Tuesday, 28 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

ข่าวดี ! กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครสาวไทยทำงานในกาตาร์ ตำแหน่ง "พนักงานเสิร์ฟ" เงินเดือน 4 หมื่น+ สวัสดิการดี

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในรัฐกาตาร์กับสโมสร Doha Diplomatic Club ภายใต้การดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ รัฐกาตาร์ ครั้งที่ 2 ตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟหญิง จำนวน 13 อัตรา เงินเดือน 4,745 ริยัลกาตาร์ หรือประมาณ 40,665 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) ระยะเวลาจ้างงาน 2 ปี สำหรับสวัสดิการ นายจ้างจะจ่ายค่าบัตรโดยสารเครื่องบินไป – กลับ  และบัตรโดยสารเครื่องบินประจำปี ค่าใบอนุญาตพำนัก อาหารฟรี พร้อมบริการรถรับ – ส่งระหว่างที่พักและที่ทำงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 6 วัน มีค่าล่วงเวลา และเมื่อทำงานครบ 1 ปี จะได้รับวันหยุดประจำปี 21 วัน รวมทั้งมีประกันสุขภาพให้ ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

“กรมการจัดหางาน มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงแรงงานในการส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำ ควบคู่กับการขยายโอกาสการจ้างงานในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยและครอบครัว โดยเร่งรัดส่งแรงงานไทยและขยายตลาดแรงงานต่างประเทศเชิงรุก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมากกว่า 50,000 อัตรา ภายใน 4 เดือน ซึ่งสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

‘ศักย์ ทับพลี’ นำทีมไทยก้าวใหม่ บุกนครราชสีมา เสนอนโยบาย เพิ่มอาหารเช้าฟรีให้เด็กประถมทั่วประเทศ โอนเงินค่าชุด-อุปกรณ์การเรียน ผ่านแอปเป๋าตัง ลดภาระผู้ปกครอง

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 - ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย คุณนวกิจ พลวิเศษ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยก้าวใหม่ เขต 7 เบอร์ 7 จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านโนนภิบาลโคกกลาง ตำบลวังไม้แดง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อพบปะพูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครอง พร้อมนำเสนอนโยบายสำคัญของพรรคไทยก้าวใหม่

“ดูแลเด็กตั้งแต่เช้า ลดภาระพ่อแม่ทันที”

‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ ลุย สุราษฎร์ฯ ขอบคุณ จำ ‘โอ๋’ ได้ เป็น รมต.ลุงตู่ ย้ำ จุดยืน “พรรครักชาติ” ยึดมั่นอุดมการณ์ “ไม่มีเปลี่ยนขั้ว” ผสมพันธุ์ เหมือนการเมืองเดิม

[สุราษฎร์ธานี] 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07.00 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8), นายณภัทร ชุ่มจิตตรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 11 และ นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โดยมีประชาชนบางส่วนที่ระบุว่าเลือกตั้งล่วงหน้าวานนี้ (1 ก.พ.) ไปเลือกให้พรรครักชาติมา เพราไม่ชอบการเมืองแบบเดิม ๆ

โดยบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของทีมพรรครักชาติ บริเวณตลาดเช้า อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ได้การตอบรับอย่างดีจากพี่น้องประชาชน และพ่อค้า แม่ค้าในพื้นที่ ให้ความสนใจเข้ามาร่วมพูดคุยทักทาย บางรายขับรถยนต์ผ่าน เมื่อเห็นทีมพรรครักชาติ ถึงกับเปิดกระจก ตะโกนทักทายให้กำลังใจ ซึ่งแม่ค้าส่วนใหญ่ ต่างชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ โดยพูดเป็นภาษาใต้ท้องถิ่น ว่า “อยู่หล่อ” ซึ่งหมายถึงตัวจริงหล่อมาก รวมถึงสมาชิกพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อคนอื่น ๆ ที่มาร่วมเดินหาเสียงด้วย ก็หน้าตาดีทุกคน ดูเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความหวังจะได้เห็นการเมืองรูปแบบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเมืองแบบเดิม ๆ ที่คุ้นเคยมาตลอดชีวิต ย้ายพรรคสลับขั้วกันไปมา

ความสมดุลที่เปราะบางในความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน

หากมองเกมสหรัฐฯกับการเปิดสงครามกับอิหร่านครั้งนี้นั้น สหรัฐฯได้แสดงแสนยานุภาพทางทหารในภูมิภาคอย่างยิ่งใหญ่เพื่อ ข่มขู่และยับยั้ง มากกว่าจะเปิดสงครามเต็มรูปแบบ เพราะอิหร่านประกาศชัดว่า พร้อมตอบโต้ทันที หากถูกโจมตี แต่ทั้งคู่ก็ยังเปิดช่องทางการทูตเพื่อป้องกันความเสี่ยงสูงสุดไม่ใช่ “เจตนาทำสงคราม” แต่คือ การคำนวณผิดพลาด (Miscalculation) ที่ดูจะเปราะบางของความสมดุลครั้งนี้

สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารและกองกำลังแสนยานุภาพเป็นเครื่องมือกดดันทางการเมืองเป้าหมายหลักคือ “บังคับให้เจรจา” มากกว่าการล้มรัฐบาลอิหร่าน และนักวิเคราะห์มองว่าการโจมตี (หากเกิด) จะเป็นแบบ จำกัดเป้าหมาย ไม่ใช่สงครามยืดเยื้อแน่

 อิหร่าน กับยุทธวิธีป้องกันเชิงรุก  อิหร่านรับรู้ว่าตนต้องทำอย่างไรในการรับมือต้านทานมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐฯที่ใครๆก็หวั่นกลัว ดังนั้นด้วยการเปรียบเทียบเชิงอำนาจทหารและพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์จะนำมาใช้เป็นยุทธวิธีในครั้งนี้ ซึ่งอิหร่านอาจจะใช้การตอบโต้แบบอสมมาตร และการที่อิหร่านประกาศ “พร้อมรบ” มีเป้าหมายเพื่อ เพิ่มต้นทุนการวัดใจสหรัฐฯว่าจะกล้าหรือไม่แต่อิหร่านพร้อมจะแลก ด้วยต้นทุนศรัทธา และอุดมการณ์แห่งการต่อสู้

อบจ.กาญจนบุรี ผนึกอินโนพาวเวอร์ เปิดเดินรถ EV BUS สายแรก ยกระดับขนส่งสาธารณะเมืองสีเขียว

อบจ.กาญจนบุรี เดินหน้าโครงการเช่ารถโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า (EV BUS) ร่วมกับ อินโนพาวเวอร์ จำนวน 12 คัน ยกระดับการให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยว ให้เข้าถึงระบบขนส่งที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับนโยบายพลังงานสะอาดของรัฐบาล พร้อมเปิดเดินรถในเส้นทางลาดหญ้า–ท่าม่วง สร้างความมั่นคงในการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะของท้องถิ่น

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า (EV BUS) แบบครบวงจร เพื่อให้การให้บริการประชาชนในจังหวัดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีมาตรฐาน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพื้นที่

ทั้งนี้ อินโนพาวเวอร์ได้จัดเตรียมรถโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า (EV BUS) จำนวน 12 คัน และร่วมจัดพิธีเปิดเดินรถอย่างเป็นทางการในเส้นทางสายที่ 6273 (ลาดหญ้า–ท่าม่วง) เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ณ บริเวณถนนหน้าวิทยาลัยการอาชีพแม่บ้านแคว ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธี และ นายประภาสักก์ เจริญพร Head of Future Mobility บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมกล่าวถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนระบบขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาดครั้งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี

อินโนพาวเวอร์มีบทบาทในการให้บริการและบริหารจัดการรถโดยสารไฟฟ้าแบบครบวงจร เพื่อให้บริการเดินรถเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ พร้อมจัดเตรียมสถานีชาร์จรองรับการให้บริการ และระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ในรถทุกคัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและความพร้อมในการเดินรถอย่างมีเสถียรภาพ

‘เพจประชาคมแพทย์’ ชำแหละนโยบายแรงงานพรรคประชาชน ส่อให้ต่างด้าวตั้งสหภาพแรงงานในไทยได้เสรี หวั่นทำ รพ.รัฐวิกฤต – เศรษฐกิจไทยพัง

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ประชาคมแพทย์’ ได้โพสต์ข้อความว่า สิ่งที่อยู่ในความฝันของพรรคส้มคือ 
การเอื้ออำนวย ให้เกิดสิ่งต่างๆต่อไปนี้ได้ง่ายขึ้น นี่คือภาพสมมุติที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง
การจัดตั้งสหภาพแรงงาน อาหารแปรรูป แห่งสมุทรสาคร ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่า 90%)
สหภาพแรงงานประมง แห่งระนอง  ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่าล้วน)
สหภาพแรงงาน ธุรกิจสุขภาพ แห่งพัทยา ( ประธานและสมาชิกเป็นรัสเซียล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่งเกาะพะงัน  ( ประธานและสมาชิกเป็นอิสราเอลล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่ง ระยองตราดจันทบุรี
 ( ประธานและสมาชิกเป็นจีน 90%)
ฯลฯ

ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดีนะครับ ( ถ้าใครคิดว่าเรากำลังด่าส้ม ขอให้คิดใหม่) ฝันนี้ไม่ไกลเกินจริงตามนโยบายของพรรค นี่อาจเป็นนโยบายส่วนขยายของคำว่า ไทยทันโลก ของพรรคประชาชน เมื่อมาตรฐานสากล ชนกับความเป็นจริงของประเทศไทย นโยบายแรงงาน สิทธิแรงงาน เสน่ห์การลงทุน และภาระสาธารณสุขที่สังคมไทยต้องคิดให้รอบด้าน

ในบรรดาพรรคการเมืองไทยทั้งหมดในปัจจุบัน ปรากฏชัดว่า พรรคประชาชน เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ที่ระบุไว้ในเอกสารนโยบายอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยควรให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 และควรเปิดกว้างสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือสถานที่ทำงาน

ข้อเท็จจริงนี้ ไม่ใช่ข้อกล่าวหา ไม่ใช่การตีความ และไม่ใช่การโจมตีทางการเมือง แต่เป็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์นโยบายของพรรคโดยตรง ( อยากรู้ลองไป search ดูนะครับ) คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรถาม จึงไม่ใช่เรื่องเจตนารมณ์ แต่คือ

> หากนโยบายนี้ถูกนำมาใช้จริง ซึ่ง อาจเกิดผลดีคือเพิ่ม GDP ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างไรบ้าง ในการแลกเปลี่ยน ประโยชน์ครั้งนี้ โดยเฉพาะในสองมิติที่เปราะบางและอ่อนไหวที่สุด คือ
เศรษฐกิจ และ สาธารณสุข

เหตุใดไทยจึง “ยังไม่ให้สัตยาบัน” ILO 87 และ 98 ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกวิจารณ์ว่า ไม่เดินตามมาตรฐานสากลด้านสิทธิแรงงาน แต่ในความเป็นจริง การไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98

อาจไม่ใช่เพราะรัฐไทย “ไม่เข้าใจ” หากแต่เป็น การเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เพราะการให้สัตยาบันทั้งสองฉบับ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิทธิแรงงาน แต่คือการเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างแรงงาน – ทุน – รัฐ – ระบบสวัสดิการ และการเปลี่ยนสมดุลนี้ มีต้นทุนสูงมาก

เสน่ห์เงียบของประเทศไทยในสายตานักลงทุน นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคการผลิต ให้ความสำคัญกับปัจจัยหลัก 3 เรื่องเสมอ
1. ต้นทุนแรงงาน
2. ความแน่นอนและคาดการณ์ได้ของระบบ
3. ความเสี่ยงจากความขัดแย้งแรงงาน

ประเทศไทยมีจุดเด่นสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือ
> ความเสถียรด้านแรงงาน
ไทยเป็นประเทศที่ การประท้วงแรงงานขนาดใหญ่เกิดขึ้นไม่บ่อย การนัดหยุดงานระดับอุตสาหกรรมมีน้อย การปรับขึ้นค่าแรงมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้นทุนแรงงานสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อย่างเต็มรูปแบบ

ซึ่งมักเผชิญกับ สหภาพแรงงานข้ามอุตสาหกรรม การประท้วงเป็นระยะ ความผันผวนของต้นทุนแรงงาน
ความ “นิ่ง” ของแรงงานไทย จึงกลายเป็น เสน่ห์เชิงโครงสร้าง ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

การปฏิวัติแรงงาน = ต้นทุนทุนที่สูงขึ้น

หากประเทศไทยให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 พร้อมเปิดกว้างสิทธิการจัดตั้งสหภาพโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะแน่นอน คือ อำนาจต่อรองแรงงานเพิ่มขึ้น ค่าแรงเฉลี่ยสูงขึ้น สวัสดิการแรงงานเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงการนัดหยุดงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจสูงขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการ “เลือกโมเดลเศรษฐกิจใหม่” ปัญหาคือ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงรอยต่อ

> ค่าแรงไม่ต่ำ
แต่ผลิตภาพแรงงานยังไม่สูงพอ หากต้นทุนเพิ่มเร็ว แต่ผลิตภาพไม่เพิ่มตามความสามารถในการแข่งขันย่อมลดลง
และเมื่อความเสี่ยงแรงงานสูงขึ้น 

นักลงทุนบางส่วนอาจเลือก
> ย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า และระบบแรงงานนิ่งกว่า โอกาสการลงทุนที่หายไป ไม่ใช่สิ่งที่เรียกกลับมาได้ง่าย

จุดเปราะบางที่สุด: ระบบสาธารณสุข
ก่อนจะพูดถึงการขยายสิทธิแรงงาน จำเป็นต้องยอมรับข้อเท็จจริงหนึ่งร่วมกันก่อนว่า

> ระบบสาธารณสุขของไทย “ตึงมือ” อยู่แล้ว
วันนี้ ประชาชนไทยส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ภายใต้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภาพที่คนไทยจำนวนมากพบเจอคือ การรอคิวตรวจและผ่าตัดนาน ห้องฉุกเฉินแออัด บุคลากรทางการแพทย์ทำงานเกินกำลัง ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจและชายแดน โรงพยาบาลรัฐต้องรองรับคนไข้จำนวนมาก รวมถึงแรงงานต่างชาติในสัดส่วนสูง

ความคับข้องใจที่สังคมไม่ควรมองข้าม ความรู้สึกของประชาชนไทยจำนวนมากคือ
> “เราจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย
แต่ต้องรอคิวรักษาพยาบาลในระบบที่แน่นขนัด” ในขณะที่บางพื้นที่ ห้องรอคนไข้เต็มไปด้วยแรงงานต่างชาติ ซึ่งประชาชนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจว่า งบประมาณมาจากไหน ใครเป็นผู้สมทบ ระบบมีแผนรองรับหรือไม่ ความรู้สึกนี้ ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็นความกังวลว่า

> ทรัพยากรที่มีจำกัด กำลังถูกแบ่งเพิ่ม
โดยที่ระบบยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อสิทธิแรงงานขยายตัว → ภาระสวัสดิการจะขยายตาม หากแรงงานสามารถรวมตัวข้ามสถานประกอบการ และไม่ถูกจำกัดด้วยเชื้อชาติ การเรียกร้องย่อมไม่หยุดอยู่แค่ค่าแรง แต่จะขยายไปสู่สิทธิด้านการรักษาพยาบาล คุณภาพบริการ ความเท่าเทียมในการเข้าถึงสวัสดิการ ในเชิงหลักการ นี่คือเรื่องสิทธิ แต่ในเชิงระบบ นี่คือ ภาระเพิ่มเติมต่อสาธารณสุข หากงบประมาณ บุคลากร และโครงสร้างไม่เพิ่มตาม

ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ คิวรักษาที่นานขึ้น คุณภาพบริการลดลง ความไม่พอใจของประชาชนเพิ่มขึ้น จุดตัดอันตรายของประเทศ ความเสี่ยงสูงสุดของนโยบายลักษณะนี้ คือ

> เศรษฐกิจชะลอตัวจากต้นทุนที่สูงขึ้น
แต่ภาระสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นพร้อมกัน เมื่อการลงทุนใหม่ลดลง  รายได้รัฐไม่เพิ่ม แต่ความต้องการใช้บริการสาธารณสุขสูงขึ้น รัฐจะถูกบีบจากทุกด้าน และผู้ที่รับแรงกระแทกมากที่สุดคือ โรงพยาบาลรัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนผู้ใช้บริการ

บทสรุป
การให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 และการเปิดกว้างสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ไม่ใช่เรื่อง “ผิด” ในเชิงหลักการ แต่ในบริบทของประเทศไทย นี่คือการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง ที่ต้องแลกกับเสน่ห์ด้านเสถียรภาพแรงงาน ความสามารถในการดึงดูดการลงทุน และภาระต่อระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวอยู่แล้ว

การที่ประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อาจไม่ใช่ความล้าหลัง แต่เป็นการเลือกเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สวัสดิการ และเสถียรภาพของระบบ

คำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ว่า “มาตรฐานสากลดีหรือไม่” แต่คือ
> ประเทศไทยพร้อมหรือยัง
ที่จะจ่ายต้นทุนของการเปลี่ยนแปลงนั้น และประชาชนไทยจะไม่ถูกบังคับให้ ‘ยอมรับสภาพ’ เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ 

กลับมาพูดถึงเรื่อง ข้อเสนอ และการใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กระแสของ ไอซ์ ฟีเวอร์ ที่ ตีแผ่ การใช้จ่ายงบประมาณของ กองทุนประกันสังคม โดยหวังดึงคะแนนเสียงของภาคแรงงาน และคิดว่าอาจจะกำลังจะได้ผลสำเร็จ 

เราขอแสดงความยินดีกับ “ด้อมส้ม” และผู้สนับสนุนนโยบายแรงงานของพรรคประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานกว่า 24 ล้านคน ของประเทศ นโยบายด้านแรงงานของพรรคประชาชน ซึ่งถูกนำเสนอด้วยถ้อยคำที่ฟังดูงดงาม และพยายามทวงคืนความเป็นธรรมในหลายมิติ แต่อาจมีรายละเอียดบางส่วนที่หลายท่านยังไม่ทันสังเกต นั่นคือ การเปิดประตูสู่โครงสร้างสหภาพแรงงานในบริบทสากล ที่ไม่ได้มีเพียงแรงงานไทยอยู่ในสมการอีกต่อไป

ภายใต้นโยบายการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ตามที่พรรคประชาชนประกาศไว้ในเว็บไซต์ ประเทศไทยมีแนวโน้มจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานต่างชาติอีกหลายแสน หรืออาจถึงระดับหลายล้านคนที่จะเข้ามาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ในตลาดแรงงานเดียวกับแรงงานไทย พร้อมสิทธิและอำนาจการรวมตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

‘โฟล์ค-รักชาติ’ แฉขบวนการปั่นเฟกนิวส์ ตัดต่อภาพพรรครักชาติ เบอร์ 35 แต่สวมเบอร์ 46 วอน ‘พรรคประชาชน’ หยุดวิชามาร สู้กันด้วยนโยบาย

[กรุงเทพฯ]  เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว (โฟล์ค) กรรมการบริหารพรรครักชาติ และผู้สมัคร สส.กทม.เขต 13 เบอร์ 9 ออกแถลงการณ์เรียกร้องความถูกต้องทางการเมือง หลังพบความผิดปกติในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยมีการตรวจพบขบวนการปล่อยข่าวลวงและตัดต่อภาพกราฟิกเพื่อสร้างความสับสนให้กับประชาชน

โดยโฟล์ค ฐิติพัฒณ์  เปิดเผยว่า พบกลุ่มบุคคลเข้าไปแสดงความคิดเห็นในช่องทางโซเชียลมีเดียของพรรครักชาติ โดยใช้รูปภาพที่มีข้อความคำว่า “รักชาติ” แต่กลับถูกดัดแปลงตัวเลขจากหมายเลข 35 (หมายเลขจริงของพรรครักชาติ) ไปเป็นหมายเลข 46 ซึ่งเป็นหมายเลขของพรรคประชาชนแทน

"ในฐานะเพื่อนร่วมสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ผมเชื่อมั่นครับว่าทุกคนอยากเห็นการเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นนะครับ แต่ในช่วงที่ผ่านมานะครับ ผมได้รับการรายงานและได้พบเห็นการกระทำที่อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องด้วยมีการนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงนะครับเข้ามาเผยแพร่ เพื่อสร้างความสับสน" นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

จากการตรวจสอบเบื้องต้น โฟล์ค ฐิติพัฒณ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของบัญชีผู้ใช้ หรือ Account เหล่านี้ ว่าอาจเป็นบัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่ หรือมีผู้ติดตามน้อย แต่กลับมีการปฏิบัติการในลักษณะเดียวกัน คือการส่งภาพตัดต่อเดียวกันเพื่อกระจายข้อมูลเท็จ ซึ่งส่อเจตนาว่าอาจมีผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้

"เราตั้งข้อสังเกตนะครับว่า แอคเคาท์ (Account) บางแอคเคาท์เนี่ย อาจจะเป็นแอคเคาท์ที่เพิ่งเปิดขึ้นมาหรือไม่? แล้วก็ตั้งข้อสังเกตอีกนะครับว่า แอคเคาท์ที่คล้าย ๆ กัน ที่มีผู้ติดตามอยู่น้อย ๆ เนี่ย มีลักษณะในการใช้ภาพเดียวกัน นั่นก็คือในการใช้คำว่า 'รักชาติ' แต่ปรับเปลี่ยนหมายเลขให้เป็น หมายเลข 46 เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้ อาจจะมีการนำส่งภาพเดียวกันเพื่อกระจายข่าวสารข้อมูลให้เกิดการสร้างความเข้าใจผิดหรือไม่นะครับ" นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

ทั้งนี้ โฟล์ค ฐิติพัฒณ์ ได้ส่งสารถึง พรรคประชาชน และกลุ่มผู้สนับสนุน ขอให้ช่วยทำความเข้าใจที่ถูกต้องและหยุดพฤติกรรมดังกล่าว โดยระบุว่า “ผมอยากขอความเห็นใจจากพรรคประชาชนครับ ขอความเห็นใจจากแฟนคลับพรรคประชาชนทุกท่าน และขอร้องเรียนไปยังพรรคประชาชน ในการช่วยการสร้างสรรค์การสื่อสาร และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องครับ“

"ผมจึงอยากขอความเห็นใจจากพรรคประชาชนครับ ขอความเห็นใจจากแฟนคลับพรรคประชาชนทุกท่าน และขอร้องเรียนไปยังพรรคประชาชน ในการช่วยกันสร้างการสื่อสารและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องครับ กับกลุ่มผู้สนับสนุนของท่าน เพื่อให้เราได้ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ ที่เคารพในพื้นที่ของกันและกัน" นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

‘ดร.เจษฎ์’ รำดาบถวาย บวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ด้าน ‘ชัยวุฒิ’ เตือนใจ ปลุกความรักชาติ สามัคคี อย่าแตกแยกจนสิ้นชาติ\

[สิงห์บุรี]  30 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำคณะพรรครักชาติ  อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนางสาวรัสรินทร์ กันต์นิธิวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เข้าร่วมพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณวีรชนค่ายบางระจัน ประจำปี 2569 ณ ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น บริเวณสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ จังหวัดสิงห์บุรี อย่างพร้อมเพรียง เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและความเสียสละของเหล่าวีรชนผู้กล้าในอดีต

บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 07.30 น. ด้วยการตั้งริ้วขบวนอัญเชิญอย่างสมเกียรติจากบริเวณอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน มุ่งหน้าสู่ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น โดยนายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีฯ พร้อมนำผู้เข้าร่วมงานรวมถึงคณะพรรครักชาติ ร่วมประกอบพิธีจุดธูปเทียนบูชา ปิดทอง และถวายพวงมาลัยสักการะหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ ณ วิหารหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ (วิหารอิฐแดง)

ต่อมาในเวลา 09.09 น. รศ. ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ได้ ทำการ ก้มกราบ พื้นดิน ตั้งจิต ระลึกถึง วิญญาณของวีรชนบ้านบางระจัน ก่อนเริ่มการรำดาบถวาย ต่อวีรชน ซึ่ง การรำดาบ ที่ ดร.เจษฎ์ ใช้เป็นท่าการรำในการรบกวนออกอาวุธ เริ่มต้นด้วยการ กราบครูบาอาจารย์ ต่อด้วย การกราบนมัสการเทพเทวดาทั้ง 10 ทิศ  เทพสี่หน้า และกระบวนเตรียมศาสตราวุธ กระบวนรบลุยตะลุมบอน ศิลปะแม่ไม้ และลูกไม้มือเปล่า กระบวนท่าคุมเชิงรบ กราบไหว้ ฟ้าดิน เป็นการจบกระบวนการรบ 

จากนั้นได้เข้าสู่ช่วงพิธีการบวงสรวง  โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้จุดเทียนมงคล พร้อม ขอขมากรรม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและความสงบ ซึ่งคณะพรรครักชาติได้เข้าร่วมในพิธีจุดบายศรีสักการะหลวงปู่ธรรมโชติและวีรชนค่ายบางระจัน เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ พร้อมกันนี้ยังมีการจุดเทียน โดยประชาชนชาวบางระจัน  เพื่อสักการะ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในวัดโพธิ์เก้าต้นด้วย

ทั้งนี้ พระครูวิชิต พุทธิคุณ หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้มอบ ผ้าประเจียดซึ่งเป็นจีวรของท่าน และเป็นรุ่นเดียวกับที่ปลุกเสกให้แม่ทัพกุ้ง และทหารชายแดนที่ไปรบสงครามไทยกัมพูชา ด้วย  พร้อมกับ หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้ฝาก ให้นายชัยวุฒิ และอาจารย์เจษฎ์ ปลูกฝังความรักชาติ รักแผ่นดินให้กับ เด็กรุ่นใหม่ และปลุกความสามัคคี ให้กับคนในชาติ และชื่นชม อาจารย์เจษฎ์ ที่รำดาบถวาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ในการอนุรักษ์สืบสานศิลปะไทย ไว้ให้คนรุ่นหลัง และการรำดาบก็ไม่ได้ง่าย ทุกวันนี้ก็เหลือคนที่จะรักษาศิลปะนี้น้อยแล้ว โดยคนส่วนใหญ่ลืมไปว่า ดาบคืออาวุธที่เราใช้สู้ข้าศึกก่อนที่จะมาเป็นแผ่นดินไทย ประเทศไทย

สำหรับพิธีการบวงสรวงเพื่อรำลึกถึงวีรชนชาวบ้านบางระจัน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการจัดงานทางบ้านบางระจันเขาจะมีการเชิญญาณจากสะตือ 4 ต้น เพื่อหาฤกษ์ยามในการจัด เป็นการระลึกถึงความเสียสละที่ชาวบ้านบางระจันได้ต่อสู้กับพม่า เสียสละชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน พร้อมกันนั้นยัง เป็นการรำลึกถึงดวงวิญญาณที่ต่อสู้ในทุกสมรภูมิรบ และอุทิศบุญกุศล เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติ

‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ ชี้ตลาดท่องเที่ยวเอเชีย 2026 เผชิญ 3 โจทย์หิน แนะทางรอด เลิกเน้นปริมาณ พร้อมสร้างความเชื่อมั่น – เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว กล่าวถึงหลักการบริหารความเสี่ยงในการดำเนินกิจการการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการชาวเอเชียภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลก ในงาน Thailand Tourism Mart (TTM 2026) ที่อิมแพค เมืองทองธานี
.
โดยได้เน้น 3 ความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงที่ต้องบริหารจัดการ ได้แก่
1.ความมั่นคงและความตึงเครียดของภูมิศาสตร์การเมืองและ
2.เศรษฐกิจโลกที่ผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
3.ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น
.
โดยนายวีระศักดิ์ ชี้ชวนให้ผู้ประกอบการใส่ใจกับการเปิดเผยข้อมูลที่รวดเร็ว แม่นยำ ยืนยันได้จริงเพื่อสร้าง "trust" ให้ลูกค้า ว่าพวกเขาได้รับการดูแลจากมืออาชีพ มีการใช้เทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนไปของข้อมูล ใช้ AI ช่วยในการวิเคราะห์ประเมิน เปรียบเทียบและตอบสนอง และการพัฒนาไปสู่ Niche ตลาดกลุ่มความสนใจเฉพาะ เช่นตลาดผู้สูงอายุ ตลาดนักผจญภัย ตลาดสุขภาพ ตลาดของนักธุรกิจที่มองหาโอกาสใหม่ ๆ ตลาดการหวนคืนสู่ความสงบและการรักษาใจ และตลาดครอบครัวที่กำลังหนีร้อนไปหา Coolcation พื้นที่ที่ยังพอมีลมเย็นให้ผ่อนคลายจากไอแดดที่ยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

‘จตุพร’ เห็นด้วยแยกประกันสังคมออกจากระบบราชการ ชี้ต้องให้มืออาชีพบริหาร ต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้ จี้แบงก์ชาติชี้แจง ปมถอนเงินสดผิดปกติ 250 ล. ย้ำ หากเป็นรัฐบาลจะจริงจังแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 - ภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยที่สวนสุขภาพร่มเกล้า 2 ถึงความพร้อมของผู้สมัคร สส.พรรคโอกาสใหม่ ว่า วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัคร สส.ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเชื่อมั่นว่าผู้สมัครของพรรคใน กทม.มีความพร้อมในการทำงาน และสามารถผลักดันนโยบายที่พรรควางไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐสวัสดิการ การคมนาคม เศรษฐกิจ การดูแลสวัสดิการประชาชน รวมถึงการรับมือภัยพิบัติ น้ำท่วม น้ำแล้ง

นายจตุพร กล่าวว่า พื้นที่ลาดกระบังเป็นพื้นที่ชายขอบที่มีความหลากหลายของประชาชน โดยเฉพาะชาวมุสลิมที่มีจำนวนมาก พรรคจึงมีนโยบายที่ต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และผสมผสานการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ พร้อมย้ำว่านโยบายของพรรคได้ถ่ายทอดไปถึงผู้สมัครทุกคนแล้ว และหวังว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชน พร้อมฝากพรรคโอกาสใหม่ เบอร์ 44

เมื่อถามถึงการเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง นายจตุพร กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกดดัน แต่สิ่งที่อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนคือ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างเต็มที่ เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนประเทศ พร้อมขอให้เลิกคิดการเมืองแบบเก่า ที่ยึดผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง และอยากให้ใช้เสียงที่มีอยู่เลือกสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ทั้งการเลือก สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และการทำประชามติ พร้อมยืนยันว่าผู้สมัครของพรรคโอกาสใหม่ทุกคนพร้อมทำงานเพื่อประชาชน

ส่วนประเด็นประกันสังคมที่กำลังเป็นที่จับตามอง นายจตุพร ยืนยันว่า เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของผู้ประกันตน เนื่องจากผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมมีจำนวนหลายสิบล้านคน เงินในกองทุนถือเป็นเงินของประชาชน จึงควรบริหารอย่างโปร่งใส โดยเห็นด้วยกับข้อเสนอให้แยกการบริหารออกจากระบบราชการ และให้มืออาชีพเข้ามาดูแล พร้อมยืนยันว่าฝ่ายการเมืองควรเข้าไปตรวจสอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกันตน

“ต้องเริ่มตั้งแต่โครงสร้างผู้บริหารว่ามีความเป็นมืออาชีพและมีความเข้าใจด้านการลงทุนหรือไม่ การนำเงินไปลงทุนต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า และไม่ควรนำเงินของประชาชนไปใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยความโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญ” นายจตุพร กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top