Tuesday, 28 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

21 มกราคม 2526 ไทยให้สัตยาบันไซเตส CITES เดินหน้าคุมการค้าชนิดพันธุ์เสี่ยงสูญพันธุ์ วางระบบใบอนุญาต ยึดของกลางได้ หนุนธรรมชาติและการค้าอย่างบาลานซ์

(21 ม.ค. 69) วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2526 เป็นวันสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและภาพลักษณ์ของประเทศไทย เมื่อไทยได้ให้สัตยาบัน อนุสัญญาไซเตส (CITES) ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เพื่อควบคุมไม่ให้การค้ากลายเป็นสาเหตุให้ชนิดพันธุ์เหล่านี้สูญพันธุ์

CITES เน้นว่า "การค้าได้ แต่ต้องไม่ทำให้สูญพันธุ์" ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่การห้ามค้าสัตว์ป่าทั้งหมด แต่มีการกำหนดกติกาควบคุมการค้าให้เข้มงวดตามระดับความเสี่ยงของชนิดพันธุ์ผ่านระบบบัญชีชนิดพันธุ์ใน Appendices I, II, III ที่ต้องใช้ใบอนุญาตหรือใบรับรองในการนำเข้า ส่งออก หรือผ่านแดน

หลังจากให้สัตยาบันไทยต้องแต่งตั้งหน่วยงาน Management Authority และ Scientific Authority เพื่อควบคุมดูแลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมถึงการใช้ระบบใบอนุญาตเพื่อให้การค้าสัตว์และพืชป่าตรวจสอบได้และยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้เดินทางและผู้ประกอบการต้องใส่ใจในเอกสารเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย

หมุดหมายวันที่ 21 มกราคม 2526 เป็นจุดเริ่มต้นที่ไทยเดินเกมตามมาตรฐานสากล เพื่อประสานการค้าและการคุ้มครองธรรมชาติไว้ด้วยกันอย่างสมดุล ถือเป็นการแสดงจุดยืนของประเทศที่ไม่ยอมให้กำไรทางการค้าทำลายสัตว์และพืชป่าใกล้สูญพันธุ์

ที่มา : https://www.komchadluek.net/news/society/541337

20 มกราคม 2539 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธี ปล่อยเรือหลวงจักรีนฤเบศร หมุดหมายสำคัญของราชนาวีไทย

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2539 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย เมื่อมีพิธีปล่อยเรือหลวงจักรีนฤเบศร (CVH-911) เรือธงและเรือบรรทุกอากาศยานลำแรกของราชนาวีไทย ลงน้ำที่อู่ต่อเรือบาซาน เมืองเฟร์โรล ประเทศสเปน โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธี

พิธีปล่อยเรือลงน้ำถือเป็นก้าวแรกที่เรือได้รับการปลดจากอู่แห้งเพื่อเข้าสู่การติดตั้งและทดสอบระบบอย่างเข้มข้น ตั้งแต่เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า จนถึงดาดฟ้าบินและการรองรับอากาศยาน นับเป็นการประกาศชัดว่าประเทศมีเรือรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนทดสอบจริงก่อนขึ้นระวางในปี 2540

ประวัติเรือหลวงจักรีนฤเบศรเริ่มต้นจากการวางกระดูกงูเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2537 ปล่อยลงน้ำในปี 2539 และขึ้นระวางประจำการในปี 2540 เพื่อขยายศักยภาพการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและความมั่นคงทางทะเลมากขึ้น กองทัพเรือชี้ว่าเรือลำนี้ตอบโจทย์ภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลและสนับสนุนการปฏิบัติการห่างไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการสร้างเรือดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทบาซานแห่งประเทศสเปน เรือมีรูปแบบดาดฟ้าบินพร้อมสกีจัมพ์ที่ช่วยให้อากาศยานขึ้นบินได้ในพื้นที่จำกัด เป็นเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบาที่ผ่านการทดสอบจริงในสเปนก่อนเดินทางมาประจำการในไทย

เหตุการณ์ปล่อยเรือหลวงจักรีนฤเบศรลงน้ำคือการแสดงออกถึงพัฒนาการและศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของราชนาวีไทย ที่ไม่ได้มีเพียงบทบาททางการทหาร แต่ยังเน้นภารกิจช่วยเหลือมนุษยธรรม รวมทั้งเตรียมพร้อมสนับสนุนชาติในสภาพแวดล้อมทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา : https://thaitabloid.com/archives/205352?utm_source

19 มกราคม 2545 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบ พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นโครงการสนามบินหลักแห่งใหม่ของประเทศไทยอย่างจริงจัง

พิธีวางศิลาฤกษ์ไม่ใช่เพียงพิธีมงคลแต่เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและมีความเชื่อมั่นในโครงการนี้ในด้านงบประมาณและการบริหารงาน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากแผนสู่การลงมือสร้างจริง โดยอาคารผู้โดยสารคือหัวใจของสนามบินและเป็นภาพแรกของประเทศที่ผู้โดยสารเห็นเมื่อเดินทางมาถึง

อาคารผู้โดยสารเป็นเสมือน "ศูนย์กลางการต้อนรับโลก" ที่สะท้อนภาพลักษณ์การเปิดรับการท่องเที่ยว การค้า และโลจิสติกส์ของประเทศ พระราชทานนาม "สุวรรณภูมิ" ซึ่งสื่อความหมายถึง "แผ่นดินทอง" ตอกย้ำความมุ่งมั่นให้สนามบินเป็นศูนย์กลางภูมิภาคและการเชื่อมต่อโลก

ตั้งแต่วันวางศิลาฤกษ์ โครงการสุวรรณภูมิก้าวหน้าสู่การก่อสร้างจนเปิดใช้งานเป็นสนามบินหลักที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมาก เชื่อมโยงไทยกับเมืองโลกสำคัญ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างประเทศ

19 มกราคม 2545 จึงไม่ใช่เพียงวันในอดีต แต่เป็นสัญลักษณ์การเปิดประตูประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่ของการเชื่อมต่อกับโลกอย่างแท้จริง

ที่มา : https://guru.sanook.com/25821/?utm_source

เหตุผลที่นักการเมืองกลัวรัฐธรรมนูญปี 60

ถูกปลุกปั่นให้กลายเป็นกฎหมายเผด็จการ แต่หากมองเหตุผลอย่างถ่องแท้ ก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 สร้างความ 'หวาดกลัว' ต่อบรรดานักการเมือง จนต้องต้องหาแนวร่วม 'ประชาชน' มาช่วยกัน 'ล้มล้าง' ให้สิ้น

เคทีซี-แสนสิริเดินเกมกลยุทธ์ หนุนคนไทยมีบ้านง่ายขึ้น

เคทีซีและแสนสิริ สองผู้นำในแวดวงการเงินและอสังหาริมทรัพย์ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนไทย ผ่านการผสานจุดแข็งด้านโครงการคุณภาพของแสนสิริ และโซลูชันทางการเงินที่ยืดหยุ่นจากเคทีซี 

นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “เคทีซีไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล แต่เรามุ่งพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของสมาชิก ความร่วมมือกับแสนสิริสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการเป็น ‘ผู้ช่วยทางการเงิน’ ที่เข้าใจความต้องการของคนไทยในทุกไลฟ์สไตล์ โดยออกแบบสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้การมีบ้านไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคง และยังสนับสนุนการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยอย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ช่วยเสริมวินัยทางการเงิน และเปิดทางเลือกที่หลากหลายให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้อย่างสอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง”

นางสาวศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด กล่าวว่า “แสนสิริเชื่อว่าที่อยู่อาศัยคือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี ความร่วมมือกับเคทีซีครั้งนี้ เป็นการนำความเชี่ยวชาญของทั้งสององค์กรมาเติมเต็มกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงอสังหาริมทรัพย์กับโซลูชันทางการเงิน เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านการเงิน และเปิดโอกาสให้คนไทยมีบ้านได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้นและมั่นใจมากขึ้น เรามองดีลนี้ในเชิงกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อสร้างทางเลือกที่ยั่งยืนให้กับผู้บริโภคและขับเคลื่อนตลาดที่อยู่อาศัยไทย”

เลือกตั้ง’69 EP#4 ระวัง...กับดัก “ประชามติ”

สิ่งหนึ่งซึ่งจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่จะมาถึง วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คือ  พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องออกเสียงประชามติสำหรับคำถามเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ? 
หากเห็นชอบมากกว่าจะทำให้มีการร่าง/จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากไม่เห็นชอบจะได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ต่อไป

ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ซึ่งมีฉายาว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” สะท้อนเจตนารมณ์ของคณะผู้ร่างที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดได้เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น อันถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ด้วยมีบทบัญญัติที่กำหนดให้ 
-    คดีทุจริตไม่มีอายุความ และห้ามเดินทางออกนอกประเทศระหว่างการดำเนินคดี
-    โทษสูงสุดในการทุจริตโกงกินคือ ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
-    ร่ำรวยผิดปกติ หรือฟอกเงิน จำคุกสูงสุด 30 ปี และถูกยึดทรัพย์
-    บริหารประเทศจนเกิดความเสียหาย จำคุกสูงสุด 30 ปี

จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่นักการเมืองไม่พึงปรารถนา แต่จะปราบโกงได้หรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาจากผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว 3 คน โดย 2 คนต้องพ้นจากตำแหน่ง กอปรกับฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยมได้เคลื่อนไหวอย่างเต็มที่เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งแนวคิดของคนเหล่านั้นเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของไทยที่ดำรงคงความเป็นชาติมาแล้วกว่า 800 ปี ดังข้อเขียนของรองศาสตราจารย์อาวิน อินทรังษี คณบดี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เขียนไว้ใน Facebook “Arwin Intrungsi” ว่า

ไม่มีสถาบันกษัตริย์ใดในโลกพังลงเพราะประชาชนตื่นขึ้นมาเกลียดกษัตริย์พร้อมกันทั้งประเทศ แต่ทุกสถาบันที่ล่ม ล้วนถูกทำให้ล้มทีละชิ้น อย่างเป็นระบบและแนบเนียน ประวัติศาสตร์ไม่ได้เตือนเราด้วยคำพูด แต่มันเตือนเราด้วยซากประเทศที่แตกเป็นเสี่ยง และสูตรนั้นกำลังถูกใช้ซ้ำอีกครั้ง เริ่มจาก “กติกา” ก่อนเสมอ ทุกครั้งที่ฝ่ายซ้ายในโลกต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ พวกเขาไม่เริ่มจากการโค่นกษัตริย์ แต่เริ่มจากการบอกว่า “เราขอแค่แก้รัฐธรรมนูญ”
-    สเปน ปี 1931: รัฐธรรมนูญใหม่ถูกเสนอในนามของความก้าวหน้า แต่เนื้อแท้คือการตัดอำนาจเชิงโครงสร้างของสถาบัน ผลลัพธ์ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่งดงาม แต่คือสงครามกลางเมือง เลือด และความแตกแยกยาวนาน
-    รัสเซีย ปี 1917: ซาร์ยังอยู่ แต่ไม่มีอำนาจ และเมื่อสถาบันกลายเป็นเพียงเงา การล้มก็เป็นเพียงพิธีกรรมขั้นสุดท้าย

รัฐธรรมนูญคือด่านแรก ใครก็ตามที่บอกว่า “ไม่เกี่ยวกับสถาบัน” ควรถูกตั้งคำถามก่อนเสมอ
ทำให้กองทัพ “แพ้” โดยไม่ต้องรบ ไม่มีระบอบกษัตริย์ใดอยู่ได้ หากกองทัพอ่อนแอ และไม่มีฝ่ายซ้ายใดโง่พอจะปะทะกองทัพตรง ๆ วิธีที่ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ด้อยค่ากองทัพ ตัดงบประมาณ ทำให้คำว่า “ทหาร” กลายเป็นภาพลบในสังคม
-    ฝรั่งเศสก่อนปี 1789: กองทัพขาดงบ ไร้เกียรติ นายทหารถูกวาดภาพเป็นศัตรูของประชาชน เมื่อการปฏิวัติมาถึง กองทัพไม่เหลือพลังจะปกป้องอะไรเลย
-    อิหร่าน ปี 1979: กองทัพของพระเจ้าชาห์ไม่ได้แพ้ในสนามรบ แต่แพ้ในสนามศีลธรรม และเมื่อทหารลังเล ระบอบก็จบ

สูตรอันตรายที่สุด: แยกทหารผู้น้อยออกจากกองทัพ ถ้ามียุทธศาสตร์ใดที่การปฏิวัติทุกครั้งต้องใช้ มันคือการทำให้ทหารไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา
-    รัสเซีย ปี 1917: เกิด “สภาทหาร” ของทหารชั้นผู้น้อย คำสั่งกลายเป็นเรื่องต่อรอง กองทัพกลายเป็นฝูงชนติดอาวุธ
-    จีนคอมมิวนิสต์ คำว่า “ทหารของประชาชน” ถูกใช้เพื่อดึงทหารออกจากความจงรักภักดีเดิม เมื่อกองทัพไม่ขึ้นกับสถาบันใด สถาบันนั้นย่อมพัง นี่ไม่ใช่อุดมการณ์ นี่คือเทคนิค

และเมื่อโจมตีสถาบันไม่ได้ ก็โจมตี “คุณค่า” ในโลกสมัยใหม่ การล้มสถาบันไม่จำเป็นต้องล้มตัวบุคคล แค่ทำให้คุณค่าที่สถาบันยืนอยู่ กลายเป็นของน่ารังเกียจ ยุโรปทำลายศีลธรรมศาสนา ก่อนโค่นกษัตริย์ คอมมิวนิสต์ทำลาย “วัฒนธรรมเก่า” ก่อนยึดอำนาจ ในประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่นโยบาย แต่คือ สายใยทางศีลธรรม ระหว่างสถาบันกับประชาชน กลับถูกบิดเบือนให้กลายเป็น “การกดให้จน” “เครื่องมือชนชั้นนำ” นั่นไม่ใช่การวิจารณ์ แต่นั่นคือการตัดราก

18 มกราคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันกองทัพไทย” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รำลึกวันยุทธหัตถี วันสำคัญแห่งการปกป้องแผ่นดิน สะท้อนการเสียสละของกองทัพไทย

(18 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 18 มกราคมของทุกปีเป็น "วันกองทัพไทย" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "วันยุทธหัตถี" และ "วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" วันสำคัญที่รำลึกเหตุการณ์ชัยชนะครั้งใหญ่ของกรุงศรีอยุธยาภายใต้การนำของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ บริเวณหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน

วันดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่การระลึกถึงวีรกรรม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ โดยกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดพิธีวางพานพุ่มและบวงสรวง และถือเป็นวันหยุดราชการในหน่วยงานบางส่วน

วันกองทัพไทยตั้งอยู่บนการประเมินวันตามหลักฐานพงศาวดารโดยเทียบกับปฏิทินสุริยคติ ยืนยันวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2135 สะท้อนความพยายามทบทวนประวัติศาสตร์และหลักฐานอย่างรอบคอบ ความเปลี่ยนแปลงการกำหนดวันตั้งแต่ 8 เมษายน และ 25 มกราคม สู่วันที่ถูกต้องนี้ เป็นผลจากมติคณะรัฐมนตรีในปี 2548 และ 2549 ที่ให้วันที่ 18 มกราคม เป็นวันยุทธหัตถีและวันกองทัพไทยตามลำดับ

แม้วันกองทัพไทยจะมีรากฐานจากประวัติศาสตร์ แต่ความหมายในยุคปัจจุบันชวนให้สังคม "มองประวัติศาสตร์อย่างมีหลักฐาน" และย้ำถึงความเสียสละของกำลังพลทหาร "เป็นวันชวนคิดมากกว่าวันพิธี" ที่สะท้อนความจำชาติถูกทบทวนและสื่อสารใหม่ต่อคนรุ่นหลัง

"วันกองทัพไทยไม่ใช่เพียงวันรำลึก แต่เป็นวันที่บอกเล่าถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในฐานะผู้พิทักษ์แผ่นดินและส่งต่อความภาคภูมิใจในวีรกรรมของทหารไทย" คำกล่าวสะท้อนความหมายของวันสำคัญนี้

ที่มา : https://www.crma.ac.th/18-%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/

แยกขั้วชัดเจน!! ศึกประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ทีมเห็นชอบ: ประชาชน, เพื่อไทย, ภูมิใจไทย, ปชป. ขณะที่ ทีมไม่เห็นชอบ: รักชาติ,รทสช., พปชร., ไทยภักดี และคุณล่ะอยู่ทีมไหน?

เช็กชื่อชัดๆ! พรรคไหน ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” สรุปจุดยืนล่าสุด ของพรรคการเมืองไทยต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใครอยู่ฝั่งไหน ดูได้ในภาพเดียว!

ลูกมาก...ไม่ยากจน ส่อง...สองมหาเศรษฐีที่มีลูกกว่า 100 คน

บุคคลรายแรกคือ Xu Bo มหาเศรษฐีชาวจีนแม้จะเรียนไม่จบมัธยมปลาย แต่เป็นผู้สร้างเกมยอดฮิต Fantasy Westward Journey เป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของ  Guangzhou Duoyi Network เขามีลูกมากกว่า 100 คนจากหญิงที่รับจ้างอุ้มบุญในหลายประเทศ ในส่วนของลูกที่เกิดจากหญิงอเมริกัน Xu ทุ่มเงินให้กับนางแบบและนักศึกษาปริญญาเอกหญิงที่มีผลการทดสอบไอคิวสูงเป็นพิเศษเพื่อแลกกับไข่ของพวกเธอ จากนั้นก็จ้างหญิงอเมริกันที่รับจ้างอุ้มท้องแบบสุ่มเพื่ออุ้มท้องเด็กที่ถูกสร้างขึ้นในห้องแล็บโดยใช้เชื้ออสุจิของเขาและไข่ของ "ผู้หญิงที่ยอดเยี่ยม" เหล่านั้น โดยเขามีเป้าหมาย 3 ประการ 

ประการแรก Xu Bo ต้องการลูกสาวและลูกชายที่สูงและสวยงามเป็นพิเศษจากนางแบบเหล่านี้ เพื่อที่จะได้แต่งงานกับครอบครัวชนชั้นสูงทั้งในตะวันตกและตะวันออก และสร้างความมั่งคั่งให้แก่คนรุ่นหลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก 

ประการที่สอง เขาต้องการทายาทที่ฉลาด ด้วยเชื่อว่าลูกชายซึ่งเป็นลูกครึ่งของเขากับหญิงชาวอเมริกันจะฉลาดและมีความสามารถในการสืบทอดธุรกิจของเขาเมื่อเขาแก่ชรา 

และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เขาต้องการให้ลูก ๆ ของเขาคลอดจากแม่ชาวอเมริกันในอเมริกา เพื่อให้ลูกชายและลูกสาวของเขามีสัญชาติอเมริกันควบคู่ไปกับสัญชาติจีน ซึ่งจะทำให้เขาสามารถเก็บสะสมความมั่งคั่งไว้ในต่างประเทศได้ และเขากำลังวางแผนสำรองไว้ เพราะไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเกมอำนาจของศตวรรษที่ 21 เขาจะยังสามารถอาศัยอยู่ได้ในทั้งสองประเทศ 

แต่ Tang Jing อดีตคนรักของ Xu Bo อ้างว่า เขาเป็นพ่อของลูกราว 300 คน ทั้งสองอยู่ด้วยกันมา 14 ปี แต่ไม่เคยแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เธอยังกล่าวอีกว่าในการพิจารณาคดี ศาลตัดสินให้เธอชนะและปฏิเสธคำเรียกร้องค่าเสียหาย 300 ล้านหยวนของ Xu เธอยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันเธอกำลังเลี้ยงดูลูก 11 คนที่เกิดกับ Xu ด้วยตัวเอง และกำลังต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการดูแลลูกสาวสองคนของพวกเขา ต่อมาเครือข่าย Duoyi ของ Xu ได้ออกแถลงการณ์ว่า “ผู้ใช้รายนี้” ได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จทางออนไลน์ และเรียกร้องให้แพลตฟอร์มดำเนินการโดยทันที ต้นเดือนธันวาคม 2025 บริษัทของ Xu Bo  ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นพ่อของลูกมากกว่า 100 คนผ่านการอุ้มบุญในสหรัฐอเมริกา โดยโต้ตอบหนังสือพิมพ์ The Journal กล่าวว่าสำนักข่าวดังกล่าวได้ “จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างข้อมูลเท็จ” แถลงการณ์ระบุว่า มีเด็กเพียง 12 คนที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐฯจากจำนวนเด็ก ๆ ที่เขามีกว่า 100 คน

สำหรับรายที่สองคือ Pavel Durov มหาเศรษฐีผู้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Telegram ผู้มีลูกมากกว่า 100 คนเช่นเดียวกันกับ Xu Bo เขาเกิดในรัสเซีย ได้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ VKontakte (VK) ในปี 2006 ต่อมาในปี 2014 เขาถูกบีบให้ออกจาก VK หลังจากการพิพาทกับเจ้าของใหม่ของบริษัทและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากประเทศ ในปี 2013 เขาและ Nikolai Durov พี่ชายได้พัฒนา Telegram และในปี 2017 พวกเขาย้ายไปนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Telegram ในปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top