Saturday, 6 June 2026
Hard News Team

“วันคนพิการสากล ประจำปี 2568” เชิดชูเกียรติคนพิการต้นแบบ - หนุน 2 MOU ขยายโอกาสคนพิการสร้างอาชีพ พร้อมใช้นวัตกรรมภูมิสารสนเทศ

(3 ธ.ค. 68) นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวรายงาน พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการต้นแบบ ประจำปี 2568 และสื่อมวลชนสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมคนพิการ ประจำปี 2568 อีกทั้งเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ 2 ฉบับ ได้แก่ 1) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ 2) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU ) ว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วยนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) , คณะผู้บริหารกระทรวง พม. , สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย , องค์การคนพิการแต่ละประเภท , ภาคีเครือข่ายคนพิการ , คนพิการ , ผู้ดูแลคนพิการ , ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายอัครา กล่าวว่า ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล และประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้ให้ความสำคัญในการจัดงานวันคนพิการสากลมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2568 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” (Fostering disability inclusive societies for advancing social progress) วันนี้ (3 ธ.ค. 68) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้ประเด็นหลักขององค์การสหประชาชาติ และคำนึงถึงการเข้าถึงและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึง โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ 1) นิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 2) พิธีรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการ และหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำปี 2568 จำนวนกว่า 500 รางวัล 3) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 4) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วยนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) 5) การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 โดย ผู้แทนจาก United Nations (UN) และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย 6) การเปิดตัวกิจกรรม Kick off "ภารกิจเร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ" และ 7) นิทรรศการนำเสนอผลงานวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรมด้านคนพิการ และผลงานที่เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ  

สำหรับสื่อมวลชนสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมคนพิการ ประจำปี 2568 ที่ได้รับประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชู ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย , ไทยรัฐ กรุ๊ป , สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD , สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT , สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก , สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD , สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย , อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 , บ้านเมืองออนไลน์ และ THAILAND PLUS

นายอัครา กล่าวว่า สำหรับงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 นั้น กระทรวง พม. มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานดูแล “คนพิการ” ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ เข้าถึงสิทธิสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด และมีโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนภารกิจ “เร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ” ซึ่งมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ใน 3 ประเด็น ดังนี้ 1)  บูรณาการขับเคลื่อนมาตรการและแนวทางการลดรายจ่าย การสร้างรายได้ โดยการส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาอาชีพคนพิการ 2) ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐและสถานประกอบการ เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการได้ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และ 3) พลิกโฉม One Stop Service : จุดเดียวจบครบถึงเบี้ย ด้วยการพัฒนาระบบการให้บริการคนพิการแบบเบ็ดเสร็จ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนา 3 ระบบสำคัญ คือ การประเมินและรับรองความพิการ , การออกบัตรประจำตัวคนพิการ และการยื่นคำขอรับสวัสดิการเบี้ยความพิการ เพื่อให้คนพิการสามารถรับบริการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้องของข้อมูลคนพิการเพื่อการใช้งานร่วมกัน นอกจากนี้ ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศนั้น มีการจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้ประเด็นหลักขององค์การสหประชาชาติเช่นเดียวกัน ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 - มกราคม 2569 โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (สนง.พมจ.) และศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 76 จังหวัด บูรณาการความร่วมมือในการจัดงานฯ กับจังหวัด และหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 

นายอัครา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการทั่วประเทศ จำนวน 3,880,608 คน ซึ่งกระทรวง พม. มีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนในเรื่องของสิทธิคนพิการ เพื่อส่งเสริมให้คนพิการและครอบครัวคนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง โดยการปรับหลักเกณฑ์การประเมินความพิการ ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้หลักเกณฑ์ทางกายภาพส่งผลให้คนพิการส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงหลักเกณฑ์และไม่สามารถทำบัตรประจำตัวคนพิการ ทำให้ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการจากภาครัฐ ทั้งนี้ สิ่งที่ตนมุ่งมั่นและตั้งใจจะขับเคลื่อนงานเพื่อให้คนพิการและครอบครัวคนพิการได้เข้าถึงสิทธิมากที่สุด คือการปรับหลักเกณฑ์การประเมินความพิการ จากทางกายภาพเป็นทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังจะปรับเบี้ยความพิการให้เป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนพิการ อย่างไรก็ตาม กระทรวง พม. พร้อมเคียงข้างคนพิการ และพัฒนาศักยภาพของคนพิการ ส่งเสริมให้มีอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับครอบครัวคนพิการ เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างความเสมอภาคให้กับทุกคน และเป็นการส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงสิทธิได้มากที่สุด

ขยับสถานะสู่สมาชิก BRICS เต็มตัว พร้อมชวนอินเดียร่วมเจ้าภาพต้านสแกมฯ ถกความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก สถานการณ์เมียนมา และชายแดนไทย-กัมพูชา

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศไทยเผยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายซุปรามณยัม ไชชานการ์ รมว.ต่างประเทศอินเดีย โดยไทยได้ขอการสนับสนุนจากอินเดียให้ช่วยผลักดันความต้องการของไทย ในการยกระดับจาก “รัฐภาคีหุ้นส่วน” ขึ้นเป็น “สมาชิกเต็มรูปแบบ” ของกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะในช่วงที่อินเดียจะทำหน้าที่ประธาน BRICS ในปี 2026

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือประเด็นนโยบายต่างประเทศท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะมิจฉาชีพออนไลน์ และการช่วยเหลือเหยื่อชาวอินเดียที่ได้รับผลกระทบบนแผ่นดินไทย ไทยได้เชิญอินเดียเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ “Global Partnerships to Combat Online Scams” ที่กรุงเทพฯ วันที่ 17–18 ธันวาคม 2025 พร้อมแสดงความสนใจจะเป็นเจ้าภาพร่วมในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และสถานการณ์ในเมียนมาที่ส่งผลต่อเสถียรภาพชายแดนและความมั่นคงมนุษย์ของภูมิภาค ซึ่งทั้งไทยและอินเดียต่างมองว่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือด้านการทูตและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมควบคู่กันไป

สำหรับกลุ่ม BRICS จัดตั้งขึ้นในปี 2006 เดิมมีสมาชิกหลัก 5 ประเทศ คือ รัสเซีย บราซิล อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ปัจจุบันขยายรวมอียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย ขณะที่ไทย เบลารุส โบลิเวีย คาซัคสถาน คิวบา มาเลเซีย ยูกันดา และอุซเบกิสถาน เพิ่งได้รับสถานะ “รัฐภาคีหุ้นส่วน BRICS” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2025 และกำลังก้าวต่อไปสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบในอนาคต


ที่มา : Sputnik
 

ภารกิจใหญ่ “ศักดิ์ศรีทัพลูกยางไทย” สมาคมฯ เคาะ 20 สาวตบ ก่อนตัดตัวเหลือ 14 คน ลุยมหกรรม “ซีเกมส์ 2025”

(3 ธ.ค. 68) สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยประกาศรายชื่อนักตบลูกยางสาวทีมชาติไทย จำนวน 20 คนชุดแรกสำหรับแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ "ป้องกันเหรียญทอง" ในสนามบ้านตัวเอง

ทีมภายใต้การคุมทัพของ "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร จะเก็บตัวฝึกซ้อมเข้มข้นที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กกท. พร้อมตรวจความพร้อมร่างกายและแท็กติก ก่อนตัดตัวเหลือ 14 คนที่คาดว่าจะประกาศในวันที่ 7 ธันวาคม 2568

รายชื่อ 20 คนประกอบด้วยแกนหลักซึ่งผ่านประสบการณ์ระดับโลก เช่น 'ชัชชุอร โมกศรี', 'อัจฉราพร คงยศ' และ 'พิมพิชยา ก๊กรัมย์' รวมทั้งดาวรุ่งไฟแรงที่ผ่านสนามแข่งนานาชาติในปีนี้ จุดมุ่งหมายคือสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์กับความสด พร้อมรับมือโปรแกรมแข่งขันที่เข้มข้น

ซีเกมส์ 2025 คือเวทีสำคัญที่ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจะเผชิญความกดดันสูงสุดจากการเป็นเจ้าภาพ และการพัฒนาทีมคู่แข่งในภูมิภาค แฟนกีฬาไทยจึงหวังว่า "ไทยต้องเก็บเหรียญทองให้ได้" เพราะเป็นทั้งศักดิ์ศรีและอนาคตของวงการวอลเลย์บอลไทย

โดยภาพรวม ทีมดังกล่าวถือเป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์ในบ้าน หากการเตรียมพร้อมลงตัวและสภาพร่างกายของผู้เล่นหลักดีเพียงพอ ความสำเร็จที่รออยู่จึงไม่ไกลเกินเอื้อม

อันต่ำเตี้ยของพรรคการเมืองไทย ศาลตัดสินแล้วว่าผิด แต่ก็ยังใช้เอกสิทธิ์ ทำงานกินเงินเดือนต่อ

ถึงวันนี้ เด็กวัยรุ่น วัยเรียน รวมถึงผู้ใหญ่ “คิดน้อย” จำนวนหนึ่งที่อยากมีที่ยืนในสังคมและเคยออกไปร่วม “ชูสามนิ้ว” จาบจ้าง ล่วงละเมิด ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ตามท้องถนน คดีถึงที่สุดแล้วหลายคน โดนกันไปคนละหลายปี กรรมไล่ล่าทันในชาตินี้ ต่างเดินคอตกเข้าคุกรายวัน ชีวิตดับมืดเพราะหลงเชื่อคำปลุกปั่น ยกยอ แผนร้ายหลอกใช้ให้มาทำผิด 112  

เมื่อเลือกจะเป็นเหยื่อ ก็อย่าร้องคร่ำครวญเวลาต้องนอนในตะราง

เหยื่อผู้หลงผิด บ้างมาขอโอกาส ก็รีบเอาตัวออกห่าง “พรรคการเมืองปีศาจ” และก็มีไม่น้อยก่อนที่คดีจะสิ้นสุด ศาลเห็นใจให้ประกันตัวออกมาโดยหวังว่าจะสำนึก กลับใจเป็น “พลเมืองที่คิดเป็น” ของประเทศชาติ แต่เปล่าเลย ไปกระทำผิดซ้ำ ๆ เพิ่มโทษเพิ่มคดีอีกไม่รู้เท่าไหร่

เมื่อศาลหมดความเห็นใจยกเลิกการให้ประกันตัวเหยื่อไร้สำนึก ฝ่าย “ลัทธิตี๋เกลียดกษัตริย์” ก็รีบไปปลุกปั่นให้ “สามกีบสมองกลวง” กล่าวหาว่าศาลนั้นเป็นอันตราย และพุ่งโจมตีว่ามาตรา 112 เป็นปัญหาต่อสังคมไทย สมควรต้องยกเลิก หรือช่วยกันกระทืบให้อ่อนปวกเปียกเหมือนมะเขือเผา เพื่อที่ “สามกีบสมุนตะวันตก” จะได้เคี้ยวและกลืนสถาบันลงคอไปได้ง่าย ๆ

เหยื่อ ที่เป็นสามัญชนคนธรรมดา ติดคุกรายวัน เพราะไม่มี “เอกสิทธิ์” คุ้มครอง ผิดกับ “นักการเมืองสามกีบ” ขนาดศาลตัดสินว่าผิดจริง ต้องโทษจำคุกหลายปี แต่ก็ยังแสดงออกถึงการเป็นคนไร้ศักดิ์ศรี ไร้จริยธรรม ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างน่าละอาย หน้าด้านใช้ “เอกสิทธิ์ สส.” คุ้มครองตนเองให้ทำงานกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนต่อไปหน้าตาเฉย เปลือยธาตุแท้ให้เห็นว่าไม่ได้แคร์ประชาชน ไม่ได้แคร์สังคม ไม่ได้แคร์เกียรติยศของตนเอง

คดีเดียวกัน แสดงพฤติกรรมเลว ๆ เหมือนกัน แต่การเป็น สส. ทำให้ไม่ต้องติดคุก จึงรีบฉวยใช้โอกาสของการอยู่นอก “กรงขังกีบ” เร่งหาวิธีแก้กฎหมาย หวังให้พวกพ้องที่โดนคดี 112 พ้นผิดแบบเท่ ๆ 

ประเทศไทยถ้าอยากเจริญ ควรยกเลิก “เอกสิทธิ์บาป” นี้ก่อนโดยเร็ว มิเช่นนั้น “สส. โจร” จะไม่มีทางเข็ดหลาบ แต่ใครล่ะจะจริงใจมาแก้กฎหมายให้สังคมไทยได้ประโยชน์ ประเทศไทยจะมีนักการเมืองที่คิดดีเช่นนี้สักคนจริง ๆ หรือ?

คงจะเป็นไปได้ยากสำหรับประเทศไทย


โดย : แจ็ค รัสเซล

ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ถูก ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท” ย้ำงานข่าวยืนบนข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ

(3 ธ.ค. 68) นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กว่าเมื่อฉันถูกผู้ว่าฯ แบงก์ชาติแจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท”

สามทศวรรษในวิชาชีพสื่อมวลชนสอนดิฉันว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่อำนาจรัฐ

แต่คือ ‘ความกลัว’ ที่ทำให้สื่อไม่กล้าพูดความจริง

วันนี้ ดิฉันเผชิญคดีหมิ่นประมาทจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดิฉันเคารพสิทธิของทุกคนที่จะดำเนินคดี หากเห็นว่าตนเสียหาย เพราะกฎหมายคือกลไกพิสูจน์ความจริงในสังคมประชาธิปไตย

และดิฉันก็พร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยความเชื่อมั่น เชื่อมั่นว่า งานข่าวต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง เชื่อมั่นว่าการนำเสนอเพื่อประโยชน์สาธารณะคือหัวใจของสื่อ เชื่อมั่นว่าการคุ้มครองแหล่งข่าวคือเส้นแดงที่สื่ออาชีพไม่มีวันข้าม และเชื่อมั่นว่าความสุจริตจะยืนยงกว่าความหวาดกลัวทุกชนิด

บทความทุกชิ้นที่ดิฉันเขียน ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เขียนทุกบรรทัดด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยหลักคิดที่ยึดมั่นเสมอมาว่า

‘สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ไม่ใช่เป็นบริวารของอำนาจ’

คดีนี้จะไม่ทำให้ดิฉันถอย ตรงกันข้าม มันย้ำให้จำว่า อิสระของสื่อคือหนึ่งในเสาหลักของสังคมประชาธิปไตย และตราบใดที่ดิฉันยังอยู่ในวิชาชีพนี้ จะทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยศักดิ์ศรีมและไม่ปล่อยให้ความจริงถูกกลบด้วยความกลัว จากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น

ขอบคุณทนายเชาว์ มีขวด ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและช่วยว่าความคดีนี้



 

ภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ของ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ รวมหน่วยงานรัฐ-จิตอาสา เป็นหนึ่งเดียว อยู่กับผู้ประสบอุทกภัยตลอดทั้งวันทั้งคืน

(3 ธ.ค. 68) “เสธ.หิ” ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกฯ เล่าเบื้องหลังภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเมื่อ 24 พ.ย. 2568 ให้ดูแลสถานการณ์น้ำท่วมสงขลา เพียงวันถัดมา 25 พ.ย. ก็รีบลงพื้นที่ทันที ขณะที่ “เสธ.หิ” เดินทางล่วงหน้าไปจัดเตรียมการประชุมทางไกลระหว่างหาดใหญ่กับทำเนียบรัฐบาล เพื่อประสานงานรับมือเหตุการณ์

เมื่อถึงหาดใหญ่กลับพบว่าหน่วยงานจังหวัดยังไม่ได้เตรียมระบบประชุมทางไกลไว้พร้อมที่สุด กลายเป็นฝ่ายทหาร โดยกองบิน 56 หาดใหญ่ ที่จัดห้องประชุมออนไลน์เชื่อมกับทำเนียบฯ ไว้เรียบร้อย มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กห. เป็นประธาน เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางมาถึงจึงตัดสินใจเข้าร่วมประชุมที่ บน.56 พร้อมนำข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้าพูดคุยวางแผนร่วมกับฝ่ายทหารทันที

ข้อมูลก่อนประชุมสะท้อนปัญหาว่าแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไม่มีเจ้าภาพสั่งการกลาง ร.อ.ธรรมนัส จึงขออนุญาตนายกรัฐมนตรีรับหน้าที่กำกับสั่งการเอง ก่อนออกคำสั่งจัดโครงสร้างบัญชาการใหม่ ใช้แนวทางรถไฟแบ่งหาดใหญ่ออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก มอบ มทภ.4 เป็นผบ.เหตุการณ์ฝั่งตะวันออก ส่วนฝั่งตะวันตกรวมสนามบินหาดใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส กำกับเอง โดยมีหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ เป็นลูกมือ พร้อมเร่งให้กองทัพภาค 4 หน่วยทหารพัฒนา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเร่งด่วน

หลังสั่งการโครงสร้างกลางเรียบร้อย ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่ทันทีตั้งแต่ก่อนเที่ยงจนถึงเที่ยงคืน โดยตั้งศูนย์อำนวยการกรมชลประทานที่ รร.ซิกเนเจอร์ หาดใหญ่ ขณะตัวเขาเองลุยภาคสนามต่อเนื่องจนสามารถอพยพประชาชนในโซนสนามบินนอก ซึ่งรถเข้าไปถึงได้ยาก ออกมาได้ราว 550 คน นำส่งศูนย์พักพิง รร.หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ และส่งผู้ป่วยต่อไปยัง รพ.สนามหน้าสนามบินหาดใหญ่ พร้อมประสานฝนหลวง–เฮลิคอปเตอร์–เครื่อง C-130 ลำเลียงอาหาร อุปกรณ์แพทย์ และสับเปลี่ยนบุคลากรให้โรงพยาบาลที่ถูกตัดขาด

อีกด้านหนึ่ง ศูนย์อำนวยการยังพยายามเจาะเข้าเขต 8 พื้นที่ชั้นในที่กระแสน้ำเชี่ยวจัดจนเข้าไม่ถึง โดยได้รับการสนับสนุนทีมเจ็ตสกีจากสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย และทีมของ รมว.วัฒนธรรม ที่ลงพื้นที่ช่วยสำรวจเส้นทางและนำอาหารเข้าไป แม้หลายจุดยังเข้าไม่ได้เพราะน้ำแรงและมืดค่ำ แต่ก็ได้ข้อมูลสำคัญไปวางแผนวันต่อไป ภารกิจของ ร.อ.ธรรมนัส ในวันนั้นจบลงด้วยมื้ออาหารแรกเวลาประมาณ 01.00 น. ก่อนเตรียมประชุมต่อเช้าวันที่ 26 พ.ย. ซึ่ง “เสธ.หิ” ทิ้งท้ายว่าจะเล่าตอนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นดราม่าหน่วยซีลที่ถูกวิจารณ์ในโซเชียลอย่างหนัก

คณะนักเรียนผู้แทนประเทศไทย คว้า 1 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน การแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 22 ประเทศรัสเซีย

(3 ธ.ค. 68) การแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568​ (IJSO 2025) ระหว่างวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน - วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ณ เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมีนักศึกษาจาก 24 ประเทศเข้าร่วม

สำหรับการแข่งขันประกอบด้วย 3 รอบ (แบบเลือกตอบ ทฤษฎี และปฏิบัติ) ในรอบเลือกตอบ ผู้เข้าแข่งขันต้องตอบคำถาม 30 ข้อ (ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ข้อละ 10 ข้อ) ในรอบทฤษฎี ผู้เข้าแข่งขันต้องสอบวัดความรู้ทั้งสามวิชา ส่วนในรอบปฏิบัติ (ทดลอง) ผู้เข้าแข่งขันต้องดำเนินโครงการวิจัยที่ต้องใช้ความรู้พื้นฐานทางฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา

โดยประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันจะส่งนักเรียนและครูผู้สอนสูงสุด 6 คน การแข่งขันนี้เป็นหนึ่งในการแข่งขัน วิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติที่สำคัญสำหรับเยาวชน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและวิชาการ ค้นพบและบ่มเพาะเยาวชนผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

ทั้งนี้ ผลงานของนักเรียนที่เป็นผู้แทนประเทศไทย ได้รับรางวัล 1 เหรียญทอง และ 5 เหรียญเงิน จากการแข่งขันในครั้งนี้ 


 

ใครตกหล่นคนละครึ่งพลัสเฟสแรก เตรียมรับสิทธิ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ธ.ค. 68 นี้ ติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง และยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ ให้พร้อม คาด!! ใช้ซื้อของร้านค้าคนละครึ่งทั่วไทย ม.ค. 69

ข่าวดีส่งท้ายปี 68! อัปเดตความคืบหน้าจากกระทรวงการคลัง "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" พร้อมแจกเงินอีกรอบ 4,000 บาท ให้ผู้ที่พลาดจากเฟสแรก และเติมเงินเพิ่มให้คนใช้สิทธิครบ คาดสแกน QR Code ถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่ง ได้ทั่วไทย เดือนมกราคม 2569 ยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ เป๋าตัง เช็กคุณสมบัติและวิธีเตรียมตัวให้พร้อมก่อนใครที่นี่

ภายหลังจากที่โครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟสแรก" ได้เริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจไทยไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2568 โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินช่วยเหลือครึ่งหนึ่ง 50% ของยอดใช้จ่าย ล่าสุดได้มีสัญญาณชัดเจนถึงความต่อเนื่องของโครงการ โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนที่ลงทะเบียนไม่ทัน หรือเปิดใช้งานไม่ทันตามกำหนดในเฟสแรก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมายืนยันด้วยตนเองถึงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับผู้ที่ตกหล่นสิทธิ โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหา เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม คาดการณ์ว่าการลงทะเบียน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" จะมีรูปแบบที่ไม่แตกต่างจากเฟสแรกมากนัก ซึ่งหมายความว่าผู้ที่พลาดโอกาสครั้งที่แล้ว มีสิทธิลุ้นรับเงินเต็มจำนวน 4,000 บาท ในรอบนี้

จากการรายงานของ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" จะสามารถ เริ่มต้นใช้งานได้จริงในช่วงเดือนมกราคม 2569

รายละเอียดโครงการทั้งหมดคาดว่าจะถูกสรุปและจัดทำรายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 นี้ เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัวลงทะเบียนและใช้จ่ายเงิน 4,000 บาท ในต้นปีหน้า

เพื่อให้การใช้จ่ายหมุนเวียนและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย แนวคิดการจัดสรรสิทธิใน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ได้กำหนดไว้สำหรับ 2 กลุ่มผู้ใช้สิทธิหลัก ดังนี้

กลุ่มที่ 1: ผู้เคยร่วม "คนละครึ่งพลัส" เฟสแรก
ได้รับวงเงินเพิ่มเติม: หากใช้สิทธิครบ 2,000 บาทแล้ว รัฐบาลจะพิจารณาเติมเงินเพิ่มให้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายต่อเนื่อง

กลุ่มที่ 2: ผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมเฟสแรก
ได้รับวงเงินเต็มจำนวน 4,000 บาท: ต้องลงทะเบียนใหม่ใน เฟส 2 เพื่อรับสิทธิอย่างสมบูรณ์

คุณสมบัติหลักของผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการยังคงเข้มงวดตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างโปร่งใส

-เป็นผู้มีสัญชาติไทย
-มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
-มีบัตรประจำตัวประชาชน
-ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ตามฐานข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568)
-ไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืน ในโครงการของรัฐบาลก่อนหน้า (รวมถึงโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1-5)

สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้งาน หรือต้องการเตรียมความพร้อมก่อนการลงทะเบียน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ที่จะมาถึง การติดตั้งและยืนยันตัวตนผ่าน "แอปพลิเคชัน เป๋าตัง" คือขั้นตอนสำคัญที่สุด

ดาวน์โหลดแอปฯ: ค้นหา "เป๋าตัง" ใน App Store หรือ Google Play/Play Store (รองรับ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iOS 15.0 ขึ้นไป) แล้วเลือก "ติดตั้ง" โดยธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ดูแลระบบแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การใช้งานปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

เปิดแอปฯ และให้ความยินยอม: เปิดใช้งานและกดให้ความยินยอมในการจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน: เตรียมบัตรประชาชนให้พร้อม และถ่ายรูปหน้าบัตร

ตรวจสอบข้อมูล/รับ OTP: ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์มือถือเพื่อรับรหัส OTP 6 หลัก แล้วใส่รหัสที่ได้รับ 

กรอกข้อมูลและเลือกยืนยันตัวตน: กรอกข้อมูลบัตรประชาชนให้สมบูรณ์ และเลือกช่องทางยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย
 

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากจีน เตรียมนำ “แท็กซี่บินได้” ไร้คนขับ เข้ามาเปิดบริการในไทย พร้อมนำร่อง ปี 2569 ทดลองบิน 100 ลำ ใน 20 พื้นที่

(3 ธ.ค. 68) อี้หาง อินเทลลิเจนต์ (EHang Intelligent) บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้านการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และพันธมิตรท้องถิ่น ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง (AAM) ในพื้นที่ทดลองในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ โดยพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นทดสอบการบินด้วยตนเองบนยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่ง (eVTOL) หรือ "แท็กซี่บินได้" ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส (EH216-S) ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำระบบการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงมาใช้เชิงพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส ผลิตภัณฑ์เรือธงของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ได้รับใบรับรองประเภทอากาศยาน (TC) ใบอนุญาตการผลิต (PC) และใบรับรองสมควรเดินอากาศมาตรฐาน (AC) สำหรับยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่งขนส่งผู้โดยสารแบบไร้คนขับฉบับแรกของโลกจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) โดยในปี 2025 สายการบินที่ให้บริการอากาศยานรุ่นดังกล่าวได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (OC) สำหรับอากาศยานพลเรือนบรรทุกผู้โดยสารไร้คนขับล็อตแรกของประเทศ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน

อี้หาง อินเทลลิเจนต์ ดำเนินการพัฒนาในตลาดไทยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การบินโดยสารครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยการบินในพื้นที่ทดลองครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความก้าวหน้าในฉากทัศน์การบินภายในเมือง แต่ยังเน้นย้ำถึงจุดเด่นเฉพาะของแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส เหมาะสมต่อการเดินทางในเมืองและการท่องเที่ยวเพื่อการชมวิวในไทย

ในอนาคต อี้หาง อินเทลลิเจนต์จะร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ขยายพื้นที่ทดลองบินไปยังปลายทางยอดนิยมอย่างพัทยา ภูเก็ต และเกาะสมุย เพื่อสร้างเครือข่ายเส้นทางการบินระดับต่ำที่หลากหลาย

หลังการทดลองบิน มนัทเปิดเผยว่าแท็กซี่บินได้ไร้คนขับสามารถรับผู้โดยสารจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมือง และยังสามารถให้บริการแบบจุดต่อจุดได้ และยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการท่องเที่ยวหรือการเดินทางแม้ในพื้นที่ท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ของไทย มอบตัวเลือกที่สะดวก ปลอดภัย และสบายยิ่งขึ้นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสำนักงานฯ จะยึดหลักกำกับดูแลควบคู่การบริการ เปิดพื้นที่ทดลองบินมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและกฎระเบียบด้านการดำเนินงานของการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีและการกำกับดูแลอุตสาหกรรมให้พัฒนาไปพร้อมกัน

เลือง ฟาม (Luong Pham) ผู้ก่อตั้งแอเรียล ซี เวนเจอร์ส (Aerial Sea Ventures) ผู้ให้บริการแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอสในไทย กล่าวว่าบริษัทมีแผนจะส่งอากาศยานไร้คนขับของอี้หาง อินเทลลิเจนต์มากกว่า 100 ลำบินในพื้นที่ทดลองบินกว่า 20 แห่งทั่วไทยภายในสิ้นปี 2569 ผ่านการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสำนักงานฯ พร้อมคาดหวังว่าการเปิดเส้นทางบินจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมืองจะสำเร็จในเร็ววัน เพื่อผลักดันการพาณิชย์และการขยายขนาดของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง

หยาง เจียหง ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ระบุว่าอี้หางจะสนับสนุนรัฐบาลไทยและสำนักงานฯ ในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลและการดำเนินงานของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงในไทยต่อไป ผ่านการบินโดยสารในพื้นที่ทดลองภายใต้ฉากทัศน์การใช้งานที่สำคัญในเมืองต่างๆ อย่างกรุงเทพฯ

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากจีน เตรียมนำ “แท็กซี่บินได้” ไร้คนขับ เข้ามาเปิดบริการในไทย พร้อมนำร่อง ปี 2569 ทดลองบิน 100 ลำ ใน 20 พื้นที่

(3 ธ.ค. 68) อี้หาง อินเทลลิเจนต์ (EHang Intelligent) บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้านการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และพันธมิตรท้องถิ่น ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง (AAM) ในพื้นที่ทดลองในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ โดยพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นทดสอบการบินด้วยตนเองบนยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่ง (eVTOL) หรือ "แท็กซี่บินได้" ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส (EH216-S) ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำระบบการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงมาใช้เชิงพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส ผลิตภัณฑ์เรือธงของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ได้รับใบรับรองประเภทอากาศยาน (TC) ใบอนุญาตการผลิต (PC) และใบรับรองสมควรเดินอากาศมาตรฐาน (AC) สำหรับยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่งขนส่งผู้โดยสารแบบไร้คนขับฉบับแรกของโลกจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) โดยในปี 2025 สายการบินที่ให้บริการอากาศยานรุ่นดังกล่าวได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (OC) สำหรับอากาศยานพลเรือนบรรทุกผู้โดยสารไร้คนขับล็อตแรกของประเทศ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน

อี้หาง อินเทลลิเจนต์ ดำเนินการพัฒนาในตลาดไทยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การบินโดยสารครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยการบินในพื้นที่ทดลองครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความก้าวหน้าในฉากทัศน์การบินภายในเมือง แต่ยังเน้นย้ำถึงจุดเด่นเฉพาะของแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส เหมาะสมต่อการเดินทางในเมืองและการท่องเที่ยวเพื่อการชมวิวในไทย

ในอนาคต อี้หาง อินเทลลิเจนต์จะร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ขยายพื้นที่ทดลองบินไปยังปลายทางยอดนิยมอย่างพัทยา ภูเก็ต และเกาะสมุย เพื่อสร้างเครือข่ายเส้นทางการบินระดับต่ำที่หลากหลาย

หลังการทดลองบิน มนัทเปิดเผยว่าแท็กซี่บินได้ไร้คนขับสามารถรับผู้โดยสารจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมือง และยังสามารถให้บริการแบบจุดต่อจุดได้ และยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการท่องเที่ยวหรือการเดินทางแม้ในพื้นที่ท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ของไทย มอบตัวเลือกที่สะดวก ปลอดภัย และสบายยิ่งขึ้นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสำนักงานฯ จะยึดหลักกำกับดูแลควบคู่การบริการ เปิดพื้นที่ทดลองบินมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและกฎระเบียบด้านการดำเนินงานของการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีและการกำกับดูแลอุตสาหกรรมให้พัฒนาไปพร้อมกัน

เลือง ฟาม (Luong Pham) ผู้ก่อตั้งแอเรียล ซี เวนเจอร์ส (Aerial Sea Ventures) ผู้ให้บริการแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอสในไทย กล่าวว่าบริษัทมีแผนจะส่งอากาศยานไร้คนขับของอี้หาง อินเทลลิเจนต์มากกว่า 100 ลำบินในพื้นที่ทดลองบินกว่า 20 แห่งทั่วไทยภายในสิ้นปี 2569 ผ่านการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสำนักงานฯ พร้อมคาดหวังว่าการเปิดเส้นทางบินจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมืองจะสำเร็จในเร็ววัน เพื่อผลักดันการพาณิชย์และการขยายขนาดของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง

หยาง เจียหง ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ระบุว่าอี้หางจะสนับสนุนรัฐบาลไทยและสำนักงานฯ ในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลและการดำเนินงานของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงในไทยต่อไป ผ่านการบินโดยสารในพื้นที่ทดลองภายใต้ฉากทัศน์การใช้งานที่สำคัญในเมืองต่างๆ อย่างกรุงเทพฯ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top