Tuesday, 28 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

8 กุมภาพันธ์ 2569 เลือกตั้งใหญ่และประชามติพร้อมกันทั่วประเทศ ประชาชนเลือก ส.ส. และลงประชามติ ถามความเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปลี่ยนโครงสร้างการเมืองครั้งสำคัญ

(8 ก.พ. 69) ประเทศไทยเดินเข้าสู่ "วันชี้ชะตา 2 บัตร" คือวันที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือก ส.ส. พร้อมกับ การออกเสียงประชามติถามความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันเดียวกันทั่วประเทศ โดยเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น. ตามประกาศของ กกต.

การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. เกิดขึ้นหลังพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 68 และ กกต. ได้กำหนดวันเลือกตั้งเป็น 8 ก.พ. เพื่อให้ประเทศเข้าสู่โหมดเลือกตั้งโดยรัฐบาลรักษาการ พร้อมมีการเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. เฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส. ขณะที่ประชามติไม่มีวันลงคะแนนล่วงหน้า เนื่องจากต้องเลือกพร้อมกันทั่วประเทศ

คำถามประชามติถามตรงประเด็นว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" การจัดให้วันลงประชามติชนกับวันเลือกตั้งมีเหตุผลสำคัญเพื่อประหยัดงบประมาณและทรัพยากร ใช้ระบบคูหาและบุคลากรร่วมกัน ส่งเสริมให้ประชาชนตัดสินใจเรื่อง "ตัวคน" และ "กติกา" พร้อมกันในวันเดียว

เกมการเมืองคาดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากลำพัง อาจต้องมีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม ขณะที่ประชามติเป็นสนามสะท้อนความต้องการของฝ่ายปรับเปลี่ยนกติกาการเมืองและฝ่ายอนุรักษนิยมที่กังวลผลกระทบด้านเสถียรภาพ

บรรยากาศการเมืองรอบนี้มีความระมัดระวังมากขึ้น พรรคที่เกี่ยวข้องลดโทนร้อนแรงประเด็นบางเรื่องเพื่อลดความขัดแย้ง โดยรวมแล้ว 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่แค่วันเลือก ส.ส. แต่เป็นวันวัดใจอนาคตของประเทศและทิศทางการเมืองในระยะยาว

ที่มา : https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/48/iid/457218?utm_source=chatgpt.com

คนนี้เข้าตา! ‘อ.มาศ’ โพสต์เชียร์ ‘พีระพันธุ์’ กางผลงานชัด ๆ มีผลงานประจักษ์ ทั้งค่าโง่โฮปเวลล์ – ค่าโง่ทางด่วน -ฟื้นฟูบินไทย ช่วยชาติเซฟเงินหลายหมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 - อาจารย์มาศ เคหาสน์ธรรม (ซินแสฮวงจุ้ยระดับโลก) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนนี้เข้าตา 

อ.มาศเพิ่งมาติดตามผลงานคุณพี เพราะเห็นว่าใกล้เลือกตั้ง จะเลือกใครดี ลองหาข้อมูลแต่ละคน 
มาสะดุดตาคนนี้...

ในสมัยพลเอก ประยุทธ์ เป็นนายก คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไม่ได้เป็น "รัฐมนตรี" แต่ถูกเชิญมาเป็นที่ปรึกษาและทีมงาน เพราะเป็นอดีตผู้พิพากษา 

ตามนี้ครับ:
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี: ปี พ.ศ. 2562 ถึง 2565
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี: พ.ศ. 2565

โดยได้รับมอบหมายเรื่องแก้ไขความเสียหาย ช่วยให้รัฐ "ไม่ต้องจ่าย" ตามนี้ครับ

คดีค่าโง่โฮปเวลล์: 
ช่วยให้รัฐไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยรวมดอกเบี้ยประมาณ 24,000 - 25,000 ล้านบาท จากการผลักดันให้รื้อฟื้นคดีใหม่ จนชนะในประเด็นอายุความ

คดีค่าโง่ทางด่วน 
(คดีโอนสิทธิทำทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด): 
ช่วยให้รัฐชนะคดีในชั้นศาลปกครองสูงสุด ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยประมาณ 6,200 ล้านบาท

คดีเหมืองทองอัครา: 
ช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการปิดเหมือง ซึ่งบริษัทคิงส์เกตเคยเรียกร้องสูงถึงประมาณ 750 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 25,000 - 30,000 ล้านบาท) โดยเปลี่ยนเป็นการเจรจาตกลงร่วมกันแทน

การฟื้นฟูการบินไทย: 
เป็นการหยุดการขาดทุนสะสมและหนี้สินที่มีมากกว่า 300,000 ล้านบาท โดยการนำเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเพื่อรักษาองค์กรไว้ แทนการปล่อยให้ล้มละลายซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
หากรวมเฉพาะคดีความที่เป็นตัวเลขชัดเจน (โฮปเวลล์ และ ทางด่วน) ท่านมีส่วนช่วยปกป้องเงินภาษีประชาชนไปได้มากกว่า 30,000 ล้านบาท ครับ

ก่อนหน้าเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สมัยอภิสิทธิ์ (พ.ศ. 2551 - 2554)   
พอได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐบาลเศรษฐา และ แพทองธาร จึงเข้ามาจัดการเรื่องพลังงาน คุมราคาน้ำมัน แก๊ส ไฟฟ้า รวม 2 ปี และกำลังออกกฎหมายเรื่องนี้แต่รัฐบาลล่มก่อน

7 กุมภาพันธ์ 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเปิด "เขื่อนเจ้าพระยา" เขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ถือเป็นวันสำคัญของวงการชลประทานไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเปิด "เขื่อนเจ้าพระยา" อย่างเป็นทางการในจังหวัดชัยนาท ซึ่งเขื่อนนี้นับเป็นเขื่อนทดน้ำและผันน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศ

"เขื่อนเจ้าพระยา" ตั้งอยู่บริเวณคุ้งบางกระเบียน อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ทำหน้าที่ทดน้ำยกระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนผันเข้าสู่ระบบชลประทาน พร้อมช่องระบายน้ำ 16 ช่องที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการน้ำทั้งเหนือและท้ายเขื่อน โดยมีความยาว 237.5 เมตร และสูง 16.5 เมตร

เขื่อนแห่งนี้ไม่เพียงแค่เป็นสิ่งก่อสร้างริมแม่น้ำ แต่ยังทำหน้าที่เหมือนวาล์วหลักที่ช่วยกระจายน้ำไปยังระบบชลประทานขนาดใหญ่ของภาคกลาง ลดการพึ่งพาน้ำฝนเพียงอย่างเดียว และช่วยเพิ่มความมั่นคงทางน้ำให้พื้นที่เกษตรหลายล้านไร่ในภูมิภาคนี้

วันที่เปิดเขื่อนเจ้าพระยาเป็นสัญลักษณ์ของการวางระบบจัดการน้ำสมัยใหม่ในประเทศไทย เพื่อหนุนเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรกรรม และทำให้ลุ่มเจ้าพระยาเป็นจุดสำคัญของการผลิตและพัฒนาประเทศในยุคต่อมาในภาพรวม

ที่มา : https://www.egat.co.th/home/en/chao-phraya-rohpp/?utm

ททท. ปักธงตรุษจีนปีม้าทอง! กับ 2 พื้นที่จัดงานหลัก กรุงเทพฯ – หาดใหญ่ คาดนักท่องเที่ยวทะลัก 3.5 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 4.2 หมื่นล้านบาท

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. คาดการณ์สถานการณ์การเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 69 (13-22 ก.พ. 69) จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศ ประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามา ประมาณ 241,000 คน และผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทาง 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว รวมประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับปี 69 นับเป็นปีแห่งความพิเศษของเทศกาลตรุษจีนประเทศไทยที่มาพร้อมการเฉลิมฉลองปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่ ควบคู่กับหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งการก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และโอกาสครบรอบ 22 ปี ของความร่วมมือระหว่าง ททท. กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ร่วมกันสืบสานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมไทย-จีนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังคำกล่าวที่ว่า จง ไท่ อี้ เจี่ย ชิน-จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน

กองทัพเรือยึดมั่นถ้อยแถลงการณ์ร่วม สนับสนุน ฉก.นย.ตราด เก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม สร้างความปลอดภัยแนวชายแดน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร.) ได้ดำเนินการสนับสนุนกองกำลังเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ภายใต้การยึดมั่นกรอบและหลักการตามถ้อยแถลงการณ์ร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นปท.ทร. สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดได้เพิ่มเติมในพื้นที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ประกอบด้วย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 4 ทุ่น สภาพค่อนข้างใหม่ และยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Device: IED) ซึ่งไม่ใช่วัตถุระเบิดที่ผลิตจากโรงงาน แต่เป็นวัตถุระเบิดที่ถูก ดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่เดิม เช่น หัวลูกปืนใหญ่ เพื่อนำมาใช้เพื่อก่อเหตุรุนแรง อีกจำนวน 2 ชุด ซึ่งเป็นการใช้วัตถุระเบิดที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และยังขัดต่อหลักมนุษยธรรมและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) อีกด้วย

ทัพฟ้าโชว์เขี้ยวเล็บ ปล่อยภาพฝึกบิน "ทิ้งไข่" กลางคืน ลาดตระเวนชายแดน ย้ำยุทธวิธีโจมตีเงียบปลิดชีพเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” โพสต์ภาพ กองทัพอากาศฝึกบิน “ทิ้งไข่” และฝึกบินลาดตระเวนชายแดนช่วงกลางคืน 

พร้อมข้อความระบุว่า เมื่อนกเหล็กทะยานขึ้นฟ้า ในยามค่ำคืน บางเป้าหมาย อาจสิ้นสุดภารกิจได้... โดยศัตรูไม่รู้ตัว 

การฝึกบินกลางคืนของกองทัพอากาศถูกจัดขึ้นทุกปี แบบรวมกำลังทุกฝูงบินขับไล่ ในการแลกเปลี่ยนความรู้รวมถึงยุทธวิธี เพื่อดำรงและเสริมสร้างขีดความสามารถการปฏิบัติการทางอากาศ ทั้งในเรื่องการวางแผนยุทธวิธี การสื่อสารกันภายในหมู่บิน และที่สำคัญที่สุดการเข้าโจมตีเป้าหมายทางทหาร

เลือกตั้ง’69 EP#7 อย่า...เลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ด้อยค่า-ตัดงบกองทัพ!!!

สงครามระหว่างไทยกับเขมร ซึ่งเกิดขึ้นถึงสองครั้งสองคราในเวลาห่างกันไม่กี่เดือน และได้คร่าชีวิตทหารหาญและพี่น้องประชาชนคนไทยไปหลายสิบชีวิต นับเป็นพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ราชอาณาจักรจะต้องมีกองทัพที่เข้มแข็ง ประเทศชาติต้องมีความพร้อมในเรื่องของศักย์สงคราม เพื่อป้องกันชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นและปลอดภัยจากการคุกคามและรุกรานของอริราชศัตรู

กองทัพไทย อันเป็นหน่วยกำลังหลักในการดูแลปกป้องประเทศชาติประกอบด้วยกำลังพล ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถ ทักษะ และความชำนาญอย่างสูงสุดจนมีความขีดสามารถที่มีประสิทธิภาพและศักยภาพเต็มที่ในการรองรับต่อภัยคุกคามต่าง ๆ กระทั่งสงครามสมัยใหม่ที่เกิดขึ้น และคนไทยทั้งหมดทั้งมวลได้พบเห็นในการรบกับเขมรทั้งสองครั้งแล้ว

การรบที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งในสงครามไทยกับเขมรนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขมรมีการพัฒนาทั้งยุทธวิธี อาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ด้วยเงินทุนจากเป็นเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงทางออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเงินทุนจำนวนมหาศาลดังกล่าวสามารถนำจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดที่มีในตลาดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เลยทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดหาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเช่นกองทัพไทย ทั้งก่อนหน้านั้นยังต้องผ่านการตรวจสอบและถูกตัดงบประมาณจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายนิติบัญญัติ

เลือกผู้นำในโลกเดือด อย่าดูแค่ “นโยบายแจก” ต้องดู “วิธีตัดสินใจตอนวิกฤต”

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ภูมิรัฐศาสตร์” แรงกว่าที่หลายคนเคยชิน—สงคราม เศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี และข่าวสาร ถูกผูกเป็นเกมเดียวกันหมด และในเกมนี้ คำพูด/ท่าที/นโยบาย ของผู้นำประเทศหนึ่ง อาจกลายเป็น “ชนวน” ที่อีกฝ่ายใช้เป็นเหตุผลในการยกระดับความขัดแย้งได้

บทเรียนนี้เห็นชัดในกรณี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน—ต้องย้ำก่อนว่า ความขัดแย้งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 และการยกระดับเป็นการตัดสินใจของรัสเซียเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การตัดสินใจบางจังหวะ” ของผู้นำยูเครนถูกมองเป็นเส้นแดง และถูกใช้เป็นคำอธิบาย/ข้ออ้างในฝั่งมอสโก

ต่อไปนี้คือ “4 ช็อตการตัดสินใจ” ที่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ทำให้รัสเซียไม่พอใจขึ้นไปจากเดิม—และกลายเป็นเชื้อไฟที่สะสมจนปะทุเป็นการบุกเต็มรูปแบบในปี 2022

1) เดินหน้าเส้นทาง NATO แบบเปิดหน้า ขอคำตอบ “ใช่/ไม่ใช่” ให้ชัด

เซเลนสกีเลือกส่งสัญญาณว่า ยูเครนต้องการ “เส้นทาง” เข้า NATO ให้ชัดเจน ถึงขั้นขอคำตอบตรง ๆ จากสหรัฐฯ ในเรื่องแผนเข้าร่วม (Membership Action Plan)

ในมุมของรัสเซีย “ยูเครนใกล้ NATO” ไม่ใช่เรื่องเทคนิค—แต่คือเรื่องความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ (อย่างน้อยในกรอบคิดของเครมลิน) และปลายปี 2021 รัสเซียยื่นข้อเสนอความมั่นคงที่ระบุชัดให้ NATO “ไม่ขยายเพิ่ม รวมถึงไม่รับยูเครน”

บทเรียนสำหรับไทย: ผู้นำที่ดีต้องรู้ว่า “ประโยคเดียว” บนเวทีโลกมีราคาเท่าไร—และต้องประเมินผลสะเทือนล่วงหน้า ไม่ใช่พูดเอามันหรือพูดให้คนในประเทศสะใจ

2) “ทุบเครือข่ายอิทธิพล” ของรัสเซียในยูเครน: ปิดสื่อ-คว่ำบาตรคนโปรรัสเซีย

ยูเครนภายใต้เซเลนสกีออกมาตรการคว่ำบาตร/จำกัดสื่อที่ถูกกล่าวหาว่าได้รับทุนหรืออิทธิพลจากมอสโก และคว่ำบาตรบุคคล/เครือข่ายที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนอิทธิพลรัสเซียในยูเครน

ในมุมยุทธศาสตร์ นี่คือการ “ตัดแขนทางการเมือง” ของคู่แข่งภายนอก—ทำให้เกมกดดันแบบนิ่ม ๆ (soft power/เครือข่ายการเมืองภายใน) ทำได้ยากขึ้น และยิ่งผลักความตึงเครียดไปสู่การเผชิญหน้าแข็งขึ้น

บทเรียนสำหรับไทย: ปราบทุนเทา-ปราบอิทธิพลเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผู้นำที่ดีต้องทำให้ “ชอบธรรม-โปร่งใส-ตรวจสอบได้” และต้องรู้ว่าการจัดการเครือข่ายข้ามชาติอาจลากเอาแรงตอบโต้ทางการเมือง/เศรษฐกิจตามมา

3) ยก “ไครเมีย” ขึ้นเป็นวาระโลก: ยุทธศาสตร์ยึดคืน + เวที Crimea Platform

เซเลนสกีลงนามยุทธศาสตร์ de-occupation/reintegration ของไครเมีย (มีทั้งมิติการทูต เศรษฐกิจ ข่าวสาร และความมั่นคง) และผลักดันเวที Crimea Platform เพื่อรวมแรงกดดันนานาชาติเรื่องไครเมียให้เป็นระบบ

จากนั้นยูเครนใช้เวทีนี้เป็น “รูปแบบสถาบัน” เพื่อกดดันทางการเมือง-การทูตต่อรัสเซีย ขณะที่รัสเซียพยายามบั่นทอนและย้ำว่า “ประเด็นไครเมียปิดไปแล้ว” ในมุมของตน

บทเรียนสำหรับไทย: บางเรื่องเป็น “หลักการ” ที่ต้องยืน—แต่การยืนหลักการในเวทีโลก ต้องมาพร้อม “ยุทธศาสตร์รองรับ” ไม่ใช่ยืนแบบไม่มีแผน เพราะคู่แข่งจะมองว่าเราล็อกตัวเองให้เดินได้ทางเดียว และพร้อมใช้มันเป็นข้ออ้างในการกดดัน

4) ขยับยุทธศาสตร์ความมั่นคงให้ “ยับยั้งรัสเซีย” ชัดขึ้น และผูกกับตะวันตกมากขึ้น

ยูเครนรับรองยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทหารที่เน้นการยับยั้ง/เพิ่มต้นทุนของการรุกราน และมองความเสี่ยงการรุกจากรัสเซียเป็นโจทย์หลัก

พอมาชนกับข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของรัสเซียปลายปี 2021 ที่พยายามจำกัดการขยายตัวของ NATO และกิจกรรมทางทหารใกล้รัสเซีย มันยิ่งทำให้สองฝ่ายเหมือน “ชนกันตรง ๆ”

บทเรียนสำหรับไทย: โลกใหม่ไม่ได้วัดผู้นำจากคำว่า “รักชาติ” หรือ “เก่งพูด” แต่วัดจากความสามารถในการจัดสมดุล (ความมั่นคง–เศรษฐกิจ–พันธมิตร–การทูต) และมีแผนรับแรงสั่นสะเทือนจริง

แล้วทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงถูกมองเป็น “ชนวน” ในสายตารัสเซีย?

เพราะมันกระทบ “เส้นประสาท” 3 เรื่องพร้อมกัน: (1) ยูเครนขยับออกจากวงอิทธิพลรัสเซียไปหาตะวันตกเร็วขึ้น (2) ยูเครนตัดเครื่องมืออิทธิพลทางการเมืองภายในที่รัสเซียเคยใช้ และ (3) ยูเครนทำให้ไครเมียกลับมาเป็นวาระโลกอย่างเป็นระบบ

จีนเผยผลผลิต 'ทองคำ' เพิ่มขึ้น ความต้องการลงทุนพุ่งสูงในปี 2025

ปักกิ่ง, 5 ก.พ. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) สมาคมทองคำแห่งประเทศจีนเผยว่าการผลิตทองคำของจีนในปี 2025 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1.09 เมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ 381.339 ตัน และผลผลิตจากวัตถุดิบนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.81 คิดเป็น 170.681 ตัน ขณะที่การบริโภคโดยรวมลดลง ท่ามกลางแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการซื้อเครื่องประดับไปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนมากขึ้น

การบริโภคทองคำในปี 2025 มีจำนวนรวม 950.096 ตัน ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 3.57 เนื่องจากความต้องการเครื่องประดับลดลงอย่างมาก ขณะที่การซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ปริมาณทองคำเพื่อการลงทุนรายปีแซงหน้าการบริโภคเครื่องประดับในจีน

บูลลี่ชาติกำเนิด: เมื่อการเมืองปลุกสัญชาตญาณ “พวกเรา–พวกเขา”

กรณีสนามเลือกตั้ง สงขลา เขต 2 ที่ร้อนแรงขึ้นจาก “การบูลลี่ชาติกำเนิด” ไม่ได้เป็นแค่ดราม่าการเมืองท้องถิ่น แต่มันคือภาพสะท้อนกลไกจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์—กลไกเดียวกันที่ทำให้สังคมทั่วโลก “แบ่งคนเป็นกลุ่ม” แล้วเริ่มเหยียด เริ่มผลักไส และเริ่มทำร้ายกันด้วยคำพูด

ในเคสนี้ จูรี นุ่มแก้ว ระบุว่าถูกโจมตีด้วยถ้อยคำทำนอง “เกิดระโนด” “ไปเลือกทำไมเด็กบ้านๆ” ขณะเดียวกันมีรายงานว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ปราศรัยในเชิง “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” และ “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด”

คำถามคือ: ทำไม “การบูลลี่” ถึงเกิดขึ้นง่ายนัก และทำไมคนบางคนถึงเผลอ/เลือกใช้มันเป็นอาวุธทางการเมือง?

1) บูลลี่มาจากอะไรในมุมจิตวิทยา

1.1 “ยกตัวเอง” ด้วยการ “กดคนอื่น”
นิยามการบูลลี่ในมุมจิตวิทยา มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทำร้ายซ้ำ ๆ ในความสัมพันธ์ที่มีความไม่สมดุลของอำนาจ (power imbalance) ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางสังคม การยอมรับ หรือการรวมฝูง คนที่บูลลี่จำนวนไม่น้อยไม่ได้ “มั่นใจ” อย่างที่แสดงออก แต่กำลังใช้การกดอีกฝ่ายเพื่อยกระดับตัวเองให้เหนือกว่า

1.2 สมองมนุษย์ชอบ “แบ่งข้าง” โดยธรรมชาติ
แนวคิด ingroup/outgroup อธิบายว่าเรามีแนวโน้มจัดคนเป็น “พวกเรา/พวกเขา” เพื่อความรู้สึกเป็นเจ้าของและคุณค่าของตัวเอง—และนี่เองที่เปิดประตูให้เกิดอคติ/การกีดกันได้ง่ายมาก พอการเมืองเข้ามาแตะ “อัตลักษณ์” เช่น บ้านเกิด ชนชั้น อำเภอ เมือง-ชนบท มันจะกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี

1.3 “แพะรับบาป” ช่วยระบายความคับข้องใจ
เวลาคนเครียด โกรธ หรือรู้สึกว่ากำลัง “เสียเปรียบ” สมองจะมองหาเป้าระบายที่ง่ายที่สุด—และเป้าที่ยิงง่ายที่สุดคือ “คนที่ถูกทำให้เป็นคนนอก” หรือ “คนที่ถูกเล่าให้ดูด้อยกว่า”

1.4 การทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิด (Moral disengagement)
กลไกที่คนใช้ “ปลดล็อกความรู้สึกผิด” เพื่อทำร้ายคนอื่นได้ เช่น ทำให้ดูเป็นเรื่องขำ ๆ, โทษเหยื่อ, หรืออ้างว่า “ก็พูดความจริง” นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำเหยียดจำนวนมากถึงมาในรูป “มุก” หรือ “แซวเล่น” ทั้งที่จริง ๆ มันบาดลึก

1.5 ออนไลน์ยิ่งแรง: Online disinhibition effect
ในโลกออนไลน์ คนจำนวนมาก “หลุด” ง่ายขึ้นเพราะความรู้สึกนิรนาม ไม่เห็นหน้ากัน และไม่ต้องรับผลทันที ผลคือคอมเมนต์รุมมักพาให้คำบูลลี่ขยายเร็วและรุนแรงกว่าชีวิตจริง

2) โยงเคสนี้: ทำไมคำว่า “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด” ถึงมีพลัง (และมีพิษ)
ถ้อยคำลักษณะ “ห้ามคนนอกพื้นที่” เล่นกับสัญชาตญาณดั้งเดิมมาก ๆ: สร้างภาพว่ามี “เจ้าของพื้นที่ตัวจริง” กับ “คนนอกที่ไม่ควรมีสิทธิ์” ลดทอนอีกฝ่ายให้เหลือแค่ “บ้านเกิด” แทนที่จะถกกันที่ความสามารถ/นโยบาย และชวนให้ผู้ฟัง “เลือกข้าง” ด้วยอัตลักษณ์ ไม่ใช่เหตุผล

3) แล้วทำไม “หมอสุภัทร” ถึงพูดแบบนั้น? (วิเคราะห์เชิงแรงจูงใจ/กลยุทธ์)
หมายเหตุ: ต่อไปนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรม/การสื่อสาร ไม่ใช่วินิจฉัยตัวบุคคล

3.1 ปลุกฐานด้วย Local identity
การย้ำว่า “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” คือการใช้ทางลัดทางความคิดให้ผู้ฟังตัดสินเร็ว: คนของเรา vs คนนอก

3.2 ลดคู่แข่งโดยไม่ต้องสู้ด้วยนโยบาย
เมื่อโยนกรอบว่าอีกฝ่าย “ไม่ใช่คนพื้นที่” บทสนทนาจะหลุดจากเรื่องนโยบายทันที และกลายเป็นศึกศักดิ์ศรี/ความเป็นเจ้าของ

3.3 เล่นกับความรู้สึก “ถูกแย่งทรัพยากร”
ทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าคนนอกเข้ามา เราจะเสียโอกาส/เสียอำนาจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก

3.4 อารมณ์เวที + แรงเสริมจากเสียงเชียร์
การปราศรัยเป็นพื้นที่ที่ “อารมณ์นำเหตุผล” ได้ง่าย และเมื่อมีเสียงเชียร์สนับสนุน ผู้พูดมักถูกผลักให้ไปต่อไกลขึ้น

3.5 ความกดดันช่วงโค้งสุดท้าย
บรรยากาศคะแนนสูสี/โค้งสุดท้าย มักทำให้การโจมตีตัวตนปะทุง่ายขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top