Tuesday, 28 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘ชัยวุฒิ’ นำทีมรักชาติ หาเสียง กทม. สุดช้ำ! ป้ายหาเสียงถูกมือดีแกล้งพับปิดหน้า ‘อ.เจษฎ์’ เรียบ - ผู้สมัครหน้าใหม่ วอนเห็นใจพรรคเล็ก ทำเองติดเองไร้นายทุน


(กรุงเทพฯ) 26 มกราคม 2569 เวลา 23.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค  และนายปิ่น แจ้งชะไว ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 28  ร่วมลงพื้นที่ย่านตลาดคลองเตย ถนนพระราม 4 ต่อเนื่องถึงถนนสุขุมวิท ย่านสวนสาธารณะอุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท เพื่อแนะนำตัว นายสรยุทธ ลิขิตอาภากุล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 4 เบอร์ 11 

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งระหว่างเดินได้ ทีมได้สำรวจความเรียบร้อยของป้ายโฆษณาหาเสียง แต่กลับต้องพบกับภาพที่น่าตกใจ เมื่อป้ายหาเสียงของถูกผู้ไม่หวังดีกลั่นแกล้ง โดยทำการดึงและพับป้ายลงมาปิดเฉพาะบริเวณใบหน้าของ “อ.เจษฎ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งพบความเสียหายในลักษณะเดียวกันแทบทุกป้าย คาดว่าเป็นการกระทำในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เจ้าตัวต้องลงมือซ่อมแซมป้ายด้วยตัวเอง

AmazingThailand x LISA สร้างปรากฏการณ์ LISA Effect “เที่ยวตามรอยลิซ่า” หลังนักท่องเที่ยวหลั่งไหลสู่ทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเที่ยวชมทะเลบัวแดง บึงหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี สะท้อนความสำเร็จในการใช้ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง“ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล” ในบทบาท “Amazing Thailand Ambassador” ในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทยเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ซึ่งททท. มีความยินดีอย่างยิ่งที่กระแส Amazing Thailand x LISA สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาสัมผัสความงดงามของทะเลบัวแดง บึงหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี นับเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดอุดรธานี  

จากข้อมูลสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเรือประมงและนำเที่ยวทะเลบัวแดง ท่าเรือบ้านเดียม อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 - 25 มกราคม 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าชมจำนวนทั้งหมด 50,306 คน เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 26,019 คน คิดเป็นร้อยละ 51.73 และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 24,287 คน คิดเป็นร้อยละ 48.27 อาทิ ประเทศจีน ลาว เยอรมัน ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งโดยปกติแล้วทะเลบัวแดงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นกลุ่มหลัก แต่ในฤดูกาลนี้พบว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกือบเทียบเท่านักท่องเที่ยวชาวไทย สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมจากตลาดต่างประเทศที่ขยายตัวมากขึ้นอย่างชัดเจนจากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น

‘โอ๋ ชัยวุฒิ’ ฟาดเเรง “เท้งด้อยค่าทหาร" ไม่กล้าด่าพรรคอังเคิล ถามกลัวอะไร? จะเป็นนายกฯ ต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับใช้ "ชินวัตร"

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 - นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายโมเซนคาน เมฆดารา (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24) และนาย กิตติพศ ถนอมวรารักษ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 3 ร่วมลงพื้นที่ ตลาดนางเลิ้ง ซอยนครสวรรค์ 6 แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำตัว พร้อมขอคะแนนเสียง ให้กับผู้สมัคร สส.กทม. เขต 1 เบอร์ 15 นายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ 

ซึ่งบรรยากาศค่อนข้างอบอุ่น ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ตลาดนางเลิ้ง และซอยนครสวรรค์ 6 เข้ามาทักทาย ถ่ายรูป และให้กำลังใจทีมพรรครักชาติและขอให้พูดเรื่องรักชาติ เยอะ ๆ พร้อมบ่นว่าพรรคเปิดตัวช้าไป ขณะที่ประชาชนหลายคนถามถึง รศ.ดร.เจษฎ์ เพราะเป็นแฟนคลับอาจารย์ ตั้งใจเดินเข้ามาเพื่อขอใบปลิว 

ทั้งนี้ระหว่างการลงพื้นที่ นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของหัวหน้าพรรคประชาชน หลังจากการปราศรัยเมื่อวานนี้ ที่หัวหน้าพรรค ประชาชน นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวบนเวที ว่า “ทหารเขามีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ได้มีไว้ปกครองประเทศ ” 

DIT ขนทัพเกษตรกร–ผู้รวบรวมไทย นำข้าวประณีต ผลไม้ และพืชผลเกษตร ร่วมเวที Gulfood 2026 เปิดประตูตลาดตะวันออกกลาง เชื่อมโยงเกษตรกสู่คู่ค้าตรง เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย

(27 ม.ค. 69) นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยระหว่างการเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 มกราคม 2569 (2026) ณ ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า “กรมการค้าภายใน (DIT) ได้นำกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ และผู้ประกอบการในโครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยการรับซื้อสินค้าเกษตรในช่วงผลผลิตออกเยอะ เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจในเวทีการค้าอาหารระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Local Ingredients, World-Class Experiences” เพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้สินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรและผลไม้สำคัญของประเทศ เข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง โดยงาน Gulfood เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติ เป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ประกอบการธุรกิจอาหารจากหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความสม่ำเสมอของสินค้าเกษตรและวัตถุดิบอาหาร

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมการค้าภายใน ได้นำสินค้าเกษตรของไทยเข้าจัดแสดงใน โซน Gulfood Green ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มุ่งเน้นพืชผลและวัตถุดิบสด สะอาด และมีคุณภาพ ภายในบูธมีการนำสินค้าเกษตรของไทยจากแหล่งผลิตมาจัดแสดง อาทิ ข้าวไทย ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นถิ่นของไทยที่มีอัตลักษณ์พิเศษ ในกลุ่ม “ข้าวประณีต” ผลไม้ พืชผักและสมุนไพรที่ตลาดตะวันออกกลางมีความต้องการ เช่น หอมแดง กระเทียมไทย พริก หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน ตะไคร้ ข่า และใบมะกรูด

ขณะเดียวกัน ยังได้นำเสนอผลไม้ไทยทั้งรูปแบบผลสดและแปรรูป ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าในประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ เงาะ มังคุด ทุเรียน ลำไย มะม่วง และชมพู่ ที่ตัดสดจากแหล่งผลิตและนำมาจัดแสดง พร้อมเปิดโอกาสให้คู่ค้าได้เห็นคุณภาพและทดลองชิมรสชาติภายในงาน

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า “สำหรับงานในวันแรกได้รับกระแสตอบรับดีมาก จากผู้นำเข้าในตะวันออกกลางและยุโรป โดยเฉพาะผู้ที่ทำร้านอาหารรวมถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มองหาสินค้าวัตถุดิบจากประเทศไทยโดยสามารถติดต่อกับกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้โดยตรง“

ไม่ใช่แค่บอกว่า ‘ปลอดภัย’ แต่ต้องมีหลักฐาน! เปิดมิติใหม่การทำเหมืองที่ใช้ข้อมูลสุขภาพเป็นตัวเชื่อมโยงใจชุมชน

วันที่ 27 ม.ค. 69 - เมื่อพูดถึงผลกระทบของภาคอุตสาหกรรมต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมเหมืองแร่มักเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกจับตามองมากที่สุด โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ มักหนีไม่พ้นเรื่องความกังวลด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

ความกังวลเหล่านี้สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่ต้องการคำอธิบายอันเป็นรูปธรรมและเชื่อถือได้ มากกว่าแค่การสื่อสารว่า “ปลอดภัย” เพียงอย่างเดียว

จากวิกฤตความเชื่อมั่นดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการสื่อสารเชิงนโยบายอาจไม่ใช่คำตอบที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการด้านเหมืองยุคใหม่จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริหารจัดการโครงการด้านสุขภาพแบบใหม่ ที่ครอบคลุม และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และตั้งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของชุมชนบนพื้นฐานเดียวกัน

ทุกอย่างเริ่มต้นด้วย “ข้อมูล” 
หนึ่งในแนวทางที่เริ่มเห็นมากขึ้นในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยุคใหม่ คือการใช้ “ข้อมูล” เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารกับชุมชนและสังคม โดยการสร้างระบบฐานข้อมูลสุขภาพในชุมชนที่ครอบคลุม โปร่งใส และมีส่วนร่วม สามารถเริ่มต้นได้จากการหาคำตอบให้แก่คำถามพื้นฐานสี่ข้อ คือ 

1. องค์กรของเรามีการเก็บข้อมูลสุขภาพชุมชนอยู่แล้วหรือไม่ 
2. หากมี ข้อมูลเหล่่านั้นน่าเชื่อถือและมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด 
3. เราสามารถแสวงหาแนวร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพและกระบวนการเก็บข้อมูลได้หรือไม่ 
4. ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าแค่การรายงานผล

สำหรับผู้ประกอบการเหมืองแร่หรือธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการสุขภาพของชุมชนโดยรอบ โจทย์เหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดต่อเป็นสามมิติสำคัญ ได้แก่

มิติแรก คือการออกแบบกระบวนการเก็บข้อมูลสุขภาพให้ครอบคลุมและต่อเนื่อง ที่ต้องไม่มีเป้าหมายเพียงเพื่อแค่การรายงานผลตามข้อกำหนดเพียงเท่านั้น แต่ควรออกแบบให้ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย มีการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และเชื่อมโยงกับบริบทและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง

มิติที่สอง คือการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ข้อมูลที่เก็บได้ ข้อมูลสุขภาพไม่ควรอยู่ในการดูแลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมีหน่วยงานภายนอกเข้ามามีบทบาท ทั้งในกระบวนการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และรายงานผล เพื่อให้ข้อมูลชุดนี้ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ภาครัฐ หรือผู้ประกอบการ

และมิติสุดท้ายซึ่งเป็นมิติที่สำคัญที่สุด คือการนำข้อมูลไปใช้จริง ข้อมูลไม่ควรอยู่แค่บนหน้ากระดาษรายงาน แต่ต้องถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจ วางแผน และดูแลสุขภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ กลายเป็นเส้นเลือดที่คอยหล่อเลี้ยงระบบสาธารณสุขของพื้นที่ได้ออย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีศึกษา: ระบบเฝ้าระวังสุขภาพชุมชนของเหมืองแร่ทองคำชาตรี
หนึ่งในตัวอย่างของการนำแนวคิดทั้งสามมิตินี้มาใช้จริงในประเทศไทย คือระบบเฝ้าระวังสุขภาพชุมชนของเหมืองแร่ทองคำชาตรี ที่ดำเนินการโดย อัครา รีซอร์สเซส ซึ่งถูกออกแบบให้หน่วยงานภายนอกเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น 

ทุกปี อัคราจัดให้มีการตรวจสุขภาพสำหรับประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรจากพื้นที่เหมือง ตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยมีการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ อาทิ รพ.สต.ด่านช้าง และ รพ.สต.ดงหลง ในจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อร่วมกันคัดกรองกลุ่มประชาชนที่เข้ารับการตรวจให้เป็นไปตามนิยามและแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข โดยคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตนควบคู่ไปด้วย อสม. ในพื้นที่ยังมีบทบาทในการทำแบบสอบถามเพื่อประเมินสุขภาวะของประชาชน เพื่อให้ข้อมูลที่ได้ก่อนการตรวจตรงกับบริบทสุขภาพของชุมชนอย่างถูกต้องและรอบด้าน

การตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดในปี 2568 มีผู้เข้ารับการตรวจกว่า 600 คน ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงวัย รวมทั้งผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ โดยครอบคลุม 9 รายการตรวจสำคัญ เช่นการตรวจการทำงานของตับและไต ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การเอกซเรย์ทรวงอก และการทดสอบสมรรถภาพปอด รวมถึงการตรวจหาสารชีวเคมีที่เชื่อมโยงกับการทำเหมืองโดยเฉพาะ ได้แก่ แมงกานีสและไซยาไนด์ในเลือด และสารหนูในปัสสาวะ ซึ่งหากมีการพบเจอ สารชีวเคมีเหล่านี้จะถูกส่งไปตรวจ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีห้องปฏิบัติการด้านการตรวจสารชีวเคมีที่ได้มาตรฐาน

เมื่อผลการตรวจได้รับการประมวลผลครบถ้วนแล้ว จะมีการประสานแพทย์จากโรงพยาบาลในพื้นที่เป็นผู้อ่านผลและให้คำแนะนำแก่ประชาชนโดยตรง และสำหรับผู้ที่มีความประสงค์เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทาง ก็สามารถใช้สิทธิด้านการรักษาพยาบาลตามสิทธิของแต่ละบุคคลได้ตามปกติ

ที่น่าสนใจคือ รายงานสรุปผลการตรวจสุขภาพทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดตามและดูแลสุขภาพของประชาชนในมิติอื่น ๆ ต่อไป ทำให้ข้อมูลสุขภาพไม่ได้อยู่ในมือของบริษัทเพียงฝ่ายเดียว แต่มันได้ถูกใช้เป็นรากฐานไปสู่การบูรณาการความร่วมมือ เพื่อสร้างระบบสุขภาพของชุมชนที่เข้มแข็ง

27 มกราคมของทุกปี เป็น “วันสถาปนายุวกาชาดไทย” จุดเริ่มต้นของขบวนการเยาวชนจิตอาสา สร้างความเมตตาและความรับผิดชอบ สำคัญต่อสังคมในยุควิกฤต

(27 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 27 มกราคมของทุกปี คือวันสถาปนายุวกาชาดไทย ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2465 ภายใต้สภากาชาดไทย เพื่อเป็นวันระลึกถึงการก่อตั้งขบวนการเยาวชนจิตอาสาที่มุ่งเน้นปลูกฝังจิตสาธารณะและความเมตตาต่อผู้อื่น

ช่วงเริ่มแรก ยุวกาชาดไทยมีชื่อว่า "กองอนุสภากาชาดสยาม" ซึ่งได้รับการก่อตั้งและพัฒนาโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ด้วยเจตนาเน้นสร้างเยาวชนให้มีความเมตตา วินัย และจิตอาสา พร้อมทักษะช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น

ยุวกาชาดไทยมุ่งเน้นสอนเยาวชนให้เรียนรู้การช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น ให้มีความเมตตา เสียสละ และรับผิดชอบต่อสังคม โดยสมาชิกยุวกาชาดมักเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 8-25 ปี ที่เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานบำเพ็ญประโยชน์ สุขภาพ และฝึกทักษะชีวิต

วันนี้ไม่ใช่เพียงวันครบรอบ แต่เป็นวันย้ำเตือนถึงความสำคัญของการปลูกฝังมนุษยธรรมผ่านเยาวชน เพื่อเผชิญกับวิกฤตในยุคปัจจุบัน ทั้งภัยพิบัติและความเปราะบางทางสังคม ทำให้ยุวกาชาดยังคงเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญ

"งานมนุษยธรรมเริ่มต้นได้จากการปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์" และจิตอาสายุวกาชาดยังคงสร้างพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคมในทุกยุคสมัย

ที่มา : https://redcross.or.th/news/information/13009/?utm_source

https://om.moe.go.th/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1/

ระทึกทะเลซูลู!! เรือโดยสารอับปางนอกบาซิลัน ปฏิบัติการค้นหา-กู้ภัยยังไม่ยุติ จับตายอดสูญเสียอาจขยับ ชี้เรือไม่เกินความจุผู้โดยสาร

(26 ม.ค. 69) เรือโดยสารเอ็ม/วี ทริชา เคิร์สติน 3 อับปางนอกชายฝั่งจังหวัดบาซิลัน ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 24 ราย จากจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 350 คน เรือดังกล่าวกำลังเดินทางจากเมืองซัมโบอังกาไปยังเกาะโจโล เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 26 ม.ค.

รอนนี กิล กาวัน ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า "เรือไม่ได้บรรทุกผู้โดยสารเกินพิกัด" โดยเรือมีความจุสูงสุด 350 คน และจำนวนผู้โดยสารจริงตามที่กัปตันแจ้งคือ 332 ราย พร้อมกับยืนยันว่าปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้เกาะบาลุก-บาลุกในเขตเทศบาลฮัดจี มูห์ตามัด ท่ามกลางสภาพทะเลซูลูที่ท้าทายต่อการเดินเรือ การสืบสวนสาเหตุของการอับปางยังอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อหาข้อเท็จจริง

เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงในการเดินทางด้วยเรือโดยสารในภูมิภาคทะเลฟิลิปปินส์ซึ่งมีเส้นทางเดินเรือหนาแน่นและบางครั้งต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน การกู้ภัยและมาตรการความปลอดภัยจึงยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไป

ที่มา : Xinhua

‘ภูมิ สวัสดี’ พรรครักชาติ หวิดโดนไล่  ชาวบ้านเห็นเป็นคนรุ่นใหม่ นึกว่า “พรรคส้ม”

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4)และนายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9) ลงพื้นที่ย่านชุมชนประเวศ เขตประเวศ เพื่อช่วยหาเสียงและแนะนำตัว นาย นายภูมิ สวัสดี ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 21 (ประเวศ-สะพานสูง) หมายเลข 6   โดยทีมได้เดินเท้า เคาะประตูบ้าน เพื่อแนะนำตัว เสนอนโยบายและขอโอกาสเข้าไปรับใช้พี่น้องในสภาฯ 

โดยมีชาวชุมชนบางส่วนเห็นทีมพรรครักชาติเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เดินเท้าเข้ามาเสียง จึงเข้าใจผิดคิดว่า “ผู้สมัครจาก พรรคส้ม” มาหาเสียง

ซึ่งเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ทีมพรรครักชาติ กำลังเดินเข้าหาบ้านเรือนประชาชน มีช่วงหนึ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่แสดงท่าทีไม่ตอบรับ และเกือบจะปิดประตูบ้านไม่ยอมออกมาพูดคุยด้วย เพราะเข้าใจผิดจากสัญลักษณ์และสีสันบางอย่างว่า เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหรือผู้สมัครจาก “พรรคประชาชน“หรือ “ด้อมส้ม” ซึ่งชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวอาจมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานได้เข้าไปชี้แจงและแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองว่า นี่คือ “ภูมิ สวัสดี” เบอร์ 6 จาก “พรรครักชาติ” ไม่ใช่กลุ่มที่ชาวบ้านเข้าใจผิด ทันทีที่ทราบความจริง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็กลับกลายเป็นรอยยิ้ม ชาวบ้านคนดังกล่าวได้เปลี่ยนท่าทีทันที พร้อมเปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาในชุมชน และให้กำลังใจนายภูมิอย่างอบอุ่น

"ตอนแรกนึกว่าสีส้มมา ผมเกือบปิดประตูหนีแล้ว แต่พอรู้ว่าเป็นพรรครักชาติ เป็นเบอร์ 6 ก็ยินดีเลยครับ เข้ามาคุยกันก่อน ยินดีต้อนรับเต็มที่" เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่
.
“ภูมิ สวัสดี” มั่นใจ การลงพื้นที่คือหัวใจ
.
 

EEC ชี้ Re:Build ลดคาร์บอนอาคารได้สูงสุด 50% ดัน Net Zero ไทย

บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด (EEC) จัดงาน The NOVA Community x 50th EEC Anniversary ฉลองครบรอบ 50 ปี เปิดเวทีผลักดันแนวคิด Re:Build อาคารเดิม ลดพลังงาน ลดคาร์บอน อย่างเป็นรูปธรรม สู่เป้าหมาย Thailand Net Zero Carbon 2050

ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าภาคอาคารของไทยใช้พลังงานสูงถึง 36% ของประเทศ และเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก โดย Climate Change Act จะเป็นกลไกบังคับให้อาคารต้องปรับตัว

การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคาร สามารถลดการใช้พลังงานได้เฉลี่ย 20–30% โดยไม่กระทบการใช้งานหรือคุณภาพชีวิต พร้อมเตรียมตั้งกองทุนภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการอัปเกรดอาคารเดิมในวงกว้าง

เมื่อความรักต่อศิลปิน เดินคู่กับการวางแผนการเงิน

สำหรับ “แฟนคลับ” การได้ไปชมคอนเสิร์ตของศิลปินที่รักไม่ใช่เพียงความบันเทิงชั่วคราว แต่คือช่วงเวลาที่มีคุณค่าทางใจและกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายกับชีวิตไปอีกแสนนาน หลายคนมองว่าคอนเสิร์ตคือ “รางวัลแห่งปี” ที่ช่วยเติมพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้กับการใช้ชีวิต งานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนว่าประสบการณ์ดนตรีสดมีผลต่อสุขภาวะมากกว่าที่คิด โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กิจกรรมด้านดนตรีมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพทางอารมณ์และคุณภาพชีวิตโดยรวม 

อย่างไรก็ตาม ความสุขจากคอนเสิร์ตมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่มากกว่าบัตรเข้าชม ไม่ว่าจะเป็นค่าสมัครสมาชิก (membership) ค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่สะสมโดยไม่รู้ตัว เคทีซีจึงชวนแฟนคลับมาดู 3 วิธีเก็บเงินอย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้ความสุขจากศิลปินที่รักไม่กลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว และสนุกกับคอนเสิร์ตได้เต็มที่

วิธีที่ 1 เก็บเงินให้ใกล้เวทีขึ้นทุกวัน 
การเก็บเงินเพื่อคอนเสิร์ตไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่สามารถผูกเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น เก็บเงินตามเลขวันที่ หรือเก็บเงินทุกครั้งที่เห็นศิลปินอัปเดตผลงาน เงินจำนวนเล็กน้อยที่สะสมอย่างสม่ำเสมอจะค่อย ๆ เปลี่ยนความตื่นเต้นให้กลายเป็นการเตรียมตัวที่จับต้องได้ และช่วยเข้าใกล้วันคอนเสิร์ตโดยไม่สร้างแรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายประจำ

วิธีที่ 2 ตั้งงบให้ความสุขไม่ล้นกระเป๋า    
    หลายครั้งภาระทางการเงินไม่ได้เกิดจากค่าบัตรคอนเสิร์ตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้เงินโดยไม่มีกรอบ การกำหนดงบประมาณคร่าว ๆ สำหรับคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง ทั้งบัตรเข้าชม ที่พัก ไปจนถึงค่าเดินทาง จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีขอบเขต และเลือกความสุขในระดับที่เหมาะสมกับสถานะการเงินของตัวเอง

วิธีที่ 3 ดูแลกระเป๋าหลังเวที
    ระหว่างรอวันคอนเสิร์ต ความอยากเล็ก ๆ มักเกิดขึ้นเสมอ การไม่ปิดกั้นตัวเองทั้งหมด แต่เลือกเลื่อนค่าใช้จ่ายที่ยังไม่จำเป็น แล้วนำเงินส่วนนั้นมาเป็นเงินเก็บสำหรับคอนเสิร์ต คือวิธีดูแลทั้งความสุขในวันนี้และความสบายใจในวันข้างหน้า
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top