Friday, 5 June 2026
Hard News Team

เจรจา ‘ไดกิ้น’ สำเร็จ โบนัส 7 เดือน เงิน 15,000 บาท เปลี่ยนทองเป็นเงิน 50,000 บาท พนักงานกลับเข้างานตามปกติ

(9 ธ.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเจรจาร่วมกันระหว่างบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ สหภาพแรงงานไดกิ้น อมตะ รักษ์เสรี ว่า หลังการเจรจานานกว่า 12ชม.โดยมีการเจรจาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. - วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 00.30 น.ในที่สุดก็ได้ข้อยุติเป็นทางออกร่วมกัน 

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มอบหมายให้นายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหัวหน้าคณะเจรจาไกล่เกลี่ย พร้อมด้วยนายเชิดศักดิ์ อุ่นคำ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี นายดุสิต สุขไสย ผอ.กลุ่มงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและข้อขัดแย้ง นายชุมพล ไพโรจน์สมบัติ นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ สำนักแรงงานสัมพันธ์ และทีมงาน ร่วมเจรจา ณ ห้องลานนา โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ จากการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้

1. บริษัทฯ ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2568 ในอัตรา 7 เดือน + 12,000 + 3,000 บาท
2. บริษัทฯ ตกลงปรับขึ้นค่าจ้างประจำปี 2569 ที่ค่ากลางเกรด C ในอัตรา 3.0%
3. สวัสดิการรางวัลสถิติการทำงานต่อเนื่อง เปลี่ยนระบบการจ่ายจากทองคำเป็นการจ่ายด้วยเงิน 10 ปีขึ้นไป 50,000 บาท
4. บริษัทตกลงปรับเพิ่มสวัสดิการค่ากะจากเดิม 150 บาท/วัน เปลี่ยนเป็น 160 บาท/วัน
5. บริษัทตกลงพิจารณากำหนดวันหยุดเพิ่มเติมในปฏิทินปี 2569 วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 9 วัน และวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 9 วัน
.
นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ข้อตกลงมีอายุ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2569 ทั้งนี้ พนักงานซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ จะกลับเข้าทำงานตามปกติในวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทุกฝ่ายที่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ดีร่วมกันในครั้งนี้ กระทรวงแรงงานพร้อมที่จะดูแลสิทธิประโยชน์และคุ้มครองแรงงานทั้งนายจ้างและลูกจ้างอย่างดีที่สุด
 

ไม่มีเดือนปกติ รวมคำทำนายหมอดูไทย ในอีก 12 เดือน ข้างหน้า ประเทศไทยเข้าโหมดวิกฤตสลับโอกาส

ปีม้าไฟ 2569 “ไม่มีเดือนปกติ” – รวมคำทำนายหมอดูไทย 12 เดือน ประเทศไทยเข้าโหมดวิกฤตสลับโอกาส

ปี 2569 กำลังถูกพูดถึงว่าเป็น “ปีม้าไฟ” ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน และการพลิกชะตาแบบแรง ๆ

หมอดูและโหราศาสตร์หลายสำนักในไทย ทั้งสายดวงเมืองและดวงส่วนตัว ต่างออกมาให้คำทำนายล่วงหน้า

ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ไปจนถึงภัยธรรมชาติและดวงชีวิตรายบุคคล

เมื่อรวบรวมคำทำนายจากทั้ง อาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม ผู้เปิดไพ่ยิปซีดวงเมืองปีม้าไฟ,

หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา ที่ผูกดวง 12 ราศีแบบละเอียดตลอดปี,

หมอปลาย พรายกระซิบ และซินแสภาณุวัฒน์ ที่เตือนแรงเรื่องภัยธรรมชาติ–โรคใหม่,

รวมถึงโหรฟองสนาน จามรจันทร์ ที่อ่านดวงเมืองและดวงบุคคลสำคัญทางการเมือง

จะเห็น “ธีมร่วม” ว่า ปี 2569 ไม่ใช่ปีเบา ๆ แต่เป็นปีที่มีทั้งโอกาสและแรงสั่นสะเทือนสลับกันไปตลอด 12 เดือน

【ดวงเมืองปีม้าไฟเด็กครองเมือง – อาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม, ไทยรัฐออนไลน์】

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – ซินแสภาณุวัฒน์, หมอปลาย พรายกระซิบ (สัมภาษณ์ในรายการออนไลน์)】

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ฟองสนาน จามรจันทร์, ไทยโพสต์】

บทความนี้ไม่ใช่การฟันธงว่า “ต้องเกิดจริง” แต่ชวนผู้อ่าน The States Times มาดู “ปฏิทินคำทำนาย” ปี 2569

แบบไล่เดือน ตั้งแต่มกราคมถึงธันวาคม ว่าตามสายตาหมอดูไทยแล้ว ปีม้าไฟนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

พร้อมทั้งชวนคิดต่อว่า ถ้าคำทำนายเป็นเพียง “สัญญาณ” เราจะเตรียมตัวอย่างไรให้รอด ไม่ว่าจะเชื่อมากหรือน้อยก็ตาม

---------------------------------

มกราคม: เริ่มปีด้วยแผลเก่าของดวงเมือง – แต่บางราศีกลับเป็น “นาทีทอง”

---------------------------------

ดวงเมืองจากอาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม ระบุว่าเดือนมกราคมของปี 2569 อยู่ในอิทธิพลของ “ไพ่ 3 ดาบ”

เป็นสัญลักษณ์ของบาดแผล ความผิดหวัง และเรื่องที่ยังคาใจจากปีเก่า

จึงถูกเตือนให้ “อดทน” และระวังทั้งเรื่องฟืนไฟ แผ่นดินไหว และปัญหาน้ำฝน–น้ำท่วมที่ยังไม่คลี่คลายหมดไปในทันที

พร้อมทั้งชี้ว่าประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างการจัดการน้ำและที่อยู่อาศัย เพราะ “แก้ฟ้าไม่ได้ ต้องแก้ที่คน”

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ในอีกมุมหนึ่ง หมอช้าง ทศพร กลับมองว่า เดือนมกราคมคือ “จุดเริ่มต้นที่ปังมาก” ของหลายราศี เช่น

– ราศีเมษ: การงานเปลี่ยนแล้วดีขึ้น มีโอกาสเริ่มเส้นทางใหม่ ถ้าลงมือช่วงต้นปีจะเห็นผลชัดเจน

– ราศีธนู: ม.ค.–มิ.ย. คือครึ่งปีทอง โดยเฉพาะเดือนมกราคมที่ถูกย้ำว่าควรลุยงาน–ดีลใหญ่ให้เต็มที่

เพราะทั้งงานและเงินมีพลังสนับสนุนสูงเป็นพิเศษ

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ภาพรวมเดือนแรกของปีจึงออกมาแบบ “สองหน้า” ดวงเมืองยังแบกแผลเก่า แต่ดวงส่วนบุคคลของบางกลุ่ม

กลับได้จังหวะเริ่มต้นใหม่ ถ้ามองเชิงสัญลักษณ์ ก็คือปีที่เริ่มต้นท่ามกลางความไม่แน่นอน

แต่โอกาสก็มีให้กับคนที่เตรียมตัวพร้อมและกล้าลงมือก่อน

---------------------------------

กุมภาพันธ์: เศรษฐกิจ–อสังหาฯ เริ่มขยับ และจังหวะดีของการเจรจา

---------------------------------

จากการเปิดไพ่ของอาจารย์มงคล ไพ่ “7 เหรียญ” ถูกตีความว่าเป็นจุดเริ่มของการเก็บเกี่ยวผล

โดยเฉพาะตั้งแต่ “เดือนกุมภาพันธ์ขึ้นไป” ค้าขาย การซื้อขายที่ดิน บ้าน คอนโด

รวมถึงตลาดมือสองและการซ่อมแซม–รีโนเวต มีแนวโน้มคึกคักขึ้น

คนไทยถูกมองว่าจะ “ขยันมากขึ้น” และเริ่มใช้บทเรียนจากปีแย่ ๆ มาปรับวิธีหาเงิน

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ฝั่งดวงส่วนตัว หมอช้างระบุว่า

– ราศีเมษ: ยังอยู่ในช่วง “นาทีทอง” ยาวจากมกราคมถึงกุมภาพันธ์ งาน–โชคลาภเด่น

– ราศีพฤษภ: เดือนมีนาคมคือจุดพีค แต่จังหวะดีเริ่มก่อตัวตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้การพูด การเจรจา

– ราศีมิถุน: ช่วงม.ค.–พ.ค. ถือว่าดีทั้งหมด แต่กุมภาพันธ์ถูกระบุว่าเป็นเดือนที่ “พีคสุด”

ทั้งการเริ่มงานใหม่และโอกาสสำคัญในชีวิต

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ขณะเดียวกัน โหรฟองสนาน จามรจันทร์ ยังระบุว่า ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

คือจุดเริ่มเกณฑ์สำคัญในชีวิตของบุคคลการเมืองหลายคน

ทั้งในแง่ “เสียไปแล้วได้กลับ” หรือ “ได้แล้วรักษาไว้ไม่ง่าย”

สะท้อนภาพว่าโหรสายการเมืองมองกลางไตรมาสแรกของปี 69

เป็นจุดเริ่มเกมใหม่บนเวทีอำนาจ

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

---------------------------------

มีนาคม: พลังมวลชน–คลื่นคนรุ่นใหม่เริ่มชัด และจังหวะเด่นของพฤษภ–มิถุน

---------------------------------

อาจารย์มงคลตีความไพ่ “10 ถ้วย” ว่าเป็นพลังของกลุ่มคน การรวมตัวของมวลชน และพลังใหม่ ๆ

ที่จะปรากฏชัดขึ้นในช่วง “มีนาคมถึงมิถุนายน” โดยเชื่อมโยงกับภาพ “เด็กครองเมือง”

และการสิ้นสุดวาสนาของผู้ใหญ่บางกลุ่ม

เป็นช่วงที่พลังของคนรุ่นใหม่ กลุ่มอาชีพใหม่ หรือขบวนการบางอย่างจะชัดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ด้านดวงส่วนบุคคล

– ราศีพฤษภ: หมอช้างระบุชัดว่า “เดือนมีนาคม” คือจังหวะดวงดีมากเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะงานขาย เจรจา นายหน้า หรือการสอบสัมภาษณ์

– ราศีกุมภ์: ถูกเตือนให้ระวังการเดินทางและอุบัติเหตุในเดือนมีนาคม แม้ดวงภาพรวมจะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ก็ตาม

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

เดือนมีนาคมจึงเป็นเดือนที่ดวงเมืองพูดถึง “พลังมวลชน”

ขณะที่ดวงส่วนบุคคล บางราศีได้ใช้ “ปาก–การสื่อสาร” เป็นอาวุธสำคัญ

ใครที่อยู่ในอาชีพที่ต้องเจรจาต่อรอง ช่วงนี้คือเดือนที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

---------------------------------

เมษายน: เดือนดาวแรงเรื่องสุขภาพ–อุบัติเหตุของหลายราศี

---------------------------------

หมอช้างเตือนชัดเจนว่า “เดือนเมษายน” เป็นเดือนที่ต้องระวังสุขภาพและอุบัติเหตุเป็นพิเศษสำหรับบางราศี เช่น

– ราศีกันย์: มีเกณฑ์เจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดในเดือนเมษายน แม้ภาพรวมทั้งปีจะเป็นปีที่งาน–ธุรกิจคึกคัก

– ราศีมีน: ถูกเตือนเรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุในเมษายนเช่นกัน

แม้จะมีจังหวะการเงินดีมากในเดือนพฤษภาคมต่อเนื่อง

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในฝั่งโหรสายดวงเมือง ฟองสนานยังเขียนถึงเกณฑ์ “เสียแล้วไม่ได้คืน”

ของนักการเมืองบางคนในช่วง 2 เมษายน–12 พฤษภาคม 2569

สะท้อนว่าเมษายนไม่ใช่เดือนสบาย ๆ บนเวทีอำนาจ

แต่เป็นช่วงที่หลายคนอาจต้องแลกอะไรบางอย่างอย่างถาวร

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

เมษายนจึงเป็นเดือนที่ควร “เพลาเกมเสี่ยง” ลงบ้าง

ใครคิดจะลงทุนหรือเดินทางแบบลุยสุดตัวอาจต้องถามตัวเองอีกครั้ง

ว่าเวลานี้เหมาะกับการเร่งเครื่อง หรือเหมาะกับการเช็กสภาพรถ–สภาพร่างกายก่อนจะลุยต่อกันแน่

---------------------------------

พฤษภาคม: การเงินเริ่มขยับ – ทั้งดวงเมืองและดวงส่วนบุคคล

---------------------------------

จากคำทำนายดวงเมืองของอาจารย์มงคล การค้าขายและอสังหาฯที่เริ่มฟื้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

จะทยอยส่งผลชัดขึ้นในไตรมาสสองของปี

คนไทยถูกมองว่าจะ “กลับมาขยัน” มองหาโอกาสต่อยอดรายได้จากสิ่งที่มี

และหันมาใส่ใจความมั่นคงระยะยาวมากขึ้น

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ด้านหมอช้าง

– ราศีเมษ: ดาวการเงินส่งผลจริง ๆ ตั้งแต่ช่วง “ประมาณเดือนพฤษภาคม” เป็นต้นไป

ต้นปีต้องวางแผนดี ๆ แล้วจะได้ใช้ผลในช่วงนี้

– ราศีมีน: เดือนพฤษภาคมถูกระบุว่าเป็นจังหวะการเงินแข็งแรง มีโอกาสทั้งรายได้ประจำและรายได้พิเศษ

รวมถึงลุ้นโชคลาภเล็ก ๆ เข้ามาพร้อมกัน

– หลายราศีถูกย้ำว่ากลางปีคือช่วง “เงินเริ่มฟื้น” จากการลุยงานมาตั้งแต่ต้นปี

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในเวทีการเมือง โหรฟองสนานยังชี้จังหวะ 31 พฤษภาคม–กลางมิถุนายน

เป็นช่วง “ลุ้นตำแหน่งสำคัญ” ของนักการเมืองบางคน

สะท้อนว่าเกมอำนาจมีโอกาสขยับแรงในช่วงนี้

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

---------------------------------

มิถุนายน: เดือนจุดเปลี่ยน – ทั้งงาน การเงิน และตำแหน่ง

---------------------------------

มิถุนายนถูกย้ำหลายครั้งในคำทำนาย

– ราศีตุลย์: หมอช้างบอกว่า “เดือนมิถุนายน” คือจุดเปลี่ยนสำคัญของปี

เหมาะกับการเริ่มโปรเจกต์ใหญ่ หรือการขยับงานสำคัญที่รอจังหวะอยู่

– ราศีพิจิก: ถูกเตือนว่ามิถุนายนเป็น “เดือนแรง” เรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุ ต้องระวังเป็นพิเศษ

แม้ภาพรวมจะเป็นปีแห่งการก้าวหน้าทางการงานและการเงินก็ตาม

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในฝั่งดวงการเมือง ฟองสนานก็ชี้ว่าช่วงปลายพฤษภาคมถึงกลางมิถุนายน

คือหน้าต่างเวลาที่หลายคนอาจ “ได้ตำแหน่ง–ได้โอกาส”

หรืออย่างน้อยก็มีข่าวความเคลื่อนไหวใหญ่ในชีวิต

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

มิถุนายนจึงถูกมองว่าเป็นเดือน “เปลี่ยนเฟส” ของปี 2569

ทั้งในระดับบุคคลและระดับโครงสร้างอำนาจ

---------------------------------

กรกฎาคม: เดือนพีกของงาน–ธุรกิจหลายราศี

---------------------------------

หมอช้างให้ความสำคัญกับ “เดือนกรกฎาคม” ในฐานะเดือนพีกของบางราศี เช่น

– ราศีกรกฎ: ปีที่ “พลิกจากร้ายเป็นดี” อย่างชัดเจน และกรกฎาคมถูกย้ำว่าเป็นช่วงที่ไม่มีดาวร้าย

งานก้าวหน้า การเงินฟื้น ครอบครัวคลี่คลาย

– ราศีกันย์: แม้ทั้งปีต้องเจองานหนักและบททดสอบจากดาวเสาร์

แต่กรกฎาคมคือช่วงที่มีตัวช่วย–ผู้สนับสนุนชัดเจน ธุรกิจคึกคัก

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

สำหรับดวงเมือง แม้จะไม่ได้มีการล็อกเดือนกรกฎาคมแบบเฉพาะเจาะจง

แต่หากมองจากจังหวะที่พลังมวลชนเริ่มชัดขึ้นตั้งแต่มีนาคม–มิถุนายน

กรกฎาคมอาจกลายเป็นเดือนที่เราเริ่มเห็น “ผลจากแรงสั่นสะเทือน”

ทั้งฝั่งเศรษฐกิจและการเมืองเริ่มหาจุดทรงตัวชั่วคราว

---------------------------------

สิงหาคม: เดือนอันตรายของสิงห์ – เดือนเงินก้อนของบางราศี

---------------------------------

สิงหาคมคือเดือนที่หมอช้างเตือนแรงที่สุดเดือนหนึ่ง

– ราศีสิงห์: ถูกระบุให้ “รีบเริ่ม–รีบจบ” สิ่งสำคัญให้ทันก่อนเดือนมิถุนายน

เพราะ “เดือนสิงหาคม” คือเดือนอันตราย มีหลายปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

ทั้งสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ทำให้ดวงดาวแรงเป็นพิเศษ

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในอีกด้านหนึ่ง

– ราศีพิจิก: สิงหาคมคือเดือนที่ “เส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ” โดยเฉพาะด้านการเงิน เห็นเงินก้อน ชัดเจน

– ราศีมังกร: สิงหาคมก็ถูกมองว่าเป็นเดือนลงตัวทั้งงาน เงิน และความรัก

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ด้านคำทำนายดวงเมือง สายหมอปลาย–ยมทูตคำทำนาย เตือนภาพใหญ่ของปี 2569

ทั้งเรื่อง “มวลน้ำยักษ์ใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว และโรคใหม่ที่เกี่ยวข้องกับห้องทดลอง”

แม้จะไม่ระบุเดือนชัดเจน แต่เมื่อเชื่อมกับฤดูฝนและช่วงดวงดาวแรงในครึ่งปีหลัง

สิงหาคมจึงกลายเป็นเดือนที่หลายคนจับตาเป็นพิเศษ

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – หมอปลาย, ยมทูตคำทำนาย (สัมภาษณ์ออนไลน์)】

---------------------------------

กันยายน: เดือนพักหายใจ – ทบทวนสิ่งที่เกิดใน 8 เดือนแรก

---------------------------------

คำทำนายที่พูดถึง “กันยายน 2569” โดยตรงมีไม่มากเมื่อเทียบกับเดือนอื่น

ส่วนใหญ่เป็นการลากยาวจากจังหวะครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม หากดูจากรูปแบบทั้งปีที่ต้นปี–กลางปีเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง

และครึ่งปีหลังกดดันเรื่องภัยธรรมชาติ–การเมือง–เศรษฐกิจ

กันยายนอาจถูกมองว่าเป็นเดือน “พักหายใจเชิงยุทธศาสตร์”

– คนทำธุรกิจอาจใช้เวลานี้สำรวจว่า สิ่งที่ลงทุนตั้งแต่ต้นปีเริ่มให้ผลอย่างไร

– คนทำงานประจำหลายราศี เพิ่งผ่านทั้งเดือนดีและเดือนอันตรายอย่างเมษายน–สิงหาคมมา

กันยายนจึงเหมาะกับการจัดระบบชีวิตมากกว่าลุยอะไรใหม่สุดตัว

ในแง่ดวงชะตา เราแทบไม่เห็นหมอดูคนไหน “ฟันธงหายนะ” ในเดือนนี้

ซึ่งก็อาจเป็นข่าวดีเล็ก ๆ ของปีม้าไฟ

---------------------------------

ตุลาคม: โอกาสใหม่–เกณฑ์ช่วยของบางคน

---------------------------------

โหรฟองสนาน ระบุว่า สำหรับบางบุคคลสำคัญทางการเมือง

“20 ตุลาคม–สิ้นปี 2569” เป็นช่วงที่หัวหน้าเทวดาประจำตัว “อำนวยโชคชัย”

ช่วยคานเกณฑ์ลบ โดยเฉพาะผู้ที่เจอแรงปะทะหนักมากมาตั้งแต่ปีก่อน

สะท้อนภาพว่าไตรมาสสุดท้ายของปี มีพื้นที่ให้ “ตั้งหลักใหม่” อยู่บ้างสำหรับบางคน

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

ในเชิงดวงส่วนบุคคล ช่วงปลายปีมักถูกพูดถึงในเชิง “เก็บเกี่ยว”

มากกว่าการเริ่มต้นใหม่ ใครที่ลุยงานมาตลอดปี

ตุลาคมจึงอาจกลายเป็นเดือนที่เห็นภาพชัดขึ้นว่า ปีม้าไฟให้บทเรียนอะไรกับเราไปแล้วบ้าง

---------------------------------

พฤศจิกายน: เกณฑ์ดวงแรง–คดีความ–ความขัดแย้ง และภัยธรรมชาติ

---------------------------------

ในคำทำนายของฟองสนาน หลายคนถูกชี้ว่า

“ตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป”

จะเข้าสู่เกณฑ์ดวงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องคดีความ การเสียของรัก หรือแรงปะทะทางการเมือง

บางคนถูกระบุว่าเกณฑ์ลบจะลากยาวออกไปถึงปีถัดไปด้วย

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

เมื่อเชื่อมกับคำเตือนของหมอปลายและซินแสภาณุวัฒน์เรื่อง

“น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว และโรคใหม่” ในปีม้าไฟ

แม้จะไม่ระบุเดือนชัด แต่หลายสำนักก็เห็นตรงกันว่า

“ปลายปี” คือช่วงที่ทั้งดวงดาวและสถานการณ์โลกมีความผันผวนสูง

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – หมอปลาย, ซินแสภาณุวัฒน์ (สัมภาษณ์ออนไลน์)】

พฤศจิกายนจึงเป็นเดือนที่ควรระวังทั้งระดับ “บน–ล่าง”

ตั้งแต่เกมการเมือง ไปจนถึงชีวิตประจำวันของคนตัวเล็ก ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม

---------------------------------

ธันวาคม: สรุปบทเรียนปีม้าไฟ – คลื่นลูกใหม่กับการรีเซ็ตอนาคต

---------------------------------

แม้หลายคำทำนายจะชี้ว่า ปี 2569 เต็มไปด้วยเกณฑ์แรง

แต่ดวงเมืองของอาจารย์มงคลก็ยังทิ้งภาพในเชิงบวกไว้ว่า

นี่คือปีที่ “เด็กครองเมือง” คนรุ่นใหม่–คนอายุน้อย

และคนที่พร้อมปรับตัวจะได้ขึ้นมาเป็นกำลังหลัก

เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวจากความขยันและการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ทางฝั่งดวงส่วนบุคคล หมอช้างเองก็มีมุมว่า ปี 2569 เป็นปีที่ “ดาวใหญ่มีพลังมากที่สุดในรอบ 12 ปี”

ซึ่งแปลว่าหลายราศีจะมีโอกาสสำคัญในชีวิต ถ้าใช้จังหวะให้ถูก

และถึงแม้บางช่วงจะเจอดาวแรง–เดือนอันตราย แต่ถ้าผ่านไปได้

ท้ายที่สุดก็อาจได้เซอร์ไพรส์ดี ๆ ส่งท้ายปี

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

---------------------------------

สรุป: อ่านดวงไม่ใช่เพื่อกลัว แต่เพื่อเตรียมตัว

---------------------------------

เมื่อเอาคำทำนายจากหมอดูไทยหลายสำนักมาวางเรียงกันเป็น “ปฏิทินปี 2569”

สิ่งที่เห็นชัดคือ ปีม้าไฟไม่ได้มีแค่ภาพมืดมิดหรือดีสุดขั้วด้านเดียว

แต่เต็มไปด้วย “จังหวะ” ที่สลับกันระหว่างโอกาสและความเสี่ยง

– ต้นปี: แบกแผลเก่าจากปี 2568 แต่เปิดพื้นที่ให้เริ่มต้นใหม่

– กลางปี: คือจุดเปลี่ยนทั้งด้านเศรษฐกิจ งาน และอำนาจ

– ปลายปี: เต็มไปด้วยเกณฑ์แรง ทั้งคดีความ ความขัดแย้ง และภัยธรรมชาติ

แต่ก็มี “หน้าต่างแห่งโอกาส” ให้คนที่พร้อมจะรีเซ็ตตัวเอง

ในฐานะสื่อ เราไม่อาจยืนยันว่าคำทำนายเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงตามตัวอักษรหรือไม่

แต่ในฐานะ “สัญญาณ” มันสะท้อนอย่างน้อย 3 อย่างของสังคมไทยวันนี้คือ

1) คนไทยรู้สึกว่ากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านใหญ่

2) ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิอากาศ กลายเป็นเรื่องที่คนธรรมดาพูดถึงในชีวิตประจำวัน

3) คนจำนวนไม่น้อยยังมองหา “ที่พึ่งทางใจ” เพื่อจะไม่รู้สึกว่าตัวเองเผชิญอนาคตอย่างลำพัง

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะเชื่อหมอดูมากน้อยแค่ไหน

การอ่านดวงปี 2569 อาจไม่ใช่เรื่องของ “ถูก–ผิด”

แต่น่าจะเป็นเรื่องของการตั้งคำถามกับตัวเองว่า

ถ้าปีหน้าเป็นปีม้าไฟจริง ๆ เราจะเลือก “ขี่ม้า” ไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง

หรือยอมปล่อยให้ไฟเผาเราทั้งที่ยังไม่ทันได้เตรียมตัวเลยด้วยซ้ำ

*หมายเหตุ: เนื้อหาในบทความนี้เป็นการรวบรวม–สังเคราะห์คำทำนายจากหมอดูและโหราศาสตร์หลายสำนัก

ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณ และไม่ควรนำไปใช้แทนข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ การแพทย์ หรือการตัดสินใจเชิงนโยบาย*

“วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล” โลกไม่ทน “การโกงเป็นเรื่องปกติ” สหประชาชาติย้ำเตือน ให้ตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริต

(9 ธ.ค. 68) วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี คือ "วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล" ที่สหประชาชาติย้ำเตือนให้โลกตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริต ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อการพัฒนา สิทธิมนุษยชน และอนาคตของประชาชนทุกประเทศและคนรุ่นต่อไป

หัวใจของวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลคือ "อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต" หรือ UNCAC สนธิสัญญาระดับโลกฉบับแรกที่ครอบคลุมตั้งแต่การรับ–ให้สินบน การยักยอก การฟอกเงิน ถึงการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยบังคับให้ประเทศภาคีต้องป้องกัน ปราบปราม ร่วมมือข้ามชาติ และดึงทรัพย์สินที่ถูกยักยอกกลับคืนสู่ประชาชน

วันที่ 9 ธันวาคมในปี 2003 คือวันเปิดไฟสู่การต่อสู้กับคอร์รัปชัน เมื่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติรับรอง UNCAC อย่างเป็นทางการ และกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล "9 ธันวาคมจึงไม่ใช่แค่วันสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่โลกถูกตั้งคำถามว่า เรากำลังทำอะไรจริงเพื่อหยุดการโกงหรือไม่?"

ผลกระทบของคอร์รัปชันไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ลามไปถึงสิทธิมนุษยชนและโอกาสที่ถูกพรากไป เช่น เด็กที่พลาดโอกาสทางการศึกษา โรงพยาบาลที่ขาดยา หรือโครงการพัฒนาที่ด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและเป็นกลุ่มเจ้าของโลกยุคดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีตั้งคำถามอำนาจและผลักดันความโปร่งใส

ในปี 2024–2025 ธีมของแคมเปญสหประชาชาติคือ "Uniting with Youth Against Corruption: Shaping Tomorrow's Integrity" ซึ่งชูบทบาทคนรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่เหยื่อ แต่เป็นกำลังหลักสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ ท้าทายการโกงตั้งแต่ระดับชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งแต่ละประเทศเน้นกิจกรรมสร้างความตื่นตัวเพื่อการต่อต้านการทุจริตไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วันในปฏิทิน

ในฐานะคนธรรมดา สิ่งที่ทำได้คือ ไม่เข้าร่วมระบบเส้นสาย ฝากสินบน หรือจ่ายใต้โต๊ะ ควรถาม ตรวจสอบ และใช้สิทธิในการร้องเรียน เพื่อรักษาความซื่อสัตย์และต่อต้านวัฒนธรรมการโกงที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ภายในสังคมและองค์กรของตนเอง "คอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาของคนใหญ่โตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสังคมยอมรับการโกงเล็กน้อยจนกลายเป็นเรื่องปกติ"

สินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผสมผสานระหว่างขนแกะ-เส้นฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ทอขึ้นรูปประณีตสวยงาม ด้วยวิธีโบราณ “กี่เอว” เป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แนะนำและพาไปชมผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือว่าเป็น หนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม คือ “ผ้าทอขนแกะ” ผ้าทอจากการผสมผสานระหว่างขนแกะกับเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน 

นางสายันห์ เสือจันทร์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พาไปชมหนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม ซึ่งเป็นสินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นั่นก็คือ “ผ้าทอขนแกะ “

ผ้าทอขนแกะ บ้านห้วยห้อม เป็นผ้าทอที่มีความงดงาม จากการผสมผสานระหว่างขนแกะและเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในฤดูหนาว และยังสามารถใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้อีกหลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ผ้าทอขนแกะถือเป็นผ้าทอที่มีการประยุกต์จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวปกากะญอ

ซึ่งนางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะบ้านห้วยห้อม ในนฐานะเป็นผู้ริเริ่มนำสตรีของหมู่บ้านมาช่วยกันทอผ้าจากขนแกะเพื่อจำหน่าย ซึ่งแม้จะเป็นเพียงอาชีพเสริม แต่กลับสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างดี และความต้องการของตลาดยังสูง เนื่องจากเป็นงานที่ประณีตสวยงามและใช้การทำมือในทุกขั้นตอน

การทอผ้าขนแกะ ที่บ้านห้วยห้อม เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยกลุ่มมิชชันนารีที่มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ได้นำความรู้เกี่ยวกับการใช้ขนแกะมาทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้า สอนให้กับชาวบ้าน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินที่บ้านห้วยห้อม และได้พระราชทานแกะพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้กับชาวบ้านได้เลี้ยง เพื่อใช้ขนแกะนำมาเป็นผ้าทอ หลังจากนั้นชาวบ้านจึงขยายพันธุ์แกะเพื่อเลี้ยงในชุมชน พร้อมทั้งจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขนแกะขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีการตัดขนแกะ โดยแกะ 1 ตัว ตัดขนได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ส่วนขนแกะอีกส่วนหนึ่งจะซื้อจากที่โครงการหลวง ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

หลังจากที่ได้ขนแกะมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การนำขนแกะไปแช่กับผงซักฟอก แล้วล้างทำความสะอาด แล้วนำไปต้มกับน้ำเดือดเพื่อให้ไขมันที่ติดขนแกะออก จากนั้นนำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำขนแกะที่แห้งมาสางยีด้วยหวีที่นำเข้ามาจากนิวซีแลนด์ ให้เป็นขนปุยนุ่มเหมือนสำลี ต่อจากนั้นนำไปทำเป็นเส้นด้ายขนแกะ พร้อมที่จะเอาเส้นด้ายไปทอ ซึ่งคุณสมบัติของขนแกะที่ได้มีคุณภาพดี 100% นอกจากการทอด้ายขนแกะแล้ว ยังมีการนำด้ายขนแกะมาทอผสมผสานกับฝ้ายท้องถิ่นที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทอแบบโบราณ ด้วยการใช้ด้ายผูกกับไม้และผูกกับเอว หรือที่เรียกว่า กี่เอว จึงทำให้ผ้าทอที่ได้มีความนุ่ม มีลวดลายสวยงาม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผ้าทอ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง พรม เสื้อ และถุงย่าม ราคาของผลิตภัณฑ์ที่ทอออกมาเป็นชิ้นงานแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ 450 บาท ไปจนถึง 7,500 บาท โดยเฉพาะผ้าคลุมเตียงและผ้าคลุมไหล่ที่ต้องสั่งเป็นพิเศษตามขนาดและสีที่ลูกค้าต้องการ

สนใจผ้าทอขนแกะ ติดต่อสอบถามได้ที่นางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะ โทร.089 555 3900 หรือ โทร.095 448 2350 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อมโทร. 08-6420-4897 facebook : อบต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
 

วอน ‘ไทย–กัมพูชา’ ยุติสู้รบ ปกป้องพลเรือน กลับสู่เส้นทางการทูต เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้น มาเลย์พร้อมเป็นตัวกลางฟื้นสันติภาพ

(8 ธ.ค. 68) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความกังวลต่อเหตุปะทะด้วยอาวุธระลอกใหม่ ระหว่างกองกำลังไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดน พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยระบุว่าเหตุสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง อาจบั่นทอนความพยายามรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองฝ่าย

อันวาร์ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นทั้งพันธมิตรใกล้ชิดของมาเลเซีย และเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน จึงขอเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างเต็มที่ เปิดช่องทางการสื่อสารให้กว้าง และใช้กลไกที่มีอยู่ในภูมิภาคให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมยืนยันว่า มาเลเซียพร้อมสนับสนุนทุกขั้นตอนที่ช่วยฟื้นฟูความสงบ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงซ้ำอีก

ผู้นำมาเลเซียระบุอีกว่า อาเซียนไม่สามารถปล่อยให้ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ กลายเป็นวัฏจักรของการเผชิญหน้าได้ สิ่งเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการยุติการสู้รบ การปกป้องพลเรือน และการกลับสู่เส้นทางการทูต ที่ยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศและจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพซึ่งอาเซียนยึดถือร่วมกัน

สำหรับอันวาร์เอง ถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญบนโต๊ะเจรจา ร่วมกับสหรัฐอเมริกาและจีน ในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างไทยและกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ จนสามารถผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ท่าทีล่าสุดของเขา ถูกจับตาว่าอาจนำไปสู่ความพยายามฟื้นกระบวนการสันติภาพรอบใหม่ในภูมิภาคอีกครั้ง

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งเพิกถอน เหตุเปิดเผยงบปี 2566 เป็นเท็จ เตรียมเปิดให้ซื้อขาย 7 วัน 18-26 ธ.ค. ก่อนเพิกถอนออกจากตลาด 27 ธ.ค.นี้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งเพิกถอนหลักทรัพย์ JKN จากการเป็นบริษัทจดทะเบียน หลังตรวจพบการเปิดเผยข้อมูลงบการเงินและแบบ 56-1 เป็นเท็จ เปิดทางผู้ลงทุนซื้อขายชั่วคราว 7 วันทำการก่อนเพิกถอนถาวร ด้วยบัญชี Cash Balance พร้อมเตือนใช้ความระมัดระวังสูง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) เพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (JKN) จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน เนื่องจากบริษัทเปิดเผยข้อมูลอันเป็นเท็จในงบการเงินประจำปี 2566 และแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ที่มีงบการเงินเท็จ ซึ่งเข้าข่ายเป็นกรณีอันอาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น หรือการตัดสินใจลงทุน หรือการเปลี่ยนแปลงในราคาของหลักทรัพย์ อันเป็นเหตุเพิกถอนตามข้อ 7(3) ของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่อง การเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2564

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของ JKN เป็นเวลา 7 วันทำการก่อนวันที่มีผลเป็นการเพิกถอนหลักทรัพย์ คือ ระหว่างวันที่ 18-26 ธันวาคม 2568 ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้

ให้หลักทรัพย์ JKN ซื้อด้วยบัญชี Cash Balance กล่าวคือ ผู้ซื้อต้องชำระเงินทั้งจำนวนก่อนการซื้อหลักทรัพย์

ขึ้นเครื่องหมาย NC กำกับตลอดระยะเวลาที่เปิดให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อเตือนผู้ลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์

ไม่กำหนดราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor), Dynamic Price Band และ Auto Pause สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ JKN ในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการซื้อขาย ต่อเนื่องไปจนกว่าหลักทรัพย์ JKN จะมีการซื้อขาย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่นำหลักทรัพย์ JKN มารวมในการคำนวณดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index)

และเมื่อครบระยะเวลาดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเพิกถอนหลักทรัพย์ JKN จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์ เนื่องจากงบการเงินประจำปี 2566 และแบบ 56-1 One Report ที่บริษัทได้เผยแพร่ผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเป็นข้อมูลเท็จ และยังมิได้นำส่งงบการเงินฉบับดังกล่าวที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สั่งแก้ไข และงบการเงินประจำปี 2567 จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิกถอนหลักทรัพย์ JKN แล้ว ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนสามารถติดตามการเปิดเผยข้อมูลฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และแบบ 56-1 One Report ของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th
 

‘รศ.ดร.อักษรศรี’ จี้รัฐบาลไทยถ้า ‘ทรัมป์’ โทรมาอย่ารีบยอม แนะเดินเกมยื้อเวลาเตือนอย่าซ้ำรอยรัฐบาลชุดก่อน

(8 ธ.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ร้อนแรงขึ้น โดยระบุว่า หาก “ทรัมป์” โทรมาจุ้นให้เร่งคลี่คลายปัญหา รัฐบาลไทยควร “เดินเกมดึงเรื่อง ยื้อเวลาให้นานที่สุด อย่าหมอบเร็วอย่างไร้กระบวนท่าเหมือนรัฐบาลชุดก่อน” 

ขณะที่สำนักข่าว CNN รายงานว่า กองทัพอากาศไทยเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อเช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2568 เพื่อตอบโต้การยิงจากฝั่งกัมพูชา ทำให้ความเชื่อมั่นต่อ “ข้อตกลงสันติภาพทรัมป์” ที่เพิ่งลงนามไม่กี่สัปดาห์ก่อน ถูกสั่นคลอนอย่างหนัก

รายงานจาก CNN ระบุว่า การปะทะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝั่งเป็นผู้เปิดฉากก่อน ฝ่ายไทยชี้แจงว่าตรวจพบการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักและมาร์กจุดยิงภายในดินแดนกัมพูชาที่มีแนวโน้มยิงเข้าเขตไทย จึงใช้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีคลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางลำเลียงที่มองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง 

ด้านโฆษกกองทัพไทยย้ำว่าปฏิบัติการมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหารเพื่อป้องกันอธิปไตยและลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ขณะที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ทันที ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่ากัมพูชายึดแนวทางสันติและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
 

บุกยึดพื้นที่ให้จบ เจรจาทีหลัง พร้อมเตรียมยุทธการทางทะเล ขวางกัมพูชาขยับ "หลักเขต 73" ฮุบทรัพยากรไทย

(8 ธ.ค. 2568) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงการณ์แสดงจุดยืนชัดเจนสนับสนุนการปฏิบัติการทางการทหารทุกรูปแบบของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการด้วยตัวเองเพื่อยุติวิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาด

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า สิ่งที่กัมพูชาต้องการมากที่สุดนอกจากช่องอานม้า ช่องบก ก็คือทรัพยากรธรรมชาติทางด้านพลังงานใต้ท้องทะเลในอ่าวไทย เพราะฉะนั้นหลักหมุดเขตแดนที่สำคัญที่สุด ก็คือ หลักเขตที่ 73

"เราจะเห็นว่าเขาพยายามเปลี่ยนแปลงหลักเขต 73 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งเส้นเขตแดนในทะเลหลายวิธีการ หลังสุดที่เขาทำตั้งแต่ปี 2540 คือการถมทะเล อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคลื่น แต่ว่ามันมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่า อะไรที่ติดตรึงกับแผ่นดินยื่นไปในทะเลจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน ผมมั่นใจและเชื่อว่านี่คือยุทธวิธีที่เขาต้องการจะเปลี่ยนหมุด 73 จากปัจจุบันไปอยู่ที่ไปปลายของเขื่อนกันคลื่น ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาการอ้างสิทธิ์ในทะเลในอนาคต เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเป็นห่วงและกองทัพไทย รัฐบาลไทยต้องเตรียมการคือวันนี้ต้องเตรียมการกองทัพเรือให้พร้อมครับ ถ้าเราไม่เตรียมกองทัพเรือให้พร้อม เราไม่ป้องกันหลัก 73 และเส้นเขตแดนในทะเลให้พร้อม เราจะเกิดปัญหาตรงนั้น ขึ้นมาอีกปัญหานึงครับ และนั่นคือเป้าหมายสำคัญของกัมพูชา"นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ เสนอแนะว่า สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศต้องเป็นผู้สั่งการด้วยตัวเองอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่ให้กองทัพดำเนินการลำพังเพียงฝ่ายเดียว

"จากการปะทะครั้งนี้ เราต้องได้อยู่ในจุดที่ได้เปรียบ 1. ต้องให้กองทัพเดินหน้าเต็มที่ 2. ถ้าสามารถเข้าไปยึดดินแดนของเขาได้ ยึดเลยครับ เราไม่ได้ตั้งใจจะยึดเพื่อเอาเป็นของเรา แต่ยึดเพื่อให้ได้เปรียบทางการทหารและการเจรจาว่า ถ้าคุณไม่ทำความตกลงกับเรา เราก็ยึดอยู่แบบนั้น กี่สิบปีแล้วครับที่เขายึดแผ่นดินไทยมา แล้วทำไมเราจะยึดชั่วคราวเพื่อเรียกร้องความชอบธรรมให้กับประเทศไทยและคนไทยและกองทัพไทยทหารไทยที่ต้องสูญเสียชีวิต สูญเสียร่างกายไม่ได้ครับ สิ่งที่เราต้องทำวันนี้คือเราต้องหายุทธวิธี ยุทธการที่เราจะต้องได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง เขาทำแบบไหน ทำแบบเดียวกันครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นแม่ทัพใหญ่เองครับ ต้องเป็นคนสั่งการที่ผมพูดทั้งหมดวันนี้ด้วยตัวท่านเอง"นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อปฏิบัติการทางการทหารทุกรูปแบบของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ และขอเป็นกำลังใจให้แก่กองทัพอากาศและผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกท่านในการปกป้องอธิปไตยของชาติในครั้งนี้

"ปัญหาเหล่านี้ ผมอยากให้จบลงได้สักที ทหารไทยและประชาชนคนไทยต้องสังเวยชีวิต ร่างกาย และอนาคตของตนเอง รวมถึงครอบครัว ต่อการโจมตีของประเทศกัมพูชาหลายครั้ง แต่มันไม่จบ เพราะไม่มีความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา จากปัญหาเริ่มต้นเล็ก ๆ กลายเป็นวิกฤตประเทศ"

นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะยึดมั่นในอธิปไตยของชาติ และดำเนินการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา ด้วยยุทธวิธีที่เด็ดขาดและหลากหลาย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม เปิดปฏิบัติการทางด้านข่าวสารและสร้างความเข้าใจกับนานาชาติให้มากกว่านี้

"เราจะไม่อนุญาตให้ปัญหานี้เกิดขึ้นต่อไปอีก เราต้องยุติปัญหานี้เพื่อคนไทย ประเทศไทย และอนาคตของลูกหลานไทยอย่างแท้จริงตลอดไป"

 

 

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต เพื่อสำรองใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาถึงวันนี้ (8 ธันวาคม 2568) โดยพบว่ากำลังทหารกัมพูชามีการเสริมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอาวุธยิงสนับสนุนเพิ่มเติม รวมถึงมีแนวโน้มว่าฝ่ายกัมพูชาระบุพิกัดใช้อาวุธระยะไกลลึกเข้ามาในเขตไทย

ส่งผลให้กำลังพลไทยมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่ช่องบก โดยยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตทางการ 1 ราย และมีข้อมูลไม่เป็นทางการอีก 1 รายซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบ เบื้องต้นความเสียหายจากการยิงช่วงเช้าอยู่ในพื้นที่การเกษตร ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บในกลุ่มประชาชน โดยกองทัพจะทยอยให้ข้อมูลผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต และการดูแลในศูนย์อพยพเป็นระยะ

ล่าสุดสำนักสาธารณสุข จังหวัดอุบลราชธานี ได้ออกประกาศ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต เพื่อสำรองใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน #รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ใน 10 โรงพยาบาล ได้แก่

1. ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 7 จ.อุบลราชธานี ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 เปิดบริการทุกวัน 08.30 -19.30 น. เสาร์ อาทิตย์ 09.00-19.30 น.

2. รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ณ งานธนาคารเลือด ชั้น 2 อาคารผ่าตัดและพยาธิวิทยา วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 09.00-19.00 น. วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ 09.00-18.00 น.

3. รพ.๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ จ.อุบลราชธานี ณ ห้องบริจาคโลหิตประตู 3 ชั้น 1 ตึก 9 ชั้น ทุกวันเวลา 08.00-20.00 น.

4. รพ.วารินชำราบ ณ ห้องบริจาคโลหิต อาคารบำบัด ตึก 3 ชั้น 2 วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.15-15.30 น.

5. รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ณ ห้องบริจาคเลือด งานเทคนิคการแพทย์ อาคาร 4 ชั้น 2 เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 08.00-16.00 น.

6. รพ.ตระการพืชผล ณ ห้องคัดกรองผู้บริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกอุบัติเหตุ ชั้น 2 เปิด จันทร์ - ศุกร์ (วันทำการ) เวลา 08.00-16.00 น.

7. รพ.พิบูลมังสาหาร ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 1 เปิดบริการทุกวันราชการ 08.30-15.30 น.

8. รพ.เขมราฐ ณ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกผู้ป่วยนอก เปิดบริการ ทุกวันราชการ เวลา 08.30-15.30 น.

9. รพ.บุณฑริก ณ ตึก 5 ชั้น 2 เปิดบริการจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-15.30 น.

10. รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ (วันทำการ) เช้า 09.00-11.00 น. บ่าย 13.00-15.30 น.

นอกจากนี้ ยังมี โรงพยาบาลศรีสะเกษ ขอรับบริจาคโลหิตจำนวนมากเพื่อรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ ธนาคารเลือด อาคาร 10 ชั้น 2 โรงพยาบาลศรีสะเกษเวลาทำการ: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-20.00 น. (ไม่หยุดพัก) และวันหยุด เวลา 09.00-15.30 น. (หยุดพักเที่ยง 12.00-13.00 น.)
.
โรงพยาบาลสุรินทร์ ขอรับบริจาคโลหิตเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน สถานที่: บริจาคโลหิตได้ทุกวันที่คลังเลือด อาคารพยาธิ ชั้น 2 เวลาทำการ: เวลา 08.30-18.00 น. 

โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคโลหิตเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ สถานที่รับบริจาค 2 จุด ได้แก่ ศูนย์รับบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารจอดรถ และแผนกคลังเลือด ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ เวลาทำการ: ทั้งสองจุดเปิดรับทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น. มีสถานที่จอดรถสำหรับผู้บริจาคโลหิตที่อาคารจอดรถ ชั้น 2 และบริเวณด้านหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ชั้น 5
 

'อนุทิน' เผชิญสงครามสองแนวรบ อุทกภัยใต้ทำลายภาพลักษณ์ ผนวกกับแรงกดดันงบประมาณเยียวยา ท้าทายความอยู่รอดของรัฐบาลเสียงข้างน้อย

อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ถล่มภาคใต้ในปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง ไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติธรรมดา แต่กลายเป็น "วิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจ" ที่ซ้ำเติมรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอยู่แล้ว ภาระคู่จากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติครั้งใหญ่ทำให้รัฐบาลต้องสู้กับสงครามสองแนวรบพร้อมกัน ทั้งการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและการจัดการวิกฤตเศรษฐกิจ-สังคมจากอุทกภัย

ความเสียหายที่หนักกว่าที่คิด: แรงกดดันทางการคลังที่ไม่คาดคิด

การประเมินเบื้องต้นจากหน่วยงานต่างๆ ระบุว่า ความเสียหายจากอุทกภัยภาคใต้อยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งความเสียหายทางการเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย และภาคธุรกิจ สำหรับภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเมินความเสียหายเกิน 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะสวนยางพาราและสวนผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้

ตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลกระทบทางอ้อม เช่น การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว และต้นทุนทางสังคมจากการสูญเสียชีวิตและความเจ็บป่วย หากรวมทั้งหมด ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจสูงถึง 40,000-50,000 ล้านบาท

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นคือ รัฐบาลต้องเร่งอัดฉีดงบประมาณเยียวยาและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน การช่วยเหลือเบื้องต้นครัวเรือนละ 9,000 บาทสำหรับผู้ประสบภัยหลายแสนครัวเรือนต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ถนน สะพาน ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำประปาอาจต้องใช้งบอีก 10,000-15,000 ล้านบาท

ปัญหาคือ งบประมาณเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในแผนการใช้จ่ายประจำปี รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนงบประมาณ การกู้เงินเพิ่มเติม หรือการใช้เงินสำรองฉุกเฉิน ทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบต่อวินัยการคลังและอาจเพิ่มภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว

เสถียรภาพการคลัง: ความกังวลที่เพิ่มขึ้น

ก่อนเกิดอุทกภัย รัฐบาลอนุทินกำลังเผชิญกับความท้าทายทางการคลังอยู่แล้วจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ที่ใช้งบประมาณกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท และมาตรการอื่นๆ ที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มสูงขึ้น

หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 60-61% ของ GDP ใกล้เคียงกับเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 70% การที่ต้องกู้เงินเพิ่มเติมหลักหมื่นล้านบาทเพื่อรับมือกับอุทกภัยจะทำให้อัตราส่วนนี้เพิ่มสูงขึ้นอีก

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายรายแสดงความกังวลว่า หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายและหารายได้เพิ่มเติมได้ ความยั่งยืนทางการคลังอาจเป็นปัญหาในระยะยาว สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออาจปรับลดมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย การผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมหรือการกู้เงินผ่านสภาผู้แทนราษฎรจะยากลำบากมาก รัฐบาลต้องต่อรองกับฝ่ายค้านและพรรคร่วมที่ไม่มั่นคง ซึ่งอาจนำไปสู่การล่าช้าในการช่วยเหลือหรือต้องยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย

การบริหารจัดการวิกฤต: ทดสอบความสามารถจริง

นอกจากเรื่องเงินแล้ว ความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤตของรัฐบาลก็ถูกจับจ้องอย่างใกล้ชิด ประชาชนและฝ่ายค้านกำลังประเมินว่า รัฐบาลอนุทินมีความพร้อมและประสิทธิภาพในการจัดการภัยพิบัติมากน้อยแค่ไหน

ในช่วงแรกของอุทกภัย มีคำวิจารณ์ว่า การเตือนภัยล่วงหน้าและการอพยพประชาชนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ยังมีปัญหา และการกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ห่างไกลล่าช้า

แม้ว่าในภายหลังรัฐบาลจะพยายามแก้ไขและเร่งการช่วยเหลือ แต่ความประทับใจแรกที่ไม่ดีก็สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์แล้ว นี่คือโอกาสที่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย จะใช้โจมตีความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาล

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับลดลงครั้งแรกในหลายเดือน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากปัญหาน้ำท่วมใต้ นี่สะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับวิกฤต

ผลกระทบทางการเมือง: เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลที่อ่อนแอ

อุทกภัยกลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ฝ่ายค้านใช้โจมตีรัฐบาล การที่พรรคเพื่อไทยและฝ่ายค้านอื่นๆ กำลังเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นการจัดการอุทกภัยจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ใช้วิพากษ์วิจารณ์

ฝ่ายค้านจะตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่สามารถป้องกันหรือลดผลกระทบได้ แม้จะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีฝนตกหนัก ทำไมการอพยพและช่วยเหลือช้า ทำไมไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน และที่สำคัญ รัฐบาลจะหาเงินมาช่วยเหลือและฟื้นฟูได้อย่างไร โดยไม่ทำให้การคลังแย่ลง

สำหรับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ความไม่พอใจต่อการช่วยเหลือที่ล่าช้าหรือไม่เพียงพออาจแปลงเป็นคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของหลายพรรคการเมือง การสูญเสียความเชื่อมั่นในพื้นที่นี้อาจส่งผลกระทบต่อสมดุลอำนาจทางการเมืองในอนาคต

แนวทางฝ่าวิกฤต: ต้องการมากกว่าเงิน

เพื่อให้รอดพ้นวิกฤตนี้ รัฐบาลอนุทินต้องดำเนินการหลายด้านพร้อมกัน หนึ่ง เร่งความช่วยเหลือเยียวยาให้ถึงผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและลดความทุกข์ของประชาชน

สอง จัดหางบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยอาจต้องจัดลำดับความสำคัญของโครงการอื่นๆ และหาแหล่งเงินที่ไม่กระทบเสถียรภาพการคลังมากเกินไป การเจรจากับฝ่ายค้านเพื่อผ่านงบประมาณเพิ่มเติมอย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น

สาม สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูระยะยาวและมาตรการป้องกันในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์และความสามารถในการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

สี่ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการแสดงความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง หากรัฐบาลสามารถจัดการวิกฤตนี้ได้ดี อาจฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่สูญเสียไปได้บ้าง

อุทกภัยภาคใต้เป็นมากกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ มันคือจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่อาจกำหนดชะตากรรมของรัฐบาลอนุทิน การจัดการที่ล้มเหลวจะเป็นหลักฐานยืนยันว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเป็นตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกโลงศพทางการเมือง

ในทางกลับกัน หากรัฐบาลสามารถจัดการได้ดี รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความชอบธรรมใหม่ให้กับรัฐบาลที่กำลังโซเซ

เวลาไม่เป็นฝ่ายรัฐบาล น้ำลดแล้ว แต่ภูเขาของปัญหายังคงตระหง่านอยู่ ทั้งการฟื้นฟู การเยียวยา และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ทุกการตัดสินใจ ทุกการกระทำในช่วงนี้จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดและจะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือช่วงเวลาที่รัฐบาลอนุทินไม่มีสิทธิ์ผิดพลาด เพราะความผิดพลาดครั้งต่อไปอาจเป็นครั้งสุดท้าย
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top