Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ปฏิวัติวงการขนส่ง!! จีนทดสอบ "Lanying R6000" โดรนใบพัดปรับมุมได้ขนาด 6 ตัน บรรทุกหนัก 2 ตัน บินได้ไกล 4,000 กม. รองรับการขนส่ง - การกู้ภัยในภูมิประเทศซับซ้อน

จีนผงาด! ทดสอบบินเที่ยวแรก “Lanying R6000” โดรนใบพัดปรับมุมได้ขนาด 6 ตัน ปฏิวัติวงการขนส่งและการกู้ภัย

(ซินหัว) เต๋อหยาง, 29 ธันวาคม 2568 — จีนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการบินระดับโลกอีกครั้ง เมื่อบริษัท ยูไนเต็ด แอร์คราฟต์ (United Aircraft) ประสบความสำเร็จในการทดสอบบินเที่ยวแรกของ “หลานอิ่ง อาร์6000” (Lanying R6000) อากาศยานไร้คนขับ (UAV) แบบใบพัดปรับมุมได้ (Tilt-rotor) ขนาดมหึมาถึง 6 ตัน ณ เมืองเต๋อหยาง มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา

 นวัตกรรม Tilt-rotor: ลูกผสมที่ลงตัวระหว่างเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบิน

ความพิเศษของ Lanying R6000 คือเทคโนโลยี ใบพัดปรับมุมได้ (Tilt-rotor) ซึ่งช่วยให้เครื่องบินสามารถ บินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง (VTOL) ได้เหมือนเฮลิคอปเตอร์โดยไม่ต้องใช้รันเวย์ แต่เมื่อลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว ใบพัดจะสามารถปรับทำมุมเพื่อทำหน้าที่เป็นใบพัดผลักดันแบบเครื่องบินทั่วไป ทำให้สามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงและไปได้ไกลกว่าโดรนปกติทั่วไปหลายเท่า

 เปิดสเปกสุดล้ำ: บรรทุกหนัก บินไว ไปได้ไกล

จากการเปิดเผยของ ยูไนเต็ด แอร์คราฟต์ สมรรถนะของหลานอิ่ง อาร์6000 นั้นอยู่ในระดับที่น่าทึ่งและตอบโจทย์การใช้งานเชิงอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง:

* น้ำหนักตัวเครื่อง: 6 ตัน
* กำลังบรรทุกสูงสุด: 2,000 กิโลกรัม (2 ตัน)
* ความเร็วสูงสุด: 550 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
* พิสัยการบิน: ไกลถึง 4,000 กิโลเมตร
* เพดานบินสูงสุด: 7,620 เมตร (25,000 ฟุต)

 พลิกโฉมภารกิจกู้ภัยและโลจิสติกส์ในพื้นที่ซับซ้อน

ด้วยขีดความสามารถที่ยืดหยุ่น Lanying R6000 จะกลายเป็นหัวใจสำคัญในหลากหลายภารกิจ โดยเฉพาะในสภาพภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก เช่น:

1. การกู้ภัยฉุกเฉิน: เข้าถึงพื้นที่ภัยพิบัติที่รันเวย์ถูกทำลายเพื่อส่งเสบียงหรือเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ
2. โลจิสติกส์ขั้นสูง: ขนส่งสินค้าระหว่างเมืองหรือระหว่างแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล (Offshore) ได้อย่างรวดเร็ว
3. ปฏิบัติการพิเศษและการสำรวจ: ด้วยเพดานบินที่สูงและระยะทางที่ไกล ทำให้เหมาะกับการสำรวจทรัพยากรหรือภารกิจทางเทคนิคในพื้นที่ห่างไกล

 ก้าวสำคัญของ "เศรษฐกิจระดับต่ำ" (Low-Altitude Economy)

การทดสอบที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของบริษัทผู้พัฒนา แต่ยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าของจีนในการครองความเป็นผู้นำด้าน "เศรษฐกิจระดับต่ำ" ซึ่งเป็นการนำอากาศยานไร้คนขับมาใช้ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ Lanying R6000 คือคำตอบของโลกยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว ประสิทธิภาพ และความสามารถในการเอาชนะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์

การขึ้นสู่ท้องฟ้าของ "หลานอิ่ง อาร์6000" ในครั้งนี้ จึงเป็นดั่งสัญญาณเตือนว่า อนาคตของการบินไร้คนขับขนาดใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเต็มตัว

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่!! “ภูมิรพี สิริบุญญากุลย์” เปิดใจเส้นทางสู่มือหนึ่งแดนซามูไร ลุยบอลมัธยมปลายญี่ปุ่น พาทีมคว้าแชมป์จังหวัดอิบารากิ

(29 ธ.ค. 68) 'ภูมิรพี สิริบุญญากุลย์' ผู้รักษาประตูดาวรุ่งทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นในฟุตบอลมัธยมปลายของญี่ปุ่น กับโรงเรียนคาชิม่า กักคุเอน ซึ่งล่าสุดช่วยทีมคว้าแชมป์จังหวัดอิบารากิ พร้อมผ่านเข้ารอบแข่งขันชิงแชมป์ระดับประเทศครั้งที่ 104

ในเกมรอบชิงชนะเลิศระดับจังหวัดอิบารากิ ทีมของเขาเอาชนะเมชู ฮิตาชิ 3-1 และคว้าตั๋วเข้ารอบประเทศได้สำเร็จ โดยภูมิรพีรับบทนายทวารมือหนึ่งที่ทีมวางใจอย่างเต็มที่ นอกจากนี้เขายังตั้งเป้าไว้ว่า "อยากไม่เสียประตูในนัดชิงฯ" เพื่อเป็นส่วนสำคัญทีมในการแข่งขันใหญ่

ภูมิรพีเคยเผชิญกับเส้นทางที่ยากลำบากในไทย เนื่องจากแทบไม่ได้รับโอกาสลงสนามหลายปี ก่อนตัดสินใจบินเดี่ยวไปเรียนและเล่นฟุตบอลที่ญี่ปุ่น แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคเรื่องภาษาและสภาพอากาศหนาวเย็น แต่เขาก็ค่อยๆ พัฒนาตัวเองทั้งในสนามและชีวิตประจำวัน

โปรไฟล์ของเขาโดดเด่นด้วยสรีระสูง 191 ซม. และความสามารถในการเล่นหลายภาษา ภูมิรพีเคยเล่นให้กับเยาวชนเมืองทอง ยูไนเต็ด และติดทีมชาติไทย U-17 โดยเขามองว่า "J ลีกคือหนึ่งในเป้าหมาย" ในการพัฒนาสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความพยายามอย่างหนักของนักกีฬาหนุ่มไทยที่ตั้งใจฝากฝีเท้าในเวทีต่างประเทศ แต่ยังชี้ให้เห็นแนวทางใหม่ของนักกีฬาที่เลือกเดินเส้นทางต่างแดนเพื่อหาความท้าทายและโอกาสที่มากขึ้นในวงการฟุตบอล

ที่มา : https://www.ballthai.com/

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ชัด จีนเข้ามา “คุมกระดาน” ตีกันไม่ให้ชาติตะวันตกมีข้ออ้างแทรกปมไทย-เขมร จีนไม่เลือกข้าง แค่ไม่ต้องการเห็นภูมิภาคนี้ปั่นป่วน ปมบริจาคเงินช่วยเหลือกัมพูชา 20 ล้านหยวน

(29 ธ.ค. 2568) - รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีจีนบริจาคเงินให้กัมพูชา โดยระบุว่า จีนเข้ามา “คุมกระดาน” ตีกันไม่ให้ชาติตะวันตกมีข้ออ้างแทรกปมไทย-เขมร จีนไม่เลือกข้าง แค่ไม่ต้องการเห็นภูมิภาคนี้ปั่นป่วน+แค่บริจาคเศษเงินหยวนให้ชาติยากไร้ ด้อยพัฒนา

พร้อมระบุด้วยว่า จีนเสนอให้ความช่วยเหลือ 20 ล้านหยวนกับไทยเช่นกัน แต่เราขอคิดก่อน ขอพิจารณาก่อนจะรับไว้หรือไม่ เรามีศักดิ์ศรี เราไม่ได้กระโดดงับทันทีแบบบางชาติยากไร้ ด้อยพัฒนา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10236742182307892&id=1037140385&rdid=JdmA5FMDisrVAu17#

ชนะที่ 1 ไม่สู้รวมเสียงได้!! ความจริงของระบบรัฐสภาที่คนไทยต้องรู้ รัฐบาลเกิดจากทีมที่รวมเสียงได้ ชี้ ในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องแปลก "นิวซีแลนด์-เดนมาร์ก -เยอรมนี" เคยมีมาแล้ว

“แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ไม่ได้แปลว่า “พรรคอันดับ 1 เท่านั้น” เพราะระบบรัฐสภาวัดกันที่ “รวมเสียงได้” และ “ทำงานเป็นทีม”

วาทะกรรมที่ได้ยินบ่อยในสังคมไทยคือ “พรรคอันดับ 1 ต้องได้ตั้งรัฐบาล” หรือ “ที่หนึ่งคือเจ้าของประเทศ” ฟังดูง่าย จำง่าย แต่ไม่ตรงกับหลักการของระบบรัฐสภาแบบชัดเจน
หัวใจของระบบรัฐสภาไม่ได้อยู่ที่ “ใครได้ที่นั่งมากสุด” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ใครสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาได้มากพอ” เพื่อให้สภาไว้วางใจและให้รัฐบาลทำงานได้จริง
แปลไทยเป็นไทย: ในระบบรัฐสภา รัฐบาลเกิดจาก “ทีม” ที่รวมเสียงได้ ไม่ใช่ “พรรคเดียว/คนเดียว” ที่ประกาศว่าเป็นผู้ชนะแล้วทุกอย่างต้องเป็นของตน
หลักการสั้น ๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
• ประชาชนเลือก “สส.” ก่อน แล้วรัฐบาลเกิดจากการรวมเสียงในสภา
• รัฐบาลต้อง “คุมเสียง” ให้ได้อย่างน้อยสำหรับการโหวตไว้วางใจ (confidence) และการผ่านงบประมาณ (supply)
• การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล/ข้อตกลงร่วม (coalition หรือ confidence-and-supply) คือเรื่องปกติของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องแปลก
• ดังนั้น “อันดับ 1” อาจไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล ถ้ารวมเสียงไม่ได้หรือสร้างข้อตกลงร่วมไม่สำเร็จ

ตัวอย่างต่างประเทศ: ไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่ตั้งรัฐบาลได้ เพราะรวมเสียงได้สำเร็จ
นิวซีแลนด์ (2017): National ได้ที่นั่งมากสุด แต่ Labour ได้เป็นรัฐบาล
ผลเลือกตั้งทำให้ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมาก พรรค New Zealand First ถือ “ดุลอำนาจ” และเลือกจับมือ Labour พร้อมมีข้อตกลงสนับสนุนจาก Greens ทำให้ Jacinda Ardern ได้เป็นนายกรัฐมนตรี — สะท้อนว่าเกมจริงอยู่ที่การรวมเสียงหลังเลือกตั้ง

เดนมาร์ก (2011): Venstre ยังเป็นพรรคใหญ่สุด แต่ฝ่ายตรงข้ามรวมเสียงได้จึงเปลี่ยนรัฐบาล
แม้พรรค Venstre จะเป็นพรรคเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุด แต่กลุ่มพรรคฝ่ายค้านรวมเสียงได้มากกว่า จึงเกิดรัฐบาลใหม่ที่นำโดย Social Democrats และ Helle Thorning-Schmidt ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

สหราชอาณาจักร (ก.พ. 1974): Conservatives ได้ที่นั่งมากกว่า แต่ตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ สุดท้าย Labour เป็นรัฐบาล
เกิด ‘hung parliament’ นายกฯ Edward Heath (Conservative) พยายามเจรจาจัดตั้งรัฐบาลแต่ไม่สำเร็จ จึงเปิดทางให้ Harold Wilson (Labour) จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

เยอรมนีตะวันตก (1969): CDU/CSU ใหญ่สุด แต่ SPD จับมือ FDP ตั้งรัฐบาล Brandt
แม้ CDU/CSU จะเป็นกลุ่มใหญ่สุด แต่ SPD รวมเสียงกับ FDP ตั้งรัฐบาล และ Willy Brandt ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (Chancellor) — เป็นการเปลี่ยนรัฐบาลครั้งสำคัญหลัง CDU/CSU ครองอำนาจยาวนาน

ทำไมต้องย้ำเรื่องนี้? เพราะความเข้าใจผิดทำให้สังคมโกรธผิดเป้า
เมื่อสังคมถูกป้อนความคิดว่า “ที่หนึ่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตั้งรัฐบาล” ผลคือประชาชนจำนวนมากจะตีความกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของรัฐสภา) ว่าเป็น “ดีลลับ” ทั้งที่หลายประเทศทำเป็นข้อตกลงเปิดเผยและตรวจสอบได้
ความจริงคือ เราควรถามคำถามที่สำคัญกว่า: ใครตั้ง “ทีม” แล้วทำให้นโยบายผ่านสภาได้? ใครทำให้งบประมาณผ่านได้? ใครรับผิดชอบร่วมกันได้เมื่อทำไม่ได้ตามสัญญา?

ระบบรัฐสภาคือ “ระบบทีมเวิร์ก”
แกนนำจัดตั้งรัฐบาลคือคน/พรรค/ขั้วการเมืองที่ “รวมเสียงได้มากพอ” และ “รักษาความไว้วางใจของสภาได้” ไม่ใช่ตำแหน่งที่แจกให้พรรคอันดับ 1 แบบอัตโนมัติ
ถ้าอยากให้ประชาธิปไตยเดินได้จริง เราต้องเลิกเชื่อวาทะกรรมที่ทำให้สังคมเข้าใจระบบผิด แล้วหันมาอ่านเกมรัฐสภาให้เป็น: ชนะเลือกตั้งคือหนึ่งขั้น แต่ตั้งรัฐบาลได้ต้องชนะสมการรวมเสียง และทำงานร่วมกันเป็นทีม

อ้างอิง
• UK Parliament: What is a hung Parliament? https://www.parliament.uk/about/how/elections-and-voting/general/hung-parliament/
• UK House of Commons Library: How is a Prime Minister appointed? https://commonslibrary.parliament.uk/how-is-a-prime-minister-appointed-2/
• UK Cabinet Office: The Cabinet Manual (PDF) https://assets.publishing.service.gov.uk/media/5a79d5d7e5274a18ba50f2b6/cabinet-manual.pdf
• House of Commons (Canada) Procedure and Practice: Majority supporting the Government https://www.ourcommons.ca/procedure/procedure-and-practice-4/ch02-3-e.html
• 2017 New Zealand general election (government formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/2017_New_Zealand_general_election
• 2011 Danish general election (government formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/2011_Danish_general_election
• February 1974 UK general election (hung parliament summary) https://en.wikipedia.org/wiki/February_1974_United_Kingdom_general_election_in_England
• 1969 West German federal election (coalition formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/1969_West_German_federal_election
• Encyclopaedia Britannica: Germany – Ostpolitik and reconciliation (1969–89) https://www.britannica.com/place/Germany/Ostpolitik-and-reconciliation-1969-89

จากความกลัวสู่ความจริง!! “พลอย เฌอมาลย์” เผยเหตุผล ที่ต้องกลับมาใส่ใจสุขภาพ หลังรักษามะเร็งเจอผลข้างเคียงหนัก ร่างกายเปลี่ยนชัดเจน

(29 ธ.ค. 68) นักแสดงสาว 'พลอย เฌอมาลย์' เปิดใจผ่านรายการ "โต๊ะหนูแหม่ม" ถึงเส้นทางการต่อสู้โรคมะเร็งระยะ 2 ที่เกี่ยวข้องต่อมน้ำเหลือง พร้อมเผยผลข้างเคียงร้ายแรงที่เจอจากยา tamoxifen ที่ต้องรับประทานหลังรักษา

'พลอย' เล่าวินาทีที่รับรู้โรคว่า "ไม่อยากเชื่อว่ามันเกิดขึ้นกับเรา" และยอมรับว่าช่วงเริ่มต้นเลี่ยงตรวจสุขภาพเนื่องจากกลัวเข็ม ก่อนพบมะเร็งและต้องเข้ารับการรักษาทันที

เธอเปิดเผยถึงผลข้างเคียงที่ทำให้เธอเข้าสู่วัยทองก่อนวัย ได้แก่ ผมหงอกขึ้นเยอะ ประจำเดือนหาย ร้อนวูบวาบ และผิวเหี่ยวง่าย จากผลของยากดฮอร์โมน นอกจากนี้ยังเคยมีอาการอารมณ์แปรปรวนและความเครียดหนักจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช

ภาวะวัยทองจากการรักษามะเร็งด้วยยากดฮอร์โมนเป็นเรื่องที่แพทย์เตือนให้ผู้ป่วยเฝ้าระวัง เนื่องจากสามารถส่งผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างมาก โดยอาการรวมถึงร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน และอารมณ์แปรปรวน ความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของ 'พลอย' ที่เน้นรักและดูแลตัวเองมากขึ้นหลังผ่านวิกฤตนี้ไปได้

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9865126/

ของขวัญที่จับต้องได้!! ถอดรหัส "ทางด่วนฟรี" ช่วงเทศกาล ทำไม กทพ. ควรถูกยกเป็นหน่วยงานรัฐตัวอย่าง กางตัวเลขรายได้ยอมเฉือนเนื้อ 87 ล้าน แลกความคุ้มค่าเศรษฐกิจ + ความสะดวกประชาชน

ทางด่วนฟรีไม่ใช่ “แจก” แต่คือ “รัฐบริการ”
ทำไม กทพ. ควรถูกยกเป็นหน่วยงานรัฐตัวอย่าง

ทุกเทศกาลใหญ่ของไทย—ปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันหยุดยาว—สิ่งที่คนส่วนใหญ่ “ต้องเจอเหมือนกัน” คือรถแน่น ค่าเดินทางพุ่ง และความเครียดบนถนนที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ในภาพรวมของหน่วยงานรัฐที่คนมักบ่นว่า “ช้า” หรือ “ไกลตัว” การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่หน่วยงานที่ทำสิ่งง่าย ๆ แต่ทรงพลังมาก: ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษช่วงเทศกาล เพื่อให้ประชาชนได้ “ประหยัดจริง” และ “เดินทางคล่องขึ้นจริง”
ปีใหม่นี้ กทพ.ประกาศยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 7 วันเต็ม (30 ธ.ค. 2568 – 5 ม.ค. 2569) บนเครือข่ายทางพิเศษในกำกับ กทพ. ซึ่งเป็นของขวัญที่จับต้องได้ทันที—ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องรอผลระยะยาว แค่ขึ้นทางด่วนแล้ว “ไม่โดนตัดเงิน” ความรู้สึกของคนก็เปลี่ยนแล้ว

1) จุดเริ่มต้นที่ไม่ใช่กระแส: ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีใหม่ 2553
เอกสารทางราชการสะท้อนว่า แนวทาง “ยกเว้นค่าผ่านทางช่วงเทศกาล” ไม่ได้เกิดเพราะกระแส แต่เป็นมาตรการแก้ปัญหาจราจรที่ทำต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา–ชลบุรี) ที่มีการดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา
ช่วงเริ่มต้นดังกล่าวอยู่ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายโสภณ ซารัมย์ ทำให้เห็นว่านี่คือแนวทางที่ “ส่งไม้ต่อ” กันได้ ไม่ผูกกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

2) ขยายผลแบบมีเหตุผล: เพิ่มกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์) ตั้งแต่ปีใหม่ 2562
อีกหมุดสำคัญคือการขยายการยกเว้นค่าผ่านทางไปยังทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์) ซึ่งมีที่มาจากข้อสั่งการ/ดำริของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการประชุมหัวหน้าหน่วยงานสังกัดคมนาคม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ให้เริ่มยกเว้นตั้งแต่ปีใหม่ 2562 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับบูรพาวิถี เพราะเป็นสายทางต่อเนื่องกัน ช่วยระบายรถ ลดคอขวด และลดเวลาหน้าด่าน
ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในกรอบรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในช่วงนั้นคือ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ภาพรวมจึงชัดว่า “ต่างรัฐบาลก็ทำต่อ” เมื่อเห็นว่าเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและระบบจราจรจริง

3) ชมแบบมีหลักฐาน: ทำเพื่อประชาชน แต่กล้าบอกตัวเลขต้นทุน–ผลตอบแทน
คำว่า “ดี” ในภาครัฐ ถ้าวัดไม่ได้ก็เถียงกันไม่จบ แต่จุดแข็งของกทพ. คือการสื่อสารเชิงข้อมูล—ระบุทั้งช่วงเวลา เส้นทาง และประเมินทั้ง “รายได้ที่งดจัดเก็บ” เทียบกับ “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ที่ประชาชนได้รับ
ตัวอย่างกรณีปีใหม่ 2569 มีการประเมินปริมาณรถใช้ทางพิเศษราว 2,378,341 คัน รายได้ที่ไม่จัดเก็บประมาณ 87,214,841 บาท ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ราว 136,668,014 บาท (รวมทั้งประหยัดค่าใช้รถและประหยัดเวลาเดินทาง)
นี่คือมาตรฐานที่อยากให้หน่วยงานรัฐอื่นทำตาม: ไม่ใช่แค่ประกาศนโยบาย แต่ยอมให้สังคมตรวจสอบบนฐานข้อมูล

4) ไม่ได้ช่วยแค่ “กระเป๋าเงิน” แต่ช่วย “ระบบจราจร–ความปลอดภัย–มลพิษ”
การยกเว้นค่าผ่านทางไม่ได้หมายถึงแค่ “ลดค่าใช้จ่าย” แต่ช่วยย้ายปัญหาออกจากหน้าด่าน ลดการชะลอ ลดการสะสมรถ และลดความเสี่ยงบนถนน ขณะเดียวกันยังช่วยลดมลพิษบริเวณหน้าด่าน และทำให้การบริหารจราจรช่วงเดินทางหนาแน่นเป็นระบบมากขึ้น
พูดง่าย ๆ: ทางด่วนฟรีไม่ได้แปลว่า “รัฐเสียรายได้แล้วจบ” แต่คือการลดคอขวด ลดความเครียด และทำให้การเดินทางไหลลื่นขึ้นจริง

5) ไม่ใช่แค่ปีใหม่: ทำจริงทุกเทศกาล
นโยบายยกเว้นค่าผ่านทางไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ปีใหม่ แต่ถูกนำไปใช้ในช่วงเทศกาลอื่น ๆ เช่นสงกรานต์ในหลายปีที่ผ่านมา ความสม่ำเสมอแบบนี้ทำให้ประชาชน “คาดหวังได้” และวางแผนการเดินทางได้

6) โบนัสที่สะท้อนหัวใจบริการ: ฟรีทางด่วน + คืนเงิน Easy Pass
ปีใหม่ 2569 ไม่ได้มีแค่ “ฟรี 7 วัน” แต่ยังมีมาตรการสนับสนุนผู้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่นการคืนค่าผ่านทาง (บางเงื่อนไข) เพื่อส่งเสริมการใช้ Easy Pass และลดเวลาหน้าด่าน
ที่สำคัญ กทพ.ประกาศช่วงเวลาชัดเจน และครอบคลุมเครือข่ายทางพิเศษหลักในกำกับ เช่น เฉลิมมหานคร, ศรีรัช, อุดรรัถยา รวมถึงบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์) ทำให้คนเดินทางวางแผนเส้นทางได้จริง ไม่ต้องเดา

ถ้ารัฐจะเป็น “มืออาชีพ” หน้าตาควรเป็นแบบนี้
กทพ. ทำให้เห็นว่า หน่วยงานรัฐที่ดีไม่จำเป็นต้องเสียงดัง แต่ต้อง “ทำจริง–ทำต่อเนื่อง–วัดผลได้–สื่อสารชัด” ทางด่วนฟรีจึงไม่ใช่การ “แจก” แบบไร้หลักคิด แต่เป็น “รัฐบริการ” ที่เลือกทำในวันที่ประชาชนต้องการมากที่สุด และทำให้ชีวิตคนง่ายขึ้นจริง
ยิ่งไปกว่านั้น รายงานข่าวด้านเศรษฐกิจยังสะท้อนว่า กทพ.สามารถเดินเกมบริการสาธารณะควบคู่กับการบริหารองค์กรได้ โดยปี 2567 มีรายได้รวมราว 19,177 ล้านบาท (รายได้ค่าผ่านทางราว 13,465 ล้านบาท และรายได้อื่นราว 5,712 ล้านบาท) เป็นสัญญาณว่าการ “ให้” กับประชาชนในวันสำคัญ ไม่ได้แปลว่าองค์กรจะเดินต่อไม่ได้ หากบริหารอย่างมีวินัยและเพิ่มประสิทธิภาพ
ถ้าจะหา “หน่วยงานรัฐตัวอย่าง” ที่ประชาชนสัมผัสได้—กทพ. ควรถูกยกชื่อขึ้นมาแบบไม่ต้องลังเล

หมายเหตุ/ที่มา
• เอกสารสรุปมติคณะรัฐมนตรี/แนวทางการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษช่วงเทศกาล (กระทรวงคมนาคม/สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)
• ประกาศและข่าวประชาสัมพันธ์ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เกี่ยวกับการยกเว้นค่าผ่านทางช่วงปีใหม่/สงกรานต์
• รายชื่อคณะรัฐมนตรีและผู้ดำรงตำแหน่ง (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)
• รายงานข่าวด้านเศรษฐกิจ/รัฐวิสาหกิจเกี่ยวกับผลการดำเนินงาน กทพ.

รัสเซียปล่อยสำเร็จ!! คู่ดาวเทียมทำภาพ 3D โลก Aist-2T ขึ้นสู่วงโคจร แยกตัวจากขั้นบน Fregat สำเร็จ ถ่ายภาพโลก 3 มิติแบบสเตอริโอ

(29 ธ.ค. 68) บรรษัทอวกาศแห่งรัฐรัสเซีย 'รอสคอสมอส' ประกาศว่า ดาวเทียมสำรวจโลกแบบภาพสามมิติรุ่น Aist-2T จำนวน 2 ดวงได้แยกตัวออกจากขั้นบน Fregat หลังจากถูกปล่อยขึ้นสู่ปริภพในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ ฐานปล่อยวอสตอชนีของรัสเซีย

แถลงการณ์จาก 'รอสคอสมอส' ผ่านทางเทเลแกรมระบุว่า "ดาวเทียม Aist-2T ที่ปล่อยจากวอสตอชนีได้เข้าสู่วงโคจรเป้าหมายและแยกตัวออกจากขั้นบน Fregat แล้ว" ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จในภารกิจนี้

ดาวเทียม Aist-2T ถูกออกแบบมาเพื่อถ่ายภาพพื้นผิวโลกแบบสเตอริโอ หรือภาพสามมิติ พร้อมทั้งสร้างแบบจำลองโลกในรูปแบบ 3 มิติให้มีความแม่นยำ นอกจากนี้ ภารกิจยังได้ส่งดาวเทียมอื่นๆ จากมหาวิทยาลัยของรัสเซียขึ้นสู่วงโคจรร่วมด้วย

การส่งดาวเทียม Aist-2T ขึ้นสู่วงโคจรครั้งนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศของรัสเซีย ที่ยังคงพัฒนาการสำรวจโลกและสร้างข้อมูลเชิงลึกสำหรับวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ ทั่วโลกในอนาคต

ที่มา : Sputnik

รัสเซียคาดผลผลิตพุ่ง!! ผลผลิตข้าวสาลีเพิ่ม 10.6% ถั่วพัลส์สูงสุดในประวัติการณ์ มันฝรั่งและผลไม้ก็เพิ่มตาม สถิติล่าสุดปี 2025 จากมอสโก

(28 ธ.ค. 68) สำนักงานสถิติรัสเซียรายงานคาดการณ์ผลผลิตข้าวสาลีของประเทศในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นเป็น 91.4 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 เมื่อเทียบกับปี 2024

ผลผลิตข้าวบาร์เลย์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 เป็น 19.7 ล้านตัน ข้าวโอ๊ตเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 หรือ 3.8 ล้านตัน และข้าวฟ่างเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 เป็น 3.5 ล้านตัน ขณะที่ถั่วพัลส์มีผลผลิตสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50

โดยรวม ผลผลิตธัญพืชและถั่วพัลส์คาดว่าจะมีน้ำหนักสุทธิ 139.4 ล้านตัน มากกว่าปี 2024 ที่มี 125.9 ล้านตัน ส่วนผลผลิตมันฝรั่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 เป็น 19.5 ล้านตัน และผลผลิตผลไม้รวมทั้งเบอร์รีเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 เป็น 4.3 ล้านตัน

รายงานยังเน้นถึงความสำคัญของการเพิ่มผลผลิตในภาคเกษตรที่อาจมีผลต่อการส่งออกและเศรษฐกิจอาหารของรัสเซียในระดับโลก โดยระบุว่า "ความก้าวหน้าด้านผลผลิตครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการภาคเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ"

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์ เคลมผลงาน!! โพสต์ยินดีไทย-กัมพูชาหยุดยิง ชูบทบาทสหรัฐฯ คือ UN ตัวจริง หลังยุติขัดแย้งโลก 8 ครั้งใน 11 เดือน ย้ำชัดสุดภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือ 25

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงความยินดีต่อการที่ประเทศไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

(29 ธ.ค. 2568) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ อเมริกา โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล (Truth Social) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. ที่ผ่านมา ว่า "ผมยินดีที่จะประกาศว่า การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาจะยุติลงในไม่ช้า และพวกเขาจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขตามสนธิสัญญาฉบับเดิมที่เราได้ตกลงกันไว้เมื่อไม่นานมานี้ ผมขอแสดงความยินดีกับผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของทั้งสองประเทศ ในความชาญฉลาดของพวกเขาที่ทำให้ข้อสรุปนี้มาถึงอย่างรวดเร็วและยุติธรรม นี่เป็นข้อสรุปที่รวดเร็วและเด็ดขาด อย่างที่สถานการณ์ทั้งหมดควรจะเป็น! 

สหรัฐอเมริกาภูมิใจที่ได้ให้ความช่วยเหลือเสมอมา! ด้วยสงครามและความขัดแย้งทั้งหมดที่ผมได้ช่วยคลี่คลายและทำให้ยุติลงในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีถึง 8 ครั้งนั้น บางทีก็อาจทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นองค์การสหประชาชาติที่แท้จริง ซึ่งที่ผ่านมาองค์การนี้ได้ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนเพียงเล็กน้อยในสถานการณ์เหล่านั้น รวมถึงหายนะที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครน องค์การสหประชาชาติจะต้องเริ่มมีบทบาทและมีส่วนร่วมในสันติภาพโลก!"

ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ซึ่งเป็นข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน ในวันเสาร์ที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังเสร็จสิ้นการประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - กัมพูชา (GBC) วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

เป็นสะพานให้คนรุ่นใหม่ เปิดประวัติ 'อ.เจษฏ์-ชัยวุฒิ' คู่แคนดิเดตนายกฯ 'พรรครักชาติ' "ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง" อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ ที่รักชาติ

เปิดประวัติ “อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” คู่แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ จัดเต็ม! DNA ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรครักชาติยื่นชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นลำดับที่ 1 (เป็น “แคนดิเดตคนนอก” และไม่ได้ลงปาร์ตี้ลิสต์) และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค เป็นลำดับที่ 2 (พร้อมลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 1) โดยเปิดความคิดชัดว่า “รักชาติ...ไม่ใช่แค่คำพูด“ พร้อมวลีชุดใหญ่ “ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง” และพูดถึงโจทย์ “การเมืองโฉด–ข้าราชการชั่ว–ทุนสามานย์” ที่ต้องจัดการให้ได้ 

“อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” จับคู่เพื่อความลงตัวในความหมายของคำว่า ‘รักชาติ’ ประกอบเป็น “พรรครุ่นใหม่” แบบที่มีทั้ง หลักคิด (ideology) และ เครื่องมือ (operating system) อยู่ในพรรคไปพร้อมๆ กัน

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก : รักชาติแบบ “ยึดกติกา–คุมเกมด้วยนิติรัฐ”

ประวัติการศึกษา (รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก) 
- นิติศาสตร์บัณฑิต (LL.B.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- Juridical Science Master (JSM), Stanford University
- Juridical Science Doctor (JSD), Stanford University
- หลักสูตรผู้บริหาร/ธรรมาภิบาล: Director Certification Program (DCP) รุ่น 127 และ Director Accreditation Program (DAP)

อ.เจษฎ์ คือ “นักวิชาการกฎหมายระดับประเทศ” และ “ผู้เชี่ยวชาญรัฐธรรมนูญ/ทรัพย์สินทางปัญญา”  

แต่แก่นที่น่าสนใจคือ อ.เจษฎ์ถูกวางให้เป็น ‘ผู้คุมมาตรฐานความชอบธรรม’ ของพรรค มากกว่าคนหาเสียงแบบนักการเมือง

สายรัฐธรรมนูญ/ปฏิรูป/ต่อต้านทุจริต: มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และเกี่ยวข้องงานปฏิรูปด้านปราบปรามทุจริต—นี่ทำให้ “รักชาติ” ในแบบเขา ถูกผูกกับคำว่า “กติกา” ไม่ใช่แค่อารมณ์ร่วม

สายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ไม่ค่อยถูกหยิบมาเล่า: ถ้าพรรคจะ “รักชาติของคนรุ่นใหม่” จริง ๆ IP คือสนามที่เข้ากับยุคครีเอเตอร์–สตาร์ทอัพ–ซอฟต์พาวเวอร์ที่สุด เพราะมันคือ “การคุ้มครองมูลค่าที่คนไทยสร้าง” ตั้งแต่แบรนด์ เพลง ดีไซน์ นวัตกรรม ไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นแคนดิเดตลำดับ 1 แบบไม่สังกัดพรรค โดยพรรครักชาติ “ดูที่ความเหมาะสม ไม่ใช่สายสัมพันธ์” พรรคอยากให้ “รักชาติ” ถูกตีความเป็น มาตรฐานคุณธรรม+ความสามารถ มากกว่า โควตาพรรค/บ้านใหญ่/นายทุน

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รักชาติแบบ “โครงสร้างพื้นฐาน–อธิปไตยดิจิทัล” และทักษะการสร้าง “ระบบ” มากกว่า “สโลแกน”

ประวัติการศึกษา (นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์)

- ระดับมัธยม: โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
- ปริญญาตรี: วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาโท: วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) University of Southern California (USC)
- ปริญญาโท: ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชัยวุฒิในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เศรษฐกิจ และสังคม เส้นทางการเมืองหลายพรรค เข้าสู่การเมืองตั้งแต่ปี 2544 แต่สิ่งที่ทำให้ชัยวุฒิ กลายเป็น “แกนสร้างพรรค” คือ เขาเป็นนักการเมืองสายระบบ—คุ้นกับเครื่องมือรัฐ, งบประมาณ, โครงสร้างพื้นฐาน และงานที่ต้องใช้การจัดการจริง

มุมที่มักไม่ถูกเล่า: ถ้า “รักชาติ” จะเป็นของคนรุ่นใหม่ มันต้องลงไปอยู่ในเรื่อง ข้อมูล–ไซเบอร์–แพลตฟอร์ม–การหลอกลวงออนไลน์–การคุ้มครองผู้บริโภคดิจิทัล–อุตสาหกรรมเทค ซึ่งเป็นสนามที่ “รัฐต้องทำเป็น” ไม่ใช่แค่พูดเก่ง และนี่คือพื้นที่ที่ชัยวุฒิถูกวางให้เป็นคน “ทำให้เกิดระบบ” มากกว่าคน “ทำให้เกิดอารมณ์ร่วม”

สูตรผสม 2 แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ คือ หลักคิดเข้ม + ระบบทำงานจริง = อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

นี่คือ “พรรครุ่นใหม่” แบบที่ไม่ยึดติดกับสูตรการเมืองไทยดั้งเดิมที่มักเริ่มจาก “ทุน–บ้านใหญ่–เครือข่ายหัวคะแนน” โดยวาทกรรม “ไม่ง้อนายทุน” เน้นย้ำ ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง และมี จุดยืนต่อ “การเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาให้ประเทศไทย” ในแนวทางที่มาจากคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top