Saturday, 6 June 2026
Hard News Team

‘นายกฯ ญี่ปุ่น’ เบรกความตึงเครียดกับจีน ย้ำจุดยืน "ไต้หวัน" ไม่เปลี่ยนแปลง ตามปฏิญญาร่วมปี 1972 หลังคำพูดแข็งกร้าวก่อนหน้านี้ส่งกระทบหนัก

โตเกียว – หลังความสัมพันธ์กับจีนเข้าสู่ภาวะผันผวนหลายสัปดาห์ เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นที่แข็งกร้าวเรื่องช่องแคบไต้หวัน ในที่สุด นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้พยายามลดระดับความตึงเครียดกับรัฐบาลปักกิ่ง โดยย้ำถึงจุดยืนดั้งเดิมของญี่ปุ่นต่อประเด็นไต้หวัน

ในการตอบคำถามของสมาชิกสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นางทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นว่า จุดยืนของรัฐบาลโตเกียวต่อเกาะไต้หวันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และอ้างอิงถึงข้อตกลงร่วมปี 1972 ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและโตเกียว

“จุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นเกี่ยวกับไต้หวันยังคงเป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-จีน ปี 1972 และจุดยืนนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” นางทาคาอิจิกล่าว

ตามแถลงการณ์ร่วมปี 1972 นั้น รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของอาณาเขตของจีน และรัฐบาลญี่ปุ่น "เข้าใจและเคารพจุดยืนนี้อย่างเต็มที่" แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเอกสารทางกฎหมายที่ปักกิ่งมักใช้อ้างถึงเพื่อสนับสนุนว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

การแสดงความคิดเห็นล่าสุดของนางทาคาอิจิมีขึ้นเกือบหนึ่งเดือนหลังจากที่เธอกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า การโจมตีไต้หวันโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) อาจถือเป็น "สถานการณ์ที่คุกคามต่อการอยู่รอดของชาติ" ซึ่งอาจเปิดทางให้โตเกียวเข้าสู่ปฏิบัติการทางทหารได้

คำกล่าวในเดือนพฤศจิกายนดังกล่าวเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต่อกรณีไต้หวัน และเป็นการเบี่ยงเบนจากนโยบาย "ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์" ที่ญี่ปุ่นยึดถือมายาวนาน แม้ภายหลังเธอระบุว่าความเห็นดังกล่าวเป็นเพียง "สมมติฐาน"

คำกล่าวที่แข็งกร้าวดังกล่าวส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ปักกิ่งได้ระงับการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น งดการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลและวัฒนธรรม รวมถึงแนะนำพลเมืองไม่ให้เดินทางหรือศึกษาในญี่ปุ่น

คำพูดล่าสุดของนางทาคาอิจิในวันพุธนี้ยังสอดคล้องกับแถลงการณ์ของ นายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ระบุว่าจุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นคือ "เป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมปี 1972 อย่างแท้จริง ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านั้น"

บอกไม่เคยกันออกจากโต๊ะคุยยูเครน ชี้ ‘อียู’ อยู่ข้างสงครามไม่มีวาระเพื่อสันติ กำลังขวางความพยายามของ ‘สหรัฐ–ทรัมป์’ หลังตั้งเงื่อนไขที่รู้ว่าเครมลินไม่มีวันเซ็น

(4 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สื่อในมอสโก โดยระบุว่ายุโรป “ไม่ได้ถูกกันออกจากกระบวนการยุติความขัดแย้งในยูเครน แต่เป็นฝ่ายเดินออกไปเอง” พร้อมวิจารณ์ว่ารัฐยุโรปจำนวนมากรับเอาแนวคิด “ต้องทำให้รัสเซียพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์” มาเป็นกรอบคิดหลัก แล้วก็ยัง “หลงอยู่ในมายาคติ” นี้จนถึงทุกวันนี้

ปูตินกล่าวต่อว่า เมื่อยุโรปไม่ชอบผลลัพธ์ในตอนนี้ ก็หันไปขัดขวางความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันการเจรจาสันติภาพ พร้อมระบุว่ายุโรป “ไม่มีวาระเพื่อสันติภาพ เป็นฝ่ายของสงคราม” แม้จะเสนอปรับแก้ข้อเสนอของทรัมป์ แต่ก็เป็นการเปลี่ยนให้เงื่อนไข “รับไม่ได้สำหรับรัสเซีย” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างโยนความผิดว่าเป็นฝ่ายมอสโกที่ทำให้กระบวนการสันติภาพล้มเหลว 

อย่างไรก็ตาม ปูตินยังทิ้งท้ายว่ารัสเซียพร้อมเปิดให้ยุโรปกลับมาที่โต๊ะเจรจา หากยอมรับข้อเท็จจริงในสนามรบ

ในอีกประเด็น ปูตินย้ำว่ารัสเซีย “ไม่ต้องการทำสงครามกับยุโรป” และเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยืนยันว่าหากยุโรปเป็นฝ่ายเปิดฉากเผชิญหน้าทางทหาร รัสเซีย “เราก็พร้อมทันที” โดยไม่ควรมีข้อสงสัยใด ๆ เขาเตือนว่า หากสถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ “อาจถึงจุดที่เราไม่เหลือคู่เจรจาให้พูดคุยด้วยอีกต่อไป” 


ที่มา : Sputnik 

 

อีกหนึ่งสนามธุรกิจ–สนามชีวิตจริงของ “นานา ไรบีนา” ที่สร้างอาณาจักรหลายเสาหลัก ทั้งร้านตัดผม แบรนด์เสื้อผ้า ไปจนถึงอีเวนต์และกีฬา YBL Thailand: อีกหนึ่งสนามธุรกิจ–สนามชีวิตของ

ในวันที่คนส่วนใหญ่รู้จัก “นานา ไรบีนา” ในหลายบทบาท ทั้งพิธีกร ดีเจ นักแข่งรถ คุณแม่แก๊งส์ “เด็กเท่” หรือภรรยาของแร็ปเปอร์ชื่อดัง “เวย์ ไทเทเนียม” อีกมุมหนึ่งที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือบทบาท “นักธุรกิจ” ที่สร้างอาณาจักรหลายเสาหลัก ทั้งร้านตัดผม Never Say Cutz, แบรนด์เสื้อผ้าเด็ก DekTay, โปรเจกต์แฟชั่น–แอคเซสซอรี่ ไปจนถึงธุรกิจอีเวนต์และกีฬาอย่าง YBL Thailand 

สำหรับ The States Times วันนี้ เราชวนมาดูให้ชัดว่า YBL Thailand คืออะไร ทำเงิน–เผาเงินแบบไหน และสะท้อน “ดีเอ็นเอธุรกิจ” ของนานาอย่างไร 
--------------------------------------------------
 YBL Thailand คืออะไร? มากกว่าลีกบาสฯ เด็ก
 --------------------------------------------------
.
YBL Thailand หรือ Youth Ballers League Thailand คือ “ลีกบาสเกตบอลเยาวชนแบบผสมลีก” ที่ออกแบบให้เด็กไทยได้เล่นบาสอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่รุ่นอายุประมาณ U10–U12 ด้วยกติกาที่อ้างอิงจาก NBA Junior และการเก็บสถิติแบบละเอียด ไม่ต่างจากลีกอาชีพย่อส่วนสำหรับเด็ก ๆ 

ลีกนี้ดำเนินการโดยทีมของ “Daboyway – เวย์ ปริญญา” และ “นานา ไรบีนา” ในฐานะผู้อำนวยการร่วมของ YBL Thailand เชื่อมโลกฮิปฮอป–บันเทิง เข้ากับโลกกีฬาและเยาวชนอย่างเต็มตัว 

สิ่งที่ทำให้ YBL ต่างจากทัวร์นาเมนต์เยาวชนทั่วไป คือ 
 - มีระบบ Draft คัดเลือกตัวเด็กเข้าแต่ละทีม เหมือนลีกอาชีพ 
 - เน้นการสร้างประสบการณ์แบบ “ลีกจริง” ทั้งเพลงเปิดตัว, โลโก้ทีม, ชุดแข่ง, สถิติ และคอนเทนต์ออนไลน์ 
 - สร้าง “ความเป็นแบรนด์” ให้กับแชมป์ ผ่านรายละเอียดอย่างแหวนแชมป์ YBL ที่หลายสื่อเคยหยิบไปเล่าเรื่องดีไซน์และความหมาย

ทั้งหมดนี้ทำให้ YBL ไม่ได้เป็นแค่ “รายการแข่งบาสฯ เด็ก” แต่กลายเป็นแพลตฟอร์มกีฬา + คอนเทนต์ + ไลฟ์สไตล์ ในเวลาเดียวกัน 
--------------------------------------------------
 อีกหนึ่ง “เสา” ในพอร์ตธุรกิจของนานา
 --------------------------------------------------
สื่อหลายแห่งที่เปิดพอร์ตธุรกิจของ “นานา–เวย์” จะจัด YBL Thailand ไว้ในหมวด “ธุรกิจอีเวนต์และกีฬา” เคียงข้างกับการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์บันเทิงขนาดใหญ่ เช่น LAND OF MUSIC เป็นต้น 
หากมองเชิงโครงสร้าง YBL เป็นธุรกิจที่มีองค์ประกอบครบถ้วนแบบ Startup ด้านกีฬา–เอนเตอร์เทนเมนต์ คือ 
 1. มี Community ชัดเจน – ฐานเยาวชน นักกีฬา ผู้ปกครอง และแฟนกีฬา 
 2. มีคอนเทนต์ต่อเนื่อง – การแข่งขันเป็นซีซัน, ตัดไฮไลต์, ทำไลฟ์, ทำคลิปสถิติ 
 3. มีสินค้า–แบรนด์ต่อยอด – เสื้อแข่ง, เมอร์ชันไดซ์, เสื้อผ้าเด็กสายสตรีท, ดีลพาร์ตเนอร์ (เช่น แบรนด์ที่ตามไปเปิดบูธข้างสนาม, แบรนด์เสื้อผ้า Dektay ฯลฯ) 
 4. มีภาพลักษณ์ “ให้โอกาสเด็ก” – ซึ่งตีคู่ไปกับการเป็นคุณแม่และสายสปอร์ตของนานาโดยตรง 

พอเอามารวมกับธุรกิจเดิมอย่าง DekTay, Never Say Cutz, โปรเจกต์แว่น และล่าสุดแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง YBL Energy ที่เตรียมบุกตลาด จะเห็นว่า นานากำลังสร้าง “จักรวาล YBL” ที่เชื่อม 3 โลกเข้าหากันคือ 
Street Culture – Youth Sport – Family Lifestyle 
--------------------------------------------------
 โมเดลรายได้: จากสนามแข่ง สู่สปอนเซอร์ และประสบการณ์ระดับโลก
 --------------------------------------------------

แม้จะไม่มีตัวเลขทางการเปิดเผยละเอียดทั้งหมด แต่จากการเคลื่อนไหวของ YBL Thailand พอจะอ่านโมเดลรายได้–รายจ่ายได้คร่าว ๆ ดังนี้ 
1. รายได้จากการจัดลีก 
 - ค่าสมัครทีม/นักกีฬา 
 - รายได้จากการขายบัตร (ถ้ามีรูปแบบอีเวนต์ใหญ่) 
 - ค่าบริการต่าง ๆ ในวันแข่ง (บูธอาหาร เครื่องดื่ม แบรนด์สินค้า) 
2. รายได้จากแบรนด์และสปอนเซอร์ 
 ดีลกับแบรนด์กีฬาระดับโลก เช่นการร่วมกิจกรรมกับ CURRY Brand และ Under Armour ที่พานักกีฬาบาสเยาวชนจากทีม YBL Thailand ไปสัมผัส Curry Camp Asia ใกล้ชิดระดับขอบสนาม ถือเป็นตัวอย่างของการจับมือพาร์ตเนอร์เพื่อต่อยอดทั้งภาพลักษณ์และโอกาสในอนาคต 
ดีลแบบนี้ไม่ใช่แค่รายได้สปอนเซอร์ แต่เพิ่ม “เครดิต” ให้กับลีกเยาวชนไทยว่าเชื่อมถึงระดับเอเชีย–ระดับโลกได้จริง 
3. รายได้จากคอนเทนต์และเมอร์ชันไดซ์ 
 - การถ่ายทอดสด, ไลฟ์สตรีม, การขายคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ 
 - เมอร์ชันไดซ์ เช่น เสื้อแข่ง, เสื้อยืด, หมวก, แบรนด์ร่วมกับ DekTay ฯลฯ 
ทั้งหมดนี้ทำให้ YBL ไม่ได้พึ่งแค่ “ค่าสมัครแข่ง” แต่ยืนอยู่บนโมเดล Sport x Entertainment x Commerce อย่างเต็มตัว 
--------------------------------------------------
 ความฝัน vs ความจริง: ลีกเด็กที่ขาดทุน 2 ปี
 --------------------------------------------------

ในด้านธุรกิจ YBL ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป มีการเปิดเผยหลังจบ Season 3 ว่า YBL Thailand ขาดทุนต่อเนื่อง 2 ปี และต้องประกาศปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ เพื่อให้ลีกเดินหน้าต่อในระยะยาว 

นี่คือภาพตรงไปตรงมาแบบที่หลายคนในวงการกีฬาเยาวชนรู้ดีว่า 
 - การทำลีกคุณภาพสูง ใช้ต้นทุนมหาศาล ทั้งสนาม ทีมงาน โปรดักชัน และการจัดการ 
 - ในช่วงแรก รายได้จากสปอนเซอร์และค่าสมัคร มักไล่ตามค่าใช้จ่ายไม่ทัน 
 - สิ่งที่เจ้าของลีกได้ “กลับมา” จึงไม่ได้เป็นแค่เงิน แต่คือแบรนด์–เครดิต–และทุนทางสังคม (Social Capital) 
.
สำหรับนานา–เวย์ การยอมรับว่าขาดทุน และยังยืนยันว่าจะเดินหน้าสนับสนุนเยาวชนต่อไป คือการส่งสัญญาณว่า พวกเขามอง YBL ไม่ใช่แค่ “ธุรกิจเงินสด” แต่เป็นแพลตฟอร์มระยะยาว 
--------------------------------------------------
 เมื่อเจ้าของลีกกลายเป็นข่าว: ความเสี่ยงแบบคนดังทำธุรกิจ
 --------------------------------------------------

ในช่วงปลายปีนี้ ชื่อของ “นานา ไรบีนา” ถูกพาดหัวข่าวใหญ่จากกรณีถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกงและเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน โดยก่อนถูกจับไม่กี่ชั่วโมง เธอโพสต์ร่ายยาวถึงเด็ก ๆ ในลีก YBL และประกาศ “ขอถอยออกมาจัดการและแก้ไขเรื่องส่วนตัว” 

กรณีนี้สะท้อน “ด้านมืดของการทำธุรกิจในนามคนดัง” อย่างชัดเจน คือ 
 - แบรนด์ = คน : เมื่อคนเป็นแบรนด์หลัก ทุกความเคลื่อนไหวส่วนตัว ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจโดยตรง 
 - ธุรกิจดี แต่เจ้าของมีปัญหา : ลีก YBL ในฐานะแพลตฟอร์มเยาวชน–กีฬา ยังได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองและเด็กจำนวนมาก แต่ความเสี่ยงกลับมาจากฝั่งการเงิน/ส่วนตัวของเจ้าของ 
 - การแยกโครงสร้างธุรกิจ : นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ YBL ต้องรีบปรับโครงสร้างบริหาร เพื่อให้ลีกสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้เจ้าของเดิมต้องถอยไปจัดการปัญหาส่วนตัว 

สำหรับสังคมไทยที่กำลังจับตาเคสนี้ บทเรียนที่ควรเก็บไม่ใช่แค่ “ดราม่าดารา” แต่คือคำถามสำคัญว่า 
เราจะสร้างระบบธุรกิจ–กีฬาเยาวชนที่ “พึ่งพาคนดังให้น้อยลง แต่พึ่งพาระบบให้มากขึ้น” ได้อย่างไร? 
--------------------------------------------------
 บทเรียนจาก YBL: ทำธุรกิจที่ “กำไร” เกินตัวเลขในงบการเงิน
 --------------------------------------------------

ถ้าแยก YBL Thailand ออกจากดราม่ารอบตัวเจ้าของ แล้วมองในฐานะ “เคสธุรกิจ” เราเห็นบทเรียนหลายอย่างที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย 
1. เริ่มจาก Passion แต่ต้องจบด้วย System 
    - YBL เริ่มจากความรักในกีฬาและลูก ๆ ของตัวเอง แต่การจะโตต่อ ต้องมีระบบบริหาร สายป่าน และโครงสร้างการเงินที่โปร่งใส–ตรวจสอบได้ 
2. กีฬาเยาวชน = ธุรกิจระยะยาว 
    - รายได้ไม่ระเบิดในปีสองปีแรก แต่สร้างทุนทางสังคมและแบรนด์ในระยะยาว โดยเฉพาะถ้าเชื่อมต่อกับแบรนด์ใหญ่ ระดับภูมิภาค–โลก ได้แบบที่ YBL ทำร่วมกับ CURRY Brand / Under Armour 
3. คนดังทำธุรกิจ ต้องแยก “บุคคล” ออกจาก “องค์กร” ให้ชัด 
    - ยิ่งแบรนด์ผูกกับตัวบุคคลมากเท่าไร ความเสี่ยงจากปัญหาส่วนตัวก็ยิ่งสูงเท่านั้น 
    - โครงสร้างบริษัทที่ชัด การมีบอร์ด/ผู้ร่วมบริหารที่เข้มแข็ง อาจช่วยปกป้องธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เมื่อเจ้าของต้องถอยออกไปจัดการเรื่องส่วนตัว 
4. กำไรแบบ Non-financial 
    - การเห็นเด็ก ๆ ได้สนาม, ได้เพื่อน, ได้โอกาสเดินทาง, ได้เจอไอดอลระดับโลก — ทั้งหมดนี้คือ “กำไรทางสังคม” ที่สะท้อนผ่านชื่อ YBL อยู่แล้ว 
    - ถ้าปรับโครงสร้างการเงิน–การบริหารให้ยืนระยะได้ กำไรทางตัวเลขจะตามมาในที่สุด 
--------------------------------------------------
 สรุป: YBL Thailand อีกหนึ่งเสาที่พิสูจน์ว่า “นานา” ไม่ได้เป็นแค่ดารา
 --------------------------------------------------

YBL Thailand ทำให้เห็นชัดว่า “นานา ไรบีนา” ไม่ได้เป็นแค่ดารา–อินฟลูเอนเซอร์ แต่เป็นผู้เล่นตัวจริงในธุรกิจที่เชื่อมบันเทิง กีฬา และเยาวชนเข้าด้วยกัน

แม้วันนี้เธอจะต้องถอยหลังจากลีกชั่วคราวเพื่อจัดการปัญหาส่วนตัว แต่สิ่งที่ YBL สร้างไว้ — เด็ก ๆ ที่รักบาสเกตบอลมากขึ้น, ครอบครัวที่ได้มานั่งเชียร์กันข้างสนาม, และมาตรฐานใหม่ของลีกเยาวชนไทย — คือ “ร่องรอยธุรกิจ” ที่ไม่มีใครลบได้ง่าย ๆ 

คำถามต่อไปไม่ใช่แค่ว่า “นานาจะกลับมาอย่างไร” 
แต่คือ “สังคมไทยจะช่วยกันทำให้แพลตฟอร์มอย่าง YBL เดินหน้าต่ออย่างยั่งยืนได้อย่างไร” 
และนี่คืออีกหนึ่งหน้าของอาณาจักรธุรกิจในชื่อ YBL Thailand ที่ต้องจดไว้ในแฟ้ม “นักธุรกิจนานา ไรบีนา” ของ The States Times

 

'พีระพันธุ์' จี้ กกพ.เร่งเก็บ 'เงินชอร์ตฟอล' จาก ปตท. ชดเชยลดค่าไฟ ให้เหลือหน่วยละ 3.71 บาท

'พีระพันธุ์' จี้ กกพ.เร่งเก็บ 'เงินชอร์ตฟอล' จาก ปตท. ชดเชยลดค่าไฟให้เหลือหน่วยละ 3.71 บาท ย้ำค่าไฟถูกกว่านี้แน่ หากรัฐจริงใจช่วยประชาชน  แนะตรวจสอบบิลค่าไฟให้ตรงตามอัตราจริง

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนมกราคม–เมษายน 2569 อยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาทว่า  หากต้องการจะช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนจริง ๆ แล้ว ค่าไฟฟ้าสามารถปรับลดลงได้มากกว่านี้ และควรอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 3.71 บาท

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ตนได้ย้ำมาตลอดว่า ในปี 2569 ค่าไฟฟ้าควรอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 3.70 บาท สาเหตุที่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะภาครัฐมีแหล่งเงินที่สามารถนำมาช่วยลดภาระค่าไฟของพี่น้องประชาชนได้ นั่นคือ “เงินชอร์ตฟอล” (Short Fall) ซึ่งอธิบายง่าย ๆ ก็คือ เงินที่ ปตท.ขายก๊าซเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าสูงกว่าราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา จึงต้องมีการคืนเงินส่วนเกินนี้ให้ กกพ. เพื่อนำมาลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ก่อนที่ตนจะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนได้สำรวจพบเงินในส่วนนี้ที่มีมูลค่าประมาณ 12,000–13,000 ล้านบาท ซึ่งทาง กกพ. และ ปตท. ต่างยอมรับยอดเงินนี้แล้ว เหลือเพียงแต่ให้ กกพ. ออกคำสั่งเรียกให้ ปตท. จ่ายเงินในส่วนนี้เท่านั้น เพื่อนำไปลดค่าไฟให้ประชาชน หากสามารถเรียกคืนเงินจำนวนนี้จาก ปตท. มาได้ ก็จะช่วยลดค่าไฟของประชาชนลงได้อีกประมาณ 17 สตางค์  จากหน่วยละ 3.88 บาท เหลือหน่วยละ 3.71 บาท ตามเป้าหมายที่ตนเคยบอกไว้

สำหรับรอบนี้ที่ กกพ.ประกาศลดค่าไฟลงมาอยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาท นายพีระพันธุ์ อธิบายว่า มาจากผลลัพธ์ของราคาก๊าซที่ถูกลง 6 สตางค์ และยังไม่ได้มีการนำ ‘เงินชอร์ตฟอล’ มาช่วยลดต้นทุนค่าไฟแต่อย่างใด

"ผมเสนอให้ กกพ. มีคำสั่งเรียกเงินส่วนนี้จาก ปตท. เพื่อนำมาสร้างประโยชน์ ลดค่าไฟให้ประชาชน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ก่อนที่ผมจะพ้นจากตำแหน่ง" นายพีระพันธุ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ กกพ. และกระทรวงพลังงาน ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ก็คือ การตรวจสอบว่าการคิดค่าไฟฟ้ากับประชาชนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในส่วนที่เป็นที่พักอาศัยจะต้องอยู่ที่อัตราหน่วยละ 3.94 บาท สำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 และหน่วยละ 3.88 บาท สำหรับงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2569 อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นราคาหรืออัตราเฉลี่ยตามมติของ กพช. เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ตนจึงขอให้ประชาชนตรวจสอบบิลค่าไฟฟ้าจาก กฟน. สำหรับกรุงเทพมหานคร และจาก กฟภ. สำหรับจังหวัดในส่วนภูมิภาคว่ามีการเรียกเก็บถูกต้องตามอัตราดังกล่าวหรือไม่  ซึ่งในเรื่องนี้ตนจะติดตามความคืบหน้าต่อไป
 

“บิ๊กคลีนนิ่ง” เมืองหาดใหญ่ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมให้คำมั่น “จะเร่งคืนความปกติให้เมืองหาดใหญ่โดยเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 68 พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ภายหลังสถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่กำลังเร่งระดมสรรพกำลังปฏิบัติหน้าที่ทำความสะอาดเมือง (Big Cleaning) เพื่อชะล้างดินโคลน และขยะที่ตกค้าง พร้อมทั้งได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ และกล่าวให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการช่วยเหลือประชาชน โดยได้ลงพื้นที่สำรวจจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและพื้นที่สาธารณะ 4 จุดหลัก ดังนี้ โซน 1 โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อดูแลความสะอาดบริเวณสถานพยาบาลให้พร้อมรองรับผู้ป่วย โซน 3 ตลาดกิมหยงซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญใจกลางเมือง บริเวณรอบ ถนนเพชรเกษมเส้นทางคมนาคมหลัก และตลาดสดแหล่งปากท้องของพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้เดินเท้าพบปะพูดคุยกับประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ เพื่อสอบถามสารทุกข์สุกดิบ และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนอย่างใกล้ชิด โดยได้กล่าวเน้นย้ำ และให้คำมั่นสัญญาว่า “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชน และจะเร่งดำเนินการฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด”


 

ทำไม ‘เคนเน็ต ดูกอล’ กองหลังบุรีรัมย์ ติดทีมฟุตบอลทีมชาติไทยไม่ได้? แม้ถือทั้งสัญชาติไทย และออสเตรเลีย แต่ฟีฟ่าไม่อนุมัติให้ลงรับใช้ทัพช้างศึก

(4 ธ.ค. 68) แอนโธนี ฮัดสัน เฮดโค้ชทีมชาติไทย เปิดเผยโอกาสของ 'เคนนี ดูกอล' ลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย ที่เคยเล่นทีมชาติออสเตรเลียชุดใหญ่ 5 นัด ถึงการสวมเสื้อช้างศึก โดยยอมรับว่าปัญหากฎฟีฟ่าเรื่องการเปลี่ยนทีมชาติยังมีความซับซ้อน

ฮัดสันกล่าวว่า "ไม่ปิดประตูสำหรับนักเตะเชื้อสายไทย" แต่ต้องผ่านกฎฟีฟ่า เอกสารสัญชาติ และเหมาะสมกับแผนทีมชาติไทยระยะยาว "หากฟีฟ่าไม่อนุมัติ ต่อให้โค้ชอยากได้ก็ไม่สามารถดึงมาใช้งานได้" พร้อมเสริมว่านักเตะต้องเหมาะกับแท็กติกและบทบาทในทีม

กฎฟีฟ่า 2021 เปิดช่องให้เปลี่ยนทีมชาติได้ถ้ายังไม่เกิน 3 นัด และเว้น 3 ปีจากเกมสุดท้าย แต่เคนนีลงเล่นเกินจำนวนนี้ ทำให้ต้องรอลุ้นการตีความกฎหมายและการตัดสินใจของสมาคมฟุตบอลไทย

แฟนบอลและครอบครัวดูกอลแสดงความต้องการผ่านโซเชียล โดยคุณแม่โพสต์ว่า "Kenny อยากเล่นทีมชาติไทยค่ะ" กระแสในโซเชียลจึงร้อนแรงขึ้น แต่ทีมชาติไทยภายใต้การนำของฮัดสันยังคงเดินตามแผนสร้างทีมที่เน้นโครงสร้างอย่างชัดเจน

เคสนี้สะท้อนว่าไทยต้องเดินตามข้อเท็จจริงทางกฎหมายและแท็กติก มากกว่ากระแสแฟนบอล ฮัดสันยังไม่รับประกันโอกาสแต่ยืนยันจะพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

‘ฟรีวีซ่า’ สำหรับประชาชนชาวจีน เข้าได้นาน 30 วัน ไม่ต้องยื่นขอ คาดดันทัวร์จีนพุ่ง 30–40% หรือ 2 ล้านคน ‘หอพัก-โรงแรม’ เตรียมรับอานิสงส์ตลอดทั้งปี

(4 ธ.ค. 68) รัสเซียประกาศใช้มาตรการ “ฟรีวีซ่า” สำหรับชาวจีนอย่างเป็นทางการแล้ว หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ลงนามคำสั่งอนุญาตให้คนจีนที่ถือหนังสือเดินทางเล่มปกติ สามารถเดินทางเข้ารัสเซียเพื่อท่องเที่ยว ทำธุรกิจ เยี่ยมญาติ หรือร่วมงานด้านวิชาการ วัฒนธรรม กีฬา และกิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พักได้นานไม่เกิน 30 วัน โดยคำสั่งมีผลทันทีและใช้ไปจนถึงวันที่ 14 กันยายน 2569

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ครอบคลุมการเดินทางเพื่อทำงาน ศึกษาต่อ หรือพำนักระยะยาว รวมถึงไม่ใช้กับกลุ่มคนขับรถบรรทุกระหว่างประเทศ ลูกเรือขนส่งสินค้า–ผู้โดยสาร และล่ามที่ติดตามรถขนส่งข้ามแดน ซึ่งยังต้องดำเนินการขอวีซ่าตามปกติ

สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวของรัสเซียคาดว่า ฟรีวีซ่าครั้งนี้จะช่วยดันจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ารัสเซียช่วงฤดูร้อนเพิ่มขึ้นราว 30–40% โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางอิสระอาจเพิ่มขึ้นถึง 1.5–2 เท่า ผู้ประกอบการเชื่อว่าจะช่วยเติมนักท่องเที่ยวให้โรงแรมและที่พักทั้งในช่วงพีกของซีซั่นท่องเที่ยวและนอกฤดูกาล

ทั้งนี้ มาตรการของรัสเซียสอดรับกับที่จีนประกาศทดลองให้คนรัสเซียที่ถือพาสปอร์ตเล่มปกติ เดินทางเข้าออกจีนแบบฟรีวีซ่าอยู่ก่อนแล้ว เป็นเวลา 1 ปี พักได้ไม่เกิน 30 วัน เพื่อท่องเที่ยว ทำธุรกิจ เยี่ยมญาติ หรือร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งสองฝ่ายหวังว่าดีลฟรีวีซ่าแบบไป-กลับนี้ จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนผู้คนระหว่างกันให้คึกคักยิ่งขึ้นในปีหน้า โดยรัสเซียประเมินว่าอาจต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนทะลุ 2 ล้านคนได้ภายในปีเดียว


ที่มา : Xinhua 

 

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

ออกมาตรการแบน ‘สมาร์ตโฟน’ ในโรงเรียน มีผลในระดับมัธยมศึกษาทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 เป็นต้นไป หวังช่วยปรับสุขภาพจิตเด็ก และโฟกัสที่ดีขึ้น

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MOE) ประกาศมาตรการใหม่ให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งประเทศ “ห้ามใช้สมาร์ตโฟนและสมาร์ตวอทช์ตลอดเวลาเรียน” เริ่มมีผลเดือนมกราคม 2026 จากเดิมที่ห้ามใช้เฉพาะในชั่วโมงเรียนเท่านั้น โดยจะขยายให้ครอบคลุมทั้งช่วงพักกลางวัน เวลาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน (CCA) รวมถึงชั่วโมงเสริม ซ่อม และติวเข้มต่าง ๆ โดยอุปกรณ์ของนักเรียนจะต้องถูกเก็บไว้ในที่จัดเก็บที่โรงเรียนกำหนด หรือในกระเป๋าเรียนตลอดเวลา ยกเว้นกรณีจำเป็นที่โรงเรียนอนุญาตเป็นรายๆ ไป

MOE ระบุว่า แนวทางเดียวกันนี้ถูกใช้กับโรงเรียนประถมแล้วภายใต้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพระดับชาติ “Grow Well SG” และมีโรงเรียนมัธยมบางแห่งนำไปใช้ล่วงหน้าจนพบผลเชิงบวก เช่น เด็กมีสมาธิมากขึ้น สุขภาวะดีขึ้น และหันกลับมาพูดคุย–เล่นกับเพื่อนแบบเผชิญหน้ามากกว่าเดิม มาตรการใหม่ยังสอดรับกับการผลักดันแนวทางใช้หน้าจออย่างเหมาะสมในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว หลังผลสำรวจพบว่าเด็กจำนวนมากใช้หน้าจอเกินเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ

แม้รัฐบาลจะวาง “กรอบใหญ่” ให้แต่แต่ละโรงเรียนยังมีอิสระออกกฎระเบียบด้านวินัยของตนเองให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยในกรณีใช้มือถือหรือสมาร์ตวอทช์ผิดวัตถุประสงค์ โรงเรียนจะเน้นทำงานเชิงให้การศึกษา พูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ และช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางวินัยเมื่อจำเป็น เพื่อให้เด็กเข้าใจผลของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ส่วนระดับที่สูงขึ้นอย่างจูเนียร์คอลเลจและ สถาบันมิลเลนเนีย (Millennia Institute) รัฐบาลคาดหวังว่านักเรียนมีวุฒิภาวะพอจะใช้มือถือและสมาร์ตวอทช์อย่างมีวินัย แต่ก็ยังคงจำกัดการใช้ในชั่วโมงเรียน ต้องได้รับอนุญาตจากครู ขณะที่นอกเวลาเรียนอาจใช้ได้เมื่อจำเป็น นอกจากนี้ MOE ยังขยับเวลา “ปิดเครื่องอัตโนมัติ” บนแอปจัดการอุปกรณ์การเรียนส่วนตัว (Device Management Application) ให้เร็วขึ้นจาก 23.00 น. มาเป็น 22.30 น. เพื่อช่วยให้เด็กวางหน้าจอเร็วยิ่งขึ้นและเข้านอนได้ตรงเวลา พร้อมเชิญชวนผู้ปกครองร่วมปรับกติกาที่บ้านให้สอดคล้องกับกฎใหม่

ด้าน กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า แนวทางและเหตุผลของมาตรการทั้งหมดจะถูกสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองผ่านหลายช่องทาง เช่น การปาฐกถาตอนเปิดเทอม สมุดพกนักเรียน เว็บไซต์โรงเรียน และการประชุมผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้นปีการศึกษา แจสมิน หลิว (Jasmin Lau) รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการพัฒนาดิจิทัลและการศึกษา กล่าวผ่านอินสตาแกรมว่า โรงเรียนจะทยอยแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงต่อไป และหวังว่าผู้ปกครองจะร่วมมือกับโรงเรียนในการพาเด็กๆ ไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลและมีสติ

ที่มา : https://www.channelnewsasia.com/singapore/secondary-school-can-use-phone-in-class-smartphone-screen-time-students-5495621
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top