Monday, 27 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง หนุนไทยสู่ฐานผลิตใหม่ ไทยขึ้นแท่นจุดหมายลงทุนใหม่ เปิดเกมรุกดึงทุนจีนไฮเทคเสริมเศรษฐกิจ

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ชูไทยฐานผลิตใหม่ รับคลื่นลงทุนจีนคุณภาพ

บีโอไอร่วมสถานทูตจีนและองค์กรพันธมิตรจัดงาน "Thailand-China Investment Forum" ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 มีนักลงทุนจีนกว่า 800 คนเข้าร่วม เน้นโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมให้ข้อมูลกฎระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและฐานการผลิตคุณภาพใหม่ของไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวถึงสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง ร่วมกับจีนเป็นนักลงทุนสำคัญมาก สะท้อนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีคำขอรับการส่งเสริมจากจีนมากกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยบริษัทจีนชั้นนำหลายรายลงทุนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ดิจิทัล และแบตเตอรี่

“โครงการลงทุนจากจีนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงช่วยสร้างงานคุณภาพและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระดับโลก” นายนฤตม์กล่าว พร้อมเสริมว่าเวทีนี้ตั้งใจให้ข้อมูลถูกต้องแก่นักลงทุนจีนเพื่อธุรกิจโปร่งใสและเติบโตร่วมอย่างยั่งยืน

เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย 'จาง เจี้ยนเหว่ย' ชู 3 หัวข้อสำคัญ คือ การยึดกฎระเบียบไทยอย่างเคร่งครัด การเสริมความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย และการขับเคลื่อนแนวคิด “In Thailand, For Thailand” เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

งานยังมีการบรรยายเกี่ยวกับกฎและหลักเกณฑ์จากภาครัฐสนับสนุนการลงทุนอย่างครอบคลุม รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนจีนในประเทศไทย

ตะวันออกกลางปะทุ!! ปิดช่องแคบฮอร์มุซสะเทือนโลก น้ำมันสหรัฐฯ พุ่งแรงสุดรอบหลายปี หลังวิกฤตตะวันออกกลางเขย่าตลาดโลก นักวิเคราะห์เตือนอาจแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

(6 มี.ค. 69) สมาคมยานยนต์อเมริกันรายงานราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาเฉลี่ยทั่วสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. อยู่ที่ 3.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นเกือบ 27 เซนต์จากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ครั้งแรกในรอบเกือบปีนับตั้งแต่มีนาคม 2022

ราคาที่พุ่งสูงนี้ขึ้นมาเทียบเท่ากับช่วงต้นเมษายน 2025 โดยปกติราคาน้ำมันเบนซินจะสูงขึ้นในฤดูใบไม้ผลิเมื่อต้องผลิตน้ำมันเบนซินสูตรฤดูร้อนเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) สำหรับเดือนเมษายน ปรับขึ้น 8.51% ปิดที่สูงสุดในรอบแปดเดือนที่กว่า 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งล่าสุด หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญ

รายงานจากบริษัทวาณิชธนกิจสตีเฟลระบุว่า "การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานอาจผลักดันราคาน้ำมันดิบสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและสร้างความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ราคาน้ำมันนี้บ่งชี้ถึงความเปราะบางของตลาดพลังงานโลกในบริบทความตึงเครียดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา : Xinhua

เฉาหยางลุยหนุนธุรกิจโลก ประกาศ 16 มาตรการพัฒนา ยกระดับบริการเสริมแกร่งวิสาหกิจ ตั้งเป้าศูนย์นวัตกรรมและอุตฯ AI ดันเขตเปิดประเทศสู่มาตรฐานสูงสุด

เขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง เปิดตัว 16 มาตรการสนับสนุนวิสาหกิจในเขตเน้นขยายตลาดโลก พร้อมจัดประชุมสภาพแวดล้อมธุรกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนประจำปี 2569 เพื่อเสริมศักยภาพและทิศทางชัดเจนแก่ผู้ประกอบการในเวทีระหว่างประเทศ

มาตรการครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ การยกระดับบริการ การเสริมศักยภาพเชิงวิชาชีพ การสนับสนุนปัจจัยสำคัญ การป้องกันความเสี่ยง และสนับสนุนนโยบาย โดยพัฒนาระบบบริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เป็นแพลตฟอร์มครบวงจรแห่งแรกในกรุงปักกิ่ง พร้อมขยายบริการกฎหมายข้ามพรมแดนและการเงิน เพื่อเพิ่มช่องทางระดมทุนและปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

เขตยังเร่งขจัดข้อจำกัดด้านการเคลื่อนย้ายทุน ข้อมูล และบุคลากรข้ามพรมแดน ผ่านนโยบายและแพลตฟอร์มวิชาชีพ เพื่อให้ปัจจัยเหล่านี้ไหลเวียนสะดวกราบรื่นมากขึ้น นอกจากนี้มีแพลตฟอร์มแจ้งเตือนความเสี่ยงพร้อมคำแนะนำการเงินเสริมความปลอดภัยธุรกิจต่างประเทศ

เขตเฉาหยางมีแผนจัดตั้งโครงการ "100 อุทยานวิทยาศาสตร์" ใน 5 ปีข้างหน้า มุ่งบ่มเพาะอุตสาหกรรม AI และสารสนเทศควอนตัม ตั้งเป้าก้าวเป็นเขตสาธิตพลังการผลิตคุณภาพใหม่และศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก

"การดำเนินมาตรการเหล่านี้ไม่เพียงพัฒนาสภาพแวดล้อมธุรกิจ แต่ยังยกระดับการเปิดประเทศสู่มาตรฐานสูง" เขตเฉาหยางเน้นย้ำ พร้อมเชิญชวนพันธมิตรทั่วโลกสร้างความร่วมมือและความสำเร็จร่วมกัน

ที่มา: การประชุมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการพัฒนาคุณภาพสูง เขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง ประจำปี 2569

บ้านเหมืองกุงชุบชีวิต จากชุมชนช่างปั้นสู่งานหัตถศิลป์ ช่างปั้นจำนวนลดลงเหลือไม่ถึง 10 คน ผลิตภัณฑ์ดินเผาได้รับความนิยมในตลาดใหม่ รายได้ช่างปั้นเพิ่มขึ้นและฟื้นจิตวิญญาณงานฝีมือ

บ้านเหมืองกุงจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์”

บ้านเหมืองกุงในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาล้านนาโบราณที่สืบทอดภูมิปัญญามากว่า 200 ปี ท่ามกลางความท้าทายของสังคมสมัยใหม่ที่ทำให้อาชีพช่างปั้นดินลดน้อยลง เหลือเพียงไม่ถึง 10 คน อายุเกิน 50 ปี ท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่ไม่สนใจสืบสานงานศิลป์ดังกล่าว

นายวชิระ สีจันทร์ ช่างปั้นรุ่นที่ 4 ของชุมชนกล่าวว่า "ช่างปั้นกำลังจะเลือนหายไป เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อชีวิตต้องเปลี่ยนไปทำงานโรงงาน" งานหัตถศิลป์จึงถูกแทนที่ด้วยสินค้าผลิตจากโรงงาน

ดร.ภาสินี ศิริประภา หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญคือพ่อค้าคนกลางที่จำหน่ายสินค้าในราคาต่ำ จึงผลักดันเปลี่ยนตลาดสู่ตลาดงานสร้างสรรค์ที่ลูกค้าเชื่อมโยงกับตัวงานและผู้สร้างโดยตรง ช่วยเพิ่มมูลค่าและรายได้ช่างปั้น 2,000-5,000 บาทต่อเดือน

โครงการเน้นปรับทัศนคติและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ใช้วัสดุศาสตร์ผนวกเทคนิคดั้งเดิมจนได้ภาชนะที่เป็นที่นิยมในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ นายวชิระเสริมว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้งานปั้นดินเผาจะไม่เหลือเพียงตำนานอีกต่อไป"

โครงการยังวางแผนพัฒนาต่อเนื่องในระยะที่ 2 ด้วยการสร้างสรรค์สินค้าเฉพาะกลุ่มและจัดอบรมเชิงวัฒนธรรม เพื่อรักษาศิลปะหัตถศิลป์และส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนยั่งยืน

“หัวใจของการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าหัตถศิลป์ดินปั้นของบ้านเหมืองกุงตั้งอยู่บนทักษะของช่างปั้นในชุมชน ที่สั่งสมจากการทำงานกับดินพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน เป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่น (Local Resources) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) และ ช่างฝีมือท้องถิ่น (Local Artisans) มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายศิลปิน นักศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและการขยายการรับรู้ เพื่อให้ชุมชนบ้านเหมืองกุงสามารถยกระดับตนเองจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์” และรักษาและสืบสานอัตลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ให้คงอยู่ต่อไป”

ที่มา : หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

สงครามซัดศก. สหรัฐฯ-อิหร่านเขย่าตลาดโลก ไทยเผชิญ 2 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ น้ำมันยังพอรองรับระยะสั้น แนะรัฐเน้นรักษาจ้างงานไม่แจกเงิน

เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือ สงคราม ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ เขย่า ศก.ไทย ระยะสั้น ‘น้ำมัน’ ยังไม่ขาดแคลน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง “ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน” กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ระบุยิ่งยืดเยื้อจะเจ็บหนักกันทุกฝ่าย สหรัฐฯ เสี่ยงจะถูกโดดเดี่ยวทั้งเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ แนะรัฐบาลรับมือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน แต่ควรสร้างการจ้างงานแทน ยืนยัน “สถานการณ์น้ำมันไทย” ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้ในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1. สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2. สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

“ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

“ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

“ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น

รัสเซียตั้งข้อกังขา!! ปมสหรัฐฯ-อิสราเอล ชี้อิหร่านขาดแท่นยิง ผู้เชี่ยวชาญชี้อิหร่านอาจยังมีแท่นยิงจำนวนมาก สวนทางคำกล่าวอ้างสหรัฐฯ-อิสราเอล ความแตกต่างข้อมูลสร้างข้อสงสัยอย่างกว้างขวาง


ผู้เชี่ยวชาญรัสเซียโต้สหรัฐฯ ชี้ยังไร้หลักฐานเป็นกลางยืนยันอิหร่านใกล้หมดแท่นยิงขีปนาวุธ

ท่ามกลางกระแสการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกมาระบุว่า คลังอาวุธของอิหร่านกำลังลดน้อยลง และจำนวนแท่นยิงขีปนาวุธก็อยู่ในภาวะร่อยหรอใกล้หมดลงเต็มที อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของรัสเซีย ที่มองว่าคำกล่าวอ้างเหล่านี้ยังขาดหลักฐานที่เป็นกลางและตรวจสอบได้อย่างแท้จริง


ยูรี ลยามิน นักวิเคราะห์การทหารชาวรัสเซียผู้มากประสบการณ์ และนักวิจัยอาวุโสแห่งศูนย์วิเคราะห์ยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีในกรุงมอสโก ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik โดยระบุอย่างชัดเจนว่า คำกล่าวอ้างของฝ่ายสหรัฐฯ ควรถูกพิจารณาด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เพราะอาจเข้าข่ายเป็นส่วนหนึ่งของ “โฆษณาชวนเชื่อทางทหาร” มากกว่าจะเป็นข้อสรุปเชิงประจักษ์ที่มีน้ำหนักเพียงพอ


ลยามินมองว่า จำนวนแท่นยิงทั้งหมดของอิหร่านอาจถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด และแม้จะเห็นได้ชัดว่าการปล่อยขีปนาวุธของอิหร่านลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่การลดลงดังกล่าวไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าอิหร่านกำลังหมดทรัพยากรทางทหาร


ในมุมมองของเขา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนการยิงลดลง อาจมาจากแรงกดดันทางอากาศอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งบีบให้อิหร่านต้องเพิ่มระดับความระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายและใช้งานระบบขีปนาวุธให้มากขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังทางเข้าอุโมงค์ภายในฐานยิงขีปนาวุธ ยังอาจสร้างข้อจำกัดทางปฏิบัติการที่สำคัญ ทำให้ฝ่ายอิหร่านต้องเสียเวลาไปกับการเคลียร์เศษซาก ตรวจสอบความเสียหาย และดำเนินการด้านความปลอดภัยก่อนกลับมาใช้งานพื้นที่หรืออุปกรณ์เหล่านั้นได้อีกครั้ง


อีกประเด็นหนึ่งที่ลยามินหยิบยกขึ้นมา คือแนวคิดในการออกแบบแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งเน้นความเรียบง่ายและต้นทุนต่ำเป็นสำคัญ โดยแท่นยิงจำนวนมากมักถูกติดตั้งบนรถพ่วงมาตรฐานหรือรถบรรทุกทั่วไป ไม่ใช่ระบบซับซ้อนราคาแพงแบบที่บางประเทศใช้งาน ข้อได้เปรียบของรูปแบบนี้คือ ทำให้อิหร่านสามารถผลิตหรือจัดเก็บอุปกรณ์ลักษณะดังกล่าวไว้ได้เป็นจำนวนมาก และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการกระจายกำลังและทดแทนความสูญเสีย
คำอธิบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การประเมินศักยภาพของอิหร่านจากจำนวนการยิงที่ลดลงเพียงอย่างเดียว อาจเป็นการมองภาพที่แคบเกินไป โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดเชิงยุทธวิธี แรงกดดันจากการโจมตีทางอากาศ และลักษณะเฉพาะของระบบอาวุธที่อิหร่านเลือกใช้


ในอีกด้านหนึ่ง ความเห็นของลยามินยังชี้ไปถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างการประเมินของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเอง โดยฝ่ายอิสราเอลอ้างว่าแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่านมากกว่าครึ่งถูกทำลายไปแล้ว ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุในลักษณะว่าอิหร่านกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแท่นยิง ซึ่งแม้จะดูสอดคล้องกันในเชิงทิศทาง แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดกลับพบว่าตัวเลขและวิธีการประเมินยังชวนให้เกิดข้อสงสัยไม่น้อย


ลยามินยกตัวอย่างว่า อิสราเอลเคยอ้างว่าทำลายแท่นยิงของอิหร่านได้ถึง 300 แท่นภายในช่วงเวลาไม่นาน แต่หลักฐานวิดีโอที่เผยแพร่โดยทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลกลับรองรับตัวเลขดังกล่าวได้เพียงประมาณหนึ่งในสิบเท่านั้น แม้จะยอมรับได้ว่าไม่ใช่ทุกการโจมตีจะมีภาพบันทึกครบถ้วน แต่ความแตกต่างที่สูงมากเช่นนี้ก็ย่อมเพียงพอจะทำให้เกิดคำถามต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกมา


ยิ่งไปกว่านั้น เขายังตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่ในวิดีโอที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐาน ก็ยังมีหลายกรณีที่ไม่น่าไว้วางใจนัก บางคลิปดูเหมือนเป็นการโจมตีรถบรรทุกธรรมดาที่อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแท่นยิง บางกรณีแสดงให้เห็นรถบรรทุกที่ชำรุดอยู่ก่อนแล้ว โดยมีการเปิดฝากระโปรงหน้าไว้ แต่กลับถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายทางทหาร ขณะที่บางคลิปก็แสดงภาพการโจมตีซ้ำต่อแท่นยิงที่ถูกทำลายไปแล้วก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่ามีการนับความเสียหายซ้ำซ้อนหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องศักยภาพทางขีปนาวุธของอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขทางทหารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ที่ดำเนินควบคู่ไปกับสนามรบจริงอย่างเข้มข้น ทุกฝ่ายต่างมีแรงจูงใจในการนำเสนอข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ของตนเอง ไม่ว่าจะเพื่อสร้างความชอบธรรม บั่นทอนขวัญฝ่ายตรงข้าม หรือส่งสัญญาณทางการเมืองต่อประชาคมระหว่างประเทศ


ท้ายที่สุด แม้จะยังไม่อาจฟันธงได้ว่าอิหร่านมีแท่นยิงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด แต่ข้อโต้แย้งของผู้เชี่ยวชาญรัสเซียรายนี้ก็ช่วยตอกย้ำว่า การประเมินสถานการณ์ในสงครามยุคใหม่จำเป็นต้องแยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้” กับ “คำกล่าวอ้างที่มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์” ให้ชัดเจนมากที่สุด เพราะในสนามความขัดแย้งปัจจุบัน ข่าวสารเองก็อาจเป็นอาวุธได้ไม่ต่างจากขีปนาวุธ

.
ที่มา : Sputnik

6 มีนาคม 2502 พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว รัชการที่ 9 เสด็จฯ เยี่ยม “พสกนิกรภาคใต้” ครั้งแรก เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย หมุดหมายสำคัญของการเสด็จเยี่ยมราษฎร

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2502 เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ 'รัชกาลที่ 9' และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ การเยี่ยมเยือนนี้ได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดเจนโดยหอภาพยนตร์แห่งประเทศไทย

หอภาพยนตร์เผยแพร่ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกเส้นทางการเสด็จฯ ครอบคลุมจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคใต้ ได้แก่ นครปฐม ชุมพร พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี โดยเริ่มเดินทางจากสถานีสวนจิตรลดาด้วยรถไฟ การเสด็จครั้งนี้จึงสะท้อนมิติทางภูมิศาสตร์ของภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันในทริปเดียว

จังหวัดต่าง ๆ อย่างสงขลาและระนอง ยังคงรำลึกถึงเหตุการณ์ในปี 2502 อย่างต่อเนื่องโดยจัดทำสื่อและพื้นที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง อาทิ "Royal Initials Rocks" ที่จารึกพระปรมาภิไธยย่อบนก้อนหินเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสด็จฯ

หลักฐานการเสด็จฯ นี้ยังถูกรวบรวมเป็นหนังสือโดยสำนักพระราชวังที่ได้รับการบรรณานุกรมและเก็บรักษาในห้องสมุดหลายแห่ง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันความสำคัญของเหตุการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน

กล่าวโดยสรุป วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2502 คือวันเปิดทริปประวัติศาสตร์ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของ 'รัชกาลที่ 9' ในการเยี่ยมเยือนพสกนิกรภาคใต้ ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนและแวดวงประวัติศาสตร์ไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=EEGmN902AxE

7 มีนาคม 2494 รำลึกวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ‘สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร’ อธิบดีกรมสาธารณสุขคนแรก ผู้แยกหน้าที่ 'แพทย์-เภสัชกร' ตามแบบแผนที่ถูกหลัก

วันสิ้นพระชนม์ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร” บุคคลสำคัญของราชการแผ่นดินและงานสาธารณสุขไทย

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2494 เป็นวันสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 และบุคคลสำคัญในงานราชการและสาธารณสุขไทย พระองค์ได้จากโลกไปขณะที่มีพระชนมายุ 65 ปี ณ วังถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร

พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก เช่น คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และประธานองคมนตรี ในช่วงเวลาปลายพระชนมชีพ สื่อและองค์กรการศึกษามักระลึกถึงพระองค์ในฐานะ "ศูนย์รวมงานระบบ" ที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของกลไกบ้านเมือง

ในอีกมิติหนึ่ง พระองค์ทรงมีบทบาทเด่นในด้านการแพทย์และสาธารณสุข เป็นผู้ผลักดันและจัดระบบด้านบุคลากร การศึกษา และบริหารสาธารณสุข เพื่อยกระดับงานนี้สู่ระบบสมัยใหม่ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

การรำลึกถึงวันที่ 7 มีนาคม จึงไม่ใช่แค่การรำลึกถึงบุคคลเพียงคนเดียว แต่ยังสะท้อนบทบาทของผู้ประคองระบบราชการและสาธารณสุข รวมทั้งมรดกความคิดและแนวทางบริหารที่จะส่งผลต่อโครงสร้างงานราชการในยุคต่อไป

วันสำคัญนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาของประเทศผ่านบุคคลผู้ทำงานในระดับโครงสร้าง ที่แม้ผลงานจะไม่โดดเด่นในข่าวรายวัน แต่มีอิทธิพลยาวไกลต่อสังคมไทย

ที่มา : https://shorturl.asia/RL60U

แบมแบมลุยแฟชั่น!! เผยปีนี้ลองสิ่งใหม่ เล็งเต็มตัวก่อนอายุ 30 อาจแทบไม่ได้ขึ้นเวที เน้นแฟชั่น-ธุรกิจร่วมมือใหม่

(5 มี.ค. 69) แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ประกาศแผนปีนี้ในการเปิดทางทำงานนอกเหนือจากเพลงที่เขาคุ้นเคย โดยตั้งใจจะลงลึกในเส้นทางแฟชั่นอย่างเต็มตัว ก่อนที่จะเข้าสู่อายุ 30 ปีในเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมกับย้ำว่าอาจแทบไม่ได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตในปีนี้

"ปีนี้ไม่ได้เล่นหนังชัวร์ๆ เพราะผมยังไม่มั่นใจในการแสดง" แบมแบมกล่าวในงาน "The Symphony of GLOWolution" ที่ลานพาร์ค พารากอน พร้อมกับเผยแผนจะลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งด้านแฟชั่นและธุรกิจ โดยไม่มีการกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจน "ผมจะไม่รีบร้อน มีความสุขกับขั้นตอนนั้น แล้วค่อยปล่อยออกมา" เขาเผยผ่านงานนี้

แม้จะอยู่ในโหมดแฟชั่นอยู่แล้ว แต่เขาต้องการขยายขอบเขตให้มากขึ้น โดยคร่าวๆ เขาประเมินว่าโครงการใหม่นี้ทำไปแล้วประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และยังตั้งใจจะทดลองสิ่งใหม่ๆ ให้แฟนคลับได้ชมกัน "ปีนี้อาจจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นในตัวผมมาก่อน" แบมแบมกล่าว

เขายังเล่าถึงการเซอร์ไพรส์ไปเยี่ยม 'มาร์ค ต้วน' ในแฟนมีตติ้งที่มาเก๊า พร้อมยืนยันว่าปีนี้จะลดการขึ้นเวทีอย่างชัดเจน เพื่อให้เวลากับเรื่องแฟชั่นและธุรกิจที่เขาตั้งใจทำมากขึ้น

นอกจากนี้ แบมแบมยังชี้แจงเรื่องเลือดกำเดาไหลที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อยและไม่มีความรุนแรง เขาย้ำว่า "ผมโอเคครับ ไม่ได้เป็นอะไรมาก"

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10159792

ศึกอิหร่านยังไม่จบ!! สภาสูงไม่ผ่านมติคุม “อำนาจสงคราม” ของทรัมป์ เสียงข้างน้อยสนับสนุน ร่างโดยเดโมแครต ข้อเสนอต้องให้รัฐสภาอนุมัติใช้กำลังทหาร เหตุโจมตีอิหร่าน-อิสราเอลเพิ่มความตึงเครียด

(5 มี.ค. 69) วุฒิสภาสหรัฐอเมริกาลงมติไม่รับรองร่างมติที่จำกัดอำนาจทางทหารของประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ต่ออิหร่านตามผลการลงคะแนนเชิงกระบวนการล่าสุด โดยมีวุฒิสมาชิก 53 คนคัดค้าน ในขณะที่สนับสนุนเพียง 47 คน

ร่างมติดังกล่าวเสนอให้สหรัฐฯ ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาก่อนดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องยุติการเกี่ยวข้องของกองกำลังสหรัฐฯ ที่ไม่ได้รับอนุญาตภายใน 30 วัน เว้นแต่เป็นเหตุผลกรณีภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นหรือการโจมตีโดยตรงต่อสหรัฐฯ

'แรนด์ พอล' วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากเคนทักกี เป็นผู้สนับสนุนร่างมติในพรรครีพับลิกันเพียงคนเดียว ขณะที่ 'จอห์น เฟตเทอร์แมน' สมาชิกเดโมแครตเห็นต่างจากพรรค

การลงมติดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเป้าหมายในอิหร่านรวมถึงกรุงเตหะรานส่งผลให้เกิดความเสียหายและผู้เสียชีวิตในหมู่พลเรือน รวมทั้งตอบโต้กันด้วยการโจมตีพื้นที่ของอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งที่รุนแรงและซับซ้อนในภูมิภาค โดยการปะทะที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงระดับนานาชาติอย่างชัดเจน

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top