Tuesday, 28 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

วงการไม่สวยเสมอไป “ขวัญ อุษามณี” เผยเคยเกือบติดคุก ตามเพื่อนไปเที่ยวตอนยังไม่ถึง 18 สุดท้ายโดนพาเข้าโรงพัก บทเรียนเลือกผิด ชีวิตเกือบดับ

(9 ม.ค. 69) 'ขวัญ อุษามณี' เผยเรื่องราววัยรุ่นที่เกือบมีปัญหากับกฎหมายในรายการ Club Friday Show โดยเล่าว่าเมื่ออายุยังไม่ถึง 18 ปี เคยไปตามเพื่อนในวงการทำกิจกรรมสนุก ๆ ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมกับวัย จนตำรวจมาตรวจพบและพาตัวไปสถานีตำรวจ "ขึ้นนั่งรถกระบะไปเหมือนเล่นสงกรานต์" เธอกล่าว

ขวัญชี้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญเพราะเธอไปอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงและอาจมีปัญหาทางกฎหมายได้ แต่ไม่ได้ระบุว่าได้รับการดำเนินคดีหรือไม่ โดยข่าวนำเสนอว่าเธอ "เกือบติดคุก" จากคำบรรยายของเหตุการณ์นี้

ส่วนประเด็นว่ามีการกลั่นแกล้งจากเพื่อนในวงการหรือไม่นั้น ในข่าวมีการตัดทอนคำตอบของขวัญไว้โดยไม่ชัดเจน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเธอถูกกลั่นแกล้ง

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความท้าทายของคนในวงการบันเทิง โดยเฉพาะการเลือกคบคนและรู้จักป้องกันตัวในวัยหนุ่มสาว เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงที่อาจส่งผลต่ออนาคต

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9866938

วลาดีวอสตอกเงียบสงบ “แมวน้ำลายจุด” อ้วนกลม นอนแผ่บนแผ่นน้ำแข็งวลาดีวอสตอก ท่ามกลางอากาศหนาวจัดริมชายฝั่ง เผยชีวิตสัตว์ในฤดูน้ำแข็งแปซิฟิ

(9 ม.ค. 69) ที่เมืองวลาดีวอสตอก เขตตะวันออกไกลของรัสเซีย แมวน้ำลายจุด หรือที่เรียกกันว่า "ลาร์กา" กำลังนอนแผ่พักบนแผ่นน้ำแข็งในน่านน้ำริมชายฝั่งท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ภาพนี้สะท้อนความน่ารักและสะท้อนวิถีชีวิตของสัตว์ทะเลในช่วงฤดูหนาวที่น้ำเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง

จากภาพหลายตัวเลือกแผ่นน้ำแข็งเป็นที่พักชั่วคราว บางตัวนิ่งสงบนอนทอดตัวรับลมหนาว บางตัวขยับตัวช้า ๆ บนผิวน้ำแข็งลอยตัวตามชายฝั่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติในฤดูน้ำแข็งของเมืองท่าที่มีอุณหภูมิต่ำ

แมวน้ำลายจุดเป็นสัตว์ทะเลที่อาศัยในเขตทะเลและมหาสมุทรทางตอนเหนือของแปซิฟิก พวกมันมักใช้แผ่นน้ำแข็งและรูน้ำแข็งเป็นที่พักและจุดพักพลังงานในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากน้ำแข็งช่วยรักษาความอบอุ่นและเป็นส่วนสำคัญของถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ

วลาดีวอสตอกมีสภาพอากาศหนาวและเป็นเมืองริมทะเลในภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย ซึ่งในฤดูหนาวน้ำในบางพื้นที่จะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทำให้สัตว์ทะเลเช่นแมวน้ำลายจุดใช้พื้นที่นี้เป็นเวทีพักผ่อนตามธรรมชาติ

ลักษณะของแมวน้ำลายจุดมีลายจุดทั่วลำตัว สีขนเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เทาอ่อนถึงเข้ม และรูปร่างอ้วนกลมเป็นลักษณะปกติที่ช่วยสะสมชั้นไขมันเพื่อรักษาความอบอุ่นในน้ำเย็นจัด

ที่มา : Xinhua

กกท. ยืนยัน!! โป๊กเกอร์ได้รับการรับรองเป็นกีฬาแล้ว แต่ห้ามเล่นในลักษณะการพนันเด็ดขาด กกท.ย้ำต้องมีสมาคมกีฬาโปร่งใส จังหวะเดินหน้าอาจต้องรอสัญญาณการเมือง

(9 ม.ค. 69) ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ยืนยันว่าโป๊กเกอร์ได้รับการรับรองให้เป็นชนิดกีฬาที่ประเทศไทยแล้ว แต่เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าห้ามเล่นในลักษณะการพนันโดยเด็ดขาด พร้อมเผยว่าชี้แจงแนวทางดังกล่าวกับกระทรวงมหาดไทยไปแล้ว และบางเรื่องยังต้องรอความชัดเจนในรายละเอียดหลักการ เช่น การตั้งสมาคมกีฬาและการเลือกตั้งกรรมการ

กกท. ให้เหตุผลว่าการรับรองโป๊กเกอร์เป็นกีฬานั้นอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาเกมที่ใช้ทักษะ วิเคราะห์ และจิตวิทยา แยกขาดจากการพนันที่ยังอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 และนโยบายของกระทรวงมหาดไทย แม้จะได้รับการยอมรับเป็นกีฬาแล้ว แต่หากมีกิจกรรมรูปแบบการเดิมพันก็ยังเสี่ยงผิดกฎหมายพนันได้

ตลอดปี 2568 มีการเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐหลายครั้ง โดย กกท. รับรองโป๊กเกอร์เป็นชนิดกีฬาในเดือนกรกฎาคม แต่กระทรวงมหาดไทยเคยเปิดช่องให้พิจารณาในบางกรณีพิเศษ ก่อนจะกลับมาคุมเข้มและสั่งงดอนุญาตการพนันโป๊กเกอร์ "โดยเด็ดขาด" เพื่อป้องกันการพนันในคราบกีฬา

นอกจากนี้ การเดินหน้าโป๊กเกอร์ในระบบกีฬายังติดปัญหาเรื่องโครงสร้างสมาคมกีฬาและการเลือกตั้งกรรมการซึ่งต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกฎหมาย กกท. ผู้ว่าฯ กกท. ระบุว่า "โป๊กเกอร์กีฬา" ต้องมีองค์กรกีฬาอย่างเป็นทางการที่ชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องเอื้อประโยชน์หรือพนันแฝง

ภาพรวมสะท้อนความขัดแย้งระหว่างกฎหมายที่มุ่งสนับสนุนกีฬา กับนโยบายปราบปรามการพนันที่คุมเข้ม การทำให้โป๊กเกอร์ก้าวเป็นกีฬาจริงจังในไทยจึงต้องผ่านกระบวนการป้องกันพนันที่เข้มงวดและการตั้งองค์กรกีฬาที่เป็นมาตรฐานโปร่งใสเท่านั้นเท่านั้นที่จะสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10090685

แฉ iLaw หนังม้วนเดิมรับเงินนอกแก้รัฐธรรมนูญ อ้างเพื่อปากท้องประชาชน ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่ ‘คนใช้อำนาจ’ วอนหยุดใช้ต่างชาติกดดันกฎหมายสูงสุด

ในช่วงระยะหลัง เราจะเห็นว่า ผู้อำนวยการปัจจุบันของ iLaw คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ออกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ และต้องเป็นการแก้ “ทั้งฉบับ” ทว่าตลอดการสื่อสารดังกล่าว กลับไม่เคยอธิบายอย่างชัดเจนว่าแก้ไปเพื่ออะไร นอกจากการอ้างกว้าง ๆ ว่าเพื่อปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาปากท้องของประชาชนจำนวนมากสามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายลำดับรอง นโยบายเศรษฐกิจ หรือการบริหารจัดการของรัฐบาลโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรื้อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเลยด้วยซ้ำ ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวรัฐธรรมนูญ หากแต่อยู่ที่เจตจำนงและความสามารถของผู้ใช้อำนาจรัฐมากกว่า

เมื่อเหตุผลเชิงนโยบายยังไม่ชัด สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการย้อนกลับไปพิจารณา ที่มาและทิศทางของผู้ผลักดัน องค์กรไอลอว์ถูกก่อตั้งโดย จอน อึ๊งภากรณ์ ซึ่งมีบทบาทในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รับรู้กันว่าโครงสร้างการทำงานขององค์กรลักษณะนี้พึ่งพาเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเป็นสำคัญ ผ่านมูลนิธิและเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “อุดมการณ์” หากแต่คือ ที่มาของงบประมาณและอิทธิพลทางความคิด ซึ่งเชื่อมโยงกับองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง เช่น National Endowment for Democracy (NED) และเครือข่ายในโลกตะวันตกที่มีบทบาทในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายประเทศ

9 มกราคม 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ ก่อสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานแรกเชื่อมสองฝั่งเจ้าพระย

(9 ม.ค. 69) เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 เป็นวันสำคัญของกรุงเทพฯ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์สะพานพระพุทธยอดฟ้า หรือ "สะพานพุทธ" กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ปลายถนนตรีเพชร ฝั่งพระนคร นับเป็นสะพานแรกที่เชื่อมฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีอย่างแท้จริง

สะพานพระพุทธยอดฟ้าไม่ใช่แค่สะพานรถยนต์ แต่เป็นพระบรมราชานุสรณ์เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือรัชกาลที่ 1 ผู้ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ และสะพานนี้ยังออกแบบเป็นสะพานเหล็กแบบเปิด–ปิด (bascule bridge) ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในยุคนั้น

หลังเปิดใช้งานในวันที่ 6 เมษายน 2475 ความสะดวกในการเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้สองฝั่งเมืองกลายเป็น "เมืองเดียวกัน" การข้ามฝั่งจาก ย่านสำเพ็ง บ้านหม้อ เสาชิงช้า ไปยังฝั่งธนบุรีง่ายขึ้นอย่างมาก สะพานแห่งนี้จึงเป็นทั้งสะพานทางสังคมและเศรษฐกิจ

พิธีวางศิลาฤกษ์มีการประกอบพิธีทางศาสนาและบวงสรวงโดยพระสงฆ์และพราหมณ์ พร้อมกับพระราชพิธีวางศิลาฤกษ์ที่มีการฝังเอกสารและเครื่องหมายรัชกาลไว้ใต้ฐานรากสะพาน ถือเป็นสัญญาณการเริ่มต้นยุคใหม่ของเมืองหลวง

แม้ประเทศจะผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สะพานพระพุทธยอดฟ้ายังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพฯ เป็นเส้นทางรถยนต์และจุดชมวิวที่สะท้อนประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านของเมืองหลวงไทย

ที่มา : https://shorturl.asia/eGilT

ปากท้องต้องมาก่อน!! เปิดเหตุผลคนไทยไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ ไม่ได้กลัวประชาธิปไตย แต่ไม่เชื่อใจนักการเมือง หวั่นต้นทุนเศรษฐกิจพัง-การท่องเที่ยวสะดุด หากการเมืองไทยลากกลับเข้าโหมดเดือด

ทำไมคนไทย “บางส่วน” ถึงไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ เพราะเขาไม่ได้กลัว “ประชาธิปไตย” — แต่กลัว “เกมการเมือง” ที่ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ

ทุกครั้งที่คำว่า “แก้รัฐธรรมนูญ” ถูกหยิบขึ้นมา สังคมไทยจะเดือดทันที ไม่ใช่เพราะคนไทยไม่อยากให้ประเทศดีขึ้น แต่เพราะคนไทยจำนวนหนึ่ง “เคยเจ็บมาแล้ว” กับการเมืองแบบแก้กติกาเพื่อชนะเกม มากกว่าแก้เพื่ออนาคตประเทศ

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “แก้แล้วดีไหม” แต่คือ “แก้โดยใคร แก้เพื่ออะไร และประเทศต้องจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่” นี่คือเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้คนไทยบางส่วนเลือกยืนฝั่ง ‘อย่าเพิ่งแตะ’ หรือ ‘แก้ได้ แต่อย่าเปิดศึก’

1) เขาไม่ไว้ใจ “คนแก้” มากกว่าไม่ชอบ “สิ่งที่จะถูกแก้”
สารตั้งต้นของความไม่อยากแก้ คือ “ความไม่เชื่อใจผู้เล่น” คนกลุ่มนี้มองการเมืองไทยแบบตรง ๆ ว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ตำราเรียน แต่เป็นอาวุธ — ใครคุมเกมก็อยากปรับกติกาให้ตัวเองได้เปรียบ

ดังนั้นคำถามแรกของเขาไม่ใช่ “แก้อะไร” แต่คือ “แก้เพื่อใคร?” เพราะในประสบการณ์การเมืองไทย หลายครั้ง ‘การแก้’ ถูกแปลว่า ‘การเปิดทาง’ ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับมามีแต้มต่อ
2) เขาเชื่อว่า “แก้แล้วไม่จบ” มีแต่เปิดรอบขัดแย้งใหม่
รัฐธรรมนูญไทยถูกผลักให้เป็น ‘สนามชี้ขาด’ จนเกินพอดี พอจะเปลี่ยนอะไร ก็ลากไปจบที่ ‘แก้กติกา’ พออีกฝ่ายไม่ยอมรับ ก็ลากไปจบที่ ‘ปะทะ-ชุมนุม-ยื้อ’

คนที่ไม่อยากแก้จึงไม่ได้บอกว่ากติกาเดิมดีเลิศ แต่เขามองว่าสภาพการเมืองไทยยังไม่พร้อมจะคุยกันแบบ แพ้-ชนะแล้วเคารพกัน แก้ตอนนี้อาจไม่ใช่ ‘ทางออก’ แต่อาจเป็น ‘ชนวน’
3) กลัว “ต้นทุนประเทศ” มากกว่าอยากชนะทางความคิด
ความคิดของคนกลุ่มนี้เรียบง่ายมาก: ปากท้องมาก่อน หากแก้แล้วเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจสะดุด นักลงทุนชะลอ การท่องเที่ยว-การใช้จ่ายหด ใครรับผิดชอบ?

เมื่อการแก้กลายเป็นเรื่องยาว กระบวนการซับซ้อน และมีแนวโน้มลากไปสู่การระดมมวลชน ความเสี่ยงที่ประเทศต้องจ่ายจึงสูงเกินกว่าที่หลายคนอยากเสี่ยง
4) มองว่า “แก้ยาก” จนการแก้กลายเป็นสงครามยื้อเวลา
ต่อให้ตั้งใจดี การแก้ในทางปฏิบัติก็ไม่ง่าย กลไกการแก้ไขที่มีเงื่อนไขสูงทำให้เรื่องเดินช้า และเปิดช่องให้ เกมการเมืองลากยาว

เมื่อ ‘แก้ยาก’ คนจำนวนหนึ่งจึงเลือก ‘อย่าเปิดประเด็น’ เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นมหากาพย์ไม่จบ และพาประเทศไปคาราคาซัง
5) บางคนยอมรับว่า “ต้องมีเบรกนักการเมือง” และกลัวการปลดล็อกแบบสุดโต่ง
เหตุผลที่พูดกันน้อยแต่มีอยู่จริงคือ คนไทยจำนวนหนึ่งไม่ไว้ใจนักการเมืองมากพอ ๆ กับที่ไม่ไว้ใจระบบอื่น ๆ เขาจึงมองว่า ต่อให้กติกาบางส่วนไม่สมบูรณ์ แต่มันคือ ‘เบรก’ ที่ทำให้ผู้มีอำนาจ — โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง — ไม่สามารถเร่งเครื่องแบบไร้ราวกั้นได้ง่าย

คนกลุ่มนี้จึงกลัวว่า ‘แก้’ จะถูกใช้เป็นคำสวย ๆ เพื่อ ลดการตรวจสอบ ลดกลไกคานอำนาจ หรือทำให้ผู้ชนะเลือกตั้ง ‘กินรวบ’ ได้สะดวกขึ้น
6) ไม่อยากให้ “การแก้” กลายเป็นเวทีชนกันเรื่องอ่อนไหวระดับประเทศ
ในสังคมที่ความเชื่อและอัตลักษณ์ทางการเมืองต่างกันสุดขั้ว การเปิดดีล ‘แก้ทั้งฉบับ’ อาจทำให้ประเด็นลุกลาม จากเรื่องโครงสร้างทางการเมือง ไปเป็นเรื่องอ่อนไหวที่แตกหักได้ง่าย

คนจำนวนหนึ่งจึงเลือกความปลอดภัยไว้ก่อน เพราะกลัวว่าการเปิดประตูแก้ จะลากประเทศกลับเข้าโหมดเดือดอีกครั้ง

 “ไม่อยากแก้” ไม่ได้เท่ากับ “อยากติดล็อก”
คนไทยบางส่วนไม่ได้รักรัฐธรรมนูญฉบับไหนเป็นพิเศษ แต่เขา ‘ไม่เชื่อ’ ว่าการแก้ในมือของนักการเมือง จะไม่กลายเป็นการแก้เพื่อชนะเกม และเขา ‘กลัว’ ว่าการเปิดประตูแก้จะลากประเทศเข้าโหมดเดือดอีกครั้ง

ถ้าฝ่ายที่อยากแก้ต้องการชนะใจคนกลุ่มนี้ สิ่งที่ต้องตอบให้ชัดไม่ใช่แค่ “แก้แล้วดี” แต่คือ
1) กันการแก้เพื่อเอื้อฝ่ายเดียวอย่างไร
2) ทำให้กระบวนการร่างโปร่งใสและยอมรับร่วมกันได้อย่างไร
3) ทำให้ประเทศไม่ต้องจ่ายค่าความแตกแยกซ้ำ ๆ อย่างไร

เพราะรัฐธรรมนูญที่ดี ไม่ใช่ฉบับที่ฝ่ายเราได้หมด แต่คือฉบับที่ฝ่ายไหนแพ้ก็ยังอยู่ร่วมประเทศได้

ปักธง 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' หลังบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เคาะโรดแมปชิปขั้นสูง หวังดึงทุน 2.5 ล้านล้านบาท ใน 25 ปี มุ่งผลิต Power-Sensor Jอนสมรภูมิ AI และ EV ท้าชนสิงคโปร์-มาเลเซีย ยกระดับไทยสู่ฮับชิปโลก

บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมชิป มุ่งสู่ "ชิปเมดอินไทยแลนด์"

คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ได้พิจารณาให้ความเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นโรดแมปสำคัญในการยกระดับไทยสู่ผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

ร่างยุทธศาสตร์จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
ร่างยุทธศาสตร์เริ่มจัดทำตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยว่าจ้างบริษัท Roland Berger ที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ภายใต้การกำกับของคณะอนุกรรมการที่ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ บีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ

กระบวนการจัดทำประกอบด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงลึก การประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง และได้ผ่านการประชาพิจารณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2568
.
ไทยมีโอกาสแข่งขันได้ในภูมิภาค
จากการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ พบว่าแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพบุคลากร สภาพแวดล้อมธุรกิจ มาตรการสนับสนุน และศักยภาพอุตสาหกรรมปลายน้ำ ไทยยังมีโอกาสพัฒนาต่อยอดและแข่งขันได้

ยุทธศาสตร์กำหนดให้เน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์

เป้าหมายดึงเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท
ร่างยุทธศาสตร์มุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด "ชิปเมดอินไทยแลนด์" โดยตั้งเป้าหมาย:
• ดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาทในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026-2050)
• พัฒนาบุคลากรมากกว่า 230,000 คน
• สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร
ในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันการลงทุนในการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) และสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion

5 กลไกขับเคลื่อนสำคัญ
เพื่อบรรลุเป้าหมาย ร่างยุทธศาสตร์เสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน:
1. สิทธิประโยชน์ - เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว
2. บุคลากรทักษะสูง - พัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม-การศึกษา
3. เทคโนโลยี - ยกระดับ TMEC และศูนย์วิจัยสถาบันการศึกษา
4. โครงสร้างพื้นฐาน - พัฒนาคลัสเตอร์ ระบบน้ำ-ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และจัดการภัยพิบัติ
5. สภาพแวดล้อมธุรกิจ - อำนวยความสะดวกการอนุญาต เจรจา FTA และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมเน้นย้ำความสำคัญของการกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้ชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพและสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีความเข้มแข็ง

การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยมีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนา Local Champion

นอกจากนี้ ต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

ตลาดโลกคาดถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030
นายนฤตม์กล่าวว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่เติบโตรวดเร็ว คาดว่าจะมีขนาดตลาด 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030 และจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยระยะยาว

ในช่วงปี 2561-พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มี 1,748 โครงการ มูลค่า 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19% ของเงินลงทุนทั้งหมด นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด

ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำหลายรายตั้งฐานการผลิตในไทยแล้ว เช่น Infineon, Analog Devices, Microchip Technology, NXP Semiconductor, Sony, Toshiba, Rohm และ Fiti ในเครือ Foxconn

เกือบไม่รอด!! “อั๋น ภูวนาถ” เล่านาทีชีวิต พลัดตกเขานิเซโกะ ไถลทะลุตาข่ายติดต้นสน เสี่ยงจมหิมะลึกจนขยับไม่ได้

(8 ม.ค. 69) ‘อั๋น ภูวนาถ คุนผลิน’ พิธีกรชื่อดัง เล่าประสบการณ์หวุดหวิดตายขณะเล่นสกีที่นิเซโกะ ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ในทริปครอบครัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เขาไถลหลุดออกนอกเส้นทางจนทะลุแนวกั้นความปลอดภัยไปติดบนยอดต้นสนกลางหิมะหนาทึบ โดยเจ้าตัวอธิบายว่า "เอาจริงน่ากลัวมาก" เพราะมีโอกาสที่จะตกจมหายใต้กองหิมะได้ทุกเมื่อ

‘อั๋น’ เล่าว่าเขาค้างอยู่บนยอดต้นสน ซึ่งไม่มีพื้นมั่นคงให้เหยียบ ทำให้ขยับตัวไม่ได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ครูสอนสกีที่อยู่ด้วยยังแปลกใจว่าเขาไถลไปอยู่จุดนั้นได้อย่างไร เหตุการณ์เข้าขั้นอันตรายจนเกือบต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ช่วยเหลือ แต่สุดท้าย ‘อั๋น’ รอดปลอดภัยกลับมาได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของการเล่นหิมะลึกใกล้ต้นไม้ หรือที่เรียกว่า Tree well หรือ Deep snow immersion ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหิมะลึกบริเวณนี้สามารถสร้างโพรงลึกจนทำให้ถูกตรึงและหายใจลำบากได้ จึงแนะนำว่าอย่าเล่นคนเดียวและควรมองเห็นกันตลอดเวลา

ที่นิเซโกะมีระเบียบชัดเจนให้ใช้ประตู (gates) เข้า-ออกเส้นทางหิมะห้ามฝ่าหรือมุดเชือก ผู้เล่นควรเล่นในโซนที่เปิดใช้งานและหลีกเลี่ยงโซนต้นไม้หากไม่ชำนาญ ‘อั๋น’ เตือนทุกคน "เสี้ยววินาที" อาจเปลี่ยนทริปท่องเที่ยวหิมะให้กลายเป็นอันตรายอย่างไม่คาดคิด

ที่มา : https://entertain.teenee.com/thaistar/316936.html

ฟื้นศรัทธา 'ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว' พีระพันธุ์' ประกาศปราบโกง พิทักษ์คนดี!! ชูสัญลักษณ์ 'เครื่องประหารหัวพยัคฆ์' ย้ำนโยบาย 'พิฆาตคนชั่ว' ขจัดคอร์รัปชัน ทุนเทา สแกมเมอร์

‘พีระพันธุ์’ ประกาศปราบโกง พิทักษ์คนดี!! ชูสัญลักษณ์ ‘เครื่องประหารหัวพยัคฆ์’ ย้ำนโยบาย ‘พิฆาตคนชั่ว’ ขจัดคอร์รัปชัน ทุนเทา สแกมเมอร์ ฟื้นศรัทธา ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’

วันที่ 8 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทอง, พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรค, นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรค และนายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย "พิฆาตคนชั่ว" เพื่อตอกย้ำจุดยืนในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน โดยได้นำ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" จำลอง มาเป็นสื่อสัญลักษณ์ในการประกาศสงครามกับกลุ่มอิทธิพลและข้าราชการที่ทุจริตเงินแผ่นดิน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สัญลักษณ์ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" ไม่ใช่เป็นเพียงการข่มขวัญ แต่เป็นคำมั่นสัญญาในการจัดการกับกลุ่มคนที่ใช้อำนาจรังแกประชาชน โดยเฉพาะพวกโกงชาติ โกงแผ่นดิน กลุ่มทุนสีเทา และแก๊งสแกมเมอร์ที่ปล้นเงินของประชาชน ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากค่านิยมผิด ๆ ที่ว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" เนื่องจากมีข้าราชการและนักการเมืองบางกลุ่มร่วมมือกับทุนเทา ปล่อยปละละเลยให้เกิดการฉ้อโกงประชาชน

พรรครวมไทยสร้างชาติจึงขอประกาศจุดยืน "ไม่ร่วมสังฆกรรมกับคนโกง" และจะไม่ยอมให้กลุ่มทุนเทาเข้ามาครอบงำพรรคหรือการเมืองไทยอย่างเด็ดขาด

"เรามาเพื่อบอกว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะยืนเคียงข้างคนดี ไม่ใช่แค่พิฆาตคนชั่ว แต่ต้องพิทักษ์คนดีให้มีที่ยืนในสังคม ดังสุภาษิตที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ต้องกลับมาเป็นความจริงในแผ่นดินนี้" นายพีระพันธุ์ กล่าว

ความหมายของ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" เป็นเครื่องมือลงโทษขุนนางที่ทุจริตคอร์รัปชันในยุคของ "เปาปุ้นจิ้น" บุคคลต้นแบบแห่งความเที่ยงธรรมในประวัติศาสตร์จีน เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเด็ดขาด ไม่ยอมรับการประนีประนอมกับคนโกงชาติ โกงแผ่นดิน

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยผู้บริหาร ได้ร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเปิดใบมีดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ เพื่อสื่อถึงการพิฆาตคนชั่วคนโกง ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย

เก็บไว้ฝุ่นเกาะ!! 'ไรอัน ล็อกต์' โละเหรียญ ตำนานว่ายน้ำสหรัฐฯ ขายเหรียญทองโอลิมปิก เปลี่ยนตำนานเป็นเงิน 13 ล้าน

(8 ม.ค. 69) 'ไรอัน ล็อกต์' อดีตนักว่ายน้ำทีมสหรัฐฯ โละเหรียญทองโอลิมปิก 3 เหรียญ ออกประมูลออนไลน์ที่ Goldin ทำเงินรวมกว่า 385,520 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 12-13 ล้านบาท

เหรียญที่ขายประกอบด้วยเหรียญทองประเภททีมผลัด 4x200 เมตร ฟรีสไตล์ 3 เหรียญจากโอลิมปิก 3 สมัย คือ ปักกิ่ง 2008, เอเธนส์ 2004 และริโอ 2016 ราคาปิดสูงสุดที่ 183,000 ดอลลาร์ และต่ำสุดที่ 80,520 ดอลลาร์

'ล็อกต์' ชี้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า "ไม่เคยว่ายเพื่อเหรียญทอง" แต่เหรียญคือ "ส่วนเติมเต็ม" ของการเดินทางในอาชีพ ขณะที่เหรียญเหล่านี้ถูกเก็บมานานจนฝุ่นเกาะก่อนจะนำมาขายเป็นครั้งที่สองตั้งแต่ปี 2022

ครั้งนี้เป็นช่วงที่ 'ล็อกต์' กำลังเผชิญเปลี่ยนผ่านชีวิตทั้งเรื่องครอบครัวและการบำบัด โดยเขาระบุว่าต้องการเดินหน้าต่อและโฟกัสพัฒนาตัวเอง พร้อมขอพื้นที่เพื่อปกป้องลูก ๆ

'ล็อกต์' ถือเป็นตำนานว่ายน้ำที่คว้าเหรียญรวม 12 เหรียญจากโอลิมปิก โดยเหรียญของเขามีมูลค่าสูงเพราะชื่อเสียงและประวัติความสำเร็จที่สร้างความต้องการของนักสะสมที่พร้อมสู้ราคา

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10088881


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top