Saturday, 6 June 2026
Hard News Team

‘อนุทิน’ เผยสัมพันธ์ ไทย–จีน คู่มิตรถาวร ชื่นชมการต้อนรับพระมหากษัตริย์สมพระเกียรติ ย้ำความร่วมมือก้าวหน้าในทุกด้าน หวังผลักดันเศรษฐกิจและความมั่นคงร่วมอาเซียน

(6 ธ.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่ามิตรภาพอันยืนยาว การสนับสนุนซึ่งกันและกัน และสันถวไมตรีอันดีระหว่างไทยกับจีนจะขยับขยายกว้างไกลกว่าช่วงเวลา 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูต

นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวว่าการเสด็จเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. ตอกย้ำความไว้วางใจอันลึกซึ้งและมิตรภาพอันยืนยงระหว่างสองประเทศ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ พร้อมเสริมว่าเขาได้เห็นพิธีต้อนรับพระมหากษัตริย์ไทยในระดับสูงเป็นพิเศษ ซึ่งสะท้อนนัยสำคัญอันประเมินค่าไม่ได้ต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

พร้อมกล่าวอีกว่าประมุขของรัฐทั้งสองปฏิบัติต่อกันดุจมิตรสหายที่คบหากันมานาน ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือทวิภาคี ขณะที่ความร่วมมือทวิภาคีในภาคส่วนต่างๆ กำลังก้าวหน้า ทั้งการเกษตร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา โดยเฉพาะความก้าวหน้าของการพัฒนาทางดิจิทัล ความร่วมมือทางโลจิสติกส์ และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค

และชี้ว่าจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอาเซียนช่วยให้ไทยมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคควบคู่กับจีน นอกจากนี้การสนับสนุนจากจีนต่อการพัฒนาทางรถไฟความเร็วสูงของไทยแสดงให้เห็นความลึกซึ้งของความร่วมมือด้านการเชื่อมต่อ และจะช่วยทั้งสองฝ่ายยกระดับห่วงโซ่มูลค่าทางอุตสาหกรรมและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค 

อนุทินกล่าวว่าไทยกำลังเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงครั้งถัดไป และบรรดาประเทศสมาชิกยังคงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในอุตสาหกรรม พลังงาน และการเกษตร ซึ่งมีส่วนส่งเสริมสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค 

สำหรับความร่วมมือด้านความมั่นคง อนุทินเน้นย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อปราบปรามการฉ้อโกงทางออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ และยืนยันว่าไทยจะไม่เป็นสวรรค์อันปลอดภัยของการก่ออาชญากรรม ทั้งนี้ อนุทินแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือไทย-จีนในอนาคตจะยังคงเติบโตและแข็งแกร่งต่อไป


ที่มา : Xinhua 
 

ร่าง พ.ร.บ.สตาร์ตอัป คือความหวังสุดท้าย ดึง 'เงินทุนข้ามชาติ' แสนล้าน! ชี้สิทธิประโยชน์ภาษีต้องจูงใจพอ ก่อนเงินจะไหลไปสิงคโปร์-อินโดฯ แทน

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. ... ที่กำลังถูกผลักดันอยู่ในขณะนี้ ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการยกเครื่อง ระบบนิเวศสตาร์ตอัป (Startup Ecosystem) ของประเทศไทย และเป็นความพยายามครั้งใหญ่ของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านประเทศจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย นวัตกรรม (Innovation) และ เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) . หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อมิติทางธุรกิจในประเทศไทย 

 1. มิติการดึงดูดการลงทุนและเงินทุน (Investment & Funding)
ร่างกฎหมายนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยขาดแคลนเงินทุนและการเติบโตในระดับยูนิคอร์น (Unicorn)

 มาตรการภาษีเพื่อดึงดูด Venture Capital (VC): มาตรการสำคัญคือการให้ สิทธิประโยชน์ทางภาษี แก่บริษัทร่วมลงทุน (VC) และนักลงทุนรายบุคคล (Angel Investors) ที่เข้าลงทุนในสตาร์ตอัปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้จากการขายหุ้น (Capital Gains Tax) การลดภาระภาษีนี้จะจูงใจให้ เงินทุนต่างชาติ และ เงินทุนส่วนตัวในประเทศ กล้าที่จะเข้าลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงอย่างสตาร์ตอัปมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่ม สภาพคล่องทางการเงิน ให้กับบริษัทเทคโนโลยีไทย

 การตั้งกองทุนส่งเสริมสตาร์ตอัป: กฎหมายอาจนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมโดยรัฐหรือรัฐร่วมทุน (Fund of Funds) เพื่อเข้าลงทุนร่วมกับ VC ในภาคเอกชน  เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ลงทุนเอกชนและกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น HealthTech, FinTech และ AgriTech
 

 2. มิติกฎระเบียบและการปลดล็อกทางธุรกิจ (Regulation & Ease of Doing Business)
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตช้าคือ กฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย (Regulatory Sandbox) ที่ไม่เอื้อต่อการทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ

 การจัดตั้ง 'คณะกรรมการสตาร์ตอัปแห่งชาติ': คณะกรรมการนี้จะมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและสำคัญที่สุดคือการ อำนวยความสะดวก และ ปลดล็อกกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจเทคโนโลยี

 Sandbox เฉพาะทาง: อาจมีการกำหนดให้มีพื้นที่ทดลองทางธุรกิจ (Regulatory Sandbox) เฉพาะสำหรับสตาร์ตอัปในอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น FinTech หรือ InsurTech ทำให้สตาร์ตอัปสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วภายใต้การกำกับดูแลที่ผ่อนปรน ก่อนที่จะนำออกสู่ตลาดจริง ซึ่งช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาด

 การจ้างงานผู้มีความสามารถ (Talent Mobility): กฎหมายอาจอำนวยความสะดวกในการดึงดูดและจ้างงาน ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ (Foreign Talents) โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีหายาก โดยอาจผ่อนปรนเงื่อนไขด้าน Work Permit และ Visa เพื่อทำให้สตาร์ตอัปไทยสามารถแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการดึงตัวบุคลากรได้

 3. มิติการแข่งขันในอุตสาหกรรมดั้งเดิม (Traditional Industries)
การเติบโตของสตาร์ตอัปจะส่งผลกระทบต่อบริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีทั้งโอกาสและความท้าทาย

 การถูก Disrupt (Disruption Risk): สตาร์ตอัปนำเสนอโซลูชันที่ถูกกว่า เร็วกว่า และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่กว่า ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว หากไม่ปรับตัว ตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมที่ต้องเผชิญกับ E-commerce หรือธนาคารที่ต้องเผชิญกับ FinTech

 โอกาสในการร่วมมือ (Corporate Venture Capital - CVC): ในทางกลับกัน บริษัทขนาดใหญ่มีโอกาสใช้กฎหมายนี้เป็นกลไกในการ ปรับตัวและสร้างนวัตกรรม โดยการตั้ง Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อลงทุนหรือเข้าซื้อสตาร์ตอัปที่มีนวัตกรรม . การร่วมมือนี้ช่วยให้บริษัทขนาดใหญ่ได้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Operational Efficiency) และขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

 มาตรฐานแรงงานและผลตอบแทน: การเติบโตของสตาร์ตอัปจะผลักดันให้เกิดมาตรฐานใหม่ในการจ้างงาน โดยเฉพาะเรื่องของ Stock Options หรือสิทธิในการซื้อหุ้นของบริษัทในราคาพิเศษ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจูงใจบุคลากรคุณภาพสูงในโลกเทคโนโลยี ทำให้บริษัทดั้งเดิมต้องพิจารณารูปแบบผลตอบแทนที่ยืดหยุ่นและน่าสนใจมากขึ้นเพื่อรักษาบุคลากรของตนเอง

 4. มิติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement)
ร่าง พ.ร.บ. อาจรวมถึงมาตรการที่ส่งเสริมให้ ภาครัฐเป็นลูกค้ากลุ่มแรก (First Customer) ของสตาร์ตอัป ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

 การจัดซื้อแบบ Fast Track: อาจมีการกำหนดสัดส่วนหรือกลไกพิเศษเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการจากสตาร์ตอัปได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีข้อกำหนดที่ยืดหยุ่นกว่าการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป . การที่รัฐเป็นลูกค้าจะช่วยสร้าง ความน่าเชื่อถือ (Traction) และ รายได้เริ่มต้น (Initial Revenue) ให้กับสตาร์ตอัป ซึ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตในระยะแรก

ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปจึงเป็นมากกว่ากฎหมาย แต่เป็น เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะ: (1) ตัวเร่งการลงทุน ผ่านมาตรการภาษี (2) ตัวลดอุปสรรคทางกฎหมาย ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ (3) ตัวกระตุ้นการแข่งขันและนวัตกรรม ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม และ (4) ผู้สร้างโอกาสใหม่ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หากกฎหมายนี้ถูกออกแบบและบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางสตาร์ตอัปในภูมิภาค (Regional Startup Hub) ได้อย่างแท้จริง

 

“รถถัง” ขึ้นแท่นนักมวยไทยค่าตัวโหด ฟันค่าตัวพุ่งแตะ 20 ล้าน ศึกรีแมตช์ “ทาเครุ” บนเวที ONE 175

(6 ธ.ค. 68) ศึก ONE 175 นำแฟนหมัดมวยทั่วเอเชียสู่การลุ้นไฟต์รีแมตช์ระหว่าง ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ ยอดมวยไทยและ ‘ทาเครุ เซกาวา’ ซูเปอร์สตาร์คิกบ็อกซิ่งญี่ปุ่น พร้อมกระแสข่าวค่าตัวสูงที่สุดในชีวิตของ ‘รถถัง’ ทะลุหลัก 20 ล้านบาท

เส้นทางของ ‘รถถัง’ เริ่มจากเด็กเดินสายเวทีภูธรสู้ชีวิตจนกลายเป็นนักมวยระดับโลกใน ONE Championship ด้วยสไตล์ดุดันและมูลค่าทางการตลาดสูง ทำให้เขากลายเป็นนักสู้ค่าตัวหลักสิบล้านบาทต่อไฟต์อย่างเต็มภาคภูมิ

การน็อก ‘ทาเครุ’ ในบ้านญี่ปุ่นครั้งแรกสร้างชื่อเสียงของ ‘รถถัง’ อย่างรวดเร็ว พร้อมค่าตัวกว่า 16.7 ล้านบาทที่ถือเป็นสถิติส่วนตัวสูงสุด ก่อนมาถึงไฟต์ล้างตาที่แฟนมวยทั่วโลกจับตาในวันนี้ ‘ค่าตัว’ ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเติบโตของตลาดนักมวยไทยบนเวทีโลกและการยกระดับวงการมวยไทยอย่างชัดเจน

ไฟต์ล้างตานี้ไม่ใช่แค่เรื่องผลแพ้ชนะ แต่คือการพิสูจน์มาตรฐานและหัวใจนักสู้ของ ‘รถถัง’ ขณะที่การทุบสถิติค่าตัวแสดงถึงศักยภาพตลาดมวยไทยในระดับสากล ที่แฟนมวยทั่วโลกพร้อมสนับสนุนและต้อนรับนักมวยไทยสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว

‘รถถัง’ เป็นตัวแทนของมวยไทยยุคใหม่ที่สามารถสร้างรายได้สูงและขยายฐานแฟนได้ทั้งในและต่างประเทศ ไฟต์นี้จึงเป็นบทพิสูจน์และสัญญาณบวกของวงการมวยไทยที่สามารถสู้ได้ในเวทีโลก และค่าตัวระดับนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับนักมวยไทยในอนาคต

 

 

เมื่อบารมี 'ติโต้' และคอมมิวนิสต์สิ้นสุด ความขัดแย้งเชื้อชาติ-ศาสนา คืบคลาน สุดท้ายกลายเป็นสงครามกลางเมือง จบด้วยโศกนาฏกรรม - แตกเป็น 8 ประเทศ

ยูโกสลาเวีย หรือ Yugoslavia เป็นชื่อของอดีตประเทศแถบคาบสมุทรบอลข่านในทวีปยุโรป ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความหมายของคำว่า “ยูโกสลาเวีย” คือ "ดินแดนของชาวสลาฟตอนใต้" สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย รวมตัวกันระหว่างปี ปี 1943-1992 โดยมีชื่อก่อนหน้านี้ว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยยูโกสลาเวีย,สหพันธ์สาธารณรัฐประชาชนยูโกสลาเวีย ตามลำดับ ประกอบด้วย  สหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย (เซอร์เบียในปัจจุบัน) ,สโลวีเนีย, โครเอเชีย, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และ มาซิโดเนีย โดย ยูโกสลาเวีย เป็นประเทศที่เกิดจากการรวมตัวของ 6 ชนชาติในดินแดนสลาฟใต้ ซึ่งประกอบด้วย : ชาวโครเอเชีย, ชาวมาซิโดเนีย, มอนเตเนโกร, ชาวบอสเนีย, ชาวเซิร์บ และ ชาวสโลวีน และ ยูโกสลาเวีย ใช้เป็นชื่อประเทศอย่างเป็นทางการระหว่า ปี 1945 จนถึง ปี 1992

ในปี 1944 ยอซีป บรอซ ติโต้ ผู้ซึ่งเป็นผู้นำขบวนการกองโจรชาวยูโกสลาฟต่อต้านนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง นักปฏิวัติลัทธิคอมมิวนิสต์ และรัฐบุรุษชาวยูโกสลาฟ ได้เข้ายึดยูโกสลาเวียแล้วแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีจัดการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย” ติโต้เป็นนายกรัฐมนตรี (1944–1963) และประธานาธิบดี (ต่อมาเป็นประธานาธิบดีตลอดชีพ) แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย (SFRY) จนถึงแก่อสัญกรรมในปี 1980 

ติโต้ถือเป็นบุรุษเหล็กสามารถทำให้ยูโกสลาเวียรวมตัวกันได้เหนียวแน่น ซึ่งประกอบไปด้วย 6 สาธารณรัฐ ได้แก่ โครเอเชีย สโลวีเนีย เซอร์เบีย มอนเตเนโกร มาซิโดเนีย บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา (ซึ่งต่อมาก็แยกตัวออกเป็นคนละประเทศ) นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีอีก 2 มณฑลอิสระคือ โคโซโวและวอยวอดีนา ได้สร้างลัทธิบูชาบุคคลที่ทรงอำนาจอย่างมากรอบ ๆ ตัวเขา ติโต้สามารถควบคุมความตึงเครียดของกลุ่มชาติพันธุ์โดยมอบหมายอำนาจให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แก่แต่ละสาธารณรัฐ รัฐธรรมนูญยูโกสลาเวียในปี1974 กำหนดให้สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียเป็น "สหพันธ์สาธารณรัฐแห่งชาติและเชื้อชาติที่เสมอภาค โดยอยู่ร่วมกันอย่างอิสระบนหลักการภราดรภาพและเอกภาพในการบรรลุผลประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจงและร่วมกัน" แต่ละสาธารณรัฐยังได้รับสิทธิ์ในการตัดสินใจด้วยตนเองและทำการแยกตัวออก ถ้าหากทำผ่านช่องทางกฎหมาย ผลสุดท้าย, โคโซโวและวอยวอดีนา ทั้งสองมณฑลที่มีอำนาจการเลือกตั้งของเซอร์เบียต่างได้รับเอกราชเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งอำนาจโดยพฤตินัยในรัฐสภาเซอร์เบีย สิบปีภายหลังจากการถึงแก่อสัญกรรม ลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลายในยุโรปตะวันออกและประเทศยูโกสลาเวียได้เข้าสู่สงครามกลางเมือง

ปัญหาที่เกิดขึ้นในยูโกสลาเวียเป็นเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ เช่น สโลวีเนียและโครเอเชียตั้งอยู่ทางตะวันตกและทางเหนือ เคยอยู่ในอาณัติของอาณาจักรโรมันก่อนจะสืบทอดมาถึงจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี วัฒนธรรมส่วนใหญ่จึงค่อนไปทางยุโรป เป็นศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนรัฐอื่น ๆ ตั้งอยู่ทางใต้เคยอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักร Byzantineและจักรวรรดิ Ottoman พื้นฐานของวัฒนธรรมเป็นแบบมุสลิม บ้างก็ไปข้างศาสนาคริสต์นิกาย Orthodox  นี่เป็นการพูดถึงพื้นฐานอย่างกว้าง ๆ ซึ่งเป็นต้นตอของความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ลึก ๆ ตลอดเวลาแม้จะรวมตัวเป็นประเทศเดียวกัน ติโต้ซึ่งเป็นทั้งคอมมิวนิสต์และจอมเผด็จการสามารถสร้างเอกภาพของความแตกต่างหลากหลายในแต่ละสาธารณรัฐให้รวมตัวเป็นประเทศหนึ่งเดียวได้ ผู้นิยมซึ่งชมชอบความสามารถของติโต้เกี่ยวกับเรื่องนี้สรุปว่า เอกภาพทั้งหมดที่ทำให้ยูโกสลาเวียรวมตัวกันอยู่ได้นานมาจากเหตุปัจจัยดังนี้

 1. บารมีส่วนตัวของติโต้ รวมทั้งการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดและเข้มแข็งในแบบเผด็จการ องค์ประกอบเหล่านี้จึงสามารถกดอำนาจอื่น ๆ ไว้ได้
 2. ติโต้เป็นกึ่งคอมมิวนิสต์และกึ่งเผด็จการ ด้วยเขาเข้าใจดีว่า การใช้อุดมการณ์สังคมนิยมเป็นลัทธิและระบอบในการครอบงำการปกครองประเทศ เพราะการหล่อหลอมโดยหลักการสังคมนิยมนั่นเองอาจเป็นอีกปัจจัยที่สามารถกดและทำให้แต่ละสาธารณรัฐไม่อาจเปลี่ยนไปเป็นอื่นหรือแยกตัวออกไปมีเอกราชเอง
 3. การปกครองของติโต้ผูกขาดอำนาจ ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้ติโต้เป็นผู้นำตลอดกาล ด้วยเงื่อนไขนี้จึงเท่ากับเป็นการควบคุมอำนาจเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จยากที่จะต่อต้านขัดขืน
 4. อิทธิพลของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุน

จนกระทั่งปี 1980 เมื่อติโต้ถึงแก่อสัญกรรม ทันใดนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมตัวมานานทั้งด้านวัฒนธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์ ก็ถึงจุดที่ระเบิดออก เริ่มจากปี 1989 เมื่อ Slobodan Milosevic ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อีก 2 ปีถัดมาโครเอเชียและสโลวีเนียก็ประกาศเอกราช ในช่วงที่มีการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ ถัดไปอีกปีบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาก็แยกตัวเป็นเอกราชอีก จากนั้นในแต่ละรัฐก็เกิดความวุ่นวายสับสน บางแห่งมีการสู้รบเข่นฆ่ากันเองบาดเจ็บล้มตายมหาศาล ทุกวันนี้ยูโกสลาเวียถูกแยกออกเป็น 8 ประเทศ อำนาจที่ถูกผูกขาดโดยติโต้เป็นศูนย์กลาง เมื่อติโต้ตายไปพร้อมกับการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งยึดโยงอยู่ด้วยศรัทธาในตัวบุคคล ทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตจึงล่มสลายไป มีความเป็นไปได้ว่า ทั้งหมดของปัญหาของการแตกสลายของยูโกสลาเวียนั้นเกิดจากการยุแหย่จากประเทศที่ไม่มีอาณาเขตที่ติดกับทะเลจึงพยายามทำให้ยูโกสลาเวียแยกตัวออกจากกัน เพื่อที่จะได้ช่องทางออกทะเลได้ 

คู่ขัดแย้งในสงครามกลางเมืองยูโกสลาเวียทุกฝ่ายต่างก็ก่ออาชญากรรมสงครามทั้งหมดทุกฝ่าย สงครามกลางเมืองในอดีตยูโกสลาเวียทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และผู้อพยพอีกมหาศาล หลังจากเหตุการณ์ที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความล้มเหลวของแผนสันติภาพที่นำโดยสหภาพยุโรป การเจรจาหยุดยิงจบลงด้วยข้อตกลงสันติภาพเดย์ตัน (The Dayton Peace Accords) ณ ฐานทัพอากาศ Wright-Patterson เมือง Dayton มลรัฐ Ohio สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 1995 โดยคู่สงครามตกลงที่จะทำสัญญาสันติภาพ และเป็นรัฐอธิปไตยเดียวที่เรียกว่า “บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา” ประกอบด้วยสองส่วนคือ Republika Srpska ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเซิร์บ และบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวบอสเนียและ โครเอเชีย ผลจากข้อตกลงสันติภาพเดย์ตันทำให้เกิดการยุติการเผชิญหน้ากันด้วยกำลังติดอาวุธ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาขยับย้ายจากระยะหลังความขัดแย้งในช่วงแรกผ่านกระบวนการสร้างชาติใหม่ และการรวมกลุ่มด้วยแนวทางการแบ่งปันอำนาจแบบสมานฉันท์ 

ข้อตกลงสันติภาพเดย์ตันทำให้เกิดกองกำลัง IFOR (The Implementation Force) ขึ้น โดย กองกำลัง IFOR นำโดย NATO และกำลังผสมนานาชาติประกอบด้วย กองกำลังจาก 32 ประเทศ และมีกำลังทหาร 54,000 นายในประเทศ (BiH) และกำลังทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดประมาณ 80,000 นาย (ด้วยการสนับสนุนและกองกำลังสำรองที่ประจำการใน โครเอเชีย ฮังการี เยอรมนี และอิตาลี และบนเรือรบในทะเลเอเดรียติก) ในช่วงเริ่มต้นของ IFOR กำลังพลส่วนใหญ่ประกอบด้วยหน่วยงานที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ UNPROFOR แต่ยังคงอยู่ในตำแหน่งและเปลี่ยนเครื่องหมายของสหประชาชาติด้วยเครื่องหมาย IFOR แทน โดย IFOR เปลี่ยนกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ UNPROFOR ซึ่งเข้ามาในปี 1992 และมีการหารือเกี่ยวกับการถ่ายโอนอำนาจในมติคณะมนตรีความมั่นคง 1031 กำลังทหาร NATO เกือบ 60,000 นาย นอกเหนือจากกองกำลังจากประเทศนอก NATO ถูกส่งไปยังบอสเนีย ตามปฏิบัติการ Decisive Endeavour (SACEUR OPLAN 40105) เริ่มตั้งแต่ 6 ธันวาคม 1995 โดยเป็นส่วนประกอบย่อยของปฏิบัติการ Joint Endeavour 

ประเทศสมาชิก NATO ที่สนับสนุนกำลังทหารในกองกำลัง IFOR ได้แก่ เบลเยียม แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส สเปน ตุรกี สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ประเทศนอก NATO ที่สนับสนุนกองกำลังทหาร ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย บังกลาเทศ สาธารณรัฐเช็ก อียิปต์ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวาเกีย สวีเดน รัสเซีย และยูเครน เมื่อ 20 ธันวาคม 1996 งานของกองกำลัง IFOR ถูกแทนที่โดยกองกำลัง SFOR ปี 1999 NATO เริ่มปฏิบัติการทิ้งระเบิดในเซอร์เบียโดยไม่เลือกเป้าหมาย ใช้เครื่องบินรบมากกว่า 1,000 ลำ มีเรือรบและเรือดำน้ำอีกหลายสิบลำร่วมยิงจรวดร่อน เพื่อกดดันให้เซอร์เบียถอนทหารออกจากโคโซโว โดย NATO ทิ้งระเบิดไม่จำกัดเพียงแต่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น แต่ย่านที่อยู่อาศัยของพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน โรงพยาบาล สำนักข่าว ฯลฯ ถูก NATO ทิ้งระเบิดหมด โดยสถานทูตจีนก็โดนลูกหลงด้วย ปฏิบัติการดำเนินไป 78 วัน สุดท้ายเซอร์เบียจึงยอมถอนทหารออกจากโคโซโว NATO ส่งกองกำลังทหารเข้าไปในโคโซโวในชื่อว่า KFOR (Kosovo Force) ซึ่งยังคงประจำการอยู่จนทุกวันนี้

ยูโกสลาเวียเมื่อล่มสลายแล้ว แยกออกเป็นประเทศต่าง ๆ ดังนี้
1. บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
2. โครเอเชีย
3. นอร์ทมาซิโดเนีย
4. มอนเตเนโกร
5. เซอร์เบีย
6. สโลวีเนีย

มีหนังสือที่อยากแนะนำให้อ่านคือ "ติโต" ซึ่งพระราชนิพนธ์แปล ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงแปลจากเรื่อง Tito ของ Phyllis Auty เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อให้ข้าราชบริพารได้ทราบถึงบุคคลที่น่าสนใจคนหนึ่งของโลก "ติโต" เป็นผู้ทำให้ประเทศ "ยูโกสลาเวีย" ซึ่งประกอบด้วยชนชาติที่แตกต่างกันทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ให้กลับมารวมกันเป็นฝึกแผ่นในยามวิกฤต สามารถรักษาความสมบูรณ์ และเพิ่มพูนความเจริญของประเทศตลอดชีวิตของเขา เมื่อ "ติโต" สิ้นชีวิตไปตามอายุขัย เมื่ออายุได้ 88 ปี ในปี 2000 ประเทศยูโกสลาเวีย ก็ค่อย ๆ สลายจนกระทั่งมีสภาพแตกแยกอันยากที่จะแก้ไขดังที่ได้เห็นในปัจจุบัน หลากหลายเรื่องราวอันน่าสนใจของเขาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงและปรากฎการณ์อันเหลือเชื่อมากมายในช่วงเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่

โครงการปลูกกาแฟบนดอย จุดเริ่มต้นเปลี่ยน ‘ฝิ่น’ เป็น ‘ไร่กาแฟ’ น้อมระลึกทุกถ้วยที่เราอิ่มเอม ล้วนมีเงาของพระองค์อยู่ในนั้นเสมอ

ไม่มีความสุขใดที่จะมากไปกว่า การได้นั่งจิบกาแฟควันกรุ่นถ้วยโปรดรับอรุณ ก่อนจะเริ่มกิจการงานในแต่ละวัน 

ว่าแต่กาแฟที่จิบในแต่ละวันนั้น มีเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับ 'โครงการหลวง' และเกิดเป็นเรื่องราวมหัศจรรย์ระหว่างชายสองคน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นโครงการปลูกกาแฟบนดอยอีกด้วย

โครงการหลวงหรือมูลนิธิโครงการหลวงก่อตั้งในปี  พ.ศ. 2512 เป็นโครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มุ่งส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น โดยมีเป้าประสงค์คือช่วยเหลือให้ชาวเขามีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยในระยะแรกมี หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับผิดชอบในฐานะประธานมูลนิธิโครงการหลวง

ผลผลิตจากโครงการหลวงส่วนใหญ่เป็นพืชผักและผลไม้เมืองหนาว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าผลผลิตโครงการหลวงนั้นมีกาแฟรวมอยู่ด้วย 

ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงมีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟอาราบิก้าในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 24 ศูนย์ รวมทั้งหมด 9,491 ไร่ เกษตรกร 2,602 ราย เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตผ่านโครงการหลวงปีละประมาณ 400-500 ตัน

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เกิดเรื่องราวอันน่าประทับใจระหว่างชายสองคนที่บ้านหนองหล่ม จังหวัดเชียงใหม่ คนหนึ่งเป็น 'พระราชา' ส่วนอีกคนหนึ่งเป็น 'ชายชาวกะเหรี่ยง'

(ในเวลานั้นบ้านหนองหล่ม อำเภอจอมทอง เต็มไปด้วยไร่ฝิ่น ชายกะเหรี่ยงคนนี้นำเสด็จพระราชาเป็นระยะทางกว่า 7 กิโลเมตรเพื่อไปดูต้นกาแฟ ซึ่งต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวเขาปลูกกาแฟแทนฝิ่นในโครงการหลวง)

'พะโย่ ตาโร' คือชายกะเหรี่ยงที่นำรัชกาลที่ 9 บุกป่าฝ่าดงไปดูต้นกาแฟ เมื่อเห็นว่าสามารถปลูกกาแฟบนดอยได้ พระองค์จึงให้ชาวเขาหันมาปลูกกาแฟแทนฝิ่น โดยพระราชทานสัญญาว่าจะช่วยเหลือในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น  

พระองค์ทรงเสด็จกลับมาอีกหลายครั้งหลายหน เพื่อนำความช่วยเหลือด้านอื่น เช่น พันธุ์สัตว์และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โดยพระองค์ทรงมีพระดำรัสว่า...

“แต่ก่อนเขาปลูกฝิ่น เราไปพูดจาชี้แจง ชักชวนให้เขามาลองปลูกกาแฟแทน กะเหรี่ยงไม่เคยปลูกกาแฟมาก่อน ยังดีที่กาแฟไม่ตายเสียหมด แต่ยังเหลืออยู่หนึ่งต้นนั้น ต้องถือว่าเป็นความก้าวหน้าสำหรับกะเหรี่ยง จึงต้องเสด็จฯ ไปทอดพระเนตร จะได้แนะนำเขาต่อไปว่า ทำอย่างไรกาแฟจึงจะเหลืออยู่มากกว่าหนึ่งต้น”   

จากต้นกาแฟที่ทรงดั้นด้นเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร กลายมาเป็นโครงการหลวง ที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟของชาวเขา ช่วง พ.ศ. 2517-2522 มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อหาพันธุ์กาแฟอาราบิกา ที่สามารถต้านทานโรคราสนิมที่ระบาดในแหล่งปลูกภาคเหนือของไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทอดพระเนตรแปลงกาแฟที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ และทรงมีพระราชดำริให้กรมวิชาการเกษตรพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพที่สูงของประเทศไทยเพื่อปลูกทดแทนฝิ่นบนพื้นที่สูง

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวเขามีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยการปลูกกาแฟส่งให้กับโครงการหลวง โครงการหลวงจะรับซื้อกาแฟจากชาวเขาเป็นจำนวนมากปีละหลายร้อยตัน นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อดำเนินการขายกาแฟให้กับทั้งโครงการหลวงและแบรนด์กาแฟชื่อดังอื่น ๆ อีก

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์  ทำให้แผ่นดินไทยร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา ด้วยความที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ จึงเกิดโครงการในพระราชดำริมากถึง 4,000 กว่าโครงการ ล้วนเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนชาวไทยทั้งสิ้น  

โครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มิได้เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปในป่า เพื่อทอดพระเนตรเห็นต้นกาแฟประวัติศาสตร์แห่งแรงบันดาลใจ เมื่อ พ.ศ. 2517 

ทุกครั้งที่ดื่มกาแฟ โปรดระลึกถึงเสมอว่า ทุกถ้วยกาแฟมีเงาของพระราชาผู้เป็นที่รักอยู่ในนั้นเสมอ
 

รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ มาจำพรรษา "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" ที่ถูกกำหนดให้เป็นหัวใจทางศาสนาและสัญลักษณ์สำคัญ ของรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงยืนหยัดจนถึงทุกวันนี้

(6 ธ.ค. 68) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร หรือ "วัดหินอ่อน" บนถนนศรีอยุธยา–ดุสิต กลายเป็นวัดประจำพระราชวังดุสิตและพระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2443 หลังจากได้รับการสถาปนาใหม่บนพื้นที่วัดเดิมที่ทรุดโทรม

ในวันดังกล่าว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ 33 รูปจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมและวิปัสสนากรรมฐานของกรุงเทพฯ มาจำพรรษาที่วัดใหม่ พร้อมพระราชทานนาม "ดุสิตวนาราม" ต่อท้ายชื่อวัดเดิม "วัดเบญจบพิตร" ให้กลายเป็น "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" อย่างสมบูรณ์ในวันเดียวกัน

การอาราธนาพระ 33 รูปนี้ ช่วยให้วัดพร้อมทำสังฆกรรมครบถ้วน ทั้งบวชพระสามเณรและการเรียนปริยัติ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่วัดเปลี่ยนจากวัดราษฎร์เล็ก ๆ สู่พระอารามหลวงเต็มรูปแบบ ภายใต้การออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ผสมผสานศิลปะไทยและสถาปัตยกรรมตะวันตกอย่างสวยงาม

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามจึงไม่ใช่แค่สถานที่ทางศาสนา แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่ของราชสำนักและเมืองกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพระอุโบสถหินอ่อนที่ชาวต่างชาติเรียกกันว่า "The Marble Temple" ซึ่งสะท้อนถึงศิลปะและความงามควบคู่กับประวัติศาสตร์การเมืองของสมัยพระปิยมหาราช

วันที่ 6 ธันวาคม 2443 จึงมิใช่วันสำคัญเฉพาะในบันทึกประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่วัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งถูกกำหนดให้เป็นหัวใจทางศาสนาและสัญลักษณ์สำคัญของรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงยืนหยัดจนถึงทุกวันนี้

เมื่อนักการเมืองยื่นปลา แต่พระราชายื่นเบ็ด มรดกคำสอนจาก ‘พ่อหลวง’ ผ่านกาลเวลาเนิ่นนานแต่ไม่ตกยุค

เนื้อหาของบทความนี้ผมตั้งใจอยากจะเล่าเรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ท่านวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งอีกนัยหนึ่งยังเป็น ‘วันพ่อ’ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพ่อของปวงชนชาวไทย ผมเลยขอนำเรื่องความประทับเรื่องหนึ่งมาเขียนเล่าในบทความนี้

เมื่อหลายปีก่อน ผมได้เคยเห็นภาพหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2518 จาก ‘สมุดภาพโครงการตามพระราชดำริ’ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2525 โดยเนื้อหาใต้ภาพระบุว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า การพัฒนาที่ดินตามโครงการที่ได้ทรงเริ่มมาตั้งเเต่พุทธศักราช 2507 ที่ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ได้ผลเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงต้องพระราชประสงค์ที่จะขยายงานด้านการช่วยเหลือเกษตรกรให้เเพร่หลายต่อไป ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานที่นาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งหมดรวม 51,967 ไร่ 95 ตารางวา สำหรับใช้ในการปฏิรูปที่ดินเป็นการประเดิมเริ่มเเรก โดยให้รัฐบาลร่วมดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พุทธศักราช 2518”

สมุดภาพเล่มนี้รวบรวมโครงการพระราชดำริจนถึง พ.ศ. 2525 ไว้ทั้งหมด 654 โครงการ (ซึ่งปัจจุบันมี 4,000 กว่าโครงการ) จากภาพหน้า 1 หนังสือพิมพ์ที่ได้เห็นจากหนังสือ ผมก็เลยไปลองหาข้อมูลต่อ โดยเฉพาะความสนใจเรื่องของ ‘ที่ดินทำกิน’ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในยุคแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัวของคนไทย ที่เกษตรกรรมคืออาชีพหลัก และเป็นเรื่องหลักที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานให้เป็นมรดกของปวงชนชาวไทย 

ปฐมบทของเรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อปี 2507 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ จ.เพชรบุรี แล้วทรงทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ จำนวน 83 ครอบครัว ซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์ในการประกอบอาชีพจึงทรงรับกลุ่มเกษตรกรนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานเงินให้กู้ยืมไปลงทุน (ย้ำว่าให้กู้นะครับ) จำนวน 300,000 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับสมัยนั้น แต่ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถนำเงินที่กู้ยืมไปมาคืนได้ (ทำไมล่ะ ?) เหล่าเกษตรกรไม่ได้ขี้เกียจนะครับ แต่มูลเหตุที่เกษตรกรเหล่านี้ไม่มีเงินมาคืนก็เพราะพวกเขา ‘ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง’ ต้องเช่าที่ดินของกรมประชาสงเคราะห์ เฉลี่ยครอบครัวละไม่เกิน 2 ไร่ ทั้งอยู่ ทั้งเพาะปลูก ซึ่งไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ พอพระองค์ทรงทราบถึงมูลเหตุแห่งการนี้ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ล.เดช สนิทวงศ์ อดีตองคมนตรี ไปจัดหาที่ดินในเขต จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อมาจัดสรรให้แก่เกษตรกร (คือวัดผลกันอีกครั้ง เงินที่ให้กู้ไป ก็ช่างมัน) 

เป็นความบังเอิญที่โชคดีอย่างยิ่ง!! เพราะในขณะนั้น รัฐบาลอิสราเอล โดย เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้ขอทราบหลักการของโครงการเรื่องของที่ดินเกษตรในครั้งนั้นและอาสาช่วยเหลือในด้านผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ทำให้เกิดการทำสัญญาร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอิสราเอล โดยเริ่มโครงการ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2509 ให้ชื่อว่า ‘โครงการไทย - อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท (หุงกะพง)’ นั่นคือการต่อยอดจากพระราชดำริในการสร้างที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร 

พื้นที่โครงการเดิมเป็นป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ มีราษฎรเข้าไปจับจองอยู่บ้าง แต่ทำกินไม่ค่อยได้ผล เพราะดินไม่ดีและขาดแคลนน้ำ การทำกินจึงเป็นไปในลักษณะไร่เลื่อนลอย ย้ายที่ทำกินทุก 3-4 ปี จึงมีพระราชดำริให้กันพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ ออกจากพื้นที่ป่า โดยทรงจับจองที่ดินตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วนำมาจัดให้ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนและมีความขยันหมั่นเพียร แต่ขาดแคลนที่ทำกินได้เข้าไปอยู่อาศัยและทำประโยชน์ นั่นคือจุดเริ่มต้นจนเกิดเป็นข่าวนี้ในปี พ.ศ. 2518 

เกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องที่ดิน ผมขอยกบทความของท่านอดีตประธานองคมนตรี ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร เรื่อง ‘พระบารมีคุ้มเกล้าฯ’ ในหนังสือ ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับคณะองคมนตรี’ โดยมีใจความบางส่วนบางตอนที่เล่าเรื่อง ‘การปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน’ ความว่า...

“...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการณ์ไกลในอนาคตว่า ยิ่งนานวันชาวไร่ชาวนาจะยิ่งไม่มีที่ดินทำกิน เพราะความยากจนของเขาเหล่านี้ พวกที่เคยมีที่ดินต้องยอมสูญเสียกรรมสิทธิ์ให้แก่นายทุน และกลายมาเป็นผู้เช่าหรือไร้ที่ดินทำกินในที่สุด จึงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปที่ดินทำกิน เพื่อช่วยราษฎรที่ยากจนให้มีที่ดินทำกินตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่างเริ่มจาก ‘โครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง’

“รัฐบาลแต่ละชุดหลังจากนั้น ก็ได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทในเรื่องปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำริของพระองค์มาเป็นลำดับ (พระองค์ไม่ได้บังคับให้ทำตามนะครับ แต่ถ้ารัฐบาลไหนเห็นประโยชน์ตรงนี้ก็สนองพระราชดำริของพระองค์เพื่อประโยชน์ของประชาชน)”

“ตั้งแต่รัฐบาลชุดศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เสนอและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ตราพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ขึ้น ช่วงที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ พระองค์ทรงพระกรุณาฯ รับโครงการไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยการพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคกลาง แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นประเดิม โดยมีพระราชประสงค์ให้ผู้เช่าที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่แต่เดิม ได้ทำกินในที่ดินนั้นต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ตราบที่ยังยึดถืออาชีพเกษตรกรรมอยู่ แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น (ให้ทำกินได้ แต่ไม่ให้ขายเพราะจะหมดที่ทำกินหากขายไป)”

“ต่อมาในสมัยรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานพระราชดำริเรื่องการปฏิรูปที่ดิน โดยทรงขอให้รัฐบาลดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ช้านัก แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้มีเวลาอยู่ในหน้าที่ไม่นาน (เป็นรัฐบาลผสมยิบย่อยมาก ๆ) จึงยังไม่มีโอกาสสนองพระราชดำริเต็มที่ การปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำรินั้น จึงเริ่มดำเนินการในสมัยรัฐบาลชุดของผม (รัฐบาลของ ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร) ตามที่ได้มีพระราชดำรัสแนะนำ คือ ให้มีการแจกเอกสารสิทธิแก่ราษฎรผู้ไร้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และจัดให้มีการบูรณาการต่อไปด้วยการสร้างถนน สะพาน ขุดคลอง สร้างอ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงคุณภาพดิน แจกปุ๋ย ฝึกอบรมสาธิตการเพาะปลูกพืชต่างๆ ที่ดูแลง่าย โตเร็ว ให้ราคาสูง และจัดสรรเงินทุนของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรกู้ยืมเพื่อการเกษตรด้วย…”

ถึงตรงนี้จบเรื่องราวที่ดินในบทความเล่าเรื่อง ‘การปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน’

น่าสังเกตว่าโครงการหุบกะพงที่ทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่างนั้น มีการทดลองปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ วางแผนผังการจัดที่ดิน บำรุงรักษาพัฒนาแหล่งน้ำรวมกลุ่มเกษตรจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร เพื่อการผลิต การจำหน่าย จัดหาสินเชื่อ มีการส่งเสริมการเกษตรและพัฒนาอาชีพ ครบวงจร 

ที่น่าสนใจ คือ พระองค์พระราชทานที่ดินเพื่อใช้ประเดิมสำหรับการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินในท้องที่ภาคกลางด้วย โดยรัฐบาลในขณะนั้นเริ่มทำการปฏิรูปที่ดินที่ได้รับพระราชทานมาทั้ง 50,000 ไร่เศษก่อน โดยมีที่ดิน ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถปฏิรูปได้ 43,902ไร่ จากนั้นก็บุกเบิกปฏิรูปที่ดินในท้องถิ่นทุรกันดารอื่น ๆ ตามพระราชดำริ รวมอีก 17 จังหวัด ปฏิรูปไปถึงท้องที่ ที่แห้งแล้งที่สุดในอีสาน คือ ทุ่งกุลาร้องไห้!! (วันนี้ไม่มีกุลามาร้องไห้ มีแต่ข้าวเจ้าที่อร่อยมาก ๆ) 

ต่อจากนั้น รัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็ได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำรินี้จวบจนถึงปัจจุบัน จนสามารถช่วยเกษตรกรไทยให้มีที่ดินทำกิน และมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ยังได้พระราชทานพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพิ่มเติม โดยทรงชี้แนะด้วยว่า การปฏิรูปที่ดินในแต่ละท้องที่ จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้เกษตรกรเห็นผลโดยไม่ชักช้าส่วนเงินชดเชยค่าที่ดินที่ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทาน ซึ่งรัฐบาลจะต้องทูลเกล้าฯ ถวายตามกฎหมายนั้น เพื่อพระราชทานให้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับดำเนินงานของสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดินเหล่านั้น (คือเงินพระองค์ที่ชาวบ้านมาใช้ที่ดินของพระองค์พระองค์ไม่รับ ที่จ่าย ๆ กันมาให้เอาไปหมุนเวียนในสหกรณ์) พูดง่าย ๆ ว่า ทรงให้ทั้งที่ดินทำกิน ให้ทั้งเงิน แล้วยังให้พัฒนาทรัพยากรเพื่อการผลิตอื่น ๆ พร้อมด้วยความรู้ในการผลิตและการดำเนินการต่อไปด้วย

นอกจากเรื่องที่ดินทำกินแล้ว เมื่อพระองค์ทรงมีโครงการในพระราชดำริหลังจากที่ได้พระราชทานที่ดินไปหมดแล้ว แต่มีความจำเป็นจะต้องใช้ที่ดินดำเนินโครงการ เช่น ทดลองเกษตรทฤษฎีใหม่ ทดลองการปลูกพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ เป็นต้น ในหลายครั้ง หลายโครงการ แทนที่พระองค์จะเรียกคืนที่ดิน พระองค์กลับมีพระราชกระแสให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรับสนองพระราชดำริไปจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาพัฒนา (ไม่ขอฟรีนะครับ) หลังจากทดลองสำเร็จก็นำไปจัดสรรแบ่งแปลงแบ่งให้กับผู้ยากไร้ไว้ทำกินต่อไปอีก โดยทั้งหมดด้วยการใช้พระราชทรัพย์ของพระองค์เอง

ส่วนเรื่องสหกรณ์การเกษตรกับฉางข้าวและพืชผล ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์เล่มที่ผมนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการเล่านั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ได้ทรงมีพระราชดำรัสแนะนำให้มีการส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรช่วยเหลือกันเองและร่วมกันยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรให้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาในการตั้งสหกรณ์เพิ่มขึ้นถึง 102 แห่งในปี 2520 จนทั่วประเทศในขณะนั้นมีสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 664 แห่ง สหกรณ์และรัฐบาลก็เร่งรัดจัดหาเงินให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรกู้ยืม เพื่อไปลงทุนและปลดเปลื้องหนี้สิน นอกจากสหกรณ์ในหลวง ร.9 ยังทรงพระราชดำริต่อไปด้วยว่า ควรมีการสร้างฉางข้าวและพืชผล เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเร่งรัดขายข้าวและพืชผลในทันที ทำให้สามารถเก็บไว้รอขายในยามที่เหมาะสมได้ โดยรัฐบาลออกค่าวัสดุให้ ส่วนการก่อสร้างนั้นให้สมาชิกสหกรณ์ลงแรงร่วมกันจัดสร้างเอง ครบวงจรการร่วมมือราษฎร์กับรัฐ ช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทยได้จริง 

ดังนั้น คำที่ว่า ‘นักการเมืองยื่นปลา พระราชาทรงให้เบ็ด’ จึงเป็นความจริงอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ยังชวนบำรุงดิน ชวนปลูกพืช ชวนสร้างสหกรณ์ ชวนสร้างยุ้งฉาง ชวนขุดบ่อ เพาะพันธุ์ปลา อีกต่างหาก 

“นักการเมืองยื่นปลา พระราชาทรงยื่นเบ็ด”

นี่คือพระราชปณิธานปฏิรูปที่ดินของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงทำเพื่อประโยชน์แท้จริงแด่ปวงชนชาวไทยของท่าน


เรื่อง : สถาพร บุญนาจเสวี Content Manager

“ลิซ่า” ปรากฏตัวลุคซีทรู Louis Vuitton จนสื่อเกาหลีเทใจเรียก ‘ตุ๊กตาที่มีชีวิต’ เผยแฟชั่นชิคจาก Spring 2026 ตอกย้ำไอคอนแฟชั่นระดับโลก

(4 ธ.ค. 68) 'ลิซ่า ลลิษา มโนบาล' หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' ปรากฏตัวในฐานะฮาวส์แอมบาสเดอร์ของ Louis Vuitton ที่งาน Louis Vuitton Visionary Journey ที่เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ท่ามกลางสายตาสื่อและแฟน ๆ ทั่วโลก

ลิซ่าสวมใส่ชุดซีทรูจากคอลเลกชัน Louis Vuitton Spring 2026: Home Sweet Home Collection โดยแทบไม่ปรับแต่งจากรันเวย์ ชุดดีไซน์ชิคเผยให้เห็นบราด้านในอย่างชัดเจน ผสมผสานกับสไตลิ่งโทนโมเดิร์นที่เน้นความโฉบเฉี่ยวแต่ดูหรูหรา เสริมด้วยทรงผมลอนหยิกที่ช่วยให้ภาพลักษณ์ดูคล้าย “ตุ๊กตาที่มีชีวิต” ตามคำบรรยายของสื่อเกาหลีและชาวเน็ต

หลังภาพเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตหลายคนยกย่องว่า “ลุคดีกว่านางแบบบนรันเวย์” และยอมรับว่า 'ลิซ่า' นำเสนอชุดนี้ได้มีชีวิตชีวามากขึ้น ความเห็นส่วนใหญ่เชื่อว่า หากลิซ่าขึ้นเดินแฟชั่นโชว์ Louis Vuitton ก็สามารถทดแทนนางแบบได้สบาย ด้วยคาแรกเตอร์และพลังการนำเสนอชุดที่โดดเด่น

การเข้าร่วมงานครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง 'ลิซ่า' กับ Louis Vuitton ที่ยังคงเดินหน้าสร้างกระแสในแฟชั่นและซอฟต์พาวเวอร์ของ K-pop บนเวทีโลก ชุดซีทรูของเธอจึงไม่เพียงแค่ “เอาอยู่ทุกมุมกล้อง” แต่ยังตอกย้ำการเป็นแฟชั่นไอคอนระดับโลกของศิลปินไทยบนเวทีลักซ์ชัวรีชั้นนำอีกด้วย

เป็นจำนวนเงิน 3.8 ล้านรูเบิล ฐานเมินลบข้อมูลต้องห้าม ด้าน ‘ยูเครน’ หัวหมออาศัยช่องว่าง จับมือกูเกิลเร่งสร้าง AI ทางเลือกใหม่

(5 ธ.ค. 68) ศาลแขวงตากันสกี กรุงมอสโก มีคำสั่งปรับบริษัท Google จำนวน 3.8 ล้านรูเบิล (ราว 1.5 ล้านบาท) หลังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ลบเนื้อหาที่ถูกจัดเป็นข้อมูลต้องห้ามในรัสเซีย โดยคำสั่งปรับดังกล่าวเกิดขึ้นตามรายงานที่ยื่นโดยหน่วยงานกำกับดูแลสื่อและการสื่อสารของรัสเซีย (Roskomnadzor) ภายใต้มาตรา 13.41 ของกฎหมายละเมิดทางปกครองของประเทศ

ขณะที่ยูเครนประกาศเดินหน้าพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (LLM) ของตนเอง โดยใช้โครงสร้าง Gemma ของ Google เพื่อสร้างระบบ AI ที่เป็นอิสระ รองรับความต้องการในภาคทหารและพลเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น โครงการจะเริ่มเทรนบนโครงสร้างพื้นฐานของ Google ก่อนจะย้ายไปทำงานบนศูนย์ข้อมูลภายในประเทศ เพื่อให้ยูเครนควบคุมระบบได้อย่างเต็มรูปแบบ

เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า การพัฒนา AI ภายในประเทศช่วยลดค่าใช้จ่ายมหาศาลจากการพึ่งพาระบบต่างชาติ รวมถึงลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการใช้งานในระบบบัญชาการรบและการวิเคราะห์การโจมตีของรัสเซีย ทั้งยังแก้ปัญหาข้อจำกัดของโมเดล AI ปัจจุบันที่ไม่รองรับภาษาท้องถิ่นและภาษาผสมซึ่งพบมากในยูเครน

สำหรับโครงการดังกล่าวได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา 4 ชุด เพื่อกำกับด้านเทคนิค กฎหมาย และภาษา พร้อมรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานรัฐกว่า 90 แห่ง ก่อนฝึกโมเดลบน GPU ที่ปลอดภัยในต่างประเทศ เมื่อพัฒนาเสร็จ AI จะถูกนำมาใช้กับระบบภาครัฐและแพลตฟอร์มของ Kyivstar ก่อนขยายสู่ภาคเอกชน โดยต้องรับมือความเสี่ยงด้านไซเบอร์จากการโจมตีของรัสเซียที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทันทีหลังเปิดตัวระบบใหม่


ที่มา : Sputnik

เปิดนิทรรศการ “ทหารดินเผา–ฉินฮั่น” ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ที่บูดาเปสต์ ฉายภาพแสงสามมิติช่วยฟื้นฟูสีสันดั้งเดิม ของหุ่นจำลองทหารดินเผาครั้งแรกของโลก

(5 ธ.ค. 68) บูดาเปสต์เปิดนิทรรศการใหญ่ "กองทัพทหารดินเผา" นำโบราณวัตถุล้ำค่าจากจีนมาจัดแสดงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนปีถัดไป นิทรรศการจัดที่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์แห่งบูดาเปสต์ โชว์ผลงานศิลปะกว่า 150 ชิ้นจากราชวงศ์ฉินและฮั่น รวมถึงทหารดินเผาของแท้จำนวน 10 องค์ ซึ่งถือเป็นนิทรรศการจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดในฮังการี

ลาซโล บาอาน ผู้อำนวยการใหญ่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บูดาเปสต์ กล่าวในสัมภาษณ์กับซินหัวว่า "นิทรรศการนี้ครอบคลุมการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของศตวรรษที่ 20" และว่าการออกแบบพิพิธภัณฑ์มีความประณีต สะท้อนการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญจากจีนและฮังการีอย่างยาวนาน พร้อมย้ำว่างานนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ บาอานยังโชว์ความมั่นใจว่าจะมีผู้ชมจำนวนมาก เพราะโอกาสได้เห็นทหารดินเผานอกจีนมีน้อยมาก สำหรับคนฮังการีที่ไม่เคยได้ไปเยือนนครซีอาน ที่มาของทหารดินเผา งานนี้จึงถือเป็นโอกาสพิเศษ เขาเสริมว่ายังมีเทคโนโลยีฉายภาพแสงสามมิติช่วยฟื้นฟูสีสันดั้งเดิมของทหารดินเผาบนหุ่นจำลอง ซึ่งช่วยให้ผู้ชมเข้าใจโบราณวัตถุเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง "นับเป็นส่วนเสริมที่น่าทึ่งอย่างยิ่งของนิทรรศการ"

พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บูดาเปสต์และพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย เฟเรนซ์ ฮอปป์ ยังเน้นว่าการเป็นเจ้าภาพจัดนิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบของสถาบัน ด้านบาอานคาดว่านิทรรศการจะได้รับความสนใจสูงจนติดอันดับหนึ่งในสามของงานที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์พิพิธภัณฑ์ และคาดว่ามีผู้เข้าชมหลายแสนคน


ที่มา : Xinhua

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top