Friday, 5 June 2026
Hard News Team

หยุดป่วนซ้อมรบทางทหาร ยันจีนซ้อมรบตามปกติไม่ได้หาเรื่อง ลั่นไม่รับคำประท้วงจากญี่ปุ่น เตือนอย่าปล่อยข่าวบิดเบือนความจริง

(8 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศจีนออกมาเตือนญี่ปุ่นอย่างแข็งกร้าว ให้ “ยุติทันที” กับการเคลื่อนไหวที่เป็นอันตรายและรบกวนการฝึกซ้อมทางทหารตามปกติของจีน พร้อมตำหนิโตเกียวว่ากำลังกุข่าวและเล่นการเมือง หลังรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น ชินจิโร โคอิซูมิ แถลงข่าวด่วนในช่วงเช้ามืด อ้างกรณีเรดาร์ของจีนส่องใส่เครื่องบินญี่ปุ่น

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า ข้อเท็จจริงชัดเจนอยู่แล้ว สิ่งที่เป็น “ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางทะเลและทางอากาศที่ใหญ่ที่สุด” ไม่ใช่การฝึกของกองทัพจีน แต่คือการที่เครื่องบินรบญี่ปุ่นบินสอดแนมประชิด และเข้ามารบกวนการปฏิบัติการตามปกติของจีนถี่ครั้ง จีนจึงไม่อาจยอมรับคำประท้วงจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้

ทางการจีนเผยด้วยว่า ได้ปฏิเสธ “การประท้วง” ของญี่ปุ่นทันทีที่เกิดเหตุ ทั้งในจุดปฏิบัติการภาคสนาม รวมถึงได้ยื่นหนังสือ “คัดค้านกลับ” อย่างเป็นทางการทั้งที่กรุงปักกิ่งและกรุงโตเกียว เพื่อย้ำจุดยืนว่าจีนกำลังทำภารกิจทางทหารตามสิทธิและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสร้างความตึงเครียด

นอกจากนี้ จีนยังกล่าวว่าญี่ปุ่นว่ากำลัง “ปั่นกระแส” เรื่องที่เรียกว่า “การส่องเรดาร์ใส่เครื่องบินญี่ปุ่น” เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สถานการณ์ดูรุนแรงเกินจริง และหวังใช้ประเด็นนี้สร้างความหวาดระแวงต่อจีนในสายตาประชาคมโลก พร้อมย้ำว่าจีนคัดค้านการใส่ร้ายและการเล่นการเมืองในทุกมิติ และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นกลับมาดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค


ที่มา : Xinhua

ปั้นวงจรเทคโนโลยีครบเครื่อง หนุนเศรษฐกิจรัสเซียปี 2030 มูลค่ากว่า 128,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นเกมใหม่บนเวทีโลก

(07 ธ.ค. 68) มอสโก (Sputnik) องค์การพลังงานนิวเคลียร์แห่งรัฐรัสเซีย 'รอสอะตอม' เตรียมผลักดันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจของประเทศอย่างน้อย 128,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ผ่านการพัฒนาวงจรเทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่การผลิตพลังงานไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งและการพัฒนาอัลกอริทึม

อเล็กเซย์ ลีคาเชฟ ผู้อำนวยการใหญ่ของ 'รอสอะตอม' กล่าวในงานสัมมนานานาชาติของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่กรุงเวียนนา ระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม ว่า "เรากำลังสร้างวงจรเทคโนโลยีที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การผลิตพลังงานไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลคอมพิวเตอร์ การพัฒนาอัลกอริทึม และการต่อยอดสู่ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้จะช่วยขับเคลื่อนสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการทำให้ AI สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจของประเทศเราได้อย่างน้อย 110,000 ล้านยูโรภายในปี 2030"

ลีคาเชฟชี้ว่า การผสานความเชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์เข้ากับเทคโนโลยี AI จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในภาคพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการประเด็นด้านจริยธรรม กฎหมาย และสังคม โดยเฉพาะความเสี่ยงของ AI ในภาคพลังงานนิวเคลียร์ ท่ามกลางการพัฒนาระบบอัจฉริยะที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

งานสัมมนาของ IAEA ครั้งนี้มีบริษัทกว่า 260 แห่งเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจาก 'รอสอะตอม' ของรัสเซียด้วย ถือเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในด้านพลังงานนิวเคลียร์และเศรษฐกิจระดับโลก


ที่มา : Sputnik

 

ผู้โดยสารใช้บริการทะลุล้านครั้ง ขนส่งสินค้าต่อเนื่องเกิน 72 ล้านตัน เชื่อมคุนหมิง–เวียงจันทน์–ไทยคล่องตัว ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค

(7 ธ.ค. 68) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด ระบบควบคุมทางรถไฟจีน-ลาวรับรองการเดินทางของวิสัยทัศน์มากกว่า 62.5 ล้านครั้งและประสิทธิภาพของตัน 72.5 ล้านตันมากกว่าเปิดทำการเมื่อสี่อย่างเป็นทางการซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค

ทางรถไฟจีน-ลาวของระบบ 1,035 กรณีมาจากเมืองคุนหมิงเคาน์ตี้อวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางเส้นทางไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ของลาวได้ด้วยการยกระดับและมังสวิรัติของระบบขับเคลื่อนของภูมิภาคช่วยให้เกิดการโลจิสติกส์ในระบบขับเคลื่อน 50 บนเส้นทางจากคุนหมิงสู่ไทยโดยผ่านลาวและวิเคราะห์ข้อมูลภายในลาวอีกครั้ง 40

สำหรับทางรถไฟจีน-ลาว เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 เพื่อตอบสนองความต้องการการเดินทางข้ามพรมแดนที่เพิ่มขึ้น บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศระหว่างคุนหมิงและเวียงจันทน์จึงเริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2566


ที่มา : Xinhua 

‘หอการค้า’ มองเศรษฐกิจไทยปลายปี ชี้ "คนละครึ่งพลัส" ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่ถูกทอนด้วยน้ำท่วมใต้ 20,000 ล้าน เชื่อ! ภาคใต้ฟื้นได้ใน 3 เดือน หากรัฐเร่งเยียวยา

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) เดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 53.2 จากเดือนตุลาคมที่ 51.9 ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณบวกที่น่ายินดี แต่เมื่อวิเคราะห์ลงลึก จะพบว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินบนเส้นทางที่ไม่แน่นอน มีแรงผลักดันจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล แต่ก็มีแรงฉุดรั้งจากปัญหาภัยพิบัติและความเสี่ยงภายนอกที่ท้าทายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

"คนละครึ่งพลัส": แรงกระตุ้นชั่วคราวหรือทางออกจริง?

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า การปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาจากมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" ที่ครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน ด้วยเม็ดเงินรวมกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท โดยมีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงราว 40,000 ล้านบาท

มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ลดรายจ่ายของประชาชน และกระจายรายได้สู่ร้านค้าท้องถิ่น โดยเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมถึง 31 ธันวาคม 2568 ผลที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเจนในการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ดัชนีค่าครองชีพปรับตัวดีขึ้น 4-5 จุด สะท้อนถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ เป็นแรงกระตุ้นระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง หากไม่มีแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐานอื่น เช่น การเพิ่มขึ้นของรายได้จริงหรือการลงทุนภาคเอกชน เศรษฐกิจอาจกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง

ที่น่าสนใจคือ แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะดีขึ้น แต่เมื่อดูตัวเลขย่อยจะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ที่ระดับ 46.8 ซึ่งต่ำกว่า 50 แสดงว่าประชาชนยังมองภาพรวมเศรษฐกิจแบบไม่มั่นใจ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานอยู่ที่ระดับ 50.9 ใกล้เคียงกับจุดสมดุล แสดงว่าตลาดแรงงานยังไม่แข็งแกร่ง มีเพียงดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตที่อยู่ที่ระดับ 61.9 ที่สูงกว่าจุดกลางอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นผลจากความหวังที่ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลดีในระยะต่อไป

น้ำท่วมใต้: ปัจจัยลบที่ "ทอนแรง" การฟื้นตัว

ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังส่งผลบวก เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนกลับกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นายธนวรรธน์ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นประเมินว่าสูงถึง 20,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับเป็นการดึงเงินออกจากระบบจำนวนมาก ทำให้ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลข เงิน 40,000 ล้านบาทที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากมาตรการคนละครึ่งพลัสถูกทอนไปเกือบครึ่งหนึ่งจากความเสียหายในภาคใต้ นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของภัยพิบัติต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อแยกดัชนีความเชื่อมั่นตามภูมิภาค พบว่ามีเพียงภาคใต้เท่านั้นที่ตัวเลขความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจปัจจุบัน อนาคต และรายได้ติดลบเฉลี่ย 2% สวนทางกับภูมิภาคอื่นๆ ที่ดัชนียังเป็นบวกทั้งในปัจจุบันประมาณ 1.5% และในอนาคตเกือบ 2% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าปัญหาน้ำท่วมเป็นปัจจัยหลักที่กดทับการมองภาพเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม นายธนวรรธน์มองในแง่บวกว่า หากรัฐบาลสามารถเร่งเยียวยาผลกระทบในภาคใต้ได้ทัน จะช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าภาคใต้จะเริ่มฟื้นตัวภายใน 3 เดือน หากไม่มีเหตุลบซ้ำเติม ประเด็นสำคัญคือความรวดเร็วและประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าภาคใต้จะสามารถฟื้นตัวได้ตามกรอบเวลาที่คาดหวังหรือไม่

ความเชื่อมั่นหอการค้า: สัญญาณเตือนจากภาคธุรกิจ

สิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่งคือ ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับลดลงครั้งแรกมาอยู่ที่ระดับ 44.0 ซึ่งต่ำกว่า 50 อย่างมีนัยสำคัญ นายธนวรรธน์มองว่า หากไม่มีปัญหาน้ำท่วมใต้ ความเชื่อมั่นหอการค้าน่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

การที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลงขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นนั้น สะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม ผู้บริโภครู้สึกดีขึ้นจากมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ภาคธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงและความท้าทายในระยะยาวมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากน้ำท่วม ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าระหว่างประเทศ และปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาความเชื่อมั่นในแต่ละภูมิภาคไม่เหมือนกัน แต่ก็มีผลกระทบไปยังภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางก็ได้รับรู้และรับผลกระทบจากสถานการณ์ในภาคใต้ นี่แสดงถึงการเชื่อมโยงของระบบเศรษฐกิจที่ปัญหาในพื้นที่หนึ่งสามารถส่งผลกระทบไปยังพื้นที่อื่นได้

เงินเฟ้อติดลบ 8 เดือน: ดีหรือน่ากังวล?

ประเด็นที่ควรให้ความสนใจคือ สถานการณ์เงินเฟ้อซึ่งติดลบต่อเนื่อง 8 เดือน อยู่ที่ราว -0.5% ในระยะสั้น สถานการณ์นี้ทำให้ผู้บริโภคมองว่าค่าครองชีพไม่แพง และเมื่อรวมกับมาตรการคนละครึ่งพลัสที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง ทำให้กำลังซื้อของประชาชนดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานานอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ร้ายแรงกว่า คือ การขาดอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ (Deflation) ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรอุบาทว์ของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เมื่อราคาสินค้าลดลง ผู้บริโภคและธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเลื่อนการซื้อและการลงทุนออกไปเพราะคาดว่าราคาจะถูกลงไปอีก ส่งผลให้อุปสงค์ลดลงมากขึ้น ราคาตกลงอีก และเศรษฐกิจซบเซามากขึ้นเรื่อยๆ

ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และอาจต้องพิจารณาใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมหากเงินเฟ้อยังคงติดลบต่อเนื่อง

ความเสี่ยงภายนอก: สงครามการค้าและปัญหาชายแดน

นอกจากปัญหาภายในประเทศแล้ว เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกสองประการสำคัญ คือ สงครามการค้าระหว่างประเทศและปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ นายธนวรรธน์ระบุว่า ภาคการส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนระยะสั้น แต่ปีหน้าอาจต้องจับตาความเสี่ยง

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่น แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่ก็สร้างความไม่แน่นอนและอาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนในระยะยาว

โอกาสในช่วงปลายปี: การท่องเที่ยวและการบริโภค

แม้จะมีปัจจัยลบหลายประการ แต่นายธนวรรธน์ยังมองเห็นโอกาสในช่วงปลายปีและต้นปีหน้า โดยเฉพาะการท่องเที่ยวซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนปลายทางมาไทยมากขึ้น หลังแนวโน้มเดินทางไปญี่ปุ่นลดลง

นอกจากนี้ นายธนวรรธน์ยังมองว่า ช่วงนี้ถือเป็น "จังหวะเหมาะ" สำหรับการซื้อบ้าน ซื้อรถ และการท่องเที่ยว เนื่องจากดัชนีปัจจัยบวกทยอยฟื้นตัว โดยคาดว่าช่วงปีใหม่จะมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นอย่างคึกคัก หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบเพิ่มเติม

มาตรการต่อเนื่อง: กุญแจสู่การฟื้นตัวที่ยั่งยืน

นายธนวรรธน์เน้นย้ำว่า มาตรการกระตุ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่งเฟสใหม่หรือการเยียวยาภาคใต้ จะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปได้ นี่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจะต้องมีความต่อเนื่องในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่สามารถหยุดได้หลังจากคนละครึ่งพลัสสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างต่อเนื่องก็มีข้อจำกัด คือ ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น และความไม่ยั่งยืนในระยะยาว ในระยะยาว ประเทศต้องสร้างแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น การเพิ่มผลิตภาพ การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาทักษะแรงงาน

บทสรุป: เดินหน้าอย่างระมัดระวังบนเส้นทางไซต์เวย์

คำกล่าวของนายธนวรรธน์ที่ว่า "เศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางแบบ 'ไซต์เวย์' แต่มีโอกาสค่อยๆ ฟื้นตัว" สรุปสถานการณ์ได้อย่างตรงประเด็น เศรษฐกิจไทยไม่ได้กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ได้ตกต่ำลงอย่างรุนแรง มันอยู่ในสภาวะ "คาราคาซัง" ที่เคลื่อนไหวไปข้างๆ โดยมีปัจจัยบวกและลบสลับกันไป

มาตรการคนละครึ่งพลัสสร้างแรงกระตุ้นระยะสั้นที่เห็นผลชัดเจน แต่ถูกทอนลงด้วยน้ำท่วมใต้ที่สร้างความเสียหายมหาศาล ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจกลับลดลง การส่งออกยังแข็งแกร่ง แต่มีความเสี่ยงจากสงครามการค้า

ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการ:
1. เร่งเยียวยาผู้ประสบภัยในภาคใต้ให้ฟื้นตัวภายใน 3 เดือนตามเป้าหมาย
2. ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องหลังจากคนละครึ่งพลัสสิ้นสุด
3. บริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสงครามการค้าและปัญหาชายแดน
4. สร้างรากฐานเศรษฐกิจระยะยาวที่ไม่ต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากรัฐอย่างต่อเนื่อง

หากทำได้สำเร็จ เศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวและเคลื่อนจากทิศทาง "ไซต์เวย์" สู่การเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้ในที่สุด แต่หากล้มเหลว เศรษฐกิจอาจตกลงสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์
 

ไทยพร้อมเต็มร้อย ดึง “แบมแบม” ขึ้นเวทีพิธีเปิด โชว์ศักยภาพบันเทิง–กีฬาในช็อตเดียว นำทัพเปิดซีเกมส์ครั้งที่ 33

(7 ธ.ค. 68) มหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินไทย ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีซูเปอร์สตาร์ระดับโลกสัญชาติไทย ‘แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล’ ขึ้นแสดงบนเวทีพิธีเปิดร่วมกับศิลปินไทยคนอื่นๆ เพื่อกระตุ้นพลังเชียร์ทั่วประเทศและภูมิภาคอาเซียน

รัฐบาลไทยยืนยันความพร้อมเต็ม 100% สำหรับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งนี้ โดยจะมีนักกีฬาจาก 11 ชาติในอาเซียนเข้าร่วมแข่งขันในกว่า 50 ชนิดกีฬา ชิงเหรียญทองมากกว่า 500 เหรียญ โดยกิจกรรมหลักกระจายอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดชลบุรี การถ่ายทอดสดจะให้สถานีโทรทัศน์ NBT เป็นแม่ข่ายควบคู่กับช่องทางออนไลน์ เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

‘แบมแบม’ จะเป็นหัวใจของโชว์พิเศษในพิธีเปิด ตอกย้ำบทบาทจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์เชียร์ไทยสู่ศิลปินบนเวทีใหญ่ พร้อมคำสัญญาว่าจะมี "บิ๊กเซอร์ไพรส์" สร้างความประทับใจให้แฟนกีฬาทั้งที่สนามและหน้าจอ เขายังสะท้อนความรักบ้านเกิดผ่านเพลงและโปรเจ็กต์ "Hometown" โดยกล่าวว่า "ไปในนามแบมแบม ไปในนามคนไทยครับ"

การกีฬาแห่งประเทศไทยเปิดให้ประชาชนสามารถจองบัตรเข้าชมพิธีเปิดฟรี เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในฐานะเจ้าภาพร่วมของคนไทยทั่วประเทศ แม้การแข่งขันจะจัดในบางจังหวัดก็ตาม ภาพรวมของซีเกมส์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่เป็นโอกาสแสดงศักยภาพทางซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่ผสมผสานกีฬาและวัฒนธรรม สร้างภาพจำใหม่ในสายตาอาเซียนและโลก

ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 แสงไฟและเสียงเพลงของ ‘แบมแบม’ บนเวทีราชมังคลากีฬาสถาน จะไม่ใช่แค่สัญญาณการเปิดการแข่งขัน แต่ยังเป็นประกาศว่าประเทศไทย...ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าภาพที่ใช้กีฬาและวัฒนธรรมเป็นสะพานสู่ความยิ่งใหญ่ในเวทีโลก

หน้าตาทัพไทยยุคใหม่ ได้รับเกียรติ ควงคู่ถือธงไตรรงค์ นำทัพไทยพิธีเปิดซีเกมส์ 33 สะท้อนพลังนักกีฬาเจนใหม่ของวงการกีฬาไทย

“กุลวุฒิ–จันทร์แจ่ม” คู่ฮีโร่โอลิมปิก รับหน้าที่ถือธงไตรรงค์ นำทัพนักกีฬาไทยพิธีเปิดซีเกมส์ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 เดินหน้าเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเตรียมความพร้อมทุกด้าน ล่าสุดมีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า เกียรติสูงสุดในพิธีเปิด นั่นคือการถือธงชาติไทยนำหน้าขบวนนักกีฬา จะเป็นของสองฮีโร่โอลิมปิก “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ และ “บี” จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง

โดย “บิ๊กต้อม” ธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย เปิดเผยว่า คณะทำงานได้หารือร่วมกับสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนมีมติเอกฉันท์ให้ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายเดี่ยว เจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิก ปารีส 2024 ทำหน้าที่ผู้ถือธงชาติไทยฝ่ายชาย และ จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักมวยสากลสมัครเล่นหญิง เจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิก 2024 รับหน้าที่ผู้ถือธงชาติไทยฝ่ายหญิง ในพิธีเปิดซีเกมส์ วันที่ 9 ธันวาคมนี้ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน

ธนา ระบุว่า ทั้งสองคนเป็นนักกีฬาที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมในระดับโลก มีความประพฤติดี และได้รับการยอมรับในฐานะแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทย จึงเห็นว่า “เหมาะสมทุกด้าน” สำหรับการเป็นตัวแทนถือธงไตรรงค์ นำหน้าทัพนักกีฬาชาติไทยเข้าสู่สนามในมหกรรมกีฬาครั้งสำคัญบนแผ่นดินบ้านเกิดสำหรับ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ถือเป็นดาวเด่นของวงการแบดมินตันโลกยุคปัจจุบัน เคยสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์โลกประเภทชายเดี่ยวให้ทีมชาติไทยเป็นคนแรก ก่อนต่อยอดผลงานกวาดแชมป์ระดับเวิลด์ทัวร์หลายรายการ และก้าวขึ้นสู่ระดับท็อปของโลก จนคว้าเหรียญเงินโอลิมปิก ปารีส 2024 ในประเภทชายเดี่ยว สร้างความภาคภูมิใจให้แฟนกีฬาชาวไทยทั่วประเทศ

ด้าน จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักชกจากจังหวัดหนองคาย เป็นกำปั้นหญิงที่สร้างผลงานต่อเนื่องในเวทีนานาชาติ ทั้งรายการชิงแชมป์เอเชียและชิงแชมป์โลก ก่อนจะคว้าเหรียญทองแดงในโอลิมปิก ปารีส 2024 รุ่น 66 กิโลกรัมหญิง กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของกีฬามวยสากลหญิงไทย พร้อมดันให้ชื่อของจันทร์แจ่มขึ้นมาเป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากคู่ธงชาติแล้ว พิธีเปิดซีเกมส์ครั้งนี้ยังมีการวางตัวนักกีฬาคนสำคัญร่วมทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ ได้แก่ “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทย ซึ่งจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการถือธงหรือคำปฏิญาณในสนาม ขณะที่ “หยู” บัลลังก์ ทับทิมแดง นักเทควันโดแชมป์โลก และ “ธัญญ่า” ธันยพร พฤกษากร นักยิงปืนมากประสบการณ์ จะร่วมกล่าวคำปฏิญาณในนามนักกีฬาไทย แสดงเจตจำนงแข่งขันด้วยน้ำใจนักกีฬาและเคารพกติกา

การได้รับเลือกให้ถือธงชาติในพิธีเปิด ถือเป็นเกียรติสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิตนักกีฬา เพราะหมายถึงการได้รับความไว้วางใจให้เป็น “ใบหน้า” ของทัพนักกีฬาทั้งประเทศ สำหรับครั้งนี้ การที่ “กุลวุฒิ–จันทร์แจ่ม” ได้รับเกียรติดังกล่าว จึงไม่ใช่แค่ภาพสวยงามในพิธีการเท่านั้น หากยังสะท้อนว่า ทั้งสองคนได้ก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในวงการกีฬาไทย 

IQ สูงสูด!! เปิดค่าเฉลี่ย IQ ประจำปี 2025

ส่อง IQ กลุ่มประเทศอาเซียน!! สิงคโปร์ ยังยืนหนึ่ง พร้อมครองอันดับ 5 ของโลก ส่วนไทย อันดับ 2 ของอาเซียน และอันดับ 15 ของโลก ส่วนประเทศอื่นๆ อยู่อันดับใด ไปดูกันเลย

 

วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรรราชธิดา

(7 ธ.ค. 68) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 พระองค์เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและเสนาธิการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์

พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจมากมาย ทั้งในด้านสาธารณกุศลผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และด้านกฎหมายที่ทรงมีความเชี่ยวชาญ ด้วยพระกรุณาที่ทรงเสด็จแทนพระองค์อย่างเสมอมา เมื่อครั้งทรงศึกษา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงเข้าร่วมงานฟุตบอลประเพณีและเป็นผู้เชิญธรรมจักรสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย รวมถึงทรงทำงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำองค์การสหประชาชาติ

‘มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย’ ก่อตั้งขึ้นในช่วงอุทกภัยปี พ.ศ. 2538 ซึ่งพระองค์ทรงลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและทำให้เหตุการณ์สงบขึ้น อีกทั้งทรงก่อตั้ง ‘โครงการกำลังใจ ในพระดำริ’ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและเด็กในทัณฑสถาน โดยทรงนำเสนอร่างข้อกำหนดต่อองค์การสหประชาชาติในชื่อ “Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

นอกจากนี้ พระองค์ยังเป็นประธาน ‘มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ’ ซึ่งมุ่งให้โอกาสและพัฒนาชีวิตผู้ด้อยโอกาสในสังคม รวมถึงอดีตผู้ต้องขัง เพื่อสนับสนุนให้พวกเขากลับสู่สังคมอย่างปกติสุข พระองค์ยังทรงจัดตั้งมูลนิธิอื่น ๆ เช่น มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเครือข่ายคนรักน้องหมา

พระกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งการกุศล พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ ด้วยคำว่า "เสด็จแทนพระองค์อย่างเสมอมา" แสดงถึงความมุ่งมั่นที่ทรงมีต่อภารกิจรับใช้ประชาชนและพระมหากษัตริย์อย่างยิ่งใหญ่

ชี้ความเสี่ยงสูง–ไม่เคยมีมาก่อน ยอมรับไม่พอใจ ‘อียู’ ไร้น้ำใจตอบแทน พร้อมเสนอออกเงินกู้แทนแผนเดิม หวั่นกระทบความเชื่อมั่น ‘ยูโรโซน’

(6 ธ.ค. 68) เบลเยียมออกมาคัดค้านข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปที่ต้องการนำทรัพย์สินของรัสเซียมาใช้สนับสนุนยูเครน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ มักซิม เพรวอต (Maxime Prevot) ระบุว่าทางเลือกนี้มีความเสี่ยงสูงมากและไม่เคยมีประเทศใดดำเนินการมาก่อน ทำให้เบลเยียมไม่อาจเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว

เพรวอต กล่าวว่าเบลเยียมถูกขอให้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการใช้ทรัพย์สินรัสเซีย แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือหรือการสนับสนุนในระดับเดียวกันจากประเทศสมาชิกอื่นของสหภาพยุโรป เขาย้ำว่าปัญหานี้หาทางออกที่มั่นคงไม่ได้มานานหลายเดือนแล้ว สะท้อนว่าแนวทางที่เสนอมีจุดอ่อนอย่างมาก

เบลเยียมจึงยังคงผลักดันทางเลือกอื่น โดยเสนอให้สหภาพยุโรปออกเงินกู้จากตลาดทุนแทนการนำทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดไปใช้ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่าทรัพย์สินรัสเซียที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าราว 140,000 ล้านยูโร ซึ่งถูกแช่แข็งหลังการเริ่มปฏิบัติการทหารในยูเครนปี 2022

ขณะนี้ กว่า 200,000 ล้านยูโรของทรัพย์สินรัสเซียถูกเก็บไว้ในบัญชีต่าง ๆ ของยุโรป โดยส่วนใหญ่อยู่ที่สถาบันการเงิน Euroclear ในเบลเยียม ด้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่าหากยุโรปริบทรัพย์สินเหล่านี้จะถือเป็นการ “ขโมยทรัพย์สิน” และจะทำลายความเชื่อมั่นในยูโรโซนอย่างรุนแรง


ที่มา : Sputnik

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top