “ทุกคน” ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ในเชิงโครงสร้าง พรรคและนักการเมืองย่อมประเมินว่า กติกาแบบไหนเสี่ยงกับตนเอง และกติกาแบบไหนคุมเกมได้มากกว่า
ดังนั้น “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” จึงเป็นคำที่เปิดช่องให้เปลี่ยนสมดุลการถ่วงดุลได้ หากคุมกระบวนการร่างได้

5) เพราะมันเป็น ‘คำกลาง’ ที่พูดแล้วไม่เสียคะแนนทันที
พรรคใหญ่มีฐานเสียงหลากหลาย บางส่วนอยากแก้มาก บางส่วนไม่อยากแตะ การพูดว่า “แก้รายมาตรา” ต้องระบุจุดยืนชัด อาจเสียคะแนนจากอีกฝั่ง
แต่การพูดว่า “ทำใหม่ทั้งฉบับ” พรรคสามารถพูดได้สองแบบพร้อมกัน: กับฝ่ายที่อยากเปลี่ยนคือ “เราจะเปลี่ยนให้หมด” กับฝ่ายที่กลัวแตะบางหมวดคือ “ไม่ต้องห่วง เรามีกรอบ/ไม่แตะเรื่องนั้น”
คำเดียว แต่ใช้สื่อสารคนละแบบกับคนละกลุ่มได้ นี่คือเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่พรรคใหญ่ชอบ

6) เพราะ ‘ฉบับใหม่’ ทำให้คนถามน้อยกว่า ‘คุณจะแก้มาตราไหน’
สังคมตรวจสอบง่ายขึ้นเมื่อคำถามเฉพาะเจาะจง เช่น คุณจะแก้ระบบเลือกตั้งแบบไหน คุณจะแก้กลไกตรวจสอบตรงไหน คุณจะแก้เรื่องคุณสมบัติ/จริยธรรมอย่างไร
แต่เมื่อเป็น “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” การตรวจสอบยากขึ้น เพราะคำตอบถูกเลื่อนไปอนาคต: “ค่อยไปดูตอนร่าง”
สุดท้ายประชาชนอาจถูกขอให้ “เชื่อก่อน” แล้วค่อย “อ่านทีหลัง” ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงทางประชาธิปไตยที่สุด

ทำไมต้อง ‘เชื่อเจษฎ์’ และ ‘พรรครักชาติ’ ว่าจะปกป้อง รธน. 2560 ได้จริง ไม่ใช่แค่คำพูดหาเสียง

รัฐธรรมนูญ 2560 เคยผ่านประชามติด้วยเสียง “เห็นชอบ” 16,820,402 คะแนน (ราว 61.35% ของคะแนนที่แสดงความเห็น) จากผู้มาใช้สิทธิ 29,740,677 คน (อัตราใช้สิทธิราว 59.40%) นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่า กติกาสูงสุดฉบับนี้เคยได้รับการรับรองโดยประชาชนในระดับ “หลักสิบหกล้านคน” ไม่ใช่คนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย

แต่การเมืองไทยกลับวนอยู่กับคำเดิม—“เขียนใหม่ทั้งฉบับ” ผ่านประชามติ 8 ก.พ. 2569 และกระแสของพรรคใหญ่หลายพรรคที่ชวนให้ “กาเห็นชอบ” เดินหน้าทำฉบับใหม่

คำถามคือ ถ้าคนจำนวนมากกังวลว่า “ฉบับใหม่อาจเป็นการรีเซ็ตกติกาเพื่อประโยชน์นักการเมือง” ใครคือทีมที่ประชาชนพอจะฝากความหวังว่า จะปกป้องรัฐธรรมนูญเดิมได้จริง?

1) เหตุผลแรกที่ ‘ต้องเชื่อเจษฎ์’: ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพที่เพิ่งมาพูดเรื่อง รธน. ตอนหาเสียง
รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ถูกสื่อหลักแนะนำประวัติในฐานะนักวิชาการกฎหมาย และเป็นอดีตคณะกรรมการ/ที่ปรึกษาในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้าสู่สนามการเมืองและเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครักชาติ ที่สำคัญ มีเอกสารเชิงทางการจากหน่วยงานรัฐ/รัฐสภาที่ระบุชื่อเขาในฐานะ “ที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” แปลเป็นภาษาชาวบ้าน: เขาไม่ได้เดากติกาจากข้างนอก แต่เคยอยู่ในวงที่ต้องอ่าน-คิด-ออกแบบเหตุผลของตัวบทจริง จึงรู้ว่าเจตนารมณ์เขียนไว้เพื่อแก้ปัญหาอะไร และช่องโหว่ของระบบอยู่ตรงไหน

2) เหตุผลที่สอง: ‘พรรครักชาติ’ ผูกตัวเองกับภารกิจเดียว—ไม่แก้ ไม่ทำใหม่ และสื่อสารซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ความน่าเชื่อถือของการ “ปกป้องรัฐธรรมนูญ” วัดได้จาก 2 อย่าง: (ก) ประกาศจุดยืนชัด (ข) ยืนระยะ ไม่เปลี่ยนคำพูดตามกระแส
ในข่าวล่าสุด พรรครักชาติลงพื้นที่และย้ำจุดยืนชัดว่า “ไม่แก้รัฐธรรมนูญ 2560” และมองว่าการทำใหม่ทั้งฉบับเปลืองงบ ควรนำเงินไปแก้ปากท้อง นี่ทำให้ “สัญญาทางการเมือง” ของพรรคถูกล็อกไว้กับประชาชนแบบถอยยาก—หากพรรคกลับลำเมื่อได้อำนาจ จะถูกถามทันทีว่า ‘พูดไว้ทำไม’ และ ‘หลอกคนหรือไม่’

3) เหตุผลที่สาม: คนที่เข้าใจ ‘หลักกฎหมายมหาชน’ จะรู้ว่า ‘ความมั่นคงของกติกา’ สำคัญต่อประเทศมากกว่าการรีเซ็ตตามรอบเลือกตั้ง
การมีรัฐธรรมนูญไม่ได้มีไว้ให้ทุกฝ่าย “ชนะ” แต่มีไว้ให้ทุกฝ่ายเล่นอยู่บนสนามเดียวกัน
มุมมองแบบกฎหมายมหาชนจะให้ค่าน้ำหนักกับ 3 เรื่อง:
•    หลักนิติรัฐ/นิติธรรม: กติกาต้องมั่นคง คาดหมายได้
•    ความต่อเนื่องของรัฐ: ประเทศไม่ควรเปลี่ยนกติกาสูงสุดเหมือนเปลี่ยนนโยบาย
•    การแก้ปัญหาแบบตรงจุด: ถ้าบางมาตรามีปัญหา ควรถกเป็น “มาตรา” ไม่ใช่เผาทั้งเล่ม
ดังนั้น ทีมที่ปกป้องรัฐธรรมนูญเดิมไม่จำเป็นต้องบอกว่า “ฉบับนี้สมบูรณ์แบบ” แต่ต้องยืนหลักว่า อย่าให้การเมืองใช้คำว่า ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ เป็นทางลัดรีเซ็ตด่านตรวจสอบ โดยเฉพาะในสังคมที่ความไว้วางใจต่อผู้มีอำนาจทางการเมืองยังต่ำ

15 มกราคม 2477 พิธีเปิดอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นสัญลักษณ์วีรสตรีโคราช ตั้งหน้าประตูชุมพลสำคัญ กลายเป็นมรดกแห่งชาติไทย

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ "ย่าโม" ถูกเปิดเผยที่หน้าประตูชุมพลในเมืองนครราชสีมาในช่วงต้นปี พ.ศ. 2477 โดยวันนี้ 15 มกราคมถือเป็นวันสำคัญของพิธีเปิดซึ่งถูกจดจำและสืบทอดจนถึงปัจจุบัน

"ท้าวสุรนารี" มีตำนานเกี่ยวกับวีรกรรมในยุคต้นรัตนโกสินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาคุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารีในปี 2370 อนุสาวรีย์ที่สร้างในปี 2476 โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิตนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนโคราช

รูปหล่อทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร วางอยู่บนฐานไพที ตรงหน้าประตูชุมพลที่เป็นประตูเมืองด้านทิศตะวันตก ช่วยยืนยันความสำคัญของทำเล ทางราชการยังบรรจุอัฐิของท้าวสุรนารีในฐานอนุสาวรีย์ในปี 2510 เช่นกัน "อนุสาวรีย์ไม่ใช่แค่สิ่งก่อสร้าง แต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของเมือง" ตามคำกล่าว

อนุสาวรีย์ย่าโมยังกลายเป็นเวทีสาธารณะและวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถร่วมระลึกถึงวีรกรรมได้ทุกวัน และส่งผลต่อประเพณีงานฉลองที่เรียกว่า "งานย่าโม" ซึ่งจัดทุกปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน

นอกจากเป็นสัญลักษณ์สำคัญ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารียังถูกกรมศิลปากรกำหนดให้เป็นโบราณสถานของชาติในปี 2480 ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่าที่สำคัญของนครราชสีมา ทำให้ที่นี่กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่รัฐรับรองและคุ้มครอง

ที่มา : https://news.trueid.net/detail/n2W7g1z9xx32

14 มกราคม ของทุกปี กำหนดเป็น “วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้แห่งชาติ” หมุดหมายมาตรการป่าไม้ไทย ชวนสังคมดูแลต้นน้ำ ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ

(14 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 14 มกราคมของทุกปี ประเทศไทยกำหนดให้เป็น "วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ" เพื่อเตือนใจสังคมว่าป่าไม้คือฐานชีวิต ฐานเศรษฐกิจ และฐานความปลอดภัยของชุมชน โดยเฉพาะในยุคที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และรุนแรงมากขึ้น

วันที่ 14 มกราคมได้รับการกำหนดขึ้นจากเหตุการณ์สำคัญในปี 2532 ที่มีการประกาศใช้ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายด้านป่าไม้ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของกฎหมายในการจัดการป่าและระบบสัมปทาน ก่อนจะมีมติคณะรัฐมนตรีในปี 2533 ให้วันที่ 14 มกราคมเป็นวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ เพื่อย้ำให้สังคมร่วมกันปกป้องป่าไม้

เหตุการณ์ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากที่ตำบลกะทูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปี 2531 เป็นบทเรียนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำ ป่าช่วยดูดซับน้ำและปกป้องหน้าดิน ลดความเสียหายจากน้ำหลากและดินถล่ม เมื่อพื้นที่ป่าลดลง ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติเหล่านี้ยิ่งเพิ่มขึ้น

คุณค่าของป่าไม้อยู่ที่บริการระบบนิเวศ เช่น การรักษาวัฏจักรน้ำ การควบคุมอุณหภูมิ และการกักเก็บคาร์บอน หากป่าลดลง ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายไม่ใช่แค่ทรัพยากรหายไป แต่เพิ่มความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและเศรษฐกิจ

แม้จะมีความพยายามรณรงค์ แต่ป่าไม้ของไทยยังเหลือเพียงประมาณ 31.46% ของพื้นที่ประเทศ (ข้อมูลปี 2567) ดังนั้น การดูแลป่าจึงต้องเป็นวาระร่วมของทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่กิจกรรมปลูกต้นไม้ครั้งเดียว แต่ต้องต่อเนื่องทั้งการดูแลและปกป้องพื้นที่ป่าเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา : https://www.forest.go.th/songkhla13/14-%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84/

เมื่อยอมเป็นสุนัขรับใช้อเมริกา ก็ต้องเร่งเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

ไม่ต้องฉลาดก็รู้ว่าขาใหญ่อย่างอเมริกา ประเทศที่ “อันธพาลเรียกพี่” ถึงวันนี้ก็ยังไม่หยุดระราน และแสวงหาประโยชน์จากประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในแบบที่ประเทศของตนเองนั้นไม่มี สิ่งที่อเมริกาแสดงออกหลายครั้ง ยังสะท้อนชัดเจนว่าเป็นประเทศที่ไม่มีความจริงใจกับใคร 

โดยเฉพาะในยามที่ประเทศนั้น ๆ เริ่มจะหมดประโยชน์ 

ผู้นำ หรือกลุ่มคนที่มีวิสัยทัศน์ในประเทศต่าง ๆ จึงระมัดระวังตัวมาก ไม่ยอมพลาดท่าเสียทีหรือตกเป็นเบี้ยบนกระดาน เพราะเมื่อถลำลึกเดินลงสนามชั่วแล้วก็จะไม่ต่างจาก “สุนัขรับใช้” ที่ต้องคอยขู่ เห่า กระทำในเรื่องเลว ๆ ตามคำสั่งการเพื่อแลกกับ “ผลประโยชน์ลับ” ต่างตอบแทนที่ไม่จีรัง 

ภาพของกลุ่มคน องค์กร หรือประเทศที่เต็มใจที่จะยอมเป็น “ขี้ข้าของอเมริกา” จะมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ต้องโง่แต่มักใหญ่ใฝ่สูง อยากขึ้นสู่ระดับบน ๆ ขององค์กรหรือประเทศนั้น ๆ อยากร่ำรวยกว่าคนรวยทั่ว ๆ ไป เป็นผู้ไร้ความสามารถแต่อยากมีอำนาจไว้ข่มเหง หรือบงการผู้คนที่ตัวเล็กกว่า หรือโง่กว่า อยากได้ชื่อว่าเป็นนักเปลี่ยนแปลงสังคมแม้จะเปลี่ยนไปในทางเลวก็ตาม คุณสมบัติเหล่านี้ถ้าเปรียบกับ “พรรคการเมืองหนึ่ง” ในประเทศไทย ก็จะเห็นภาพ “ชายหน้าตี๋” ซึ่งเป็นผู้นำทาง “จิตวิญญาณวิปลาส” ของ “บริษัทสามกีบจำกัด” เท่านั้น มองไม่เห็นใครอื่น

“บริษัทสามกีบจำกัด” ใช้ทุกวิธิทีที่จะทำให้ “สถาบันกษัตริย์” ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยอ่อนแอลง ถึงคราวนั้น ประเทศที่ตนเอง “นับถือเป็นพ่อ” ก็จะเข้ามาแทรกแซงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางบก ทางน้ำ จนกลืนกินประเทศไทยได้สำเร็จ  

13 มกราคมของทุกปี ถือเป็น "วันการบินแห่งชาติ" รำลึกจุดเริ่มต้นฟ้าไทย จากเครื่องบิน 8 ลำ ยุครัชกาลที่ 6 สู่การบินที่เชื่อมต่อโลก จุดเปลี่ยนความมั่นคง เศรษฐกิจไทย

(13 ม.ค. 69) ในวันที่ 13 มกราคมของทุกปี ถือเป็น "วันการบินแห่งชาติ" ของประเทศไทย เพื่อรำลึกถึงจุดเริ่มต้นสำคัญของการบินไทยที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 6 ด้วยเครื่องบิน 8 ลำ และนักบิน 3 นายที่ได้รับการส่งไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีการบินในยุคใหม่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งแผนกการบินในกระทรวงกลาโหม และส่งนายทหารไปฝึกวิชาการบินที่ฝรั่งเศส ขณะที่รัฐบาลซื้อเครื่องบินเข้าประจำการเครื่องแรกเพื่อเสริมสร้างกองทัพอากาศไทย

ในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2457 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการบินครั้งแรกของนายทหารไทย ซึ่งเป็นการประกาศว่า สยามพร้อมเข้าสู่ยุคการบินและมีกำลังทหารอากาศของตนเอง โดยมีการแสดงยุทธวิธีทางทหารและโปรยกระดาษถวายพระพรจากท้องฟ้า

"การบินไม่ใช่แค่เรื่องของนักบิน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ" จึงเป็นวันที่เตือนใจถึงการกล้าเสี่ยงและก้าวไกลทางเทคโนโลยีของคนไทย ที่ช่วยสร้างระบบการบินในประเทศไทยขึ้นตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

ทุกปีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะจัดพิธีวางพวงมาลาถวายพระเกียรติและจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้เรียนรู้และระลึกถึงความสำคัญของอากาศยานและฟ้าไทยในวันนี้

ที่มา : https://url.in.th/TYsci


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top