Friday, 5 June 2026
Hard News Team

“ลิซ่า” โพสต์รูปคู่ “กงยู” ครั้งแรก เฟรมเดียวฟาดทุกไทม์ไลน์ โมเมนต์ในฝันแฟนเกิร์ลทั่วโลก แฟน ๆ แห่แซวฝันสำเร็จแล้วแม่!

(8 ธ.ค. 68) ลิซ่า ลลิษา มโนบาล หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' โพสต์ภาพคู่กับพระเอกเกาหลีชื่อดัง 'กงยู' ลงอินสตาแกรมครั้งแรกจากงานเปิดตัวพื้นที่ใหม่ Louis Vuitton ที่ Shinsegae กรุงโซล เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2025 ก่อนภาพโพสต์ลงวันที่ 5 ธันวาคมตามเวลาท้องถิ่น

ภาพนี้กลายเป็นโมเมนต์ที่แฟนคลับทั่วโลกตื่นเต้นอย่างมาก เพราะลิซ่าเคยบอกไว้ว่าฝันอยากถ่ายรูปคู่กับ 'กงยู' สักครั้งในชีวิต งานนี้จึงเป็นเหมือนความฝันที่เป็นจริงท่ามกลางงานใหญ่ของแบรนด์ LV The Place Seoul ซึ่งรวมดาวดังระดับเอเชียทั้ง 'กงยู', 'จอนจีฮยอน', 'ชินมินอา', 'จองโฮยอน', 'J-Hope (BTS)' และ 'Felix (Stray Kids)'

ลิซ่าเคยบอกในรายการ 'Knowing Brothers' ว่า “'กงยู' คือสเปกเลย” และเมื่อสื่อถามฝั่งพระเอกชื่อดัง เขาก็ตอบอย่างเขิน ๆ พร้อมส่งลายเซ็นพร้อมข้อความขอบคุณลิซ่า “ขอบคุณที่ติดตามผลงานผมด้วยความรักแบบนั้น” สร้างความฟินให้แฟน ๆ อย่างมาก

เซ็ตภาพที่ลิซ่าโพสต์มีทั้งหมด 11 รูป ไฮไลต์คือภาพคู่กับ 'กงยู' ที่ใส่ชุดสูทโทนเข้มเรียบง่าย ดูอบอุ่น ในขณะที่ลิซ่าใส่ชุดโทนพาสเทลซีทรูจากคอลเลกชัน Spring/Summer 2026 ที่สื่อมองว่าเป็น 'Louis Vuitton Doll' ลุคสำคัญของงาน

แฮชแท็ก #LisaGongYoo ขึ้นเทรนด์หลายแพลตฟอร์ม ทั้งนี้เพราะทั้ง 'ลิซ่า' และ 'กงยู' ต่างเป็นแอมบาสเดอร์ Louis Vuitton ฝ่ายหญิงและชาย โมเมนต์นี้จึงไม่ใช่แค่ช่วงเวลาฟิน แต่ยังสะท้อนพลังซอฟต์พาวเวอร์เอเชีย และแรงบันดาลใจว่า "การเป็นแฟนเกิร์ล/แฟนบอยไม่ใช่เรื่องไร้สาระ" อย่างที่ 'ลิซ่า' กล่าวไว้ว่า "ถ้าเราตั้งใจทำความฝันของเรา สักวันหนึ่งอาจยืนระดับเดียวกับไอดอลได้"

อิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มากด้วยประสบการณ์งานด้านการปกครอง กำลังสำคัญขับเคลื่อนชลบุรีให้เติบโตมั่นคง

ในรอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา มีการปรับทีมผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับโจทย์การพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง 

หนึ่งในรายชื่อที่ถูกจับตามอง คือ “อิสรา เจริญชาศรี” ข้าราชการสายปกครองที่เติบโตมาจากทั้งระดับอำเภอ ส่วนกลาง และกรมการปกครอง ซึ่งได้รับการย้ายมาดำรงตำแหน่ง “รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี” ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 3513/2568 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป 

การมารับตำแหน่งครั้งนี้ไม่เพียงเติมเต็มทีมบริหารจังหวัดชลบุรีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเชื่อมั่นของส่วนกลางต่อบทบาทของชลบุรีในฐานะจังหวัดเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

ในเชิงภูมิหลังส่วนตัว อิสราเป็น “ชาวจังหวัดชลบุรีโดยกำเนิด” เติบโตจากเมืองที่มีทั้งเศรษฐกิจดั้งเดิม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ก่อนจะไปต่อยอดองค์ความรู้ในต่างประเทศ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขา Conflict Development and Security (MA) จาก University of Leeds ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การจัดการความขัดแย้ง และความมั่นคงเชิงสังคม ฐานวิชาการด้านนี้ทำให้เขามองเห็นทั้งภาพเชิงนโยบาย โครงสร้างปัญหา และพลวัตของผู้คนในพื้นที่ที่หลากหลายไปพร้อมกัน

เส้นทางในราชการของนายอิสราเดินอยู่บนสายงานมหาดไทยมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากบทบาทปลัดอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท และปลัดอำเภอเมืองชลบุรี ที่ทำให้ได้เรียนรู้การบริหารงานปกครองใกล้ชิดประชาชนในระดับอำเภอ จากนั้นก้าวสู่ตำแหน่งเลขานุการผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี (ในสมัยนายเสนีย์ จิตตเกษม) และเลขานุการรองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายประชา เตรัตน์) ก่อนขึ้นมาทำงานเชิงยุทธศาสตร์ในส่วนกลาง ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานการเมือง สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย รวมถึงตำแหน่งนายอำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นด่านหน้าสำคัญของงานปกครองท้องที่

ในระดับกรมการปกครอง อิสรา ยังผ่านงานบริหารที่มีความซับซ้อนหลากหลาย ทั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการกองการสื่อสาร ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารบุคลากร การสื่อสารภายในองค์กร และการสนับสนุนกำลังภาคประชาชนในนาม “อาสารักษาดินแดน” ทั่วประเทศ 

บทบาทเหล่านี้ทำให้เขาคุ้นเคยกับการทำงานเชิงระบบ การวางกลไกสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ และการประสานพลังระหว่างราชการกับประชาชนในสถานการณ์ที่หลากหลาย อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในมิติความมั่นคงควบคู่ไปกับการบริการประชาชน

เมื่อมองจากประสบการณ์ทั้งหมดมาถึงวันนี้ การที่ชลบุรีได้รองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นทั้ง “ลูกหลานชลบุรี” และ “ข้าราชการมหาดไทยสายปฏิบัติ-สายยุทธศาสตร์” ในคนเดียวกัน ย่อมน่าจับตาในแง่แนวทางการพัฒนาจังหวัด 

ในด้านหนึ่ง เขามีพื้นฐานเข้มแข็งด้านการบริหารความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเป็นต่อจังหวัดที่เป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรม และส่วนหนึ่งของพื้นที่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคตะวันออก 

ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ในงานบุคลากร การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับกำลังภาคประชาชน น่าจะช่วยให้เขาออกแบบกลไกการทำงานที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากขึ้น หากเขาสามารถดึงบทเรียนจากทั้งระดับอำเภอ ระดับกรม และระดับจังหวัดมาร้อยรวมกันได้อย่างลงตัว ก็มีโอกาสที่ชลบุรีจะเดินหน้าไปในทิศทางที่ “เติบโต มั่นคง และไม่ทิ้งคนในพื้นที่ไว้ข้างหลัง”
 

รีแบรนด์ ‘X’ ปั้นเป็นซูเปอร์แอปแบบ WeChat จีน รวมโซเชียลมีเดีย และระบบจ่ายเงินไว้ในที่เดียว เล็งให้เอ็กซ์เป็นศูนย์กลางชีวิตดิจิทัล และการเงินของโลกตะวันตก

(8 ธ.ค. 68) อีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เผยวิสัยทัศน์ล่าสุดว่า เขาต้องการเปลี่ยนเอ็กซ์ให้กลายเป็น “WeChat++” หรือซูเปอร์แอปเวอร์ชันอัปเกรด ที่รวมทั้งโซเชียลมีเดียและบริการการเงินไว้ในที่เดียว คล้ายกับแอป WeChat ของบริษัทยักษ์ใหญ่เทนเซนต์ (Tencent) ของจีน 

มัสก์ยก WeChat เป็นต้นแบบว่าเป็นแอปที่ “คนจีนใช้แทบทั้งชีวิตในแอปเดียว” ตั้งแต่คุยกัน โพสต์คอนเทนต์ ไปจนถึงโอน–จ่ายเงิน พร้อมชี้ว่า “นอกจีนยังไม่มีอะไรแบบ WeChat” โดย WeChat หรือชื่อท้องถิ่นว่า Weixin รวมทุกอย่างทั้งโซเชียล คอนเทนต์ ระบบจ่ายเงิน และมินิโปรแกรมจากผู้ให้บริการภายนอก ในขณะที่ Weixin อยู่ภายใต้ระบบเซ็นเซอร์เข้มงวดของจีน ส่วนเอ็กซ์ก็ถูกบล็อกไม่ให้ใช้งานในประเทศ

เขาย้ำว่าความคิดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด เพราะตั้งแต่รีแบรนด์ Twitter เป็น X ในเดือน ก.ค. 2023 มัสก์ก็พูดต่อเนื่องว่าอยากพัฒนาให้เอ็กซ์มีบทบาทใกล้เคียงกับ WeChat มากขึ้น และเชื่อมโยงกลับไปถึง “แผนดั้งเดิมของ X.com” ที่เขาฝันไว้ให้เป็นศูนย์กลางธุรกรรมการเงิน สำหรับการโอนและชำระเงินในโลกออนไลน์

ด้านบริการการเงิน เอ็กซ์เริ่มเดินเกมจริงจังมากขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยการจับมือกับ Visa เปิดตัวฟีเจอร์ด้านการเงินชื่อ X Money (คาดว่าจะเปิดใช้เต็มรูปแบบปลายปีนี้) เพื่อให้ผู้ใช้โอนเงินระหว่างกันผ่านบัตรเดบิต และโอนเข้าบัญชีธนาคารได้โดยตรง นอกเหนือจากฟังก์ชันโซเชียลเดิมที่มีอยู่บนแพลตฟอร์ม

พร้อมกันนั้น เอ็กซ์ยังทยอยเพิ่มความสามารถด้านคอลเสียงและวิดีโอ โดยมัสก์เชื่อว่าอนาคต “การโต้ตอบส่วนใหญ่จะกลายเป็นวิดีโอเรียลไทม์ร่วมกับเอไอ” ขณะที่ข้อความตัวหนังสือจะมีสัดส่วนลดลง เขาเผยว่าตอนนี้เอ็กซ์มีผู้ใช้งานต่อเดือนราว 600 ล้านบัญชี ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “คนที่อ่านตัวหนังสือ” จึงยังมีพื้นที่ให้ขยายฐานผู้ใช้กลุ่มใหม่ๆ ผ่านวิดีโอและบริการเสริมแบบซูเปอร์แอปที่เขากำลังเดินหน้าอยู่ในตอนนี้

“กองทัพไทยชี้ปฏิบัติการทางอากาศ มุ่งเป้าเฉพาะกำลังทหารกัมพูชา”

กองทัพบก​ แถลง​ สรุป​ ทหารเสียชีวิตเพิ่ม​รวม​ 2 นาย เจ็บ​ 8 นาย​ เฝ้าระวังสนาม​บิน​ ใช้ F-16 เร่งทำลายฐานยิงอาวุธไกล​ -​ ตึกกาสิโน​ กัมพูชา ลดความเสี่ยง​ ยังไม่ชัดมีBM 21 กี่พื้นที่​ เผย​ ผบ.ทบ.กำชับ​ ความปลอดภัยประชาชน​ -​ กำลังพล​
 
8 ธ.ค.2568-ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงสถานการณ์​ชายแดน​ไทย-​ กัมพูชาว่า​ การใช้อาวุธตอบโต้ยังคงเป็นไปตามแผนการเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ตามกฎการใช้กำลัง และมุ่งโจมตีพื้นที่เป้าหมาย​ ที่มีเจตนาคุกคามหรือกระทำต่อฝ่ายไทย​ นอกจากนี้ยังพบว่ากัมพูชามีการเตรียมความพร้อมของกำลังพลยุทโธปกรณ์และอาวุธยิงสนับสนุนเพิ่มเติม รวมไปถึงมีแนวโน้มว่ากัมพูชามีการระบุพิกัดการใช้อาวุธระยะไกลในเขตพื้นที่ตอนใน​ ครอบคลุมพื้นที่ใกล้สนามบินบุรีรัมย์ และบริเวณพื้นที่ใกล้โรงพยาบาล​ ในอำเภอปราสาทซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนถึง 30 กิโลเมตร

สำหรับบรรยากาศและท่าทีของกัมพูชาก่อนหน้านี้​ มักจะละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และแอบใช้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่ปฏิบัติงานของฝ่ายไทย รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางของฝ่ายไทย ทั้งนี้เป็นเครื่องบ่งชี้วัดทางกัมพูชาอาจจะต้องการให้กำลังพลทหารฝ่ายไทย ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดเหล่านั้น
 
ขณะที่การปฏิบัติที่สำคัญในห้วงเย็นวานนี้ ทางกองทัพภาคที่ 2 คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน มีการเร่งอพยพซึ่งการดำเนินการเป็นการปฏิบัติในพื้นที่ส่วนหลัง ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้มีการประสานกับฝ่ายปกครองและฝ่ายท้องถิ่นรวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะดำเนินการอพยพซึ่งปัจจุบันมีความสมบูรณ์แล้ว

ขณะที่เหตุการณ์ในช่วงกลางดึกวานนี้จนกระทั่ง​วันนี้ มีการยิงและเกิดการปะทะในหลายพื้นที่​ จนกระทั่งรุ่งเช้า​ และเริ่มมีการปะทะหนักขึ้นตั้งแต่เวลา 05.00 น. โดยทางฝ่ายกัมพูชามีการใช้ปืนเล็ก ปืนใหญ่​ อาวุธยิงสนับสนุนต่างๆเข้ามา​จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต​ในพื้นที่ช่องบก​ อ.น้ำยืน​ จ.อุบล​ราชธานี​ และยังพบหลักฐานว่าทางฝ่ายกัมพูชา ได้เปิดพื้นที่การปะทะเพิ่มเช่น ช่องอานม้า​ ปราสาทคนา​ ​​ ปราสาทตาควาย​ และปราสาทตาเมือนธม​ จ.สุรินทร์​ และห้วยตะมาเรีย​ จ.ศรีสะเกษ​ โดยฝ่ายไทยตอบโต้​ตามแผนเผชิญเหตุเน้นเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก เช่นฐานทหาร​ ที่ตั้งอาวุธจริงสนับสนุน​ พร้อมประสานขอรับการสนับสนุนการใช้อากาศยานของกองทัพอากาศ ในการปล่อยอาวุธ เพื่อยับยั้งการโจมตีของทหารกัมพูชา​ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการป้องกันตนเองหลังพบว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนต่อฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

“ขอเน้นย้ำว่าการใช้กำลังทางอากาศของฝ่ายไทยเป็นการปฏิบัติต่อเป้าหมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชาเท่านั้น​ กำจัดวงและขอบเขตความเสียหาย​ พร้อมยับยั้งการโจมตีอาวุธยิงสนับสนุนของกัมพูชาที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตแก่กำลังพลของฝ่ายไทย สำหรับการโจมตีการปล่อยอาวุธจากอากาศยานเป็นการโจมตีที่ค่อนข้างมีความแม่นยำสูง บริเวณแนวปะทะไม่กระทบต่อพลเรือน​ และที่สำคัญฝ่ายไทยจำเป็นจะต้องสกัดกั่นอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา​ ที่กำลังคุกคามคนไทย​ เนื่องจากการปะทะครั้งที่ผ่านมาเคยยิงใส่ในพื้นที่เป้าหมายทางพลเรือนของฝ่ายไทย​ ทำให้ประชาชนและที่อยู่อาศัยมีความเสียหาย เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก”

ถามว่า กรณีที่​ F- 16โจมตีพื้นที่กาสิโน​ เป็นที่ตั้งของอาวุธ​ชนิดใด​ โฆษกกองทัพบกระบุว่า​ เป็นทั้งสถานที่บังคับการและศูนย์การบังคับบัญชา​ของอากาศยานไร้คนขับ(โดรน)​ พร้อมย้ำว่า​ เป็นที่ตั้งของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ

พลตรีวินธัย​ กล่าวถึงยอดผู้เสียชีวิตในเบื้องต้นขอยืนยันมีข้อมูล​อย่างเป็นทางการเสียชีวิต​ 1 นาย และไม่เป็นทางการอีก1 นาย ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บขณะนี้มีจำนวน 8 นาย

ส่วนจะมีการขยายแนวไปที่กองทัพภาคที่ 1 หรือไม่​พลตรีวิธัย​ ปัจจุบันเป็นการตอบโต้เผชิญเหตุตามสถานการณ์มีเพียงข้อมูลตามที่ได้รายงานไปให้ทราบเท่านั้น

เมื่อถามว่าพลเอกพนา​ แคล้ว​ปลอด​ทุกข์​ ผู้บัญชาการทหารบก​ หรือ​ ผบ. ทบ. ได้สั่งการกำชับอะไรหรือไม่​ พลตรีวินธัย​ กล่าวว่า​ สถานการณ์พื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชาตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา​ ไม่ได้อยู่ในขั้นที่ไว้วางใจดังนั้นผบ.ทบ.ได้สั่งการให้หน่วยนั้นมีการเตรียมความพร้อม​ไว้ล่วงหน้าแล้ว​ พร้อมเตรียมการทางยุทธวิธีที่จะตอบโต้ภัยคุกคามที่ทางกัมพูชาทำ​ โดยเฉพาะการใช้อาวุธ รวมทั้งเป็นห่วงในเรื่องการบาดเจ็บและสูญเสียของกำลังพลฝ่ายไทย และคำนึงสูงสุดถึงการที่จะส่งผลกระทบต่อการบาดเจ็บและสูญเสียของประชาชน จนเป็นที่มาให้ทำลายเป้าหมายที่สำคัญสุดสุดคือต้องทำลายระบบอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา เพราะสิ่งนั้นไม่เพียงแต่กระทบต่อกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ของทหาร แต่มีโอกาสสูงที่จะกระทบต่อประชาชนของไทย

ถามถึงการป้องกันสถานที่สำคัญ​ เช่นสนามบิน​ โรงพยาบาล​ คลังอาวุธของไทย มีความพร้อมเพียงใด​ พลตรีวินธัย​ ยอมรับว่ามีการเตรียมการไว้ เครื่องมือแอนตี้โดรนสามารถสกัดกั้นได้อยู่อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่สำคัญจริงๆในทางทหาร มีการเตรียมการอยู่ในระบบปกติของราชการอยู่แล้ว

ส่วนประเมินความเสี่ยงของสนามบินอย่างไร พลตรีวินธัย​ กล่าวว่า​ หลักการใช้อาวุธจะต้องจำกัดขอบเขตในพื้นที่ชายแดน หากเกินพื้นที่ชายแดนสังคมโลกยอมรับไม่ได้ และเคยมีเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้มาแล้ว เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ในพื้นที่สนามบินค่อนข้างมีความห่างไกลพื้นที่การรบพอสมควร แต่ตามมาตรการทางทหารไม่ได้ประมาทมีมาตรการที่จะดูแลและป้องกันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าสถานการณ์ย้อนกลับไปเหมือนการสู้รบครั้งแรก​ เมื่อ 24-28 กรกฎาคม​ 2568​ใช่หรือไม่ พลตรีวินธัย​ กล่าวว่า​ ตอนนี้ตอบยาก การใช้กำลังของฝ่ายไทยยังเป็นไปตามการเผชิญเหตุ ยังอยู่ในกรอบและกติกาที่เป็นสากล การตอบโต้เป็นไปตามเหตุและผลอยู่ในระดับที่เหมาะสม

สำหรับการดูแลพื้นที่สวนหลังหรือการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เพิ่มเติมนั้นพลตรีวิธัยระบุว่า หน่วยทหารและฝ่ายปกครองได้ทำอย่างสมบูรณ์แล้วก่อนหน้านี้ ในช่วงเวลาฉะนั้นจะเห็นว่าในช่วงเย็นช่วงค่ำเมื่อวานนี้ สามารถอพยพได้เป็นไปตามเป้าหมาย​ และข้อกังวลในเรื่องนั้นจะน้อยกว่าคราวที่แล้ว

พลตรีวิน​ธัย​ กล่าวว่า​ การยิงBM 21 นั้น ในเชิงรุกจะต้องทำลายที่ตั้งยิงเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด ส่วนมาตรการเชิงรับจะใช้วิธีการอพยพคน พยายามที่จะทำให้ผลกระทบที่เกิดจากการใช้อาวุธนั้น​ ไม่เกิดกับความบาดเจ็บและความสูญเสียของประชาชน​ สำหรับเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีการยิง BM 21 ตกในพื้นที่เกษตรกรรม​ ไม่มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย แต่ต้องติดตามเป็นระยะ เนื่องจากมีการใช้อาวุธประเภทจรวด​กี่จุดกี่พื้นที่​
 

‘เขื่อนฮัตจี’ โครงการเขื่อนพลังงานน้ำ กั้นแม่น้ำสาละวินสำหรับผลิตไฟฟ้า ในเมือง ‘เมียง จี งู’ รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา ผลประโยชน์หรือสิ่งแวดล้อม??

ช่วงนี้เราจะกลับมาได้ยินข่าวเรื่องสารพิษตกค้างที่แม่น้ำกกกันมากขึ้นเพราะเข้าหน้าแล้งแล้ว  ว่าไปก็ทำให้คิดถึงเขื่อนฮัตจีที่เป็นโครงการกั้นแม่น้ำสาละวิน เอาเป็นว่าวันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องเขื่อนฮัตจีนี้ให้ทราบกันดีกว่าคะ

เขื่อนฮัตจี บริเวณโครงการเขื่อนพลังงานน้ำกั้นแม่น้ำสาละวินสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ตั้งอยู่ที่เมือง Myaing Gyi Ngu ใน Hlaing Bwe Township ในรัฐกะเหรี่ยงใกล้ชายแดนไทย โดยมีการลงนามข้อตกลง (MOU) ระหว่างบริษัท Sinohydro, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทย หรือ EGAT และฝั่งเอกชนของเมียนมา ตั้งแต่ปี 2006 เพื่อพัฒนาร่วมโครงการเขื่อนฮัตจี

แต่ทว่า ณ วันนี้ในปี 2025 เขื่อนฮัตจีก็ยังเป็นแค่แผนอยู่  ยังไม่มีการสร้างจริง  โดยถ้าใครตามข่าวในสื่อจะเห็นว่าเรื่องราวที่ลงสื่อคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  แต่ทว่าความจริงนั้นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหลักแต่เป็นทรัพยากรที่มีในบริเวณนั้น
.
มีรายงานการทำเหมืองและกิจกรรมขุดแร่ในลุ่มน้ำสาละวินและพื้นที่ใกล้เคียงกับเส้นทางที่จะเชื่อมไปยังพื้นที่ก่อสร้าง เขื่อนฮัตจี โดยรายงานหลายฉบับชี้ว่ามีเหมืองทอง เหมืองแรร์เอิร์ธ และกิจกรรมตัดไม้ที่บริหารจัดการโดยกองกำลังกะเหรี่ยงในพื้นที่

มีรายงานว่าหลายเหมืองเป็นของทุนจีนที่เข้ามาสัมปทานในพื้นที่โดยรายงานจาก NGO อ้างว่าเข้ามาติดต่อกับรัฐบาลทหารเมียนมา แต่จากข้อมูลที่ได้มาพบว่าไม่ได้มีทุนใดๆเข้ามาสนับสนุนการทำเหมืองในเขตกะเหรี่ยงนอกจาก KNU เป็นผู้บริหารจัดการเองทั้งหมด ส่วนรายงานจาก NGO ที่อ้างว่าเป็นทุนจีนนั่นนี่ ตามที่เอย่าได้ข้อมูลคือกลุ่มทุนจีนมีการทำเหมืองจริง แต่เป็นนอกเขตกะเหรี่ยง โดยพอสืบค้นข้อมูลผู้ทำข้อมูลเข้าไปลึกๆส่วนใหญ่คนทำวิจัยคือกลุ่มกะเหรี่ยงที่รับทุนตะวันตกมาทำเอกสารอ้างอิง ซึ่งนี่ก็ไม่น่าแปลกอะไรเพราะที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์พม่าก็เป็นฝ่ายผิด เป็นตัวร้ายในเรื่องราวของกะเหรี่ยงมาตลอด

สุดท้ายมีข่าวว่าฝั่งเมียนมาจะปัดฝุ่นโครงการเขื่อนฮัตจีอีกรอบ แต่รอบนี้ไม่ได้สร้างเพื่อเอาพลังงานเหมือนแต่ก่อน แต่รอบนี้สร้างเพื่อบริหารจัดการน้ำสำหรับป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นจากมวลน้ำในแม่น้ำสาละวินนั่นเอง  จากนี้คงต้องดูว่าการปัดฝุ่นครั้งนี้จะได้สร้างเขื่อนฮัตจีไหม หรือสุดท้ายเขื่อนฮัตจีนั้นไม่มีวันจะเป็นจริงเพราะผลประโยชน์มหาศาลที่ทับซ้อนอยู่นั่นเอง


เรื่อง : AYA IRRAWADEE

“ชอยกู” นำทีมคณะใหญ่เยือนเวียดนาม–ลาว หารือผู้นำการเมือง–กองทัพระดับสูง สัปดาห์หน้า พร้อมเยี่ยมอนุสรณ์วีรชน ‘นักบินโซเวียต’ ต่อยอดสัมพันธ์มั่นคงยาวนานหลายทศวรรษ

(8 ธ.ค. 68) เซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งรัสเซีย เตรียมนำคณะผู้แทนหลายหน่วยงานเดินทางเยือนเวียดนามและลาวในสัปดาห์หน้า โดยถือเป็นการเยือนเชิงปฏิบัติการ เพื่อพบหารือกับผู้นำการเมืองและผู้นำกองทัพระดับสูงของทั้งสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แถลงการณ์จากสภาความมั่นคงรัสเซียระบุว่า ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ โชย์กูมีโปรแกรมเข้าพบผู้นำด้านความมั่นคง หัวหน้าหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกองทัพ เพื่อพูดคุยประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคง กลาโหม และกฎหมาย รวมถึงการปรับตัวต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในกำหนดการยังรวมถึงการเดินทางไปวางพวงมาลาและเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานรำลึกวีรชนและนักบินโซเวียต ตลอดจนการเยี่ยมชมบางส่วนของโรงงานและสถานที่สำคัญในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคู่เจรจา ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ร่วมและความร่วมมือทางทหารที่สืบเนื่องยาวนาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เคยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับลาวที่ยืนยาวมาถึง 65 ปี ยังพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงมากก็ตาม โดยเขายังชื่นชมรัฐบาลลาวที่ช่วยรักษาและให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ร่วมระหว่างสองประเทศ เพราะมองว่าสิ่งนี้คือพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือในอนาคต


ที่มา : Sputnik

‘กองสลาก’ พับแผน "สลากเพื่อการออม" หลังกฤษฎีกา ปัดตกซื้อหวยไม่ถูกได้เงินคืน ชี้เกินอำนาจหน้าที่ สนง.สลากฯ ย้ำชัด ไม่มีหน้าที่ส่งเสริมการออม

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการออม ผ่านการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบ 6 หลักในรูปแบบดิจิทัล (L6) ที่มีแนวคิดคืนเงิน (Cash Back) ให้กับผู้ที่ไม่ถูกรางวัลเพื่อนำไปเป็นเงินออม ว่า โครงการดังกล่าว ยังไม่สามารถดำเนินการได้ หลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วินิจฉัยข้อกฎหมายว่าเป็นการดำเนินงานที่เกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

"กฤษฎีกาตีความแล้วว่า ทำไม่ได้ เป็นเรื่องที่เกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ ซึ่งถูกจัดตั้งมาเพื่อดำเนินกิจการสลาก ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมการออมโดยตรง" นายลวรณกล่าว

พร้อมยืนยันว่า กระทรวงการคลัง ยังมีช่องทางหรือโครงการในการส่งเสริมการออมในรูปแบบอื่น ๆ ที่เดินหน้าได้ตามปกติ เช่น สลากกองทุนการออมแห่งชาติ (สลาก กอช.) ซึ่งขณะนี้เตรียมเปิดจำหน่ายในเดือน ม.ค.69 รวมถึงมาตรการส่งเสริมการออมใหม่อีก 4-5 แนวทาง ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกทางเลือกที่มีประโยชน์ต่อประชาชน
 

ทัพเทคบอลไทยกวาด 2 แชมป์โลกกลางโรมาเนีย คว้า 2 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง เตรียมลุยต่อในซีเกมส์ที่ชลบุรี

(8 ธ.ค. 68) ทัพเทคบอลทีมชาติไทย สร้างชื่อเสียงระดับโลกอีกครั้งที่โรมาเนีย คว้าถึง 2 แชมป์โลก ในการแข่งขันเทคบอลชิงแชมป์โลก 2025 ที่เมืองโอดอร์เฮอู เซกุยเอสค์ ประเทศโรมาเนีย พร้อมกับเก็บเหรียญรวมสูงสุด 5 เหรียญ ได้แก่ 2 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง ลั่นสถานะมหาอำนาจเทคบอลโลก

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–7 ธันวาคม 2568 มี 5 ประเภทแข่งขันหลัก ทั้งเดี่ยวและคู่ชาย-หญิงและคู่ผสม ท่ามกลางการเชียร์จากแฟนกีฬาหลายชาติ ทั้งนี้ ทีมชาติไทยในฐานะแชมป์เก่าจากปี 2024 ที่เวียดนาม มีเป้าหมายป้องกันแชมป์และยืนยันความแข็งแกร่งบนเวทีโลกอีกครั้ง

'หยก' จุฑาทิพย์ กันทะธง มือ 1 โลกประเภทเดี่ยวหญิง โชว์ฟอร์มสุดยอดคว้าแชมป์โลก 2 ประเภท ทั้งเดี่ยวหญิง และคู่หญิงกับ 'นิด' สุภาวดี วงศ์คำจันทร์ คู่มือ 1 ของโลก โดยเฉพาะในรอบชิงชนะเลิศเดี่ยวหญิง เธอเอาชนะมือ 2 โลกเจ้าภาพโรมาเนียได้ด้วยสกอร์ 2-1 เซต เผยว่า "นี่คือชัยชนะที่ยืนยันว่าอันดับ 1 โลกของฉันไม่ได้มาเพราะกระแส แต่ด้วยฝีมือและความสม่ำเสมอ"

นอกจากนี้ ทีมไทยยังคว้าเหรียญเงินจากประเภทคู่ชายและคู่ผสม และเหรียญทองแดงจากเดี่ยวชาย แสดงให้เห็นศักยภาพและความลึกของทีม ขณะเดียวกันเตรียมลุยต่อในซีเกมส์ 2025 ที่ชลบุรีเกือบครบชุด พร้อมเป้าหมาย "ต่อยอดจากเวทีโลกสู่เวทีภูมิภาค"

เทคบอลกีฬาใหม่ที่ผสมผสานทักษะฟุตบอลและตะกร้อบนโต๊ะโค้ง ชี้เป็นสนามใหม่ที่ไทยรับมือได้ดีและอาจเป็นแหล่งเหรียญทองสำคัญของประเทศในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top