Monday, 27 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

รัสเซียชี้จบขัดแย้ง!! ร้องอัฟกาน-ปากีหยุดยิง พร้อมร่วมเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ตอบโต้เหตุปะทะชายแดน ย้ำแก้ปัญหาผ่านทางการทูต

(1 มี.ค. 69) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ รัสเซียแสดงจุดยืนเรียกร้องให้อัฟกานิสถานและปากีสถานยุติการโจมตีตอบโต้กันทันทีพร้อมแก้ไขความขัดแย้งผ่านช่องทางทางการทูต ซามีร์ คาบูล็อฟ ผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีรัสเซียด้านอัฟกานิสถานและที่ปรึกษารัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวกับสปุตนิกเมื่อคืนวันศุกร์

ช่วงดึกของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อัฟกานิสถานได้ประกาศเปิดปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกขนาดใหญ่ตอบโต้กองกำลังปากีสถานตามแนวชายแดน หลังเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น

คาบูล็อฟเสริมว่า "รัสเซียจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือในฐานะคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถาน หากทั้งสองฝ่ายได้ร้องขอมา" เพื่อบรรเทาความตึงเครียดและหาทางออกทางการทูต

สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานยังคงตึงเครียดจากปฏิบัติการตอบโต้ที่เกิดขึ้น ซึ่งรัสเซียได้เน้นย้ำว่าความขัดแย้งควรได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธีและผ่านการเจรจา สะท้อนถึงบทบาทของมอสโกในฐานะผู้มีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ที่พร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งดังกล่าว

ที่มา : Sputnik

จีนเปิดตัว eVTOL เครื่องบินไฟฟ้าขนาด 1.2 ตัน เปิดใช้งานในอู่ฮั่น มุ่งเน้นสองแบบ เรียกผ่านมือถือเหมือนเรียกรถ เปลี่ยนเกมเดินทางเมืองใหญ่

(1 มี.ค. 69) บริษัทอี-ฮอว์ก เทคโนโลยีของจีน เปิดตัวชวนชมอากาศยานขึ้นบิน-ลงจอดแนวดิ่งพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) ขนาด 1.2 ตัน ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน โดยมีจุดเด่นที่ใบพัดแบบครอบปิดเพิ่มความปลอดภัยในภาคพื้นดิน

ไช่เสี่ยวตง ประธานอี-ฮอว์ก เทคโนโลยี เผยว่าอากาศยานรุ่นนี้จะนำไปใช้ใน 2 รูปแบบหลัก คือขายขาดราคาไม่เกิน 2 ล้านหยวน หรือราว 9.07 ล้านบาท และแบบแชร์ใช้ที่ผู้คนจะเรียกใช้คล้ายแท็กซี่บินผ่านโทรศัพท์เหมือนระบบเรียกรถทั่วไป

สำหรับปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดใช้งานรุ่นที่นั่ง 2 ที่นั่งที่เน้นบริการโลจิสติกส์และท่องเที่ยวด้วยการบินระดับต่ำเพื่อรองรับความต้องการตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าของจีนในเทคโนโลยีพาหนะไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ซึ่งสามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการขนส่งและบริการในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงการพัฒนาโมเดลการเดินทางแบบไร้มลพิษที่กำลังได้รับความสนใจในวงกว้าง

ที่มา : Xinhua

1 มีนาคม ของทุกปี “วันป้องกันภัยพลเรือนโลก” ย้ำความสำคัญเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ เตือนสติสังคมภัยพิบัติไม่รอใคร ย้ำอนาคตยั่งยืนต้องเริ่มจากการจัดการความเสี่ยง

(1 มี.ค. 69) ทุกวันที่ 1 มีนาคม ของทุกปีถูกจัดให้เป็น "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" เพื่อสร้างความตระหนักว่าภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินไม่เลือกเวลาเกิด และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบคือกุญแจลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินทั่วโลก

ในปี 2026 ธีมวันป้องกันภัยพลเรือนโลกคือ "Managing Environmental Risks for a Resilient and Sustainable Future" หรือ "การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภัยยุคใหม่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่มีต่อตัวสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษ สารเคมี ไฟป่า น้ำท่วมฉับพลัน และเหตุฉุกเฉินจากสภาพอากาศสุดขั้ว

งาน "ป้องกันภัยพลเรือน" มุ่งเน้นวงจรครบถ้วน ตั้งแต่การลดความเสี่ยง วางแผนเตรียมพร้อม ซ้อมอพยพ ตอบโต้เหตุฉุกเฉิน กู้ภัยจนถึงการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ โดยใช้ความรู้ เทคนิคและการบริหารจัดการสอดคล้องกับความร่วมมือของประชาชนเพื่อให้ความสูญเสียลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

ในวันสำคัญนี้ประชาชนทั่วไปสามารถเริ่มกลับมา "ลงมือจริง" ด้วยการทำสิ่งง่าย เช่น ตั้งจุดนัดพบครอบครัว ทำรายชื่อเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน จัดกระเป๋าฉุกเฉิน และเรียนรู้วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น รวมทั้งซ้อมฝึกหนีไฟ เพื่อให้พร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจริง

โดยสรุป "ระบบ" จะทำงานได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นกับความรู้และความพร้อมของ "คนในบ้าน" ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนทุกปีว่า "อย่ามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความรู้บนกระดาษ" แต่คือทักษะเอาตัวรอดและดูแลครอบครัวในยามวิกฤต

ที่มา : https://icdo.org/?utm_source=chatgpt.com

กระสุนถึงมือสโมสร!! สมาคมบอลโอนเข้าบัญชีสโมสรครบทุกทีม ยอดรวมวันนี้ 99.25 ล้านบาท สะท้อนความจริงจังดันคุณภาพทั้งโครงสร้าง ชูแผนสร้างความมั่นคงระยะยาว

(28 ก.พ. 69) สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ประกาศอนุมัติจ่ายเงินสนับสนุนรอบที่ 3 ให้แก่สโมสรสมาชิกในไทยลีก 1, ไทยลีก 2 และไทยลีก 3 โดยยอดรวมทั้งสิ้น 99.25 ล้านบาท ถูกโอนเข้าบัญชีสโมสรสมาชิกทุกทีมเรียบร้อยในวันนี้

นายกสมาคมฯ 'มาดามแป้ง' นวลพรรณ ล่ำซำ ให้ข้อมูลว่า สโมสรจากไทยลีก 1 จำนวน 16 ทีมจะได้รับเงินทีมละ 3,750,000 บาท รวมเป็น 60 ล้านบาท ส่วนไทยลีก 2 อีก 18 ทีม รับทีมละ 1 ล้านบาท รวมเป็น 18 ล้านบาท และไทยลีก 3 จำนวน 68 ทีม ได้ทีมละ 312,500 บาท รวม 21.25 ล้านบาท

สำหรับฤดูกาล 2568/69 นี้ สโมสรสมาชิกได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นจากฤดูกาลก่อน โดยไทยลีก 1 ได้รับเพิ่มจากทีมละ 10 ล้านเป็น 15 ล้านบาท ไทยลีก 2 จาก 3 ล้านเป็น 4 ล้านบาท และไทยลีก 3 จาก 1 ล้านเป็น 1.25 ล้านบาท โดยจะแบ่งจัดสรรจ่ายเป็น 4 งวด

'มาดามแป้ง' กล่าวผ่านแถลงข่าวว่า "เงินสนับสนุนงวดที่ 3 ได้ถูกโอนเข้าบัญชีของสโมสรสมาชิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว" สะท้อนการสนับสนุนที่ต่อเนื่องและจริงจังจากสมาคมฯ เพื่อยกระดับคุณภาพฟุตบอลไทยในทุกระดับ

การจ่ายเงินครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนสนับสนุนที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริมการแข่งขันและพัฒนาสโมสรในแต่ละลีก ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงและการเติบโตของวงการฟุตบอลไทยในระยะยาว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10153150

บ้านพักใจลูกช้าง ชานเมืองไนโรบี เคนยา เร่งกู้ชีวิตช้างกำพร้า ฝึกสมรรถภาพให้กลับสู่ธรรมชาติ ปั้นกลับป่าให้รอดอย่างยั่งยืน

(27 ก.พ. 69) สถานรับเลี้ยงช้างกำพร้าในย่านชานเมืองไนโรบี ประเทศเคนยา เปิดดำเนินการช่วยดูแลลูกช้างกำพร้าจากเขตอนุรักษ์ธรรมชาติต่างๆ ภายในประเทศ เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพและเตรียมความพร้อมให้พวกมันสามารถกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและยังยืน

การดูแลที่สถานรับเลี้ยงแห่งนี้เน้นการฝึกฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของลูกช้างที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งทางธรรมชาติและมนุษย์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ลูกช้างมีโอกาสในการดำรงชีวิตรอดอย่างอิสระในธรรมชาติต่อไป

พนักงานสถานรับเลี้ยงช้างกล่าวว่า "การดูแลและฟื้นฟูลูกช้างกำพร้าต้องการความอดทนและความใส่ใจสูง เพื่อให้ลูกช้างเติบโตจนสามารถอยู่ในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติได้อย่างแท้จริง"

สถานรับเลี้ยงช้างกำพร้าแห่งนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ช้างในเคนยา ผ่านการช่วยเหลือและฟื้นฟูลูกช้างกำพร้าที่ขาดแคลนความช่วยเหลือจากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์

ที่มา : Xinhua

สัญญาณชัด!! “รวันดา” ชี้เยือน “รัสเซีย” เตรียมหารือทริปประธานาธิบดี หลังเคยเซ็น MOU นิวเคลียร์ร่วมกัน ต่อยอดเศรษฐกิจ-มนุษยธรรม

(28 ก.พ. 69) นายโอลิวิเยร์ เอ็นดูฮุงกีเรเฮ รัฐมนตรีต่างประเทศรวันดา เปิดเผยผ่านสปุตนิกว่าขณะนี้กำลังหารือเรื่องความเป็นไปได้ในการเยือนรัสเซียของประธานาธิบดี 'พอล คากาเม' ในปี 2566 พร้อมกับการวางแผนการเดินทางของตนเองไปยังรัสเซียในปีเดียวกันแต่ยังไม่กำหนดวันชัดเจน

"และต่อจากนั้น แน่นอนว่าเราจะเริ่มดำเนินการเรื่องการเยือนของประธานาธิบดี เมื่อทั้งสองฝ่ายพบวันที่เหมาะสมร่วมกัน" นาย 'เอ็นดูฮุงกีเรเฮ' กล่าวในสัมภาษณ์

เมื่อเดือนธันวาคม 2565 นาย 'เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย เคยพบกับนาย 'เอ็นดูฮุงกีเรเฮ' ที่กรุงไคโร ในโอกาสการประชุมรัฐมนตรี ความร่วมมือหุ้นส่วนรัสเซีย-แอฟริกา ทั้งสองฝ่ายเน้นขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและมนุษยธรรมที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ส่วนประธานาธิบดี 'พอล คากาเม' เคยเยือนรัสเซียครั้งล่าสุดในปี 2562 ระหว่างการประชุมสุดยอดรัสเซีย-แอฟริกา ที่เมืองโซชี และในโอกาสนั้นได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันในเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์

ที่มา : Sputnik

สายชำระ...อัตลักษณ์อันโดดเด่นของสุขาไทย

ขณะนี้ สถานการณ์ที่ผู้คนทั้งโลกกำลังเฝ้าจับตาคือ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจลุกลามกลายเป็นสงครามระหว่างกัน โดยสหรัฐฯ ได้ระดมสรรพกำลังมากมายโดยเฉพาะกำลังทางเรือและทางอากาศจำนวนมากเข้าไปเตรียมพร้อมในตะวันออกกลาง ในส่วนของกำลังทางเรือนั้นประกอบด้วยเรือรบทั้งเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบนานาชนิด ในส่วนของเรือบรรทุกเครื่องบิน ประกอบด้วย USS Abraham Lincoln (CVN-72) ซึ่งปฏิบัติการในพื้นที่แล้ว และ USS Gerald R. Ford (CVN-78) ขณะนี้ยังอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ปฏิบัติการตะวันออกกลาง โดยปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford (CVN-78) ในขณะนี้เป็นที่มาของเรื่องราวในบทความนี้

USS Gerald R Ford เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ ราคา1.33หมื่นล้านเหรียญ มีลูกเรือประจำการ 4,600 นาย ถือเป็นหัวใจสำคัญของปฏิบัติการโจมตีในต่างประเทศของสหรัฐฯซึ่งกำลังจะไปเผชิญหน้ากับอิหร่านประสบปัญหาส้วมอุดตัน และระบบระบายน้ำเสียชำรุด จากการสัมภาษณ์ลูกเรือ พบว่าห้องสุขาส่วนใหญ่จากทั้งหมด 650 ห้องใช้งานไม่ได้ เนื่องจากขาดการบำรุงรักษาตามปกติ เพราะเรือรบมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา สถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นที่ว่า การขาดแคลนห้องน้ำทำให้เกิดคิวยาวถึง 45 นาทีทุกวัน เกิดการทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้งระหว่างลูกเรือและช่างซ่อมตัวเรือ ซึ่งรับผิดชอบงานประปาและการซ่อมแซม ยิ่งทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีก ที่จริงแล้ว ช่างเทคนิคต้องทำงานถึง 19 ชั่วโมงต่อวันเพื่อจัดการกับความสกปรกนี้

ปัญหาระบบส้วมบนเรือ USS Gerald R. Ford เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้เคยมีรายงาน ปัญหาระบบชักโครกอุดตัน ในช่วงการทดสอบและการฝึกปฏิบัติการช่วงแรก ๆ (ประมาณปี 2022) เนื่องจากระบบท่อสุขาภิบาลของเรือใช้ ระบบส6ญญากาศ (vacuum system) คล้ายเครื่องบิน แต่ลูกเรือบางส่วนทิ้งสิ่งของที่ไม่ควรลงชักโครก เช่น
- ผ้าเช็ดทำความสะอาดหรือทิสชู่เปียก (wipes)
- กระดาษขำระที่หนาเกินมาตรฐาน
- วัสดุอื่นที่ย่อยสลายยาก
จึงทำให้ท่ออุดตันหลายจุด ต้องรื้อพื้นและเพดานบางส่วนเพื่อซ่อม การซ่อมบำรุงต้องใช้เวลาซ่อมหลายวัน มีรายงานว่าค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงรวมหลายแสนดอลลาร์ ส่งผลต่อกำหนดการทดสอบเรือบางช่วง ระบบท่อถูกออกแบบให้รองรับเฉพาะ “ของเสียมนุษย์ + กระดาษชำระมาตรฐาน” เท่านั้น เมื่อมีสิ่งอื่นเข้าไป ระบบสุญญากาศจะเสียสมดุลมีปัญหาทันที

ถ้าเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ใช้สายชำระ จะสามารถลดปริมาณการใช้กระดาษชำระได้มหาศาล แต่ต้องบังคับให้ลูกเรือใช้กระดาษชำระที่ย่อยสลายได้ง่ายด้วย เป็นการแก้ปัญหาส้วมตันไปได้ส่วนหนึ่ง ใช้เวลาไม่นานก็จะชินเอง สายชำระ (Bidet spray หรือ Bidet sprayer หรือ Hand-held bidet หรือ Bum gun (ปืนฉีดก้น)) เป็นอุปกรณ์ที่คนไทยทั้งคุ้นเคยและคุ้นชิน แต่หลายคนมองว่า ไม่ค่อยจะถูกสุขอนามัย ทุกวันนี้สุขาในบ้านเราส่วนใหญ่จะมีสายชำระใช้ประจำจนคุ้นตาและกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว
.
ไทย เป็นประเทศที่ใช้ “สายชำระ” หรือระบบฉีดล้างแบบน้ำ อย่างแพร่หลายมากจนเป็นเรื่องปกติ มีใช้ในแทบทุกบ้าน โรงแรม ปั๊มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า ต่างก็ใช้สายชำระเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่ใช้สายชำระแบบถือ “มากที่สุดในโลก” นอกจากไทยแล้ว ประเทศในทวีปเอเชียที่ใช้สายชำระอย่างแพร่หลายมากคือ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ศรีลังกา และประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ ฯลฯ สำหรับ ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ แม้จะไม่ได้ใช้สายชำระแบบมือถือ แต่ก็ใช้โถสุขภัณฑ์อัตโนมัติ (bidet toilet) อย่างแพร่หลาย เช่นโถสุขภัณฑ์อัตโนมัติของบริษัท TOTO โดยมากกว่า 80% ของครัวเรือนในญี่ปุ่นใช้โถสุขภัณฑ์แบบฉีดล้างอัตโนมัติ ถือว่าเป็นมาตรฐานประจำบ้าน

ในยุโรป ประเทศที่ส่วน Bidet ส่วนใหญ่อยู่ทางใต้ อาทิ อิตาลี (ใช้ bidet แยกชิ้น เป็นมาตรฐานในบ้าน) สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส (ประเทศต้นกำเนิดคำว่า bidet) สำหรับประเทศที่ไม่ใช้ โดยใช้กระดาษชำระเป็นหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และหลายประเทศในยุโรปเหนือ ด้วยสาเหตุเหล่านี้คือ ความเคยชินกับการใช้กระดาษชำระ (เพราะกระดาษชำระพัฒนาเร็วตั้งแต่ศตวรรษที่ 19–20 ชาวอเมริกันจึงคุ้นชินกับการใช้ “กระดาษอย่างเดียว” และไม่ชินกับการใช้น้ำ) ยุโรปเหนือและบางมลรัฐของสหรัฐฯ อากาศหนาวจัด การใช้น้ำเย็นฉีดล้างอาจไม่สบายตัว ในฤดูหนาว น้ำเย็นจนแข็ง และวัฒนธรรมไม่ได้ผลักดัน เช่นใน สหรัฐฯ “Bidet” เคยถูกมองว่าเป็นของยุโรป เป็นของใช้หรูหราที่ไม่มีความจำเป็น ระบบบ้านไม่ได้ถูกออกแบบรองรับไว้ จึงไม่ถูกติดตั้งเป็นมาตรฐานในบ้านเรือนทั่วไป

การดูแล สายชำระ ให้สะอาด และปลอดภัย มีความสำคัญมาก เพราะเป็นอุปกรณ์ที่สัมผัสกับความชื้นตลอดเวลา ถ้าไม่ดูแลอาจเกิด คราบตะกรัน เชื้อรา หรือรั่วซึมได้
- ควรทำความสะอาดเป็นประจำ (อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง)
• ใช้น้ำสบู่อ่อน ๆ หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำแบบไม่กัดกร่อน
• ใช้แปรงขนอ่อนหรือผ้าเช็ด
• ฉีดน้ำทิ้ง 2–3 วินาทีหลังทำความสะอาด เพื่อไล่สิ่งสกปรกในหัวฉีด
• หลีกเลี่ยงน้ำยาที่มีกรดแรงหรือคลอรีนเข้มข้น เพราะทำให้ซีลยางเสื่อมเร็ว
- ป้องกันตะกรัน (โดยเฉพาะพื้นที่น้ำกระด้าง) ถ้าอยู่ในพื้นที่น้ำกระด้าง:
• แช่หัวฉีดในน้ำส้มสายชูผสมน้ำ 15–30 นาที
• หรือใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดตะกรันแบบอ่อนโยน
• เช็ดให้แห้งหลังล้าง
• หมั่นตรวจรอยรั่วอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ด้วยการเช็กจุดต่อ 3 จุด: วาล์วน้ำ ข้อต่อสาย และบริเวณหัวฉีด ถ้ามีน้ำซึมก็ขันให้แน่นขึ้น ถ้ายังรั่ว อาจต้องเปลี่ยนซีลยางหรือเปลี่ยนสายใหม่
- ปิดวาล์วน้ำเมื่อไม่ใช้ (โดยเฉพาะก่อนออกจากบ้านนาน ๆ) ช่วยลดแรงดันค้างในสาย ลดความเสี่ยงสายแตกตอนกลางคืน
- อายุการใช้งาน โดยทั่วไปควรเปลี่ยนทุก 2–5 ปี หรือเร็วกว่านั้นถ้า สายแข็ง มีสนิม แรงดันลดลง
มีรอยบวม อย่าแขวนให้หัวฉีดสัมผัสพื้น อย่าใช้แรงดันสูงสุดตลอดเวลา และสายสแตนเลสถัก จะทนกว่าสายพลาสติก
 

28 กุมภาพันธ์ 2501 ในหลวง ร.9 - พระราชินี เสด็จฯ เยือนพิษณุโลกเป็นครั้งแรก ถวายสักการะ “พระพุทธชินราช” คู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก และรำลึก 'สมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ที่พระราชวังจันทน์ ปักหมุดหน้าประวัติศาสตร์พิษณุโลก

เมื่อวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2501 เป็นวันสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก เมื่อ 'รัชกาลที่ 9' และ 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ' เสด็จฯ เยือนพิษณุโลกเป็นครั้งแรก พร้อมพระราชพิธีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธชินราชและการสักการะ 'สมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ที่พระราชวังจันทน์

ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พระองค์เสด็จฯ ไปยังพระราชวังจันทน์ เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงและสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จุดศรัทธาสำคัญของจังหวัด ก่อนเสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารประกอบพระราชพิธีสมโภชพระพุทธชินราช พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก

มีบันทึกสำคัญว่า 'รัชกาลที่ 9' และ 'สมเด็จพระนางเจ้าฯ' ทรงเปลื้องเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชภรณ์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธชินราช เหตุการณ์ที่แสดงความเคารพและความศรัทธาในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาติ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยี่ยมประชาชนภาคเหนือ โดยพิษณุโลกเป็นจังหวัดแรกที่ได้รับเสด็จ บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนในประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก

ที่มา : https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/436142

กองทุนประชารัฐลุยพัฒนา SME สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 500 ล้านบาท ครบ 4 โครงการยกระดับธุรกิจไทย เสริมความรู้-นวัตกรรมเข้มแข็ง เตรียมขยายผลสู่ความยั่งยืน

กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เผยผลสำเร็จ 4 โครงการ
สุขใจ – เปิดใจ – มั่นใจ – สู้สุดใจ มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีเป้าหมายเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่สนับสนุนแหล่งเงินทุนเท่านั้น แต่ยังมีการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อติดอาวุธให้กับเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยปีที่ผ่านมามีการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี 4 โครงการประกอบด้วย โครงการสุขใจ – เปิดใจ – มั่นใจ – สู้สุดใจ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 500 ล้านบาท
“การสร้างองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน มีความรู้ที่ตรงกับยุคสมัย ทั้งเรื่องสภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยี เทรนด์การตลาด เทคนิคการขาย หรือเทรนด์ทางธุรกิจ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” ดร.ณัฐพล กล่าว
โดยโครงการแรกคือโครงการเสริมแกร่งการเงิน เพิ่มทุนหนุนธุรกิจ หรือ “สุขใจ” เป็นการจัดฝึกอบรมที่มุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการเงิน (Financial Literacy) ให้กับผู้ประกอบการ โดยมีการจัดฝึกอบรมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี ทั้งรูปแบบ Onsite และ Online กว่า 625 คน พร้อมจัดคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจ ในการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอสินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 กิจการ
ด้านโครงการยกระดับธุรกิจเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หรือ “เปิดใจ” ยกระดับขีดความสามารถของ SME ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจและการบริหารจัดการโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน โดยให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่สถานประกอบการ ด้านเทคโนโลยีการผลิต ดิจิทัล นวัตกรรม โลจิสติกส์ และการปรับปรุงกระบวนการ กว่า 202 กิจการ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานสัมมนา “SME Sustainable Transformation Forum 2025” เพื่อเสริมแกร่งองค์ความรู้ผู้ประกอบการได้เพิ่มเติมกว่า 400 คน สร้างมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 101,821,032 บาท และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงถึง 500,588,921 บาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาฮาลาลไทยรับรองได้ ขายส่งออกชัวร์ หรือ โครงการ “มั่นใจ” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ให้มีประสิทธิภาพและมาตรฐานในการขอรับรองเครื่องหมายฮาลาล และมีองค์ความรู้ในด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีการจัดฝึกอบรมผู้ประกอบการด้านการตลาด การส่งออกและการประชาสัมพันธ์ ผู้เข้าร่วมอบรมรวม 369 คน รวมถึงจัดให้มีการวินิจฉัยและให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่สถานประกอบการ ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการขอรับรองมาตรฐานฮาลาล จำนวนกว่า 100 กิจการ ทำให้ผู้ประกอบการแสดงความพร้อมในการยื่นขอรับรองเครื่องหมายฮาลาลเพื่อขยายตลาดสู่ต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
และในส่วนของโครงการพลิกชีวิต ฟื้นธุรกิจปรับหนี้ให้อยู่รอด หรือ “สู้สุดใจ” ที่มุ่งช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและกลุ่ม NPL ที่ต้องการคำปรึกษาแนะนำในการแก้ปัญหาหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าวินิจฉัยสถานะทางการเงินและให้คำปรึกษาเชิงลึกให้กับ 40 กิจการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ทำให้เกิดการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR) หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (TDR) ได้สำเร็จ นับเป็นการคืนโอกาสให้ธุรกิจไทยได้กลับมาเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง
“กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีประสบความสำเร็จ มีผู้ประกอบเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งทางกองทุนฯ มีแผนที่จะเตรียมขยายผลโครงการด้านการส่งเสริมฯ เพื่อสร้างแนวทางและปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตของ SME ให้ SME สามารถยืนหยัดด้วยตนเองและเติบโตอย่างยั่งยืน” ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

‘เมสซี’ เปิดใจสุดเจ็บ!! เสียดายหนัก “ไม่น่าเมินอังกฤษตอนเด็ก” ชี้พลาดจนคุยกับคนเก่งไม่รู้เรื่อง โอกาสอยู่กับคนระดับท็อป แต่สื่อสารไม่ได้ ย้ำลูกต้องเรียนและเตรียมตัวให้พร้อม

(27 ก.พ. 69) 'ลิโอเนล เมสซี' ดาวยิงชื่อดังทีมชาติอาร์เจนตินา ปัจจุบันเล่นให้ 'อินเตอร์ ไมอามี' ในเมเจอร์ ลีก ซอคเกอร์ เปิดใจผ่านพ็อดแคสต์ว่า รู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ยังเด็ก

'เมสซี' กล่าวว่า "มีหลายอย่างที่ผมเสียใจ การไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษตอนที่ยังเป็นเด็ก, ผมเคยมีช่วงเวลาที่อย่างน้อยก็จะได้เรียนภาษาอังกฤษบ้างแต่ผมก็ไม่ได้ทำมัน ซึ่งผมเสียใจอย่างที่สุด"

เขายังเล่าต่อว่า "ผมเคยเจอสถานการณ์ที่ได้อยู่กับบุคคลที่น่าทึ่งหลายคน และมีโอกาสที่จะสามารถพูดคุยและสนทนาได้อย่างสนุกสนาน แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร ผมคิดว่าอยู่เสมอเลยว่าผมนี่มันโง่จริง ๆ และผมเสียเวลาไปเปล่า ๆ มากแค่ไหน"

"ตอนที่คุณยังเด็ก คุณยังไม่รู้ถึงมันหรอก วันนี้ มันคือสิ่งที่ผมบอกกับลูก ๆ ของผม สำหรับความสำคัญในการมีการศึกษาที่ดี การเรียน และการเตรียมตัวให้พร้อม"

"ผมบอกลูก ๆ ของผมเสมอว่าให้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ พวกเขามีสถานการณ์ที่แตกต่างจากที่ผมเคยผ่านมา แม้ว่าผมจะไม่เคยขาดอะไรเลยก็ตาม"

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10152059


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top