Monday, 27 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

ครม.ลุยลดพลังงาน!! สั่ง WFH เต็มรูปแบบเร่งลดใช้ไฟ ถอดสูทประชุมปรับแอร์ 26 องศาฯ ระงับเดินทางต่างประเทศ ยกเว้นภารกิจจำเป็น เป้าประหยัดพลังงาน ลดใช้พลังงานลง 5%

(10 มี.ค. 69) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานด้วยการดำเนินงาน Work from Home (WFH) เต็มรูปแบบสำหรับข้าราชการทั่วประเทศ พร้อมระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน เพื่อสกัดผลกระทบราคาพลังงานโลกผันผวน จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุในแถลงการณ์ว่า "ทุกหน่วยงานราชการต้องปรับรูปแบบการทำงานเป็น WFH ทันทีจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ขณะที่หน่วยงานที่บริการประชาชนโดยตรงจึงยังต้องดำเนินการตามปกติ" พร้อมมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การถอดสูทในที่ประชุม การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า

รัฐบาลสั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐ ยกเว้นภารกิจสำคัญและจำเป็นเท่านั้น เพื่อคุมค่าใช้จ่ายและลดการใช้พลังงานในช่วงวิกฤต โดยเน้นการประหยัดพลังงานในหน่วยงาน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในที่ประชุม

สำหรับสถานการณ์พลังงานไทย น้ำมันสำเร็จรูปใช้งานเฉลี่ย 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ โดยมีปริมาณสำรองน้ำมันรวม 8,055 ล้านลิตร ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้ได้ระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน มีการวางมาตรการลดการใช้พลังงานในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายลดการใช้พลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้าลงประมาณ 5% ซึ่งจะลดการใช้น้ำมันลงประมาณ 330,000 ลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาท และประหยัดไฟฟ้าได้ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน รัฐบาลตั้งเป้าสร้างความมั่นคงพลังงานและต้นแบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/147926

‘พีช’ คว้าปริญญาโท นักแสดงหนุ่ม 'พีช-พชร จิราธิวัฒน์' ชื่นชมความสำเร็จ คว้าปริญญาโทสองใบจากอ็อกซ์ฟอร์ด ครอบครัวพร้อมใจร่วมแสดงความยินดี แฟนคลับชื่นชมฝีมือและความตั้งใจ

(10 มี.ค. 69) นักแสดงหนุ่ม 'พีช-พชร จิราธิวัฒน์' สามารถทำตามความฝันสำเร็จด้วยการคว้าปริญญาโทสาขา Major Programme Management จาก Keble College, University of Oxford ประเทศอังกฤษ ในวัย 31 ปี หลังจากปีที่แล้วเพิ่งรับปริญญาโทจาก Saïd Business School, University of Oxford

ขณะที่คุณแม่ 'ส้ม ชนัดดา' ได้เผยภาพอบอุ่นของครอบครัวที่มาร่วมแสดงความยินดีกับ 'พีช' อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งสามี 'ธีรยุทธ์ จิราธิวัฒน์' และบุตรสาว 'แพร พิมพิศา' กับบุตรชาย 'พาย เขมณัฏฐ์'

แฟนๆ ต่างร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของ 'พีช' และชื่นชมให้เขาเป็นนักแสดงที่มากความสามารถและมีความตั้งใจในทุกบทบาท "ฝีมือโดดเด่นทั้งในจอและนอกจอ" เป็นคำพูดที่ผู้ติดตามหลายคนมอบให้

ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความขยันและตั้งใจของ 'พีช' ที่ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง แม้จะเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิงแต่ก็พร้อมเรียนรู้และต่อยอดการศึกษาอย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9877346/

กรุงเทพครองแชมป์ เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย 2026 เฉือนชนะ โตเกียว สิงคโปร์ ครบเครื่องกินเที่ยวพัก มัดใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก

(10 มี.ค. 69) กรุงเทพมหานครได้รับการยกย่องให้เป็น "เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย 2026" โดยนิตยสาร DestinAsian ในการประกาศผลรางวัล Readers’ Choice Awards ซึ่งเฉือนเอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่างโตเกียว และสิงคโปร์ไปอย่างภาคภูมิใจ

นาย'เอกวรัญญู อัมระปาล' โฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า "กรุงเทพฯ คว้ารางวัลครั้งนี้เพราะเมืองมีเสน่ห์ที่ลงตัว ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความทันสมัยได้อย่างน่าทึ่ง และยังเป็นสวรรค์ของนักกิน ตั้งแต่สตรีทฟู้ดระดับโลก ไปจนถึงร้านอาหารไฮเอนด์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์"

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเสนอประสบการณ์หลากหลายเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทั้งโรงแรมหรูระดับ Ultra-luxury ย่านศิลปะและสถานบันเทิงสุดฮิต พร้อมทั้งรับรองด้วย "จิตวิญญาณแห่งรอยยิ้ม" การต้อนรับที่ประทับใจ ตั้งแต่พี่วิน พี่ตุ๊กตุ๊ก ไปจนถึงพนักงานโรงแรม 5 ดาว

"กล่าวได้ว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เที่ยวสนุก กินอร่อย พักสบาย และมีเสน่ห์ไม่เหมือนใครในทุกหัวมุมถนน" โฆษก กทม. กล่าวทิ้งท้ายว่านี่คือแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าเที่ยวและน่าอยู่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1398733328955667&id=100064570394286&rdid=yr1KeGmAkNSr73tE#

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

แพทย์ไทย–ต่างชาติ แลกเปลี่ยนความรู้ โชว์เทคนิค Modern Facelift Plus ตอกย้ำมาตรฐานศัลยกรรมไทย มุ่งสู่ศูนย์กลางความงามเอเชีย

บางมดเอสเธติค ตอกย้ำบทบาทผู้นำศัลยกรรมความงามระดับนานาชาติ จัดประชุมวิชาการ “Global Advancements in Facelift & Breast Surgery 2026” เปิดเวทีองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพศัลยแพทย์ตกแต่งไทยสู่เวทีโลก

โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค (Bangmod Aesthetic Hospital: BAH) ตอกย้ำจุดยืนในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมความงามระดับนานาชาติ จัดงานประชุมวิชาการ “Global Advancements in Facelift & Breast Surgery 2026” รวมศัลยแพทย์ตกแต่งจากประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และต่อยอดศักยภาพศัลยแพทย์ไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล สะท้อนความเชื่อมั่นของวงการศัลยกรรมความงามที่มีต่อฝีมือและมาตรฐานการรักษาของประเทศไทย

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศัลยกรรมการดึงหน้าและศัลยกรรมตกแต่งทรวงอก โดยมี นพ. ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และ CEO ของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค พร้อมด้วยพญ. ภาวิณี อรรณพพรชัย และ นพ. รัชภูมิ เกตุแก้ว ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งของโรงพยาบาล ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเทคนิคในการดึงหน้าขั้นสูง “Modern Facelift Plus” ซึ่งเป็นการดึงหน้าในชั้นลึกที่เป็นเทคนิคเฉพาะของบางมด ด้วยการเย็บใบหน้าชั้น SMAS ถึง 3 ขั้นตอน (Triple SMAS) ผสานการดึงหน้าร่วมกับการเติมไขมันบนใบหน้า (Fat Grafting) เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้อย่างยาวนานขึ้น ตลอดจนมีการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าในแต่ละเคสที่เหมาะสมเฉพาะตัวบุคคล และการออกแบบผลลัพธ์ก่อนผ่าตัด ภายใต้แนวคิด “แผลเล็ก เจ็บน้อย หายเร็ว ดูเป็นธรรมชาติ” โดยมุ่งเน้นความปลอดภัย ความสมดุล และมาตรฐานการรักษาในระดับโรงพยาบาลชั้นนำ

นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังได้รับเกียรติจากแพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่งทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมบรรยาย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทั้งในหัวข้อของ Facial Palsy โดย Dr.Tsz Yin Voravitvet และ Concept of 3D Printing Breast Volume โดย Dr.Jo Chun Hsiao เป็นต้น โดยภายหลังการบรรยาย หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน ทางโรงพยาบาลได้เปิดโอกาสให้แพทย์ทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมได้เข้าร่วมสังเกตการณ์เทคนิคในการผ่าตัด Modern Facelift Plus ที่ได้รับการยอมรับและความสนใจจากแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งจากต่างประเทศที่เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก และถือเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของทีมศัลยแพทย์ตกแต่งไทย ตลอดจนความพร้อมของระบบห้องผ่าตัด การดูแลคนไข้ระหว่างพักฟื้น และภายหลังจากการผ่าตัดที่ได้มาตรฐานระดับสากล
นพ. ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค กล่าวว่า “การจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่คืออีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมที่จะเปิดศูนย์เฉพาะทางด้านการดึงหน้าอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นการตอกย้ำว่าศัลยแพทย์ตกแต่งของไทยมีศักยภาพและมาตรฐานในการผ่าตัดไม่แพ้ชาติใดในโลก เราเชื่อว่าการเปิดบ้านให้แพทย์จากต่างประเทศเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และศึกษาดูงานในครั้งนี้ คือการสะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพของทีมแพทย์เรา ตลอดจนระบบการดูแลรักษา และมาตรฐานความปลอดภัยของโรงพยาบาล บางมดเอสเธติคที่มุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ วิจัยพัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดผลลัพธ์การรักษา และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศัลยกรรมความงามด้านการดึงหน้าของภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน”
การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติคในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมดึงหน้าและศัลยกรรมตกแต่งทรวงอกของประเทศไทย แต่ยังสะท้อนภาพประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของวงการศัลยกรรมความงามระดับนานาชาติ และด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานพยาบาลด้านศัลยกรรมความงาม หากแต่เป็นศูนย์กลางแห่งความก้าวหน้าทางวิชาการ ที่พร้อมขับเคลื่อนวงการศัลยกรรมความงามไทยสู่ระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ไฟเขียวแรงงาน!! ครม.เห็นชอบยืดต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ “ลาว-เมียนมา-เวียดนาม” มากกว่า 3.7 แสนคนได้รับผล สกัดแรงงานผิดกฎหมาย-ลดผลกระทบเศรษฐกิจ

ครม.ไฟเขียวขยายเวลาแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ “ลาว -เมียนมา- เวียดนาม” กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึง 31 มี.ค.69 หวั่นกระทบระบบเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลาดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าวสัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึงวันที่ 31 มี.ค.2569จากเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อไม่ให้แรงงานกลุ่มนี้ หลุดออกจากระบบ กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและแรงงานของประเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

รมว.แรงงาน ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ มติครม.ยังได้ให้มีการขยายระยะเวลาในส่วนของการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางและตรวจลงตรา (วีซ่า) จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผัน เมื่อประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ในระหว่างนี้นายจ้างที่มีแรงงานทั้ง 3 สัญชาติในสังกัดและผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสาร ได้ทางเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน www.mol.go.th เว็บไซต์กรมการจัดหางาน www.doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แจงปมโพสต์ภาพสอบเข้า ขอโทษทีมจัดสอบ-โรงเรียนเตรียมอุดมฯ ชี้โพสต์ภาพเพราะเป็นห่วงเด็กนักเรียน ย้ำไร้เจตนาทำเสียหาย

กราบขออภัยทุกฝ่าย แจงโพสต์ภาพสอบเข้าเกิดจากความห่วงใยนักเรียน

นายจิรัฐชัย ปวีร์วรานนท์ ออกมาชี้แจงพร้อมกล่าวคำขออภัยต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จากกรณีที่ได้โพสต์ภาพเกี่ยวกับการสอบเข้าของนักเรียน ซึ่งเป็นภาพที่มีการวางเงินและของมีค่าลงบนพื้นและบริเวณถังขยะ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย

ในถ้อยแถลง นายจิรัฐชัยระบุว่า ภาพดังกล่าวได้มาจากคุณแม่ของหลาน ซึ่งเดินทางไปเฝ้าลูกสอบตลอดทั้งวัน ก่อนจะส่งต่อภาพมาให้ตน โดยยืนยันว่าการนำภาพมาเผยแพร่และแสดงความคิดเห็นนั้น มีจุดเริ่มต้นจากความเป็นห่วงในฐานะผู้ปกครอง ไม่ได้มีเจตนาสร้างความเสียหายต่อบุคคลหรือสถาบันใด

เขาอธิบายว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความกังวลคือกรณีของนักเรียนบางคนที่อาจต้องเดินทางกลับที่พักด้วยตนเอง หลังเสร็จสิ้นการสอบ โดยไม่มีผู้ปกครองมารอรับ อีกทั้งยังอาจมีนักเรียนบางส่วนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้ติดต่อสื่อสารกับครอบครัว ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่สะดวกหรือความไม่ปลอดภัยได้ในบางสถานการณ์

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายจิรัฐชัยได้กล่าวขออภัยไปยังคณะทีมงานจัดสอบ ท่านผู้อำนวยการ คณะครูอาจารย์ ทีมบริหาร ตลอดจนนักเรียนปัจจุบันและศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หากการโพสต์และการแสดงความคิดเห็นของตนได้กระทบต่อชื่อเสียงของโรงเรียน หรือกระทบต่อความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญของคำชี้แจงครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้เจตนาของผู้โพสต์จะมาจากความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของนักเรียน แต่เมื่อประเด็นดังกล่าวส่งผลต่อภาพลักษณ์และความรู้สึกของส่วนรวม การออกมาแสดงความรับผิดชอบและกล่าวคำขออภัยอย่างตรงไปตรงมา จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการคลี่คลายสถานการณ์

กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของการสื่อสารในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถานศึกษา เด็กนักเรียน และความปลอดภัยของผู้เข้าสอบ ซึ่งเป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจอย่างมาก การแสดงความคิดเห็นด้วยความห่วงใยอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบในวงกว้างควบคู่กันไป

HDD โตแรง หนุนเศรษฐกิจ AI หนุนความต้องการฮาร์ดดิสก์ บีโอไอผลักดันไทยเป็นฐานผลิต เวสเทิร์น ดิจิทัล ขยายกำลังผลิต เทคโนโลยี HAMR ยกระดับนวัตกรรมไทย

AI หนุนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์โตแรง บีโอไอผลักดันไทยฐานผลิตระดับโลก

ในยุคที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผู้คนอาจมองว่าเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่ เช่น “โซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD)” (อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตแบบก้าวกระโดดของดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับทำให้ HDD (หน่วยวัดความจุข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่) ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลโลก โดยเฉพาะในระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องการความคุ้มค่าด้านต้นทุน

รายงานจากสื่อเทคโนโลยี TechRadar และข้อมูลวิเคราะห์จาก TrendForce ระบุว่า ความต้องการใช้งานระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับ AI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลทั่วโลกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการใช้งาน AI, Generative AI, Large Language Model (LLM) รวมถึงบริการคลาวด์ของทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐ ส่งผลให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บข้อมูลที่สามารถรองรับข้อมูลปริมาณมหาศาลในต้นทุนที่คุ้มค่า ซึ่งยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของเทคโนโลยี HDD

HDD จาก “เทคโนโลยีเก่า” สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI

แม้ SSD จะโดดเด่นด้านความเร็ว แต่ HDD ยังคงได้เปรียบในเชิงต้นทุนต่อเทราไบต์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ระยะยาวในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งผู้ให้บริการระดับโลกยังคงพึ่งพา HDD เป็นสัดส่วนหลัก และมีความต้องการฮาร์ดดิสก์ความจุสูงระดับ 20–30 เทราไบต์ต่อไดรฟ์อย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มดังกล่าวทำให้ตลาด HDD ที่เคยชะลอตัวกลับมาฟื้นตัว และเริ่มเผชิญภาวะตึงตัวด้านอุปทาน โดยเฉพาะในกลุ่มฮาร์ดดิสก์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและมาตรฐานความเสถียรสูง

สถานการณ์นี้จึงเป็น “โอกาสสำคัญ” สำหรับประเทศไทย จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีเดิม โดยไทยยังเป็นหนึ่งในฐานการผลิต HDD ที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งมีผู้ผลิตระดับโลกอย่าง เวสเทิร์น ดิจิทัล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) และ ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) เป็นกำลังหลัก สะท้อนความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมต่อศักยภาพของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิต HDD ของโลก

เวสเทิร์น ดิจิทัล กับการยกระดับฐานผลิตในไทย

หนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมนี้คือ เวสเทิร์น ดิจิทัล (Western Digital) ผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายใหญ่ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีฐานการผลิตในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เวสเทิร์น ดิจิทัล ครองส่วนแบ่งตลาดฮาร์ดดิสก์ประมาณหนึ่งในสามของตลาดโลก โดยประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อการส่งออก และสามารถผลิตฮาร์ดดิสก์ความจุสูงสุด 32 เทราไบต์ด้วยเทคโนโลยี PMR (Perpendicular Magnetic Recording) พร้อมเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด บริษัท เวสเทิร์น ดิจิทัล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี Heat-Assisted Magnetic Recording (HAMR) เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) รองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม Data Center และ AI การลงทุนครั้งนี้สะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากฐานการผลิตสู่ฐานเทคโนโลยีขั้นสูง โดยการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไม่เพียงเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรม แต่ยังช่วยยกระดับทักษะแรงงานไทยและเชื่อมโยงซัพพลายเชนภายในประเทศให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกันนี้ โครงการดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เข้มข้น และช่วยเสริมบทบาทของประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมด้าน HDD และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค.

ในภาพรวม อุตสาหกรรม Data Center และ AI กำลังยกระดับบทบาทของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลจากเพียงส่วนประกอบทางเทคนิค สู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะความสามารถในการจัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ คือปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันในยุค AI การที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเลือกลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทย ทั้งด้านบุคลากร วิศวกรรมการผลิต และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีความพร้อมรองรับเทคโนโลยีรุ่นใหม่

ขณะเดียวกัน ภาพรวมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุน 303 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 249,000 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลกที่กำลังขยับจาก “ฐานการผลิต” สู่ “ฐานเทคโนโลยีขั้นสูง”อย่างชัดเจน

การกลับมาของ HDD ในครั้งนี้สะท้อนการปรับตัวของเทคโนโลยีให้สอดรับกับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI ในวันที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ HDD จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอีกต่อไป หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก และไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในฐานการผลิตหลักของเทคโนโลยีนี้ ด้วยแรงหนุนจาก AI การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมกับนโยบายเชิงรุกของบีโอไอที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต

เดือดกลางอาเซียน!! “พรรครักชาติ” จี้ “ฟิลิปปินส์” ปม VTR อาเซียนเปิดทางเขมรเคลมวัฒนธรรมไทย หวั่นบิดเบือนวัฒนธรรม สร้างข้อเข้าใจผิดทั่วโลก เรียกร้องกระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการเชิงรุก

“พรรครักชาติ” ซัดฟิลิปปินส์ประธานอาเซียน ต้องตอบ ปล่อยให้เขมร เคลมชุดไทยใส่โปรโมต ใน VTR อาเซียนได้อย่างไร?

10 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. จากกรณีฟิลิปปินส์ประธานอาเซียนเผยแพร่ VTR โปรโมทการท่องเที่ยวอาเซียนล่าสุด ซึ่งนักแสดงตัวแทนกัมพูชาและไทย ใส่ชุดห่มสไบ ลักษณะเหมือนกันจนแยกไม่ออก

ล่าสุด นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าว ระบุว่า จากการที่กัมพูชาเผยแพร่วิดีโอโปรโมทในนามของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งออกสู่สายตาประชาคมโลก ในลักษณะจงใจให้นักแสดงสวมใส่ชุดที่มีความคล้ายคลึงกับ "ชุดไทย" อย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยการห่มสไบ ซึ่งถือเป็นการส่งสาร สร้างความเข้าใจผิดในระดับสากลว่า เครื่องแต่งกายดังกล่าวมีจุดกำเนิดมาจากประเทศกัมพูชา

"กัมพูชา เคลมวัฒนธรรมไทยสำเร็จไปอีกหนึ่งขั้นแล้วนะครับ เพราะว่าตอนนี้ วิดีโอโปรโมทอาเซียน ที่มีการเผยแพร่ไปทั่วทั้งโลกนะครับ ชาวกัมพูชาเขาใส่ชุดที่มีลักษณะคล้ายชุดไทยมาก ๆ นะครับ โดยมีดีเทลก็คือเขาจะมีสไบ เหมือนคนไทยเลย" นายภูมิ กล่าว

ทั้งนี้ รองโฆษกพรรครักชาติ ยังกล่าวด้วยว่า แม้พลังโซเชียลของคนไทยจะแห่เข้าไปคอมเมนต์ถล่มทลายเพื่อปกป้องสิทธิ์และให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ จนนำไปสู่การลบคลิป หรืออาจเป็นแค่การบล็อก IP คนไทย ซึ่งนี้คือ "เจตนาอันชัดเจน" ของประเทศเพื่อนบ้านที่ฉลาดในการใช้สื่อสมัยใหม่ (Modern Media) เพื่อล้างสมองชาวโลก และเคลมว่าตนคือเจ้าของออริจินัล

รองโฆษกพรรครักชาติ ยังเปรียบเทียบ ให้เห็นภาพชัดเจนด้วย ว่า "กอดทะเบียนสมรสไว้ทำไม ถ้าเมียมีชู้ก็ต้องตามไปตบ!"

"การจดทะเบียนกับยูเนสโกก็เป็นเรื่องนึงนะครับ มันเหมือนกับอะไร รู้ไหมครับ มันเหมือนกับการที่สมมติว่าเรามีภรรยา แล้วภรรยาเรามันไปมีชู้ใช่ไหมครับ พอภรรยาเรามีชู้เนี่ย ต่อให้เรากอดทะเบียนสมรสเอาไว้เลย เรากอดทะเบียนที่เราจดเอาไว้เลย คนทั่วไปเขาก็เห็นว่าภรรยาเราเนี่ย ไปควงแขน ไปอยู่กับคนอื่น คนก็เกิดความเข้าใจผิดครับว่า เฮ้ย สรุปคนไหนเป็นชู้ คนไหนเป็นตัวจริงกันแน่ เราต้องตามไปตบชู้เราด้วยนะครับผม" รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าว

นอกจากนี้ นายภูมิ ยังส่งสารถึงกระทรวงวัฒนธรรม ด้วยว่า ถึงเวลาที่หน่วยงานภาครัฐของไทยต้อง "ตื่น" และดำเนินการ "เชิงรุก" อย่างเต็มรูปแบบได้แล้ว พร้อมเสนอแนวทาง ต้องประกาศให้โลกรับรู้ โดยรัฐบาลไทยต้องแสดงจุดยืนและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้ทั่วโลกรับรู้ว่า "สไบและโจงกระเบน" คือวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย พร้อมตอบโต้การบิดเบือน โดยต้องหยุดยั้งกัมพูชาที่กำลังใช้เวทีสากลประกาศว่าตนเป็น Originality และกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายไปเคลมของเขา พร้อมเรียกร้องถึงประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนในขณะนี้ ต้องมีคำตอบ ให้ชัดเจนถึงคำถามเรื่องนี้

"อยากจะขออนุญาตนะครับ ส่งข้อความนี้ไปถึงกระทรวงวัฒนธรรม เราจะต้องดำเนินการเชิงรุกให้ประเทศทั่วทั้งโลกรู้ว่าใครกันแน่ครับ ที่เป็น Originality เพราะว่าตอนนี้กัมพูชาประกาศเลยว่าสไบเขาเป็น Originality และไทยกำลังที่จะเคลมว่าเป็นของไทย แต่จริง ๆ แล้วเป็นของเขา ซึ่งจริง ๆ แล้วหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด ไม่ได้บอกว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องจริงครับ ได้เวลาแล้วครับกระทรวงวัฒนธรรม ที่ตอนนี้นะครับ เราจะต้องบอกว่า ใครคือเจ้าของวัฒนธรรมตัวจริงครับ" นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าว

จีนดันดิจิทัล!! เปิดร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี เน้น AI+ สร้างจีนดิจิทัลเต็มรูปแบบ หนุนไทยยกระดับเทคโนโลยีและการเกษตร ขยายความร่วมมือยานยนต์ไฟฟ้าในอาเซียน

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีน เปิดโอกาสไทยยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัล

จีนได้เปิดเผยร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของประเทศระหว่าง "การประชุมสองสภา" เมื่อไม่นานนี้ โดยเอกสารดังกล่าวนำเสนอทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งให้ความสำคัญกับการเสริมสร้าง "จีนดิจิทัล" (Digital China) โดยยกระดับการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลผ่านการขยับขยายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์พลัส (AI+) ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการบริหารปกครองบ้านเมือง

คณะอาจารย์และนักศึกษาชาวไทยจำนวนมากมองว่าแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีนกำหนดให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนากำลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ ขณะไทยเร่งการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เช่นเดียวกัน ซึ่งมุ่งเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล การประยุกต์ใช้งานจริง และการบ่มเพาะผู้มีความรู้ความสามารถ โดยมีเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัลแห่งอาเซียน

ด้วยเหตุนี้ จีนและไทยมีแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกันและจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน โดยจีนสามารถแบ่งปันเทคโนโลยีที่พัฒนาดีแล้ว แนวทางการประยุกต์ใช้งาน และบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อช่วยไทยยกระดับภาคการเกษตร การขนส่ง พลังงาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ หลังจากทั้งสองประเทศส่งเสริมความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านการขนส่งอัจฉริยะอย่างลึกซึ้งต่อเนื่องจนเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อเดือนมกราคม 2026 บริษัท หนานหนิง เรล ทรานซิท อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด (NNRT) และเทศบาลนครขอนแก่นได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ด้านการลงทุนและความร่วมมือในการสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ (Mobility as a Service - MaaS) ของเทศบาลนครขอนแก่น โดยประยุกต์ใช้โครงสร้างที่พัฒนาแล้วของ "หนานหนิง เรล วัน-โคด แอคเซส" (Nanning Railway One-Code Access) เพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางไร้รอยต่อโดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (big data)

ฟิล์มหรือหลี่หลิงไฉ่ นักศึกษาชาวไทยในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน กล่าวว่าระบบการเดินทางที่สะดวกสบายและชาญฉลาดเป็นสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการใช้ชีวิตในจีน โดยแค่ระบุจุดหมายปลายทางที่ต้องการ แอปพลิเคชันของจีนจะเสนอตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลายและที่ดีที่สุดให้ทันที หรือในเมืองหนานหนิงก็สามารถสแกนรหัสคิวอาร์เพื่อใช้จักรยานแชร์ใช้และขึ้นรถไฟใต้ดินได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบมากที่สุด จึงหวังว่าอนาคตไทยจะมีระบบการเดินทางที่สะดวกสบายเช่นนี้

จีนและไทยยังเดินหน้าความร่วมมือด้านการเกษตรอัจฉริยะภายใต้แผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) และความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งประเทศจีนจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน-ไทยในจังหวัดนครปฐมเพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและระบบอัจฉริยะในการปลูกข้าวและอ้อย หรือบริษัทจากจีนร่วมพัฒนาโครงการการเกษตรอัจฉริยะในแหล่งปลูกทุเรียนของไทย ซึ่งใช้ระบบควบคุมน้ำและปุ๋ยเชิงอัจฉริยะ การตรวจสอบสภาพดินแบบเรียลไทม์ และการจัดการผ่านอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (IoT)

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทางการเกษตร รวมถึงอุปกรณ์การเกษตร ผ่าน "ปัญญาประดิษฐ์พลัส" อย่างเต็มรูปแบบเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมต่างๆ ในทุกมิติ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการแบ่งปันโอกาสแก่นานาประเทศทั่วโลกเพื่อบรรลุการพัฒนาร่วมกัน โดยคณะอาจารย์และนักศึกษาชาวไทยในจีนคาดหวังว่าปัญญาประดิษฐ์ของจีนจะเกื้อหนุนการพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะในไทยยิ่งขึ้น

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนและไทยได้กระชับความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของจีน เช่น บีวายดี (BYD) เกรทวอลล์มอเตอร์ (GWM) ฉางอัน ออโตโมบิล (Changan Automobile) และจีเอซี กรุ๊ป (GAC Group) เปิดฐานการผลิตในไทย ทำให้เกิดการพัฒนาชิ้นส่วน โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของไทย โดยพนัส สืบยุบล หรือหลี่เล่อ นักศึกษาปริญญาเอกสาขาบริหารธุรกิจในจีน เผยว่าเขาใช้รถของฉางอันที่มีระบบล้ำสมัย สั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยได้

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ยังระบุการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์ เช่น ยานพาหนะพลังงานใหม่เชื่อมต่ออัจฉริยะและการบินอวกาศ รวมถึงการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีควอนตัมและส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ ซึ่งนิศาชล ไทยทอง หรือไท่ลู่ลู่ นักวิจัยชาวไทยประจำสถาบันวิจัยจีน-อาเซียนแห่งมหาวิทยาลัยกว่างซี กล่าวว่าจีนพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างก้าวกระโดด ประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง สร้างข้อได้เปรียบด้านพลังการประมวลผล ระบบอุตสาหกรรมครบวงจร และประสิทธิภาพสูง

นิศาชลกล่าวว่าไทยมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เช่นเดียวกับจีน โดยตั้งเป้าหมายประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม ดังนั้นจีนสามารถช่วยส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และบ่มเพาะบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาในไทย ซึ่งจะยกระดับจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายและมอบผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top