Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

เปิดบ้านที่นอร์เวย์ “ญาญ่า” กลับนอร์เวย์จัดบ้านฉลองคริสต์มาส สองพี่น้องช่วยกันลุยทำความสะอาด ก่อนเสิร์ฟดินเนอร์อบอุ่น โมเมนต์เรียบง่ายแต่พ่อแม่ยิ้ม

(25 ธ.ค. 68) ซุปตาร์สาว 'ญาญ่า อุรัสยา' กลับบ้านที่ประเทศนอร์เวย์เพื่อฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวในบรรยากาศอบอุ่น เมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยปีนี้เธอและพี่สาว 'พี่แคท' ต้องช่วยกันทำความสะอาดและจัดบ้านอย่างเร่งรีบหลังมาถึงช้ากว่าปกติ

'แม่ปลา' คุณแม่ของครอบครัว เล่าว่าในมื้อคริสต์มาสดินเนอร์ปีนี้ ลูกๆ อาสารับบทบาทเป็นเชฟแทนพ่อแม่ โดยมีบางช่วงที่แซวเล่นว่า "มาลุ้นกันว่าหมูกรอบจะกรอบแบบนาน 3 วันมั้ย" เสริมความสนุกสนานให้วันพิเศษ

ท้ายที่สุด ผู้เป็นแม่สรุปความรู้สึกไว้ว่าวันนี้เป็นวันที่ "พิเศษและมีความสุข" ที่ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างอบอุ่นและเรียบง่าย แม้จะเป็นโมเมนต์ที่ดูธรรมดาแต่กลับเต็มไปด้วยความหมาย

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความสำคัญของการใช้เวลาร่วมกับครอบครัวในเทศกาลสำคัญ และการแบ่งปันบทบาทกันในบ้านเพื่อสร้างความสุขร่วมกันอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9864286/

กกท. เคาะแนวทาง!! ลงพื้นที่เช็กสนามครบ 3 คลัสเตอร์ มุ่งมั่นมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัย ย้ำใช้งานสนามต่อเนื่องหลังจบงาน โฟกัสความรับผิดชอบสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

(24 ธ.ค. 68) การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ลุยยกระดับสนามแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพช่วงวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยสนามต่างๆ เช่น สระว่ายน้ำ และ เอ็กซ์ตรีม ที่ได้มีการปรับปรุง จนอยู่ในระดับมาตรฐานสากล

โดยวางเป้าหมายให้สนามแข่งขันและระบบต่าง ๆ ได้มาตรฐานสากล ทั้งเรื่องความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการบริหารหลังจบงาน เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานกีฬานี้ใช้งานได้ยั่งยืนไม่ถูกทิ้งร้าง

กกท. ส่งทีมลงพื้นที่ตรวจสอบสนามแข่งขันและระบบรองรับใน 3 คลัสเตอร์หลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา พร้อมประสานงานเจ้าหน้าที่ในแต่ละจังหวัดเพื่อบูรณาการงาน โดยเฉพาะที่สงขลาซึ่งมีประสบการณ์จัดกีฬาระดับนานาชาติแล้ว มีความพร้อมในการปรับสู่มาตรฐานซีเกมส์ ขณะที่ชลบุรีเน้นความพร้อมระบบทั้งหมดตั้งแต่สนามถึงการสร้างบรรยากาศ และกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางพิธีเปิด-ปิด ยกระดับสนามและเมืองเป็นภาพลักษณ์เมืองเจ้าภาพ

กรอบมาตรฐานสากลถูกชูในเรื่องความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก โดย กกท. ระบุพร้อมปรับแผนสนามหากพบความเสี่ยงเพื่อให้มั่นใจทุกฝ่ายปลอดภัยและการแข่งขันคงคุณภาพระดับนานาชาติ ซึ่งสะท้อนความเป็นมืออาชีพของเจ้าภาพที่พร้อมยืดหยุ่นตามสถานการณ์จริง

สนามแข่งขันหลังจบงานจะไม่ถูกทิ้งเป็นภาระ เพราะ กกท. วางแผนให้ใช้เป็นศูนย์ฝึกซ้อม รองรับการแข่งขันในประเทศและนานาชาติ และเปิดเป็นพื้นที่กีฬาเพื่อสุขภาพของประชาชน พร้อมระบบบริหารจัดการสนามที่มั่นคงเพื่อรักษาคุณภาพ

นอกจากนั้น ซีเกมส์ครั้งนี้ยังเน้นแนวคิด Green SEA Games เพื่อรองรับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมผลักดันกิจกรรม "ชิม ช็อป เชียร์" สนับสนุนสินค้าและชุมชนท้องถิ่นที่สนาม สร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินไปสู่พื้นที่จริงอย่างทั่วถึง

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/96862/

จีนสวนทรัมป์!! 'จีน' เรียกร้องให้'สหรัฐฯ' รับฟังเสียงโลก ย้ำเคารพสิทธิประเทศภูมิภาคตามกฎหมายระหว่างประเทศ เน้นความปลอดภัยเดินเรือในภูมิภาค เตือนอย่ายกระดับสถานการณ์เวเนซุเอลา

(25 ธ.ค. 68) จีนเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายุติการดำเนินการที่สร้างความตึงเครียดต่อเวเนซุเอลา โดยซุน เล่ย รองเอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ ระบุในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่า "เราขอเรียกร้องให้สหรัฐอเมริการับฟังคำเรียกร้องอันชอบธรรมของประชาคมระหว่างประเทศ ยุติการดำเนินการที่เกี่ยวข้องโดยทันที และหลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียดเพิ่มเติม"

ซุน เล่ย ยังเน้นให้วอชิงตันคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือของประเทศในภูมิภาค และเหตุกิจกรรมบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขู่เวเนซุเอลาด้วยการใช้ "แรงสั่นสะเทือนที่ไม่เคยมีมาก่อน" พร้อมเรียกร้องให้คืนทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงน้ำมันและที่ดิน และประกาศแผนโจมตีผู้ค้ายาเสพติดในภูมิภาคในเร็ว ๆ นี้

กรณีนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเวทีระหว่างประเทศ และแสดงถึงความห่วงใยของจีนต่อเสถียรภาพภูมิภาคและกฎหมายระหว่างประเทศ

ที่มา : Sputnik

ขาวทั้งเมือง!! หิมะปกคลุม “ฉางชุน” หลายพื้นที่ มวลอากาศเย็นแผ่คลุม คนสวมชุดกันหนาวออกใช้ชีวิต ชมทิวทัศน์ฤดูหนาวทั่วเมือง

(25 ธ.ค. 68) เมืองฉางชุน มณฑลจี๋หลิน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ห่มคลุมด้วยหิมะขาวโพลนหลายพื้นที่ ช่วงเช้าวันที่ 23 ธ.ค. ในขณะที่ลมหนาวระลอกใหม่พัดเข้าปกคลุม พร้อมเตือนประชาชนระมัดระวังถนนลื่นและสภาพอากาศเย็นจัดในช่วงปลายสัปดาห์

รายงานจากอุตุนิยมวิทยาระบุว่าหิมะตกในระดับปานกลางถึงหนักในหลายพื้นที่ของจี๋หลิน รวมถึงฉางชุน ปริมาณฝนเทียบเท่าหิมะสูงถึง 3–7 มิลลิเมตร ขณะที่อุณหภูมิลดลงต่อเนื่องประมาณ 10–14 องศาเซลเซียส และบางพื้นที่อาจหนาวจัดถึง -30 ถึง -28 องศาเซลเซียสในเช้าวันที่ 26 ธ.ค.

อุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าลมตะวันตกเฉียงใต้ความเร็วระดับ 4 ถึง 7 กระโชกขณะหิมะตก ทำให้ทัศนวิสัยลดลง และพื้นถนนกลายเป็นน้ำแข็งเพิ่มความเสี่ยงต่อการสัญจร พร้อมแนะนำให้ประชาชน "ขับขี่อย่างระมัดระวัง" โดยเฉพาะในช่วงหิมะสะสมลึก

นอกจากนี้ภาครัฐยังเตือนประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมและดูแลพลังงาน ระบบการทำความร้อน โรงเรือนเกษตรให้เหมาะสมเพื่อรับมือกับความหนาวเย็นนี้

ในทางเศรษฐกิจ ฉางชุนใช้ฤดูหนาวเป็นโอกาสสร้างความคึกคักทางธุรกิจท่องเที่ยว โดยมีการจัดกิจกรรมและเทศกาลเกี่ยวกับหิมะและน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศในช่วงฤดูหนาวนี้

ที่มา : Xinhua

25 ธันวาคม 2514 ในหลวงร.9 เสด็จฯเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ พระองค์ทรงหนุนปลูกกาแฟ–ลิ้นจี่–แมคคาเดเมีย เลิกฝิ่นเลิกไร่เลื่อนลอย พร้อมพระราชทาน “เหรียญชาวเขา” แทนเลขบัตรประชาชน

(25 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2514 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ ณ หมู่บ้านผาหมี หมู่ที่ 15 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

การเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทรงส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชต่าง ๆ เช่น กาแฟ ลิ้นจี่ แมคคาเดเมีย รวมถึงพระราชทานวัวให้ชาวเขาเลี้ยง พร้อมกับหาจุดรับซื้อผลิตผล เพื่อให้ชาวเขาเหล่านั้นไม่ต้องปลูกฝิ่นหรือทำไร่เลื่อนลอย และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ยังทรงยืนยันว่า ชาวเขาเผ่ามูเซอทุกคนคือคนไทย ไม่ใช่คนเร่ร่อนไร้สัญชาติ

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระราชทาน ‘เหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขา’ ซึ่งมีตัวย่อ ‘ชร’ (หมายถึงจังหวัดเชียงราย) และหมายเลขโค้ด 6 หลักที่ใช้แทนหมายเลขบัตรประชาชน ให้แก่ชาวเขาบ้านผาหมี โดยทรงพระราชทานเหรียญที่ระลึกนี้แก่ชาวเขาในหลายจังหวัดทั่วประเทศประมาณ 20 จังหวัดในปี พ.ศ. 2506 รวมกว่า 200,000 เหรียญ ทุกเหรียญจะมีอักษรย่อของจังหวัดและหมายเลขประจำเหรียญ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการสำรวจสำมะโนประชากรและการพิสูจน์สัญชาติในการทำบัตรประชาชนให้แก่ชาวเขา

ที่มา : https://www.matichon.co.th/royal/news_204995

อุดมการณ์ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือสัญญาระยะยาวของประเทศ เซ็ก 5 สัญญาณของพรรคที่มี "อุดมการณ์จริง" จุดความหวังพาไทยจะพ้นวนลูปเดิม อย่าให้พรรคไร้แก่น "ใช้เป็นเครื่องมือชนะเลือกตั้ง"

พรรครัก “อำนาจ” หรือพรรครัก “อุดมการณ์”? ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง เราต้องเริ่มจากการเมืองที่มีแก่น

การเมืองที่ทำให้ประเทศเจริญ ไม่ได้เริ่มจากคำขวัญแรง ๆ หรือแจกสิทธิประโยชน์รายรอบ แต่เริ่มจาก “เข็มทิศ” ว่าพรรคการเมืองเชื่ออะไร เห็นประเทศแบบไหน และจะพาไปทางไหน
แม้ในเชิงหลักการ พรรคการเมืองถูกออกแบบให้เป็นการรวมตัวของคนที่มีแนวคิด/อุดมการณ์ร่วมกัน และทำหน้าที่ “ชี้ทิศทาง” ให้สังคมผ่านอุดมการณ์และแนวนโยบาย
แต่ปัญหาคือ ในโลกความจริง พรรคจำนวนไม่น้อยทำงานเหมือน “ทีมเลือกตั้ง” มากกว่า “สถาบันทางการเมือง”
ลักษณะที่เห็นบ่อย
• วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้กลับอย่าง เพราะเป้าคือชนะรอบหน้า ไม่ใช่ชนะอนาคต
• นโยบายกลายเป็นเมนูบุฟเฟต์ ไม่ใช่แผนประเทศ
• คนย้ายพรรคง่ายกว่าย้ายค่ายมือถือ เพราะไม่มีแก่นให้ยึด
ผลลัพธ์คือประเทศเสียต้นทุนมหาศาล: นโยบายสะดุดทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล โครงการดี ๆ ไม่ต่อเนื่อง ระบบราชการไม่รู้จะยึด “ทิศทาง” ไหน ประชาชนหมดศรัทธา แล้วการเมืองก็วนกลับไปที่การ “เอาชนะ” มากกว่าการ “แก้ปัญหา”

“พรรคที่มีอุดมการณ์จริง” หน้าตาเป็นอย่างไร
อุดมการณ์ไม่ใช่การติดป้ายว่า “ฝ่ายนี้-ฝ่ายนั้น” แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอ + ความรับผิดชอบ + ความโปร่งใส และทำให้ประชาชนตรวจสอบได้
พรรคที่มีอุดมการณ์จริง ควรมี 5 อย่างนี้
1. ประกาศคุณค่า (Values) ชัด: พรรคยืนบนอะไร เช่น เสรีภาพ โอกาสเท่าเทียม ประสิทธิภาพรัฐ สวัสดิการถ้วนหน้า การกระจายอำนาจ ฯลฯ
2. แปลงคุณค่าเป็นนโยบายที่ “เข้าชุด”: นโยบายไม่ขัดกันเอง และไม่เปลี่ยนไปตามกระแสทุกสัปดาห์
3. มีวินัยทางการเมือง: ส.ส./ผู้สมัครยึดแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างพูด
4. ประชาธิปไตยภายในพรรคจริง: ไม่ใช่พรรคเจ้าของคนเดียว
5. พร้อมให้ตรวจสอบด้วยตัวเลข: มีเป้าหมายระยะ 1–4–10 ปี พร้อมตัวชี้วัด ไม่ใช่แค่คำสัญญา

ทำไมไทย “ติดหล่ม” เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์
เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์ การเมืองจะถูกดันไปสู่ “ดีล” และ “ผลประโยชน์เฉพาะหน้า” มากกว่าแข่งขันกันด้วยแนวทางแก้ปัญหา

ระบบพรรคที่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับประชาชน “ผูกกันด้วยนโยบาย/อุดมการณ์” มักทำให้การเมืองมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้มากขึ้น ตรงข้ามกับระบบที่พึ่งเครือข่าย-การอุปถัมภ์ ซึ่งพาประเทศวนกับเกมเดิมและทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ถูกแก้

ทางออก: ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง ต้อง “อัปเกรดพรรค” ไม่ใช่แค่ “เปลี่ยนหน้า”
ข้อเสนอแบบจับต้องได้
พรรคการเมืองควรทำ
• ออก “รัฐธรรมนูญพรรค” ฉบับอ่านง่าย 10 หน้า: เราเชื่ออะไร ทำไม และจะทำอย่างไร
• ทำ “งบประมาณเงา (shadow budget)” ของนโยบายใหญ่ ๆ ให้ประชาชนเห็นที่มาที่ไป
• ตั้งสถาบันนโยบาย/การศึกษาในแนวทางพรรคอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาคน
• เปิดกระบวนการคัดผู้สมัครแบบโปร่งใส วัดจากความสามารถและความสอดคล้องกับแนวทาง ไม่ใช่แค่ “มีทุน-มีทีม”
ประชาชนควรถามพรรคให้ชัด (ก่อนกากบาท)
• ถ้าพรุ่งนี้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ/น้ำท่วม/ภัยพิบัติ พรรคจะตัดสินใจบน “หลัก” อะไร
• นโยบายที่หาเสียง ขัดกับแนวทางเดิมของพรรคไหม
• ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคจะผลักดันอะไรต่อ และยอมโหวตอะไรไม่ได้ (เส้นแดงของพรรคคืออะไร)

ประเทศไทยจะเดินหน้าได้จริง เมื่อพรรคการเมืองเลิกเป็น “เครื่องมือชนะเลือกตั้ง” แล้วกลับมาเป็น “สถาบันที่มีแก่น” เพราะอุดมการณ์ที่แท้จริงคือสิ่งเดียวที่ทำให้นโยบายต่อเนื่อง การเมืองคาดการณ์ได้ ประชาชนตรวจสอบได้ และประเทศวางแผนระยะยาวได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากไม่มีอุดมการณ์ ก็ไม่มีทิศทาง—และประเทศที่ไม่มีทิศทาง ต่อให้วิ่งเร็วแค่ไหนก็หลงทางอยู่ดี

รู้ทัน...Scammers เปิด 10 คาถาป้องกัน Scammers ก่อนตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์ เผลอลงแอปฯ ปลอมต้องตัดสัญญาณทันที วิธีเอาตัวรอดเบื้องต้นอย่าปล่อยเงินสูญหมดบัญชี

รู้ทัน...Scammers EP#4 ภูมิคุ้มกันการหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์

“วาระแห่งชาติ” ว่าด้วยการปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ต้องไม่มุ่งเน้นเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์เท่านั้น เพราะจะจัดการได้แต่เพียงปลายน้ำของกระบวนการ Scammers จากสถิติคดีหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ที่นับจากปี พ.ศ. 2565 ซึ่งเกิดขึ้นมากมายมหาศาลเป็นล้าน ๆ คดี ทำให้มีมูลค่าความเสียหายรวมแล้วร่วม 100,000 ล้านบาท

หากเปรียบ Scammers เป็นโรคภัยที่ร้ายแรง การบังคับใช้กฎหมายก็เปรียบได้กับวิธีการรักษาโรคโดยใช้ยา แต่สารพัดมาตรการต่าง ๆ ที่นำมาปราบปรามก็เหมือนกับยา ซึ่งยิ่งแรงมากเท่าไรโรคก็ยิ่งดื้อยามากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการกำจัดวงจรของกระบวนการ Scammers จึงจำเป็นต้องกำจัดทั้งระบบตั้งแต่ ต้นน้ำ คือ การป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจ ถึงกลโกง สารพัดเลห์เพทุบายของบรรดามิจฉาชีพเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ด้วยการให้วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันการหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์

กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ให้แนวทาง 10 ข้อในการป้องกันตนเองเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ ไว้ดังนี้:

1. ไม่กดลิงก์ใด ๆ ที่เเนบมากับ SMS หรือกดลิงก์ติดตั้งแอปพลิเคชันต่างๆ โดยเฉพาะไฟล์ .APK เพราะอาจเป็นการดักรับข้อมูล หรือการฝังมัลแวร์
2. ไม่ติดตั้งโปรแกรม หรือแอปพลิเคชันที่ผู้อื่นส่งมาให้โดยเด็ดขาด แม้จะเป็นโปรแกรม หรือแอปพลิเคชันที่รู้จักก็ตาม เพราะอาจเป็นแอปพลิเคชันปลอม โดยทำการติดตั้งจากแหล่งที่เชื่อถือ และเป็นทางการ เช่น App Store หรือ Play Store
3. โดยปกติ หน่วยงานภาครัฐไม่มีนโยบายที่จะติดต่อประชาชนทางโทรศัพท์หรือ การส่งข้อความสั้น (SMS) หากมีการติดต่อให้ขอรายละเอียดเพื่อติดต่อกลับด้วยตนเอง และตรวจสอบ
4. ระมัดระวังแอปพลิเคชันที่ขออนุญาตเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่น ขอเข้าถึงอัลบั้มรูปภาพ, ไมโครโฟน, ตำแหน่งที่ตั้ง, หมายเลขโทรศัพท์, รายชื่อผู้ติดต่อ เป็นต้น โดยควรอนุญาตให้เข้าถึงเท่าที่จำเป็น
5. หากท่านติดตั้งแอปพลิเคชันในลักษณะดังกล่าวแล้ว ให้รีบเปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) หรือปิดเครื่องเพื่อตัดสัญญาณไม่ให้สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ หรือทำการถอดซิมออก จากนั้นเข้าไปติดต่อกับศูนย์บริการโทรศัพท์ของท่าน
6. ไม่กรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงินใด ๆ ลงในลิงก์ หรือแอปพลิเคชันที่เข้ามาในลักษณะดังกล่าวโดยเด็ดขาด
7. หมั่นติดตามข่าวสารจากทางราชการ หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่ส่งต่อกันมาผ่านสื่อสังคมออนไลน์
8. โดยปกติประชาชนสามารถตรวจสอบสิทธิ วิธีการใช้งาน และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้ที่เว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com โดยให้เพิ่มการสังเกตชื่อเว็บไซต์ เพื่อป้องกันการเข้าสู่เว็บไซต์ปลอมของมิจฉาชีพ
9. ไม่ตั้งรหัสการทำธุรกรรมการเงิน หรือรหัส PIN 6 หลัก เหมือนกันทุกธนาคาร
10. แจ้งเตือน ไปยังบุคคลใกล้ตัว หรือบุคคลอื่น เพื่อลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

การหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์)ในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมิจฉาชีพมักจะเจาะกลุ่มผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้คำพูดมั่นใจ ใช้ถ้อยคำทางการ ดูน่าเชื่อถือ หลอกควบคุมให้โอนเงินผ่านโทรศัพท์ โดยกลโกงที่พบได้บ่อย ๆ สุดท้ายแล้วเหยื่อก็ต้องสูญเงินทั้งหมด ด้วย 5 กลโกงที่มิจฉาชีพมักนำมาใช้กับผู้สูงอายุ อันได้แก่ 
1. หลอกให้ดีใจ ว่าได้รับเงินสวัสดิการ มิจฉาชีพจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อขอข้อมูล
2. หลอกให้ลงทุน ชักชวนให้ลงทุนที่ได้ผลกำไรสูง หรือหลอกว่าช่วยลงทุน
3. หลอกให้กลัว อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ หลอกว่า มีความผิด ให้ทำการโอนเงินเพื่อตรวจสอบ
4. หลอกซื้อของออนไลน์ โอนเงินแล้วไม่ส่งของให้ หรือส่งของไม่ตรงปก
5. หลอกให้รัก ตีสนิท หลอกให้ไว้ใจ และหลอกให้โอนเงิน
ซี่งกลโกงเหล่านี้ ลูกหลานต้องหมั่นเฝ้าระวัง ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ญาติผู้ใหญ่คนใกล้ชิดต้องตกเป็นเหยื่อ และปลอดภัยจากมิจฉาชีพ (ยังมีตอนต่อไป)

หากโดนหลอกออนไลน์ สามารถโทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชีได้ที่สายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กลับบ้านนาแล้วใจละมุน “แอน ทองประสม” เปิดบ้านนาที่เชียงใหม่ ร่มรื่นเต็มไปด้วยธรรมชาติ ปลูกผักปลอดสารพิษแบบง่ายๆ บรรยากาศสงบเรียบง่ายเหมาะเป็นที่ชาร์จพลั

(24 ธ.ค. 68) นางเอกและผู้จัดชื่อดัง 'แอน ทองประสม' เปิดเผยภาพบ้านพักตากอากาศ "บ้านนา" ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพักผ่อนและฮีลใจจากความวุ่นวายในเมืองกรุง โพสต์ดังกล่าวเผยให้เห็นบรรยากาศร่มรื่นและเต็มไปด้วยความสดชื่นของธรรมชาติรอบบ้าน

'แอน ทองประสม' แชร์ภาพพร้อมแคปชั่นว่า "กลับบ้านนา" ซึ่งสะท้อนความอบอุ่นและเรียบง่ายของบ้านหลังนี้ ที่เจ้าตัวตั้งใจปลูกผักปลอดสารพิษไว้นำมาใช้ประโยชน์เอง ทำให้สภาพแวดล้อมนี้ยิ่งช่วยเติมเต็มวิถีธรรมชาติให้กับชีวิต

แฟนๆ ที่ได้ชมภาพต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมบรรยากาศสวยสงบ ซึ่งหลายเสียงบอกว่า "สวย น่าอยู่" และรู้สึกเหมือนได้พักใจไปด้วยกับบ้านที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบใจในวันที่เหน็ดเหนื่อย

โพสต์นี้ยังมาพร้อมอัลบั้มภาพจำนวนมากที่เผยมุมต่างๆ ของบ้านนา ตอกย้ำความตั้งใจของ 'แอน ทองประสม' ในการสร้างบ้านพักใจที่ใช้ชาร์จพลังเมื่อมีเวลาว่างและต้องการความสงบ

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9863986/

'สุชาติ' สั่งคุมเข้ม!! เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมีช่วงปีใหม่ 2569 หลังปี 2568 พบสถิติพุ่งสูงถึง 50 ครั้ง สถิติชี้โรงงาน-โกดัง-โรงน้ำแข็ง คือกลุ่มเสี่ยงหลักที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

รองนายกฯ ‘สุชาติ’ แจ้งเตือนประชาชน–สถานประกอบการ เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมีช่วงปีใหม่ 2569

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำชับหน่วยงานในสังกัด ทส. เตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษจัดเตรียมทีมตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ศปก.พล.) พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ สนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานท้องถิ่นในการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม และให้คำแนะนำทางวิชาการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติภัยสารเคมี

นายสุรินทร์ กล่าวว่า จากสถิติการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีในปี พ.ศ. 2568 (มกราคม–ธันวาคม 2568) พบว่าเกิดเหตุรวม 50 ครั้ง แบ่งเป็นอุบัติภัยประเภทเพลิงไหม้ 36 ครั้ง โดยเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม 22 ครั้ง และโกดังเก็บสินค้าและโกดังรีไซเคิล 14 ครั้ง ประเภทสารเคมีรั่วไหล 8 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเหตุจากโรงน้ำแข็ง 6 ครั้ง และกรณีน้ำมันรั่วไหลลงทะเล 2 ครั้ง ประเภทอุบัติเหตุจากการขนส่งสารเคมีและวัตถุอันตราย 4 ครั้ง และประเภทอื่นๆ เช่น การระเบิดของพื้นที่ฝังกลบกากอุตสาหกรรมและบ่อบำบัดน้ำเสีย 2 ครั้ง

ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน สถานประกอบการจำนวนมากจะหยุดดำเนินการหรือลดกำลังการผลิต ขณะเดียวกันเป็นช่วงฤดูหนาวที่มีสภาพอากาศแห้งและลมแรง ส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดอุบัติภัยเพิ่มขึ้น อาทิ ไฟไหม้โรงงานหรือคลังจัดเก็บสารเคมี ไฟไหม้สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย อุบัติเหตุรถบรรทุกสารเคมีและวัตถุอันตรายพลิกคว่ำ รวมถึงการลักลอบระบายน้ำเสียและทิ้งกากของเสียอันตรายในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง

กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 จึงได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและเครื่องมือของศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ศปก.พล.) เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมขอความร่วมมือจากส่วนราชการ เครือข่ายหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย และสถานประกอบการทุกแห่ง ให้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย ระมัดระวังในการขนส่งและจัดเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตรวจสอบระบบเตือนภัยและระบบดับเพลิงให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุ

ทั้งนี้ หากหน่วยงานท้องถิ่นหรือประชาชนพบเหตุฉุกเฉินด้านมลพิษและสารเคมี สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนมลพิษ โทร. 1650 ตลอด 24 ชั่วโมง

สกอร์ขาดลอย!! ฟุตซอล U-16 ลุยถล่มบรูไน ไทยประเดิมชัยชนะ 20-0 เครื่องติดตั้งแต่นาทีแรกยิงเป็นพายุ เก็บชัยชนะแบบสะใจแฟนไทยทั้งฮอลล์

(24 ธ.ค. 68) ทีมฟุตซอลรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปีของไทย เปิดฉากศึกชิงแชมป์อาเซียน 2025 ด้วยการถล่ม บรูไน ดารุสซาลามไปขาดลอย 20-0 ในฐานะเจ้าภาพที่สนามแข่งขันย่านนนทบุรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

"โค้ชตั้ม" ภัฎ ศรีวิจิตร ส่ง 5 คนแรกลงสนามได้แก่ ธนาธิป สำราญสุข (GK), ธนภพ สุเนตร (กัปตันทีม), นราวิชญ์ ศรีสุวรรณ, บุญฤทธิ์ เพ็ชรเทียม และ ปุณโณ หวังศิลปคุณ ก่อนที่ทีมจะยิงถล่มตั้งแต่ต้นเกมไม่หยุดจนจบครึ่งแรกนำ 10-0

ครึ่งหลังก็ยังคงทำได้อย่างต่อเนื่องโดยยิงเพิ่มอีก 10 ประตูรวมเป็น 20-0 สะท้อนความแข็งแกร่งของทีมไทยในศึกนี้ โดยมีนักเตะแบ่งกันทำประตูหลายราย "ธาวิน ทานเจือ" ซัด 5 ประตู ขณะที่ "ปุณโณ หวังศิลปคุณ" และ "บุญฤทธิ์ เพ็ชรเทียม" ยิงคนละ 4 ประตู

นอกจากนี้ "ธนภพ สุเนตร" กัปตันทีมยังยิงเพิ่ม 2 ประตู ช่วยนำทีมสู่ชัยชนะครั้งใหญ่ในเกมแรก "โค้ชตั้ม" กล่าวถึงความมั่นใจของทีมในโพสต์ผ่าน X ว่า "ทีมเราพร้อมเต็มที่กับทุกเกม"

ทัวร์นาเมนต์นี้มี 5 ทีมแข่งขันแบบพบกันหมดเพื่อคัดเลือก 2 ทีมเข้าชิงแชมป์ โดยวันเดียวกัน อินโดนีเซียก็ประเดิมชัยเหนือเมียนมา 4-2 ทำให้กลุ่มลุ้นแชมป์เริ่มเดือดตั้งแต่นัดแรก

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1628392/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top