อาเซียนชี้สถานการณ์รุนแรง ติดตามใกล้ชิดความขัดแย้งตะวันออกกลาง แสดงความกังวลรุนแรงจากการโจมตี เรียกร้องยุติสู้รบทันทีทุกฝ่าย ย้ำสำคัญเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ
รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ถึงสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง หลังการโจมตีระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รวมถึงการตอบโต้ของอิหร่านต่อหลายประเทศในภูมิภาค โดยเตือนว่าความตึงเครียดนี้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตประชาชนและความมั่นคงทั้งในภูมิภาคและระดับโลก
ในแถลงการณ์ยังระบุว่าการบานปลายของวิกฤตเกิดขึ้นในช่วงที่มีความพยายามทางการทูต รวมถึงการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยรัฐสุลต่านโอมาน เป้าหมายเพื่อหาทางออกอย่างสันติ พร้อมย้ำว่า "เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแสดงความกังวลอย่างยิ่ง" ต่อเหตุการณ์นี้
อาเซียนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบทันที ใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด และแก้ไขความขัดแย้งด้วยการทูตเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมยืนยันพันธกรณีของทุกประเทศในการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ พร้อมเคารพอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการปกป้องพลเรือนตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
นอกจากนี้ อาเซียนยังเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พลเมืองอาเซียนในสถานการณ์วิกฤตตามปฏิญญาการช่วยเหลือทางกงสุลและฉุกเฉินของอาเซียน เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งครั้งนี้อย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ
1. เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางภายหลังการโจมตีที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริการิเริ่มขึ้นต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และการโจมตีตอบโต้ในเวลาต่อมาโดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต่อหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงราชอาณาจักรบาห์เรน ราชอาณาจักรฮาเชมิตแห่งจอร์แดน รัฐคูเวต สุลต่านแห่งโอมาน รัฐกาตาร์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐอาหรับซีเรีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งยังคงเพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือน ตลอดจนสันติภาพและความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระดับโลก เราเรียกร้องให้ทุกประเทศเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter)
2. การบานปลายของสถานการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงการริเริ่มไกล่เกลี่ยโดยรัฐสุลต่านโอมาน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหาทางออกโดยการเจรจา
3. เราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยุติการสู้รบโดยทันที และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก และแก้ไขความขัดแย้งผ่านทางการทูตและการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค
4. เรายืนยันอีกครั้งถึงพันธกรณีของทุกรัฐในการแก้ไขความขัดแย้งของตนด้วยวิธีการสันติ และเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของทุกชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้ เรายังย้ำอีกครั้งถึงพันธกรณีในการปกป้องพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในความขัดแย้งทางอาวุธให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
5. เราขอย้ำอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พลเมืองอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ ตามปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยแนวทางการให้ความช่วยเหลือทางกงสุลโดยคณะผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนในประเทศที่สามแก่พลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น และแนวทางการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินโดยคณะผู้แทนอาเซียนในประเทศที่สามแก่พลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนในสถานการณ์วิกฤต
ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10163623158552225&id=625882224&rdid=JWvgSr36gDeEHSWr#










