Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของและเงินสมทบ ช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

(25 พ.ย. 68) องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคใต้ อบจ.กาญจนบุรี ขอเปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของจำเป็น เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยโดยด่วนที่สุด

ประชาชนสามารถนำสิ่งของบริจาคมามอบได้ที่ บริเวณหน้าโถงสำนักงาน ชั้น 1 อบจ.กาญจนบุรี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในวันและเวลาราชการ 08.30–16.30 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 089-919-2633 และ 098-495-9591 ทั้งนี้ หากสิ่งของมีน้ำหนักหรือปริมาณมาก อบจ.กาญจนบุรีมีบริการรับถึงบ้าน  

ด้านมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ จ.กาญจนบุรี โดยนายประเสริฐ ประเสริฐศักดิ์ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนชาวกาญจนบุรีร่วมแบ่งปันน้ำใจสู่พี่น้องภาคใต้ พร้อมเปิดรับเงินบริจาคเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 713-007836-7 (บัญชีมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์) โดยให้โอนตรงเข้าสำนักงานใหญ่เท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนทยอยนำเงินบริจาคเพื่อเป็นค่าน้ำมัน รวมถึงสิ่งของจำเป็นจำนวนมาก ขณะที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ได้จัดเตรียม เรือจำนวน 5 ลำ และรถพยาบาล 5 คัน เพื่อออกเดินทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ในเวลา 07.00 น. วันที่ 26 พ.ย. 68

ทั้งนี้ ชาวกาญจนบุรีสามารถนำสิ่งของไปมอบได้ที่ สำนักงานใหญ่ มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ ถนนแสงชูโต ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้ตลอดเวลา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 034-515157

มหาดไทยเปิดอบรม “ต้นกล้าข้าราชการ” รุ่นที่ 8 ปลุกจิตสำนึก “ข้าราชการรุ่นใหม่” ย้ำ 4 หลักคิด “ข้าราชการที่ดี” เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขพี่น้องประชาชน

(25 พ.ย. 68) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานเปิดโครงการศึกษาอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ” รุ่นที่ 8 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมบรรยายในหัวข้อ “ การเป็นข้าราชการมหาดไทยที่ดี” โดยมี น.ส.รัตนา สรภูมิ สถาบันดำรงราชานุภาพ สป. พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 90 คน เข้าร่วม โดยหลังจากการบรรยายแล้วเสร็จ นายชัยวัฒน์ ได้ร่วมรับประทานอาหารกับข้าราชการใหม่ด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การอบรมต้นกล้าข้าราชการ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมพร้อมสู่การปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้าราชการยุคใหม่ต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายของการทำงานภาครัฐที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างเหมาะสมและทันสถานการณ์

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขอให้ทุกท่านได้ยึดถือหน้าที่สำคัญของข้าราชการที่ดี ซึ่งประกอบด้วย 4 เรื่อง คือ

1. “การเป็นผู้ให้บริการที่ดี” แน่นอนว่าทุกวันนี้ชีวิตของเรามันยาก เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นที่พึ่งในการให้บริการที่สะดวก รวดเร็วและง่ายต่อการเข้าถึงแก่พี่น้องประชาชนมากที่สุด

2. “การแก้ไขปัญหาให้ได้” พี่น้องประชาชนทุกล้วนมีปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่อาจรีรอได้ ข้าราชการจึงต้องเป็นผู้แก้ไขปัญหา ไม่ใช่เป็นผู้สร้างปัญหาเสียเอง เราทุกคนต้องรีบดำเนินการรับฟังปัญหา แก้ไขให้รวดเร็ว และตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของทุกพื้นที่ให้ดีที่สุด

3. “การรักษากฎหมาย” ต้องยึดหลักกฎหมายและระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และบังคับใช้กฎหมายด้วยความเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกันต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในหน้าที่และพฤติกรรมส่วนตัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

4. “การอำนวยความเป็นธรรมให้เยี่ยม” เราต้องรับฟังข้อร้องเรียนและปัญหาของประชาชนอย่างรอบด้าน ดำเนินการตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของความเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ภาครัฐพร้อมยืนอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

กรมการท่องเที่ยว เดินหน้าขับเคลื่อนประจวบคีรีขันธ์ สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้นแบบ มอบรางวัลผู้ประกอบการเด่น 7 ราย สร้างภาพลักษณ์จุดหมายด้าน Wellness City

(25 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการท่องเที่ยวเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับนานาชาติ ตามนโยบายรัฐบาล โดยพัฒนาศักยภาพจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้เป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้นแบบ (Wellness City)” ครอบคลุม 5 มิติหลัก เพื่อยกระดับพื้นที่ท่องเที่ยวคุณภาพ สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาตรฐานสากล

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมการท่องเที่ยว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานในพื้นที่ที่ร่วมผลักดันจังหวัดสู่บทบาทเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยว จัดพิธีมอบรางวัลต้นแบบผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “Living in Prachuap Khiri Khan : A Holistic Wellness Showcase 2025” ณ โรงแรมโลลิโก้ รีสอร์ท หัวหิน โดยได้รับเกียรติจากนายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดี และได้รับเกียรติจากนางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

รวมจำนวน 7 รางวัล ได้แก่
1. โรงแรมเล็ทส์ซี หัวหิน อัลเฟรสโก้ รีสอร์ท - ต้นแบบมิติ Physical Wellness
2. เอชินน์ รีทรีทมาสสาจ - ต้นแบบมิติ Sensory Wellness
3. บ้านศิลปินหัวหิน - ต้นแบบมิติ Artistic & Community Wellness
4. เชวาลา เวลเนส หัวหิน - ต้นแบบมิติ Medical & Scientific Wellness
5. ร้านชิกเก้น แอนด์ บี - ต้นแบบมิติ Gastronomy Wellness
6. บ้านทะเลดาว - รางวัลชมเชย มิติ Physical Wellness
7. ไร่เกษมสุข ออร์แกนิค ฟาร์ม กุยบุรี - รางวัลชมเชย มิติ Gastronomy Wellness

นางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อยกระดับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยว เชิงสุขภาพต้นแบบในระดับประเทศ การคัดเลือกผู้ประกอบการต้นแบบครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการที่ดีเยี่ยม แต่ยังเป็นตัวอย่างของการนำความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน มาช่วยยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ เรามุ่งหวังให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นพื้นที่ต้นแบบที่จะสามารถต่อยอดและขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นทั่วประเทศในอนาคต

ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาเกณฑ์คัดเลือกผู้ประกอบการต้นแบบอย่างรอบด้าน โดยพิจารณาจากคุณภาพและความปลอดภัยของบริการ มาตรฐานที่ได้รับ ความคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน โดยได้รับการสนับสนุนข้อมูลและการบูรณาการประเมินร่วมกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หน่วยงานท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผลการประเมินมีความโปร่งใสและสะท้อนศักยภาพผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

EGCO เดินเครื่อง!! ‘โรงไฟฟ้าขนอม’ ผลิตไฟเต็มที่ เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้  ด้วยการผลิตไฟฟ้า 930 เมกะวัตต์ ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมหนัก

(25 พ.ย. 68) นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ขานรับนโยบายจากศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 

‘hatyaitongrod’ แพลตฟอร์มแจ้งขอความช่วยเหลือ จากฝีมือ ‘นิสิตวิทย์คอมพ์’ จุฬา เปิดให้ผู้ประสบภัยปักหมุดที่อยู่โดยตรง ทำให้การช่วยเหลือเข้าถึงรวดเร็วและแม่นยำ 

นิสิตสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาแพลตฟอร์ม “hatyaitongrod” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

แพลตฟอร์มนี้เปิดให้ผู้ประสบภัยสามารถ ปักหมุดที่อยู่อาศัย และ แจ้งความต้องการความช่วยเหลือ ได้โดยตรง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

นอกจากนี้ ผู้ที่เข้าช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น จิตอาสา อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ทหาร หรือหน่วยกู้ภัย ยังสามารถเปิดดูแผนที่ปักหมุดของผู้ประสบภัย เพื่อเข้าช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

สรุปให้!!  Thailand FastPass ปลดล็อก 80 โครงการลงทุนใหญ่

สรุปให้!!  Thailand FastPass ปลดล็อก 80 โครงการลงทุนใหญ่ มูลค่า 4.8 แสนล้าน เป้าหมายอนุมัติเร็วขึ้น 20-50% แก้ 4 ปัญหาหลัก: ไฟฟ้า-ที่ดิน-วีซ่า-ใบอนุญาต พร้อมพัฒนาบุคลากร 1 แสนคน 
 

บทเรียนหลังน้ำท่วมใหญ่ซ้ำซาก คนไทยไม่ควรกลับไปเหมือนเดิม รัฐต้องสร้างระบบเตือนภัย - ปรับผังเมืองใหม่ รับมืออย่างยั่งยืน - อย่าทำเพียงแจกถุงยังชีพ

หลังน้ำท่วมใหญ่ คนไทยไม่ควรกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีกแล้ว

3 การบ้านใหม่ของประเทศ – จากดูแลตัวเอง ไปจนถึงบังคับให้รัฐวางระบบ “อยู่กับน้ำ” ให้ได้จริง

ภาพที่เราเห็นแทบทุกครั้งหลังน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย แทบจะเหมือนเดิมทุกยุคทุกสมัย  บ้านพัง ถนนขาด รถจมครึ่งคัน ผู้คนยืนมองทรัพย์สินของตัวเองพังไปกับสายน้ำ  
จากนั้นจะตามมาด้วยขบวนแจกถุงยังชีพ เรือท้องแบนของหน่วยงานต่าง ๆ ภาพถ่ายช่วยเหลือประชาชนลงหน้าข่าวและโซเชียลมีเดีย  

ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ กระแสเงียบลง น้ำลด ผู้คนกลับไปซ่อมบ้าน กู้หนี้ เพิ่มภาระชีวิต  
แล้วประเทศนี้ก็เดินหน้ารอ “น้ำท่วมครั้งต่อไป” เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คำถามคือ…  
ทำไมคนไทยถึงต้องยอมกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ทั้งที่รู้ว่าน้ำท่วมใหญ่จะกลับมาอีกแทบจะ “แน่นอน” ?

บทความนี้ชวนมอง “หลังน้ำท่วมใหญ่” ไม่ใช่แค่คู่มือเอาตัวรอด แต่เป็นการบ้าน 3 ชั้นของประเทศ  
จากระดับตัวเรา ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับรัฐและผังเมืองที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

1. หลังน้ำลด คนไทยถูกปล่อยให้อยู่กับอะไรบ้าง
สำหรับคนจำนวนมาก น้ำลดไม่ได้แปลว่าปัญหาจบ

แต่มันคือจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติระยะยาว” ที่มองไม่ค่อยเห็นในกล้องข่าว

- บ้านเรือนที่โครงสร้างเสียหาย แต่ไม่มีเงินพอจะซ่อมแบบได้มาตรฐาน  
- เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ที่ต้องผ่อนต่อ ทั้งที่ใช้การไม่ได้แล้ว  
- คนทำงานอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร ที่รายได้หายไปหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน  
- ภาระหนี้ที่มีอยู่เดิม บวกกับหนี้ใหม่ที่ต้องกู้มาเพื่อ “เริ่มต้นใหม่”  

ในขณะที่ภาครัฐมี “คู่มือหลังน้ำท่วม” กระจายอยู่ตามเว็บไซต์ หน่วยงาน กระดาษประชาสัมพันธ์  
ความจริงคือข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้ ไม่ได้ไปถึงมือคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเท่าที่ควร  

หลายครอบครัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่า  
- จะเก็บหลักฐานยังไงเพื่อขอรับการเยียวยา  
- สิทธิ์ของตัวเองในการช่วยเหลือจากรัฐมีอะไรบ้าง  
- หน่วยงานไหนต้องรับผิดชอบเรื่องไหน  

เราจึงอยู่ในสภาพแปลกประหลาด คือ  
ประเทศที่น้ำท่วมแทบทุกปี แต่ประชาชนต้องหาวิธีเอาตัวรอดเองแทบทุกครั้ง

2. การบ้านระดับ “ตัวเรา–ครอบครัว–ชุมชน” ที่ต้องเริ่มทำจริงจัง

แม้รัฐจะมีหน้าที่หลักในการจัดการภัยพิบัติ แต่ในความเป็นจริง คนไทยไม่อาจฝากชีวิตไว้กับระบบเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป  

หลังน้ำท่วมใหญ่ทุกครั้ง สิ่งที่เรา “ควรทำให้เป็นเรื่องปกติ” ในระดับครอบครัวและชุมชนมีอย่างน้อย 3 เรื่อง

2.1 เปลี่ยนจากผู้ประสบภัย → เป็นครอบครัวที่มี “แผนอพยพ”

ทุกวันนี้เรามักได้ยินเพียงประโยคปลอบใจกันว่า “สู้ ๆ นะครับ” แต่เราไม่ค่อยถามกันว่า  
“ถ้าน้ำมาอีกครั้ง เรามีแผนอพยพรึยัง?”

ครอบครัวไทยควรมีอย่างน้อย 3 สิ่งนี้เป็นมาตรฐานเหมือนการมีกล่องปฐมพยาบาล  
- จุดนัดพบของครอบครัว ถ้าเกิดเหตุแล้วแยกกันอยู่  
- เบอร์โทรฉุกเฉิน ของ ปภ. หน่วยกู้ภัย โรงพยาบาล ผู้นำชุมชน  
- “กระเป๋าฉุกเฉิน” ประจำบ้าน ที่มีเอกสารสำคัญ ยา อาหารแห้ง น้ำดื่ม ไฟฉาย แบตสำรอง เสื้อผ้าและของจำเป็นสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ  

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยของประเทศร่ำรวย แต่ควรเป็น “วิถีชีวิตใหม่” ของคนไทยทั้งประเทศ

2.2 ดูแลบ้านให้ “พร้อมท่วม” ไม่ใช่แค่พร้อมอยู่ในวันที่อากาศดี

บ้านไทยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อวันที่ฝนไม่ตก น้ำไม่ท่วม  
แต่ในความเป็นจริง เราอยู่ในประเทศที่น้ำท่วมเป็นวัฏจักร  

หลังน้ำท่วมใหญ่ทุกครั้ง เราควรเริ่มชินกับการถามตัวเองว่า  
- ปลั๊กไฟถูกยกสูงพอหรือยัง  
- เอกสารสำคัญทั้งหมดถูกเก็บในกล่องกันน้ำหรือบนชั้นที่ปลอดภัยหรือไม่  
- ชั้นล่างของบ้านมีอะไรที่ “ต้องไม่เสียหายถ้าน้ำท่วมอีก” บ้าง  

บางคนอาจต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ชั้นล่างเป็นวัสดุที่ทนน้ำมากขึ้น แยกของสำคัญไว้ชั้นบน  
เพราะความจริงคือ เราอาจไม่มีสิทธิ์เลือกไม่ให้น้ำมา แต่เราเลือกได้ว่าจะให้มันทำร้ายเราได้แค่ไหน

2.3 ชุมชนต้องเป็น “หน่วยปฏิบัติการจริง” ไม่ใช่แค่รายชื่อในเอกสาร

ในยามน้ำท่วม ความช่วยเหลือชุดแรก ๆ มักมาจาก “คนใกล้ตัวที่สุด” ไม่ใช่ส่วนกลาง  
จึงถึงเวลาที่ชุมชนไทยควรมี “แผนรับมือน้ำท่วมของตัวเอง” อย่างเป็นทางการ

- จุดอพยพกลางที่ทุกคนรู้จัก – วัด โรงเรียน หอประชุม  
- ใครมีเรือ ใครมีรถกระบะสูง ใครมีวิทยุสื่อสาร  
- ระบบแจ้งเตือนผ่านไลน์กลุ่มหรือเสียงตามสาย ที่ทุกคนรับรู้และทดสอบใช้งานจริง  

ชุมชนจำนวนมากอาจเริ่มต้นจากการตั้ง “กองทุนภัยพิบัติของหมู่บ้าน”  
สะสมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สม่ำเสมอ เพื่อใช้ในยามที่ต้องซื้อทราย ถุงยังชีพ หรือค่าเช่าเรือ  
ไม่ต้องรอ “งบจากส่วนกลาง” ทุกครั้งที่น้ำมาถึงหน้าบ้าน

3. การบ้านระดับ “รัฐ–ท้องถิ่น–ผังเมือง” ที่คนไทยต้องเริ่มเรียกร้อง

ถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าคนไทยจะเตรียมตัวดีแค่ไหน ถ้า “โครงสร้างใหญ่ของประเทศ” ยังเหมือนเดิม  
เราก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับวงจรเดิม ๆ – น้ำมา / บ้านพัง / ซ่อม / ลืม / น้ำมาอีก

การบ้านของรัฐและท้องถิ่นจึงไม่ใช่แค่การแจกถุงยังชีพหรือถ่ายภาพลงข่าว  
แต่คือการตอบคำถามยาก ๆ ที่ประชาชนควรเริ่มถามดัง ๆ ตั้งแต่วันนี้

3.1 ผังเมืองที่ยอมให้น้ำท่วมคน หรือยอมน้ำเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ควรเป็นทางน้ำ

หลายพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมซ้ำซาก ไม่ใช่เพราะธรรมชาติโหดร้ายกว่าเดิมอย่างเดียว  
แต่เพราะผังเมืองและการใช้ที่ดินได้ “รุกเข้าไปแทนที่ทางน้ำเดิม”  

แทนที่จะมีพื้นที่รับน้ำ แก้มลิง ป่าชุ่มน้ำ คลองธรรมชาติ  
เรากลับมีหมู่บ้านจัดสรร ถนน คอนโด และสิ่งปลูกสร้างที่กันน้ำอย่างเต็มที่  

ประชาชนจึงมีสิทธิ์ถามหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นว่า  
- แผนผังเมืองในอีก 10–20 ปีข้างหน้า จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมเลวร้ายลงหรือลดลง?  
- ยังมีการอนุมัติโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ ในพื้นที่ที่รู้อยู่แล้วว่า “เป็นทางน้ำ” หรือไม่?  

3.2 ระบบป้องกันน้ำท่วมไม่ใช่แค่เขื่อน–คลอง แต่ต้องมี “พื้นที่ให้ธรรมชาติทำงาน”

ที่ผ่านมา เรามักคุ้นกับวิธีคิดแบบ “สู้กับน้ำ”  
สร้างเขื่อน กำแพง คลองคอนกรีต เพื่อกันน้ำให้อยู่นอกเมือง  

แต่ประเทศที่เริ่มเรียนรู้จากน้ำท่วมขนาดใหญ่หลายแห่ง  
กลับหันไปสู่แนวคิด “ให้พื้นที่กับน้ำ” ด้วยการเพิ่มพื้นที่รับน้ำ พื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุ่มน้ำ  
ทำให้เวลาน้ำมา น้ำมีที่ไป โดยไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในห้องนั่งเล่นของเรา

คำถามที่ประชาชนไทยควรเริ่มถามคือ  
- เมืองที่เราอยู่ มีพื้นที่รับน้ำจริง ๆ เท่าไหร่?  
- งบประมาณป้องกันน้ำท่วม ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง – เฉพาะงานก่อสร้างแข็ง ๆ หรือมีงบให้ธรรมชาติช่วยทำงานด้วย?  

3.3 ระบบเตือนภัยและการสื่อสารที่ “เข้าใจง่ายและเข้าถึงทุกคน”

ในยุคที่คนไทยแทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ การเตือนภัยไม่ควรจำกัดอยู่แค่ประกาศทางทีวีหรือข้อความราชการอ่านยาก  
ระบบเตือนภัยที่ดีต้องตอบคำถามง่าย ๆ ให้ประชาชนได้ คือ  
“ใน 24–48 ชั่วโมงข้างหน้า ฉันควรทำอะไร?”

- น้ำจากเขื่อนหรือจากต้นน้ำจะลงมาถึงพื้นที่นี้ประมาณเมื่อไหร่  
- ระดับน้ำที่คาดว่าจะท่วม สูงประมาณกี่เซนติเมตร  
- ถนนเส้นไหนที่ควรหลีกเลี่ยง  
- โรงเรียน วัด หรืออาคารใดเป็นจุดอพยพ  

การมีข้อมูลแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว  
แต่คือ “สิทธิพื้นฐานของประชาชน” ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

4. จากชาติที่ “สู้กับน้ำ” สู่ชาติที่ “อยู่กับน้ำ”

ปัญหาน้ำท่วมของไทยถูกเล่าในกรอบเดิมมานาน  
เรามักถามกันว่า “จะทำยังไงให้น้ำไม่ท่วมอีก?”  
แต่ในทางปฏิบัติ เรารู้ดีว่าในยุคภูมิอากาศเปลี่ยน น้ำฝนแปรปรวน และผังเมืองซับซ้อนแบบทุกวันนี้  
คำถามที่ควรถามใหม่อาจไม่ใช่ “จะทำยังไงไม่ให้น้ำท่วมเลย”  

แต่คือ  
“จะทำยังไงให้น้ำท่วมแล้วคน เสียหาย และประเทศไม่พังซ้ำๆ”

การเปลี่ยนจาก mindset “สู้กับน้ำ” ไปเป็น “อยู่กับน้ำ” จึงหมายถึง  
- เราออกแบบบ้านและเมืองให้รองรับการท่วมได้ระดับหนึ่ง  
- เรามีระบบเตือนภัยและแผนอพยพที่ใช้งานได้จริง  
- เรามีพื้นที่ให้ธรรมชาติช่วยรองรับน้ำ แทนที่จะเทปูนแข่งกับมันทุกตารางเมตร  

นิพนธ์–สรรเพชญ จัดโรงครัว “บุญญามณี” ประกอบอาหารปรุงสุกแจก ผู้ประสบภัยน้ำท่วมสงขลา ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

(25 พ.ย. 68) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เดินหน้าจัดทำ “โรงครัวบุญญามณี” เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมทั้งในเขตอำเภอเมืองสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 แล้ว

นายนิพนธ์ได้เปิดบ้านพักส่วนตัวเป็นพื้นที่ประกอบอาหาร สามารถจัดทำข้าวกล่องได้กว่า 2,500 กล่องในช่วงเที่ยง และ 2,000 กล่องในช่วงเย็น รวมถึงแจกจ่ายน้ำดื่มกว่า 500 โหล
ขณะเดียวกัน ได้นำ ข้าวเหนียวไก่ทอด 1,000 กล่อง ไปปรุงและบรรจุ ณ โรงปูนอาคเนย์ ซึ่งทำให้สามารถผลิตอาหารช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้รวมกว่า 5,000 กล่องต่อวัน

นายนิพนธ์กล่าวว่า เหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี การจัดทำโรงครัวเป็นเพียงการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับประชาชนที่ยังต้องการความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ “หาดใหญ่ใน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้

‘พีระพันธุ์’ ลุยน้ำพัทลุง มอบถุงยังชีพ 1,000 ชุดถึงมือชาวบ้าน พร้อมกำชับ ‘สส.นิติศักดิ์’ ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

(25 พ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พร้อมนำถุงยังชีพ 1,000 ชุด มอบให้ชาวบ้านกว่า 500 ครัวเรือน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แก่ นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค, นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค, นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค, นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค และนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง เขต 2 ได้ร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายพีระพันธุ์กล่าวต่อพี่น้องชาวปันแตและควนขนุน โดยยอมรับว่าสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ปีนี้ หนักกว่าปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในปีที่แล้ว ตนพร้อมด้วยนายวิสุทธิ์และนายนิติศักดิ์ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและดำเนินการผลักดันน้ำลงสู่ทะเลน้อยอย่างเต็มที่ แต่สถานการณ์ในปีนี้กลับรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

นายพีระพันธุ์ระบุว่า ภัยธรรมชาติครั้งนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่พัทลุงเท่านั้น แต่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบหนักมาก และจังหวัดสตูลที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในปีนี้ แม้ว่าจะไม่เคยท่วมมานานหลายปีแล้ว นายพีระพันธุ์ได้กล่าวขอบคุณ ทีมงานในพื้นที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งและให้ความช่วยเหลือประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง และรองหัวหน้าพรรคฯ รวมถึง นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง เขต 2 ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในพื้นที่

เชียร์ไทยในบ้านเรา กกท. แจกตั๋ว “ซีเกมส์ 2025” ฟรี!! เพียงลงทะเบียนออนไลน์ 26 พ.ย.นี้ สามารถรับชมได้ทั้งพิธีเปิด-พิธีปิด และร่วมลุ้นฟุตบอลทีมชาติไทย ที่ราชมังคล

(25 พ.ย. 68) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย เปิดระบบลงทะเบียนรับตั๋วฟรีชมพิธีเปิด-ปิด และฟุตบอลชายทีมชาติไทยในซีเกมส์ 2025 ผ่านออนไลน์ในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ โดยงานจะจัดที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568

ซีเกมส์ 2025 เป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปีของไทย โดยใช้แนวคิด "กีฬาเพื่อทุกคน" ให้ประชาชนเข้าชมฟรีแต่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าแบบ e-ticket หรือ QR Code เพื่อรักษาความปลอดภัยและรองรับจำนวนผู้ชมตามความจุสนาม ลดการล้นและบัตรขายต่อ นอกจากนี้ยังมี Fan Zone รอบสนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อให้ผู้ไม่ได้บัตรเข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศร่วมกัน

พิธีเปิดจะมีการเดินขบวนพาเหรดนักกีฬาจาก 11 ชาติอาเซียน และแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย พร้อมเทคโนโลยีแสง สี เสียง ที่ท้องสนามหลวงก่อนส่งต่อพิธีเปิดที่ราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งยังเป็นสนามฟุตบอลชายกลุ่ม A ที่มีทีมชาติไทยเตะอย่างน้อย 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม

แม้เข้าชมฟรี แต่มีระบบคัดกรองเข้มงวด พร้อมโควตาพิเศษสำหรับนักเรียน นักศึกษา ผู้พิการ และกลุ่มด้อยโอกาสสังคม เพื่อความเท่าเทียมในโอกาสเข้าชม โดยตั๋วชมพิธีเปิดและปิดถูกคาดว่าจะเป็นที่จองเร็วที่สุด

การเปิดให้ชมฟรีครั้งนี้สะท้อนความพยายามของไทยใช้กีฬากระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างความภาคภูมิใจชาติ และย้ำฐานะเจ้าภาพอย่างเต็มตัวในเวทีอาเซียน

ลงทะเบียนจองได้ฟรีในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ผ่านเว็บไซต์ทางการ www.seagames2025.org 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top