Tuesday, 28 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

30 มกราคม 2491 มหาตมะ คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งอินเดีย ถูก ‘ปลิดชีพ’ ด้วยปลายกระบอกปืนจากผู้คลั่งศาสนา หลังสู้เพื่อสันติ จุดเริ่มต้นสัตยาเคราะห์ในแอฟริกา มรดกอหิงสาสู่โลกสมัยใหม่

มหาตมะ คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณและนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพของอินเดีย ถูกลอบยิงเสียชีวิตในเย็นวันเดียวกันที่สนามหญ้าในอินเดีย โดยนายนาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้ไม่ต้องการเห็นความสมานฉันท์ระหว่างฮินดูและมุสลิม ใช้อาวุธปืนยิงสามนัดจนคานธีล้มลงพร้อมเสียงสุดท้ายว่า "ราม" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเชิงศาสนาและสื่อถึงความสงบในบั้นปลายชีวิตของเขา

คานธีเป็นที่รู้จักจากการเรียกร้องเอกราชอินเดียผ่านวิธี "สัตยาเคราะห์" ซึ่งเน้นความไม่ใช้ความรุนแรง จุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ในแอฟริกาใต้ในปี 1893 เมื่อเขาถูกบังคับให้ออกจากรถไฟชั้นหนึ่งเพราะผิวสี การต่อสู้ของเขาคือการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคของชาวอินเดียและชาวผิวสีทุกคน

เขาเริ่มจัดตั้งขบวนการอพยพและประท้วงกฎหมายที่กดขี่ชาวอินเดียและผิวสีในแอฟริกาใต้ แม้จะถูกจับและถูกเฆี่ยนตีหลายครั้ง แต่คานธีก็ยอมรับทุกอย่างด้วยความสงบและรอยยิ้ม "สัตยาเคราะห์" ซึ่งหมายถึง "ความจริงและความรักที่ผนึกเข้าเป็นพลัง" เป็นหลักการสำคัญที่ต่อมาใช้ในการต่อสู้เพื่อเอกราชอินเดีย และกลายเป็นแบบอย่างของอหิงสาในระดับโลก

มรดกของคานธียังคงส่งผลต่อการเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพทั่วโลกและเป็นเครื่องเตือนใจถึงพลังของความรักและความจริงในการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยวิถีทางสันติ

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_26855

จุดยืนเดียวกัน!! ‘อภิสิทธิ์’ ลุกขึ้นจับมือ ‘ดร.เจษฎ์’ หลังประกาศลั่นกลางเวทีดีเบต! แก้โกงต้องเริ่มที่ “เลิกรับเงิน-ขายเสียง” ชี้การขายสิทธิ์เท่ากับการทำลายชาติ เปิดทางนักเลือกตั้งถอนทุนคืน

ในเวทีประชันวิสัยทัศน์ “ศึกชิงผู้นำ อนาคตประเทศไทย” ซึ่งจัดโดย CH7HD เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 69 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เบอร์ 35 ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่า แม้ทุกพรรคการเมืองจะพูดเรื่องการปราบโกง แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มจาก “ประชาชน” เป็นลำดับแรก

ชี้ “ขายเสียง = ขายชาติ” รับเงินแล้วกาให้ คือการทำลายบ้านเมือง รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวเน้นย้ำว่า หากพี่น้องประชาชนยังคงรับเงินและคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณ เท่ากับท่านกำลัง “ขายสิทธิ์” และ “ขายเสียง” ของตนเอง ซึ่งการกระทำดังกล่าวคือการร่วมมือกันทำลายชาติบ้านเมือง ต่อให้พร่ำบอกว่า “รักชาติ” แค่ไหน แต่หากในทางปฏิบัติยังรับเงินอยู่ ความรักชาตินั้นก็ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล

ทั้งนี้ หากประชาชนมีความจำเป็นต้องรับเงินจริงๆ ก็จงรับไว้ แต่ “อย่าเลือก” คนที่ให้เงิน เพราะนักการเมืองที่ใช้เงินซื้อเสียงคือนักลงทุน และเมื่อลงทุนไปแล้ว 1 บาท ย่อมต้องการถอนทุนคืน 2 บาทอย่างแน่นอน ไม่มีใครลงทุนแล้วไม่หวังผลกำไร

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของภาครัฐหลังการเลือกตั้ง หากพบเห็นความไม่ชอบมาพากลต้องช่วยกันแจ้งเบาะแส โดยย้ำว่ารัฐต้องมีกลไก “คุ้มครองพยาน” ที่เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้ผู้แจ้งเบาะแสต้องต่อสู้เพียงลำพัง

“กองทุน 2.9 ล้านล้าน” ทำไมกลายเป็นสมรภูมิการเมือง: อ่านเกมการโจมตีประกันสังคมในมุมความโปร่งใส

กระแสวิพากษ์ “ประกันสังคม” ช่วงนี้ ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ล้วนๆ แต่เกิดจาก “จุดร่วม” ที่อ่อนไหวที่สุดของรัฐสวัสดิการไทย: เงินกองทุนขนาดมหาศาลที่มาจากแรงงานโดยตรง และการบริหารที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า “ตรวจสอบยาก”

หลายฝ่ายอ้างถึงตัวเลขเงินลงทุนสะสมของกองทุนประกันสังคมที่อยู่ระดับ “หลักล้านล้านบาท” ทำให้ประกันสังคมไม่ใช่แค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะรายใหญ่ของประเทศ เมื่อคำถามเรื่อง “การลงทุน-ธรรมาภิบาล-ความคุ้มค่า” ถูกโยงเข้ากับความเดือดร้อนของผู้ประกันตน สนามนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายการเมืองเลือกเล่นแล้วได้ผลในเชิงการสื่อสาร

หัวใจของข้อถกเถียงจึงไม่ใช่แค่ว่า “ลงทุนคุ้มหรือไม่คุ้ม” แต่คือ “ประชาชนต้องเชื่อ” หรือ “ตรวจสอบได้” กันแน่

1) เพราะ “เงินของเรา” แต่ “ข้อมูลไม่อยู่ในมือเรา”
ผู้ประกันตนจำนวนมากรู้สึกว่าเงินถูกหักทุกเดือนอย่างแน่นอน แต่เวลาจะเข้าใจว่ากองทุนลงทุนอะไร ได้ผลตอบแทนเท่าไร เสี่ยงแค่ไหน และใครเป็นผู้ตัดสินใจ กลับต้องตามข้อมูลจากการชี้แจงเป็นครั้งๆ หรือเอกสารที่อ่านยากสำหรับประชาชนทั่วไป

ทันทีที่มีข่าว/ข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทุน โซเชียลจะตั้งคำถามต่อทันทีว่า ระบบเปิดเผยข้อมูลของกองทุน “เชิงรุก” แค่ไหน และทำไมประชาชนถึงต้องรอให้เป็นดราม่าก่อนจึงค่อยได้คำอธิบาย

2) เพราะเมื่อระบบบริการสะดุด “ความไม่ไว้ใจ” จะพุ่งไปที่การใช้เงินทันที
ในช่วงที่ผู้ประกันตนพบปัญหาใช้สิทธิไม่ได้หรือได้รับความล่าช้า ความรู้สึก “หักเงินตรงเวลา แต่ตอนจ่ายกลับช้า/ติดขัด” จะยกระดับเป็นความไม่ไว้วางใจต่อทั้งระบบ

จากจุดนี้ เรื่องการใช้งบประมาณหรือโครงการต่างๆ (โดยเฉพาะโครงการที่ประชาชนรู้สึกว่าไม่เร่งด่วน) จะถูกหยิบมาเทียบกับความเดือดร้อนทันที แม้ข้อเท็จจริงเชิงระเบียบจะยังต้องตรวจสอบ แต่ในเชิงการเมือง แค่ทำให้สังคมรู้สึกว่า “ไม่สมเหตุสมผล” กระแสก็วิ่งแล้ว

3) เพราะประกันสังคมคือ “ธนาคารของแรงงาน” ที่คนอยากเห็น KPI แบบบริษัทเอกชน
กองทุนระดับหลักล้านล้าน หากอยู่ในมือเอกชน ผู้ถือหุ้นจะตั้งคำถามเรื่องผลตอบแทน ความเสี่ยง ผู้จัดการกองทุน และธรรมาภิบาลแบบรายไตรมาส
แต่ในโลกจริง ผู้ประกันตนจำนวนมากยังไม่เห็น “แดชบอร์ด” ที่อ่านง่ายว่า:
•    ปีนี้ผลตอบแทนรวมเท่าไร และเทียบกับ benchmark อะไร
•    สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทเป็นอย่างไร
•    ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุนเป็นเท่าไร
•    โครงการเทคโนโลยี/ระบบ IT ทำให้บริการดีขึ้นแค่ไหน (วัดจากอะไร)
•    เวลาจ่ายสิทธิแต่ละประเภทเฉลี่ยกี่วัน (SLA) และช่องทางใดเร็ว/ช้า
เมื่อข้อมูลแบบนี้ไม่ถูกสื่อสารอย่างต่อเนื่อง “ช่องว่างข้อมูล” จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงให้การโจมตีทางการเมืองเติบโตได้เอง

4) แล้วทำไมฐานการเมือง “สีส้ม” ถึงหยิบเรื่องนี้แรง
เพราะเป็นธีมที่เข้ากับแบรนด์การเมือง: ตรวจสอบ-โปร่งใส-ทวงคืนอำนาจให้คนธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อประเด็นโครงสร้างกำกับดูแลและการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนถูกตั้งคำถาม เรื่อง “เงินของแรงงาน แต่แรงงานมีอำนาจกำกับน้อย” จะถูกเล่าได้ง่ายและสะเทือนวงกว้าง
พูดให้ชัด นี่คือการเลือกสนามที่ “ชนะง่าย” เพราะฐานผู้ประกันตนคือคนทำงานจำนวนมาก และทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างประเด็นจากศูนย์

สีสันเลือกตั้ง!! ‘รักชาติ’ พบ ‘ประชาธิปัตย์’ กลางตลาดเจ้าพรหม อยุธยา ‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ เจอ ‘อภิสิทธิ์-กรณ์’ ทักทายเป็นกันเอง หยอกให้เต้นโชว์!! ด้านชาวบ้าน เรียกร้องพรรครักชาติ อยากให้ส่ง สส.เขต ในพื้นที่

(อยุธยาฯ) 29 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. พรรครักชาติ (เบอร์ 35) นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ  อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนายวรัชณ์กิตต์ วิศาลมนัส ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 10 เดินทางไปยังตลาดเจ้าพรหม ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 

บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความคึกคักเป็นพิเศษ ตลอดเส้นทางการเดินของทีมพรรครักชาติ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หลายคนรู้จักพรรครักชาติจากคลิปไวรัลต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย พร้อมเข้ามาขอเต้นถ่ายคลิปด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ ชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ ตัวจริงหล่อมาก หล่อกว่าในโทรทัศน์และตามสื่อต่าง ๆ รวมถึงน้อง ๆ สมาชิกพรรครักชาติ ที่มาร่วมเดินหาเสียงในวันนี้ หน้าตาดี เป็นกันเองทุกคน ซึ่งพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้ามาทักทาย ต่างสะท้อนความเห็นว่า อยากให้พรรครักชาติ ส่งผู้สมัคร สส.เขต ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บ้าง เพราะชื่นชอบ อยากเป็นกำลังใจให้ เห็นความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ที่มุ่มมั่นเข้ามาทำงานการเมือง แล้วรู้สึกว่าประเทศไทย ยังมีความหวัง ที่จะพัฒนา ส่งต่ออนาคตที่สดใสเหมือนหน้าตาสมาชิกพรรครักชาติ ให้กับเด็ก ๆ รุ่นต่อไป

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ชี้ “SAF” คือพลังงานใหม่ของประเทศ บนเวที WeCYCLE Day 2568 ตอกย้ำบทบาทไทยสู่ผู้นำพลังงานสีเขียว

นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนโชค น้ำมันพืช (2012) จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนเวิลด์ ยูซีโอ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วรายใหญ่ของประเทศ และดำเนินธุรกิจด้านพลังงานสีเขียว ได้ให้วิสัยทัศน์ในฐานะวิทยากรพิเศษ (Speaker) ในงาน “WeCYCLE Day 2568” ซึ่งจัดโดย WHA Group ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนองค์กรและภาคอุตสาหกรรมสู่เป้าหมาย Net Zero 2050

โดยนายจิตรเทพ ได้บรรยายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนด้วยการบริหารจัดการน้ำมันพืชใช้แล้ว เพื่อผลิตน้ำมันอากาศยานอย่างยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)”

พร้อมชี้ให้เห็นว่า SAF ไม่ใช่เพียงพลังงานทางเลือก แต่เป็น “พลังงานใหม่ของประเทศ” ที่มีศักยภาพในการสร้างทั้งความมั่นคงทางพลังงาน โอกาสทางเศรษฐกิจ และการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

นายจิตรเทพ กล่าวว่า SAF คือโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวัตถุดิบจากน้ำมันพืชใช้แล้วในปริมาณมาก และมีผู้ประกอบการพลังงานสีเขียวที่พร้อมขับเคลื่อนเชิงอุตสาหกรรม

“SAF คือพลังงานแห่งอนาคตที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาได้จริง หากสามารถจัดการน้ำมันพืชใช้แล้วให้เข้าสู่ระบบอย่างเป็นระบบ จะไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีมูลค่าสูง และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศ”

‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศยกเครื่อง ‘ประกันสังคม‘ ปรับเปลี่ยนใน 100 วันแรกให้เกิดขึ้นทันที

วันที่ 29 ม.ค.69 พรรคเพื่อไทย จัดแถลงข่าวด่วน การแก้ปัญหากองทุนประกันสังคม โดย  นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช  อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล  รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

โดยนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระรวงแรงงาน แม้มีเวลาแค่ 2 เดือน และได้มีการโยกย้ายปลัดแรงงาน เพื่อเปิดทางให้ตรวจสอบ จะทำเรื่องต่อไปคือการผลักดันให้มีการปรับโครงสร้างบอร์ดประกันสังคม เสนอให้มีการแก้ไขโครงสร้างบอร์ด ให้ประธานบอร์ดจากการเลือกตั้งภายในบอร์ด แทนที่จะเป็นปลัดกระทรวง เพื่อให้มืออาชีพมาบริหารกองทุนได้แท้จริง

ขณะที่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช  อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า จะผลักดันใน 100 วันแรก ยกเครื่องประกันสังคมให้เกิดขึ้นทันที จุดยืนยกเครื่องประกันสังคม ให้เปลี่ยนเป็นหลักประกันของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน โดยพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนเลือกสูตร 1 เลือก 7 ไม่ให้ผู้ประกันตนเสียสิทธิ์เด็ดขาด

‘ดร.เจษฎ์’ ชม ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ จี้ กกต.เร่งตรวจสอบเบิกเงินสด 250 ล้าน ก่อนบ้านเมืองวิบัติ

(อยุธยาฯ) 29 มกราคม 2569 เวลา 08.00 น. รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เบอร์ 35 ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง ตลาดเจ้าพรหม ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงกรณีที่มีการนำเงินทุนเทามาใช้ซื้อเสียงเลือกตั้งว่า จากกระแสข่าวในช่วงแรกที่มีการคุยกันว่า มีเงินจากทุนเทาไหลเข้ามานับแสนล้าน เอามาใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ต่อมาก็มีข่าวว่ามีการจ่ายเงินซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท นั่นเท่ากับว่ามีการนำเงินเทาเข้ามาใช้ซื้อเสียงประมาณ 2 แสนล้านบาท

"มันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ จากเดิมที่คุยกันว่า มีเงินจากทุนเทาเข้ามาแสนล้าน เพื่อที่จะเอามาจ่ายในการเลือกตั้ง ต่อมาก็มีการพูดกันว่า จ่ายหัวละ 7,500 บาท นั่นเท่ากับว่าเงินประมาณ 2 แสนล้านเข้ามา" แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าว

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า วันนี้ ก็มีความชัดเจนแล้วเมื่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเปิดข้อมูลการเบิกถอนเงินสดก้อนโตผิดปกติถึง 2 ระลอก  ครั้งแรก 100 ล้านบาท และอีกครั้ง 250 ล้านบาท ซึ่งการเบิกเงินในลักษณะนี้ มีความไม่ชอบมาพากลสูง

"ความชัดเจนในวันนี้ ต้องขอบคุณท่านผู้ว่าแบงก์ชาตินะครับ ที่ท่านออกมาเปิดเผยว่า มีการเบิกเงิน 2 ระลอก อันนี้ของจริงเลย 100 ล้านทีหนึ่ง 250 ล้านอีกทีหนึ่ง เงินแบบนี้มีความไม่ชอบมาพากลสูง" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

แบบนี้ก็มีด้วย!! สายการบินดังลืมผู้โดยสาร 23 ชีวิตไว้บนรถบัส อ้างการสื่อสารคลาดเคลื่อน เกือบทิ้งผู้โดยสารเคว้งกลางลานจอด โชคดีมี ‘ป้ายา’ ช่วยเป็นกระบอกเสียงแทน จนเครื่องต้องวนกลับมารับ 

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 - โลกออนไลน์แห่แชร์เรื่องราวของผู้ใช้เฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อว่า “Nat Nattyy”  ซึ่งโพสต์ข้อความ ว่า “ชั้นเเละเพื่อนผู้ประสบภัย” 

“เที่ยวบิน : ดอนเมือง-หาดใหญ่ : FD3116 : 17 มกราคม 2569 เวลาออก : 07.10
สถานะ : Bus Gate เพื่อขึ้นเครื่องกลางลานจอด” 

“กลุ่มเรามี 5 คน ด้วยความเป็นพวกเรา check in online … ตรวจตัวตรวจเป๋า พุ่งตรงไปที่ Gate รอ … ผ่านขั้นตอน … ขึ้นBus ขึ้นเครื่อง นั่ง(ที่นั่ง 10 แถวเเรก)  พอคาดเข็มขัดได้ผ้าห่มมา หลับบบบบ 😴💤 … เครื่องยังไม่ออก” 

“ต่อไป … คือการรวบรวมจากเพื่อนในกลุ่มที่ไม่ได้นั่งด้วยกัน กระจายใน 10 แถวเเรกของเครื่อง และไม่หลับเหมือนเรา” 

“ช่วงเวลาที่เครื่อง กำลังเลื่อนออกเพื่อจะรอไป Take off มีคุณป้าท่านหนึ่งปลดเข็มขัดแล้วเดินไปหาแอร์ เพื่อจะบอกว่าเครื่องอย่าพึ่งออกนะเพื่อนของป้าที่เช็คอินแล้วยังไม่ได้มาขึ้นเครื่อง … แอร์เดินสวนมาอย่างว่องไวแล้วบอกว่าคุณป้านั่งลงก่อนนะคะเครื่องกำลังจะออกปลดเข็มขัดไม่ได้” 

บทสนทนา : (ถ้าติดสำเนียงใต้ ทองเเดงหน่อยๆจะมันส์มากกกก)

ป้า : เครื่องยังออกไม่ได้นะเพื่อนป้าเช็คอินมาแล้วด้วยกันนั่งข้างข้างป้านี่แหละแต่เค้าไม่ได้มาขึ้นเครื่องเลยอย่าพึ่งออกอย่าพึ่งออก !!!

แอร์ : แล้วเพื่อนป้าตอนนี้อยู่ที่ไหนหรอคะแล้วทำไมยังไม่มาขึ้นเครื่อง นี่เครื่องถอยออกแล้วนะคะ
 

ป้า : เดี๋ยวป้าขอโทรหาแป๊บ > อาจารย์อยู่ที่ไหนคะนี่เครื่องกำลังจะออกแล้วเข้าห้องน้ำอยู่หรือเปล่าเดินมานั่งเร็วเร็วเลยค่ะเครื่องเค้าออกไม่ได้

อาจารย์ในสาย : 📞…
ป้า : รอก่อนเเอร์ ยังออกไม่ได้ อาจารย์ยังไม่ได้ขึ้นมา
แอร์ : รถมาส่ง ลงกันทั้งรถแล้ว เพื่อนคุณป้าทำไมไม่ลงค่ะ และเค้าอยู่ที่ไหนค่ะ
ป้า : 📞 … หันมาพูดกับเเอร์ อาจารย์อยู่บนรถ ประตูไม่เปิด จะให้ลงยังไง เครื่องก็จะออก
แอร์ : คือถ้าไม่ได้ขึ้นมาตอนเครื่องออก คือทิ้งนะคะ
ป้า : ทิ้งได้ยังไงเค้าเช็คอินเข้ามาแล้ว และขึ้นรถมาเเล้ว
แอร์ : ถ้าเค้าไม่ขึ้นเครื่องมาก็แปลว่าเค้าตกเครื่องนะคะเค้าค่อยมาลำและเวลาถัดไปก็ได้ค่ะ หรือ เค้าอาจจะขึ้นผิด bus หรือเปล่าคะ เพราะตอน gate เปิด เปิด gate ใกล้กันและพร้อมกัน 2 gate ค่ะ
ป้า : ….???? 

คุยกันไปนานสองนาน สรุป เครื่องบินเคลื่อนกลับมาจอดที่เดิม เวลาตอนนั้นน่าจะประมาณ 7.45 ประตูเปิด … มีผู้โดยสารลงมาจากรถบัสและเดินขึ้นเครื่องทั้งหมด 23 คนรวมอาจารย์ด้วย

หมายความว่าไง ???
- สายการบินทิ้งผู้โดยสารไว้ที่รถบัส 23 คน
- การสื่อสารของแอร์, สจ๊วต, คนขับรถบัส เป็นศูนย์
- ไม่มีการนับจำนวนผู้โดยสารที่ขึ้นเครื่องมา ทั้งตอนขึ้นมาและแม้กระทั่งได้เวลาเครื่องจะออกแอร์และสจ๊วตก็ไม่ได้นับจำนวนผู้โดยสาร (โดยปกติจะมีเอกสารแจ้งก่อนบินทุกครั้งว่าจำนวนผู้โดยสารเท่าไหร่ และแอร์สจ๊วตก็ต้องนับจำนวนผู้โดยสารตามนั้นด้วย)
- ไม่มีการตามหาผู้โดยสารที่ไม่ได้ขึ้นเครื่องหรือผู้โดยสารที่ตกค้าง ซึ่งปกติถ้าเช็คอินเข้ามาแล้วทางสนามบินและสายการบินก็จะตามหาผู้โดยสารเพื่อมาขึ้นเครื่องอย่างสุดฤิทธิ์
- เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยังไง ไฟลท์เช้าไปหรอ แอร์หรือสจ๊วตยังไม่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ หรือละเลยหน้าที่เพิกเฉยไม่ทำตามกฎปฏิบัติ หรือยังไง
- เครื่องจะออกแล้ว ถ้าไม่มา = ไม่ต้องตามหา = ไปไฟล์ทอื่น = ทิ้ง ส่วนตัวคิดว่า สายการบินเเละผู้เกี่ยวข้องน่าจะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ หรือมีแแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีกว่านี้

ตอนจบ ถึงหาดใหญ่ปลอดภัย เสียเวลา 2 ชม + ประสบการณ์ใหม่ ขอบคุณ “ป้ายา” ผู้ช่วยให้ผู้โดยสาร 23 ชีวิตได้ขึ้นเครื่องเเละทวงคืนสิทธิ์ของผู้โดยสาร นับถือป้ายามากกก ใจเย็น มีเหตุผล พูดจาดีมีหลักการ 

เหตุการณ์นี้อาจจะไม่มีคนร้องเรียนอาจจะไม่ได้มีผู้เสียหาย เพราะทุกคนได้ขึ้นเครื่องหมดอาจจะเป็นการเล่าสนุกในกลุ่มหลังจากที่เหตุการณ์จบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ควรเกิด มาตรฐานการบินภายในประเทศคือยังไงหรอ? พวกเราเองก็อาจจะไม่ต้องการบทลงโทษหรือการประกาศที่เห็นชัดชัดเจน แต่อย่างน้อยพวกเราเองก็เป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่ประสบภัย เสียความรู้สึกและเสียเวลาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ได้แต่เก็บไว้และระวังตัวเองเป็นอุทาหรณ์สำหรับการขึ้นเครื่องกับทุกสายการบินครั้งต่อๆ ไป 

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ประกันสังคม” ถอดรหัสยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคส้ม: ทำไมต้องทำแบบนี้

การหาเสียงของพรรคสาย “ส้ม” รอบก่อน–รอบนี้ มีแพตเทิร์นคล้ายกันชัดเจน: เลือกหยิบ “สถาบัน/ระบบใหญ่” ที่คนรู้สึกว่าแตะต้องยาก แล้วเปลี่ยนให้เป็น “คำถามสาธารณะ” ที่คนธรรมดาพูดคุยและตัดสินได้ในชีวิตประจำวัน

รอบก่อน คำถามคือ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่พาเกมการเมืองไปสู่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ–บทบาท–ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ส่วนรอบนี้ เป้าหมายคือ “ประกันสังคม” ซึ่งเกี่ยวพันกับคนทำงานโดยตรง เพราะเงินถูกหักจริงทุกเดือน และกองทุนมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ

คำถามสำคัญคือ: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้? คำตอบคือ นี่คือ “วิธีสร้างสนามเลือกตั้ง” ให้เป็นเรื่อง ความโปร่งใส–ความคุ้มค่า–อำนาจตรวจสอบ มากกว่าเรื่องตัวบุคคล

1) หลักการเดียวกัน: ทำเรื่อง “ใหญ่และกลัวแตะ” ให้กลายเป็น “เรื่องที่คนธรรมดามีสิทธิถาม”
วาทกรรมแบบ “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามชนิดที่บีบให้ระบบต้องอธิบายตัวเอง (explain-or-lose) เพราะตั้งต้นจากความรู้สึกของประชาชนว่า “งบสูง อำนาจสูง แต่ผลลัพธ์จับต้องยาก”
เมื่อย้ายสนามมาที่ “ประกันสังคม” หลักการสื่อสารยิ่งแรงขึ้น เพราะความรู้สึกของคนทำงานคือ เงินเป็นของเราโดยตรง แต่ข้อมูลการใช้เงินและกระบวนการตัดสินใจอยู่ไกลมือ

2) เลือกประเด็นที่ “ชนะใจคนทำงาน” ได้จริง: กระทบกระเป๋า และกระทบศักดิ์ศรี
เรื่องกองทัพเป็นสนามที่อ่อนไหวสูงเพราะพัวพันกับความมั่นคงและอารมณ์ร่วมเชิงชาติ แต่ “ประกันสังคม” เป็นเรื่องปากท้องและความเป็นธรรม จึงทำให้การสื่อสารเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายกว่า
เมื่อเกิดประเด็นที่สื่อสารได้สั้นๆ (เช่น ความเหมาะสมของการใช้งบ โครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือความล่าช้าในการบริการ) มันจะกลายเป็น “หลักฐานเชิงอารมณ์” ที่ทำให้คนรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

3) กองทุนใหญ่ + โครงสร้างกำกับถูกตั้งคำถาม = เชื้อไฟชั้นดีของการเมืองตรวจสอบ
ประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะก้อนใหญ่ และเมื่อโครงสร้างกำกับ หรือกติกาการมีส่วนร่วมถูกตั้งคำถาม ก็ยิ่งต่อยอด narrative ได้ว่า “เงินของแรงงาน แต่แรงงานกำกับได้ไม่เต็มที่”
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคส้มได้เรื่องเล่าครบชุดในสนามเดียว: เงินของแรงงาน + ต้องตรวจสอบได้ + ต้องมีธรรมาภิบาล และนี่เป็นพื้นที่ที่พรรคสื่อสารได้ถนัด เพราะเป็นการเมืองแบบโครงสร้าง–กติกา–ตรวจสอบ ไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว

4) เป้าหมายลึกๆ: แย่งนิยาม “ความดี/ความรักชาติ” ให้กลับมาเป็นเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
รอบก่อน คำพูดแรงๆ เกี่ยวกับทหารถูกอีกฝ่ายตีความว่า “ไม่เคารพ/ไม่เข้าใจความมั่นคง” จนเกิดแรงตีกลับ และทำให้พรรคต้องถอยเชิงถ้อยคำ
รอบนี้ การย้ายสมรภูมิไปที่ประกันสังคม คือการพาเกมกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบกว่า: พูดเรื่องธรรมาภิบาลแล้วคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ใช่”, โจมตีเรื่องความคุ้มค่าแล้วฝ่ายตั้งรับตอบยาก, และใช้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบได้อย่างชอบธรรม

5) ความเสี่ยงแบบเดิม: วาทกรรมแรง = ถูกตีว่าเหมารวม/ทำลายความเชื่อมั่นระบบ
บทเรียนจาก “ทหารมีไว้ทำไม” คือ วาทกรรมที่แรงเกินไปมักถูกตีความว่า “ดูถูกทั้งระบบ” แทนที่จะวิจารณ์เฉพาะกลไกที่มีปัญหา
กับประกันสังคมก็เช่นกัน หากสื่อสารแรงแต่ไม่ทำการบ้าน อาจถูกสวนกลับว่า หยิบเคสเดียวมาปั่น ไม่เข้าใจกฎหมาย/โครงสร้างงบ หรือทำลายความเชื่อมั่นระบบสวัสดิการโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าทำการบ้านแน่นและเสนอทางออกควบคู่ (เช่น เปิดข้อมูลเชิงรุก, KPI บริการ, แดชบอร์ดกองทุนที่อ่านง่าย) เกมนี้จะกลายเป็นแต้มบวกมากกว่าดราม่า

29 มกราคม 2546 เกิดเหตุจลาจลรุนแรง ฝูงชนบุกเผาสถานทูตไทย ข่าวลืออังกอร์วัดลุกไฟโหม จุดชนวนวิกฤตไทย-กัมพูชา

กรุงพนมเปญเกิดเหตุจลาจลขนาดใหญ่เมื่อฝูงชนบุกโจมตีสถานเอกอัครราชทูตไทยในวันที่ 29 มกราคม 2546 ทำให้เกิดเพลิงไหม้และความเสียหายหนัก รวมถึงทำลายทรัพย์สินและกิจการไทยอีกหลายแห่ง เหตุการณ์นี้กลายเป็นวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่รุนแรงครั้งหนึ่งหลังยุคสงครามเย็น

ต้นเหตุสำคัญมาจากข่าวลือที่เผยแพร่ในสื่อกัมพูชาว่า 'สุวนันท์ คงยิ่ง' ดาราไทยได้พูดว่า "อังกอร์วัดเป็นของไทย" สร้างความโกรธในสังคมกัมพูชา แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันคำพูดนี้อย่างเป็นทางการ ต่อมารัฐบาลกัมพูชาสั่งแบนรายการโทรทัศน์ไทยเมื่อวันที่ 28 ม.ค. และในวันที่ 29 ม.ค. เกิดเหตุจลาจลขึ้น

รายงานต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ระบุว่าเอกอัครราชทูตไทยขอความคุ้มกันสถานทูตตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค. แต่ได้รับเพียงคำรับรอง ดังกรณีนี้กลายเป็นบทเรียนด้านความปลอดภัยและผลกระทบของข่าวลือที่รุนแรงในเชิงวัฒนธรรมชาติ

ไทยตอบโต้ด้วยการอพยพคนไทยจากกัมพูชาและกดดันรัฐบาลกัมพูชาให้รับผิดชอบ ความพยายามดับไฟการทูตยังมีโดยกัมพูชาขอโทษและเสนอชดเชย แต่เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นบทเรียนที่เน้นว่าเรื่องอัตลักษณ์และมรดกวัฒนธรรมเป็นประเด็นอ่อนไหวสูงที่ต้องดูแลอย่างรอบคอบ

ที่มา : https://www.komchadluek.net/today-in-history/311103


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top