Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

คืนอำนาจสู่ประชาชน! ย้อนรอยเส้นทาง ‘อนุทิน’ ชิงยุบสภา ตัดหน้าซักฟอก ปูทางเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาฯ 69

ภายหลังจากที่สถานการณ์การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ในปี 2569 บรรยากาศการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ทั่วทั้งประเทศกำลังจับตามองก้าวต่อไปของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ตัดสินใจประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนได้ตัดสินอนาคตประเทศอีกครั้ง

 ชนวนเหตุสะบั้นรัก: เมื่อ "ดีลพิเศษ" ถึงทางตัน

จุดเริ่มต้นของการประกาศยุบสภาครั้งนี้ มาจากข้อตกลงประวัติศาสตร์ระหว่าง พรรคภูมิใจไทย และ พรรคประชาชน เมื่อเดือนกันยายน 2568 หลังจากที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายอนุทินได้รับเสียงสนับสนุนให้ขึ้นดำรงตำแหน่งภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ "ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน" เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งพุ่งถึงขีดสุดในช่วงต้นเดือนธันวาคม เมื่อเกิดความเห็นต่างอย่างรุนแรงในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องอำนาจ สว. จนนำไปสู่เหตุการณ์สภาล่มซ้ำซาก และพรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้นายอนุทินตัดสินใจประกาศยุบสภาทันทีเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง

พลิกหน้าประวัติศาสตร์! ‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ เปิดซีเกมส์ 2025 อย่างยิ่งใหญ่ ชูคอนเซปต์ “We Are One” สานสัมพันธ์อาเซียน

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร กลายเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความภาคภูมิใจของชาวไทยและภูมิภาคอาเซียน เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (SEA Games 2025) อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศสุดตระการตาที่ผสมผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมไทยได้อย่างลงตัว

 ความสง่างามแห่งราชวงศ์ไทยในฐานะ “ราชินีนักกีฬา”

ไฮไลต์สำคัญที่สร้างความปลาบปลื้มใจแก่พสกนิกรคือการที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินร่วมกับขบวนนักกีฬาทีมชาติไทยเข้าสู่สนาม ในฐานะทรงเป็นหนึ่งในนักกีฬาตัวแทนทีมชาติไทยที่จะลงแข่งขันในประเภทกีฬาเรือใบ (Keelboat SSL47) ซึ่งนับเป็นภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถและจิตวิญญาณนักกีฬาที่ทรงร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพสกนิกรและเพื่อนนักกีฬาจากทั้ง 11 ประเทศ

ในพิธีเปิด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยทรงอวยพรให้นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทุกคนประสบความสำเร็จภายใต้มิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนให้แน่นแฟ้นสืบไป

2 มกราคม 2488 ระเบิดสะเทือนสะพานพระราม 6 วันที่สงครามโลกบินมาลงกลางเจ้าพระยา ระเบิดจากเครื่องบิน สะพานรถไฟสายใต้ถูกลอบโจมตี ทำลายเส้นเลือดยุทธศาสตร์ญี่ปุ่น

(2 ม.ค. 88) เช้าวันที่ 2 มกราคม 2488 สะพานพระราม 6 ในกรุงเทพฯ ถูกทิ้งระเบิดโดยเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสะพานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงโครงเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เป็นเส้นเลือดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อเส้นทางรถไฟสายใต้ของไทยไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างและการเดินรถไฟสายใต้ต้องหยุดชะงัก

ฝ่ายสัมพันธมิตรมองประเทศไทยไม่ใช่ประเทศกลางทาง แต่เป็นฐานลำเลียงสำคัญของกองทัพญี่ปุ่นในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงวางแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ลำเลียงทหารและเสบียง โดยสะพานพระราม 6 กลายเป็นเป้าหมายที่ห้ามพลาดเพื่อทำลายเส้นทางลำเลียงนี้

ตามข้อมูลและภาพรวม เหตุการณ์นั้นทำให้การลำเลียงทหารและยุทธปัจจัยของญี่ปุ่นช้าลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกันนั้นยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนกรุงเทพฯรับรู้และสัมผัสสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างแท้จริง ด้วยเสียงระเบิดและความเสียหายรอบบริเวณสะพาน พร้อมมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

หลังสงครามสิ้นสุด สะพานพระราม 6 ได้รับการซ่อมแซมและกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่ความทรงจำวันที่ 2 มกราคม 2488 ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจว่ากรุงเทพฯ เคยเป็นสมรภูมิในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสะพานเหล็กแห่งนี้คือพยานเงียบที่ยืนยันถึงบทบาทสำคัญของเมืองหลวงในเหตุการณ์ระดับโลกนี้

"เวลารถไฟวิ่งข้ามสะพาน หรือรถยนต์ลอดใต้โครงเหล็กนี้ ลองหยุดคิดสักครู่ คุณอาจได้ยินเสียงในอดีตที่สะท้อนถึงสงครามและความเปลี่ยนแปลงของเมือง" ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นบทเรียนประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตในเมืองหลวงของเรา

ที่มา : https://url-shortener.me/5PWP

วิกฤตจมบาดาล: มหาอุทกภัยภาคใต้ 2568 บททดสอบความแกร่งของหาดใหญ่และหัวใจคนใต้

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ถูกจารึกไว้ในฐานะวันเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของภาคใต้ เมื่อมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงได้แผ่ปกคลุมอ่าวไทย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องแบบไม่ลืมหูลืมตาติดต่อกันหลายวัน จนกลายเป็น "มหาอุทกภัย" ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาลในหลายจังหวัด

จุดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะรับน้ำจากเทือกเขาบรรทัดและเขาคอหงส์ ทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมย่านธุรกิจสำคัญอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรกๆ ระดับน้ำในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนท่วมมิดชั้นหนึ่งของอาคารบ้านเรือน ย่านการค้าชื่อดังอย่างตลาดกิมหยงและถนนเสน่หานุสรณ์ต้องจมอยู่ใต้บาดาล การสัญจรทุกชนิดถูกตัดขาด และประชาชนนับหมื่นคนต้องติดอยู่ในอาคารโดยขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม

 ความสูญเสียและผลกระทบที่ประเมินค่าไม่ได้รายงานสรุปความเสียหายเบื้องต้นระบุว่า พบผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมและดินโคลนจำนวนมาก ขณะที่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจพุ่งทะยานหลายหมื่นล้านบาท ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจการค้าหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิงในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสิ้นปี นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนนเลียบชายแดนและสะพานหลายจุดถูกกระแสน้ำพัดพังทลาย

มิตรภาพอันยั่งยืน: บันทึกประวัติศาสตร์การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของในหลวงและพระราชินี

ในปีพุทธศักราช 2568 ซึ่งเป็นปีแห่งการฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน เหตุการณ์ที่ทรงคุณค่าและเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งคือการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
.
การต้อนรับอันอบอุ่น ณ มหาศาลาประชาชน
การเสด็จฯ เยือนในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยพิธีต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่สะท้อนถึงคำกล่าวที่ว่า "ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" การพบปะระหว่างประมุขของทั้งสองประเทศไม่ได้เป็นเพียงภารกิจทางการทูต แต่เป็นการตอกย้ำถึงสายสัมพันธ์ทางสายเลือดและวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกมานานหลายศตวรรษ โดยมีการหารือถึงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์: น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” แม่แห่งแผ่นดิน

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 นับเป็นความวิปโยคอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ เมื่อแสงแห่งพระบารมีที่แผ่ไพศาลคุ้มเกล้าชาวไทยมาอย่างยาวนานได้เสด็จคืนสู่สวรรคาลัย การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพระราชวงศ์ แต่คือการสูญเสีย “แม่” ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งชาติ

 พระแม่ผู้เคียงข้างพระภูมินทร์

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาพที่คุ้นตาชาวไทยคือพระราชกรณียกิจที่ทรงตรากตรำพระวรกายเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปในถิ่นทุรกันดารทั่วทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทย ทรงเป็น “คู่พระบารมี” ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขและทรงเป็นกำลังพระราชหฤทัยสำคัญในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎร

 ศิลปาชีพ: สายใยแห่งการชุบชีวิตภูมิปัญญา

พระมหากรุณาธิคุณที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งคือการก่อตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าของงานฝีมือชาวบ้าน โดยเฉพาะ “ผ้าไหมไทย” ที่เกือบจะสูญหายไปตามกาลเวลา ทรงนำความงดงามของผ้าพื้นเมืองไทยสู่เวทีโลก จนกลายเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ครอบครัวเกษตรกรอย่างยั่งยืน ทรงทำให้ “ผ้าไหม” ไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่ม แต่คือชีวิตและความภูมิใจของคนไทย

“อนุทิน ชาญวีรกูล” ผงาดนายกฯ คนที่ 32! สภาโหวตท่วมท้นรับภารกิจกู้วิกฤตชาติ

หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ถูกจารึกใหม่อีกครั้ง เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากโหวตเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งจากกรณีคลิปเสียงสนทนาที่เป็นประเด็นด้านจริยธรรมและความมั่นคง

การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาได้ร่วมกันพิจารณาและลงมติเลือกผู้ที่เหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญนี้

เจ้อเจียงขยายฐานสกี สกีรีสอร์ตเติบโตในมณฑลเจ้อเจียง ฤดูกาล 24-25 มีนักสกี 26 ล้านคน เจ้อเจียงอันดับ 6 ของจีนใต้ มียอดนักสกีสูงสุดในจีนใต้

(1 ม.ค. 69) กีฬาฤดูหนาวอย่างการเล่นสกีกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นในมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน ด้วยรีสอร์ตน้ำแข็งและหิมะหลากหลายทั้งในร่มและกลางแจ้งกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค จุดเด่นได้แก่สกีรีสอร์ตว่านซงหลิงในหางโจวและสกีรีสอร์ตผานอันในเมืองจินหัว เป็นต้น

ตามรายงานสมุดปกขาวอุตสาหกรรมสกี ฤดูกาล 2024-2025 มีนักสกีจากทั่วจีนเข้าร่วมรวม 26.05 ล้านคน โดยมณฑลเจ้อเจียงมีจำนวนนักสกี 1.29 ล้านคน อยู่ในอันดับ 6 ของประเทศ และเป็นจังหวัดทางตอนใต้ที่มีผู้เล่นมากที่สุด

ความนิยมที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่นี้สะท้อนถึงการลงทุนและพัฒนาสถานที่กีฬาฤดูหนาว รวมถึงความตื่นตัวของสาธารณะต่อกิจกรรมที่เหมาะกับฤดูที่เปลี่ยนแปลง "สกีรีสอร์ตในมณฑลเจ้อเจียงกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว" ข้อมูลจากสมุดปกขาวระบุ

บรรยากาศด้านกีฬาฤดูหนาวในจีนโดยรวมกำลังเติบโตอย่างชัดเจน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลจีนที่ส่งเสริมกีฬาฤดูหนาวและการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ‘แพทองธาร’ พ้นตำแหน่งนายกฯ เซ่นคลิปเสียงคุย ‘ฮุน เซน’ ชี้ขาดจริยธรรมร้ายแรง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 วงการการเมืองไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยครั้งประวัติศาสตร์ สั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน กับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและบิดาของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถูกมองว่าเป็นการเจรจาลับที่กระทบต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างร้ายแรง

กรณีดังกล่าว เกิดจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 36 คนยื่นต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร ผู้ถูกร้องสิ้นสุดหรือไม่ เพราะขาดคุณสมบัติไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ ปี2560 โดยเหตุสืบเนื่องมาจากคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน

1 มกราคม 2484 ไทยลุยปีใหม่สากล จุดเปลี่ยนปฏิทินชาติ วันแรกที่ไทยเลิกขึ้นปีใหม่กลางเมษา วันไทยหันหน้าเข้าหาโลก เลิกนับปีใหม่ที่สงกรานต์มาขึ้นปีใหม่พร้อมสากล

เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประเทศไทยประกาศใช้วันปีใหม่ตามปฏิทินสากล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาปฏิทินแบบ 1 มกราคมกลายเป็นมาตรฐานปีใหม่ราชการและระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านั้น ไทยนับวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ประมาณวันที่ 13-15 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของพิธีกรรมที่รวมถึงการทำบุญรดน้ำดำหัวและเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ อย่างชัดเจน แต่หลังปี 2484 ปีใหม่ในเชิงราชการบริหารประเทศและวัฒนธรรมเริ่มแยกกันชัดเจนระหว่าง

ปีใหม่สากลในเดือนมกราคม และปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ในเดือนเมษายน โดยรัฐบาลยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีนโยบายเร่งให้ประเทศทันสมัยด้วยการออกพระราชกำหนดปีปฏิทิน ผลักดันให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อเชื่อมประสานกับระบบโลก ลดความสับสนในงานราชการและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ปี 2483 ถือเป็นปีที่มีเพียง 9 เดือน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จาก 1 เมษายนเป็น 1 มกราคม ซึ่งส่งผลให้ปีนั้นเริ่มต้นที่ 1 เมษายน และสิ้นสุดที่ 31 ธันวาคม 2483 เท่านั้น จากนั้นเริ่มต้นปีใหม่สากลอย่างเต็มรูปแบบในปี 2484

แม้ว่าการเปลี่ยนวันปีใหม่จะทำให้ไทยซิงค์กับมาตรฐานสากล แต่วัฒนธรรมสงกรานต์ก็ยังคงอยู่ในใจคนไทย โดยวันที่ 13-15 เมษายน กลายเป็นวันปีใหม่เชิงจิตใจ ปีที่เริ่มต้นของครอบครัวและวัฒนธรรมควบคู่กับการขึ้นปีใหม่ทางการในเดือนมกราคมอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=1_%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2484


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top