ทำไมต้อง ‘เชื่อเจษฎ์’ และ ‘พรรครักชาติ’ ว่าจะปกป้อง รธน. 2560 ได้จริง ไม่ใช่แค่คำพูดหาเสียง
รัฐธรรมนูญ 2560 เคยผ่านประชามติด้วยเสียง “เห็นชอบ” 16,820,402 คะแนน (ราว 61.35% ของคะแนนที่แสดงความเห็น) จากผู้มาใช้สิทธิ 29,740,677 คน (อัตราใช้สิทธิราว 59.40%) นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่า กติกาสูงสุดฉบับนี้เคยได้รับการรับรองโดยประชาชนในระดับ “หลักสิบหกล้านคน” ไม่ใช่คนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย
แต่การเมืองไทยกลับวนอยู่กับคำเดิม—“เขียนใหม่ทั้งฉบับ” ผ่านประชามติ 8 ก.พ. 2569 และกระแสของพรรคใหญ่หลายพรรคที่ชวนให้ “กาเห็นชอบ” เดินหน้าทำฉบับใหม่
คำถามคือ ถ้าคนจำนวนมากกังวลว่า “ฉบับใหม่อาจเป็นการรีเซ็ตกติกาเพื่อประโยชน์นักการเมือง” ใครคือทีมที่ประชาชนพอจะฝากความหวังว่า จะปกป้องรัฐธรรมนูญเดิมได้จริง?
1) เหตุผลแรกที่ ‘ต้องเชื่อเจษฎ์’: ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพที่เพิ่งมาพูดเรื่อง รธน. ตอนหาเสียง
รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ถูกสื่อหลักแนะนำประวัติในฐานะนักวิชาการกฎหมาย และเป็นอดีตคณะกรรมการ/ที่ปรึกษาในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้าสู่สนามการเมืองและเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครักชาติ ที่สำคัญ มีเอกสารเชิงทางการจากหน่วยงานรัฐ/รัฐสภาที่ระบุชื่อเขาในฐานะ “ที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” แปลเป็นภาษาชาวบ้าน: เขาไม่ได้เดากติกาจากข้างนอก แต่เคยอยู่ในวงที่ต้องอ่าน-คิด-ออกแบบเหตุผลของตัวบทจริง จึงรู้ว่าเจตนารมณ์เขียนไว้เพื่อแก้ปัญหาอะไร และช่องโหว่ของระบบอยู่ตรงไหน
2) เหตุผลที่สอง: ‘พรรครักชาติ’ ผูกตัวเองกับภารกิจเดียว—ไม่แก้ ไม่ทำใหม่ และสื่อสารซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ความน่าเชื่อถือของการ “ปกป้องรัฐธรรมนูญ” วัดได้จาก 2 อย่าง: (ก) ประกาศจุดยืนชัด (ข) ยืนระยะ ไม่เปลี่ยนคำพูดตามกระแส
ในข่าวล่าสุด พรรครักชาติลงพื้นที่และย้ำจุดยืนชัดว่า “ไม่แก้รัฐธรรมนูญ 2560” และมองว่าการทำใหม่ทั้งฉบับเปลืองงบ ควรนำเงินไปแก้ปากท้อง นี่ทำให้ “สัญญาทางการเมือง” ของพรรคถูกล็อกไว้กับประชาชนแบบถอยยาก—หากพรรคกลับลำเมื่อได้อำนาจ จะถูกถามทันทีว่า ‘พูดไว้ทำไม’ และ ‘หลอกคนหรือไม่’
3) เหตุผลที่สาม: คนที่เข้าใจ ‘หลักกฎหมายมหาชน’ จะรู้ว่า ‘ความมั่นคงของกติกา’ สำคัญต่อประเทศมากกว่าการรีเซ็ตตามรอบเลือกตั้ง
การมีรัฐธรรมนูญไม่ได้มีไว้ให้ทุกฝ่าย “ชนะ” แต่มีไว้ให้ทุกฝ่ายเล่นอยู่บนสนามเดียวกัน
มุมมองแบบกฎหมายมหาชนจะให้ค่าน้ำหนักกับ 3 เรื่อง:
• หลักนิติรัฐ/นิติธรรม: กติกาต้องมั่นคง คาดหมายได้
• ความต่อเนื่องของรัฐ: ประเทศไม่ควรเปลี่ยนกติกาสูงสุดเหมือนเปลี่ยนนโยบาย
• การแก้ปัญหาแบบตรงจุด: ถ้าบางมาตรามีปัญหา ควรถกเป็น “มาตรา” ไม่ใช่เผาทั้งเล่ม
ดังนั้น ทีมที่ปกป้องรัฐธรรมนูญเดิมไม่จำเป็นต้องบอกว่า “ฉบับนี้สมบูรณ์แบบ” แต่ต้องยืนหลักว่า อย่าให้การเมืองใช้คำว่า ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ เป็นทางลัดรีเซ็ตด่านตรวจสอบ โดยเฉพาะในสังคมที่ความไว้วางใจต่อผู้มีอำนาจทางการเมืองยังต่ำ
แล้วทำไมไม่ใช่แค่ 2 พรรคที่ออกตัว ‘ไม่เห็นชอบ’ ทำใหม่?
ภาพในข่าวช่วงนี้คือ พรรคที่ออกตัว “ไม่ทำใหม่ทั้งฉบับ/ไม่แก้” แบบชัดเจนมีอย่างน้อยพรรครักชาติ และยังมีอีกพรรคที่ออกแถลง/สื่อสารทำนองเดียวกันต่อสาธารณะในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ทำให้หลายพรรคไม่พูดให้สุดตรงไปตรงมาคือคำถามประชามติเป็นคำถามกว้าง การเลือก ‘เงียบ’ หรือ ‘พูดกลางๆ’ ช่วยลดการเสียฐานเสียงทั้งสองฝั่ง และยังเปิดช่องต่อรองหลังเลือกตั้งได้
พรรครักชาติเลือกเดินเส้นที่เสี่ยงกว่า คือวางตัวเป็นฝ่ายปกป้อง รธน. 60 แบบชัดเจนจนแทบไม่มีพื้นที่ให้กลับคำง่ายๆ
ถ้าคุณเชื่อว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านการรับรองจากประชาชนจำนวนมากแล้ว การเขียนใหม่ทั้งฉบับอาจเป็นช่องทางลัดให้การเมืองรีเซ็ตกติกาและด่านตรวจสอบ และประเทศควรแก้ปัญหาแบบตรงจุด ไม่ใช่เผาทั้งเล่ม ‘เจษฎ์’ ในฐานะอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และ ‘พรรครักชาติ’ ที่ย้ำจุดยืนไม่แก้/ไม่ทำใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นชุดเหตุผลที่รองรับได้มากกว่าคำปลุกกระแส
หมายเหตุแหล่งข้อมูล (สำหรับกองบรรณาธิการ)
• ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559: ประกาศผลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ราชกิจจานุเบกษา)
• ประวัติ/บทบาท รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก และการถูกระบุเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ: เอกสาร/หน้าเว็บทางการของรัฐสภา และรายงานสื่อกระแสหลัก
• จุดยืนพรรครักชาติเกี่ยวกับการไม่แก้/ไม่ทำใหม่รัฐธรรมนูญ 2560: ข่าว/รายงานกิจกรรมหาเสียงต่อสาธารณะ










